ข้ามไปที่เนื้อหา
|

รีวิว Oppo UDP-205 Universal Player !!? ไฮเอ็นด์จัดเต็มในยุค 4K HDR พร้อม DAC ที่ไม่ได้ให้มาเล่นๆ

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 09 Mar 2022 0 ความคิดเห็น

ที่สุดของ 4K Blu-ray Player ต้องยกให้ Oppo UDP-205

หลังจากปล่อย UDP-203 ซึ่งเป็น 4K HDR Blu-ray Universal Player เครื่องแรกที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย และก็เป็นไปตามที่หลายๆ คนคาดไว้ เป้าหมายต่อไปของ Oppo คือ ออกเพลเยอร์อีกรุ่นหนึ่ง “ที่จัดเต็มยิ่งกว่า 203” ทั้งเรื่องของคุณภาพของภาพและเสียง ในนาม UDP-205

คลิปบรรยากาศงานเปิดตัว OPPO UDP-203 ครั้งแรกในไทย

นับแต่อดีต ตั้งแต่ที่เริ่มวางจำหน่าย BDP-93 และ BDP-105 เป็นต้นมา ทาง Oppo ก็ผลิตจำหน่ายเพลเยอร์ 2 รุ่น ที่ลงท้ายรหัส 3 และ 5 ในทุกๆ เจนเนอเรชั่น พอมาถึงยุค 4K HDR Blu-ray Player ปัจจุบันก็มี UDP-203 และ UDP-205 คู่กัน

หลายท่านคงสงสัยว่า UDP-203 กับ UDP-205 ต่างกันอย่างไร? กล่าวโดยสรุป 205 ได้รับการเพิ่มเติมและอัพเกรดฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวเนื่องกับภาพและเสียงหลายจุด อิงได้ตามตารางเปรียบเทียบด้านบน ซึ่งรายละเอียดในแต่ละจุดจะทยอยลงในช่วงถัดไปครับ แต่ตามธรรมเนียม มาเริ่มที่รูปลักษณ์ภายนอกกันก่อนครับ

Design – การออกแบบ

แฟนๆ Oppo หากจำ BDP-105D Full HD (4K Upscale) Blu-ray Universal Player ได้ จะพบว่า UDP-205 4K UHD Blu-ray Universal Player รุ่นใหม่ อิงพื้นฐานดีไซน์ภายนอกมาหลายจุด มองดูแล้วคล้ายกันมากแต่ก็ไม่เหมือนไปทั้งหมด จุดต่างชัดเจน คือ ตำแหน่งจอแสดงสถานะที่ย้านมาอยู่กึ่งกลางเหนือถาดรับแผ่นดิสก์ กับปุ่มควบคุมที่รุ่นใหม่เป็นแบบจิ้มกด ไม่ได้เป็นระบบสัมผัสเหมือนเดิม

เช่นเดียวกับภายในที่ยังคงจัดวางเลย์เอาต์ไว้คล้ายคลึงรุ่นก่อน แต่ขณะเดียวกันจะเห็นจุดต่าง อาทิ จำนวนและรูปแบบการจัดวางอุปกรณ์บางตัวบน PCB แต่ก็เป็นเพียงจุดเล็กๆ เท่านั้น จากรูปเดียวกันนี้จะเห็น Toroidal Power Supply ที่บริเวณมุมซ้ายล่าง โดยเป็นภาคจ่ายไฟสำหรับภาคเสียงอะนาล็อกโดยเฉพาะ มีเฉพาะในรุ่น 205/105D เท่านั้น (ไม่มีในรุ่น 203/103D)

จุดต่างจากเจนเนอเรชั่นก่อน อันดับแรก คือ OP8591 Quad-core Processor หน่วยประมวลผลใหม่ที่ทาง Oppo พัฒนาร่วมกับ MediaTek เพื่อสนองตอบความบันเทิงด้านภาพเสียงระดับ Hi-resolution 4K HDR ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (จุดนี้เหมือนกับ 203)

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Universal Player รุ่นใหม่ของ Oppo คือ Disc Loader หรือภาคทรานสปอร์ตที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ นอกจากความหลากหลาย เล่นแผ่นได้แทบทุกฟอร์แม็ต ล่าสุดยังเพิ่มเติมรองรับ 4K UHD HDR Blu-ray Disc ฟอร์แม็ตภาพและเสียงที่ดีที่สุดในปัจจุบันด้วย อีกทั้งยังเสริมโครงสร้างรับแรงสั่นสะเทือนจากทั้งภายนอกและภายใน พร้อมไฟน์จูนหัวอ่านเลเซอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อเสถียรภาพสูงสุด (จุดนี้เหมือนกับ 203)

ความยอดเยี่ยมของ 205 และเหนือกว่า 203 คือ คุณสมบัติฮาร์ดแวร์ด้านเสียงอันโดดเด่น หัวใจสำคัญ คือ ES9038PRO 32-bit HyperStream DAC จาก ESS Technology จำนวนถึง “2 ชุด” ด้วยกัน เพื่อแยกหน้าที่ในส่วนของ 2 แชนเนล และมัลติแชนเนลเอาต์พุต (ต่างจาก 203 ที่ใช้ชิพ AKM AK4458VN เพียงชุดเดียว และเป็นการอัพเกรดขึ้นจาก ESS ES9018 ของ 105D รุ่นก่อน)

อานิสงส์ของการติดตั้ง DAC chip ถึง 2 ชุด ซึ่งหนึ่งในนั้นทำหน้าที่เฉพาะสัญญาณเสียงแบบสเตริโอ 2 แชนเนล นัยว่าเน้นสำหรับซิสเต็มฟังเพลงโดยเฉพาะเลย ซึ่งช่องต่อสัญญาณอะนาล็อก 2 แชนเนล ของ 205 มีทั้ง RCA และ XLR

มี DAC ดีทั้งที ต้องดึงประสิทธิภาพออกมาใช้ให้คุ้ม ในรุ่น 205 จึงเพิ่มเติม Digital Audio Input สำหรับรับสัญญาณดิจิตอลออดิโอจากภายนอก และยังรวมถึง USB Audio ที่ฮิตกันในปัจจุบันสำหรับชาว Computer Audiophile ด้วย

คุณสมบัติพิเศษด้านเสียงที่เพิ่มเข้ามาเฉพาะกับรุ่น 205 ยังรวมถึงฟีเจอร์ที่เรียกว่า HDMI Audio Jitter Reduction เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณเสียงร่วมกับชุดโฮมเธียเตอร์ผ่านทาง HDMI cable จะได้รับอานิสงส์ในแง่ปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดีขึ้นด้วย

ตัวถังของ 205 ยังได้รับการเสริมเพิ่มความมั่นคง ด้วยโครงสร้าง Double-layered Chassis เมื่อรวมน้ำหนักของอุปกรณ์ภายในที่มีมากกว่าแล้ว จึงมีน้ำหนักมากกว่า 203 อย่างชัดเจน (10 kg vs 4.3 kg)

ปุ่มควบคุมเปลี่ยนจากระบบสัมผัสในรุ่น 105D มาเป็นแบบ “จิ้มกด” จัดวางรวมกลุ่มอยู่ทางขวา วัสดุดูดีกว่าปุ่มที่ใช้ในรุ่น 203

ในส่วนของช่องต่อที่แผงหน้า จะมีเพียง USB (2.0) In 1 ช่อง เช่นเดียวกับ 203 แต่จะเพิ่ม Headphone Out (1/4″ TRS) เข้ามา เนื่องจาก 205 ติดตั้ง Headphone Amp มาด้วย

รีโมตคอนโทรลใช้รุ่นเดียวกันกับ 203 อิงดีไซน์เดิมของเจนฯ ก่อน แต่เปลี่ยนตำแหน่งปุ่มไปเล็กน้อย ไฟ Backlit สีขาว จะติดสว่างขึ้นเองโดยอัตโนมัติเมื่อรีโมตมีการเคลื่อนไหว (รุ่นก่อนต้องกดปุ่มที่รีโมตให้ไฟติด)

Connectivity – ช่องต่อ

การจัดวางช่องต่อสัญญาณ โดยเฉพาะ “อะนาล็อกออดิโอเอาต์” ถูกแยกไว้เป็นอิสระ ง่ายต่อการเสียบสายมากกว่า 203

จุดเชื่อมต่อสัญญาณหลัก ประกอบไปด้วย HDMI 2.0 Out จำนวน 2 ช่อง แยกสัญญาณภาพและเสียงได้ เพื่อคุณภาพสัญญาณสูงสุด รองรับความละเอียดสูงสุด 4K 60Hz และระบบเสียง Dolby Atmos, DTS:X และ Auro-3D (แบบ Bitstream)

กรณีที่ต้องการแยกสัญญาณภาพ-เสียงจาก HDMI Out ทั้ง 2 ช่อง ของ 205 ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าใดๆ เพราะระบบฯ จะตรวจจับได้ว่ามีการเชื่อมต่ออุปกรณ์อยู่ที่ช่องใดบ้าง และทำการปรับตั้งค่า HDMI Output ให้เองโดยอัตโนมัติ กระนั้น แนะนำว่าควรเชื่อมต่อสัญญาณภาพที่ช่อง HDMI (Main) Out และเสียงที่ช่อง HDMI (Audio Only) Out

HDMI 2.0 In จำนวน 1 ช่อง มีไว้เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณวิดีโอจากภายนอก เพื่อทำการ “อัพสเกล” ผ่าน Oppo 205 ได้ความละเอียดสูงสุดถึง 4K 60Hz อย่างไรก็ดีการเชื่อมต่อสัญญาณภายนอกผ่าน HDMI In ของ 203 จะทำให้ค่า HDMI Input Lag เพิ่มสูงขึ้นด้วย จึงอาจส่งผลกระทบกับการรับชมบางคอนเทนต์… คำแนะนำ คือ ไม่ควรนำอุปกรณ์อย่าง Game Console หรือ PC มาเชื่อมต่อผ่าน HDMI In ของ 205 ครับ

ในส่วนช่องสัญญาณออดิโอเอาต์แบบดิจิตอล มีให้ทั้ง Coaxial Output และ Optical Output และยังมี อะนาล็อกออดิโอเอาต์แบบ 7.1 แชนเนล ให้ด้วย ซึ่งหาได้ยากสำหรับมาตรฐานเพลเยอร์ในปัจจุบัน ช่องต่อทั้งหมดนี้ได้รับการชุบทองเงาวับ

ช่องต่ออื่นๆ มี USB 3.0 จำนวน 2 ช่อง, Gigabit Ethernet portRS-232 และ Trigger Input/Output เช่นเดียวกับ 203 คือ ที่ด้านหลังยังมีจุดรับสัญญาณรีโมตคอนโทรล IR ด้วย สามารถรับสัญญาณรีโมตได้เกือบรอบด้านเลยทีเดียว

เช่นเดียวกับ 203 คือ 205 ยังติดตั้ง 802.11ac Wi-Fi Built-in มาในตัว (ไม่ได้ให้เป็น USB Wi-Fi แบบรุ่นก่อนๆ) ความสามารถด้านเน็ตเวิร์กไม่ต่างกัน รองรับการสตรีมมิ่งวิดีโอ 4K และเพลง Hi-res จาก NAS หรือ PC ผ่านระบบเน็ตเวิร์กได้

พิเศษ ที่เพิ่มเข้ามากับ 205 (ไม่มีในรุ่น 203) นอกจากอะนาล็อกออดิโอเอาต์พุต 2 แชนเนล แยกอิสระทั้งแบบ RCA และ XLR แล้ว ยังมีช่องต่อในกลุ่มของ Digital Audio Input เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้กับภาค DAC คุณภาพสูงภายใน 205 นั่นเอง ช่องต่อที่ว่า ได้แก่ Optical Input, Coaxial Input และ USB Audio Input (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานคุณภาพเสียง)

ขั้นตอนเลือกใช้ช่องรับสัญญาณต่างๆ ของ 205 ทำได้โดยกดปุ่ม Input ที่รีโมต

Features – เพิ่มเติม

ความสามารถของ 205 มีความหลากหลาย สามารถเล่นแผ่น 4K UHD HDR Blu-ray Disc ไปจนถึงฟอร์แม็ตแผ่นดิสก์ต่างๆ ได้ครบครัน และยังรองรับไฟล์วิดีโอ เพลง หรือรูปภาพ

รองรับมาตรฐาน HDR ทั้ง HDR10 และล่าสุด Dolby Vision

รูปแบบแผ่นดิสก์ SACD สามารถเล่นได้ แสดงข้อมูลในส่วนของ CD Text ได้ด้วย อย่างไรก็ดี 205 ไม่สามารถดึงข้อมูลภาพปกของ SACD/CD จากฐานข้อมูลออนไลน์มาได้นะครับ (เดิมความสามารถนี้ รุ่นก่อนๆ ทำได้)

การเล่นไฟล์เพลง 205 ก็รองรับหลากหลาย โดยเฉพาะ Hi-res Formats อาทิ DSD128, WAV, FLAC, ALAC, … พิเศษสำหรับ FLAC และ MP3 นอกจากแสดงข้อมูลชื่อเพลง-ศิลปิน-อัลบั้มได้แล้ว ยังสามารถแสดงภาพปกได้ด้วย (ถ้าไฟล์มีข้อมูลภาพปกอยู่)

Picture – ภาพ

คุณสมบัติด้านภาพ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจหลักอย่างชิพประมวลผล ไปจนถึงตัวเลือกตั้งค่าด้านภาพต่างๆ ของ 205 ไม่มีความแตกต่างจาก 203 แนวทางการตั้งค่าจึงไม่ต่างกัน ในจุดนี้สามารถอ้างอิงตามที่ผมได้ลงรายละเอียดไว้แล้วในรีวิว 203

การใช้วงจรอัพสเกลของ 205 สามารถกำหนด Output Resolution โดยเลือกที่เมนู (หรือกดปุ่ม Resolution ที่รีโมต) ได้สูงสุดที่ UHD 60p (3840 x 2160) หรือกรณีที่ต้องการ “บายพาส” วิดีโอสเกลเลอร์ภายใน 205 (เพื่อไปใช้งานสเกลเลอร์ที่ทีวีแทน) ให้เลือก Source Direct

ตัวเลือกชดเชยด้านภาพแบบละเอียดในส่วน Picture Adjustment ของ 205 สามารถเก็บไว้ในหน่วยความจำแยกอิสระได้ 3 โหมด เช่น อาจตั้ง Mode 1 สำหรับเวลารับชม Full HD Content, Mode 2 สำหรับ HD Content, และ Mode 3 สำหรับ SD Content เป็นต้น (ไม่ต่างจาก 203)

หากพูดถึงระบบฮาร์ดแวร์ของ 205 ที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงภาพโดยตรง อย่างชิพประมวลผล เป็นรุ่นเดียวกับ 203 ผลลัพธ์อย่างคุณภาพของภาพจึงใกล้เคียงกันมาก อย่างไรก็ดีด้วยการแยกภาคจ่ายไฟสำหรับวงจรเสียงอะนาล็อกออกมาต่างหาก ตัวแปรที่จะรบกวนวงจรภาพก็ย่อมจะลดทอนลง ในจุดนี้จึงส่งผลดีกับภาพอยู่บ้าง แต่ที่ดูมีความต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือ “คุณภาพเสียง”

Sound – เสียง

ดังที่เรียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่า จุดที่ 205 ได้รับการอัพเกรดขึ้น หลักใหญ่สำคัญคือเรื่องของเสียง โดยมี DAC เป็นหัวใจหลัก ซึ่ง DAC chip ที่ถูกนำมาใช้งานกับ 205 คือ ES9038PRO เป็นชิพรุ่นเรือธงของ ESS Technology ณ ปัจจุบัน แน่นอนคำถามที่ตามมาคงไม่พ้นว่า มันต่างจากชิพตัวอื่นอย่างไร? หากทำการเทียบสเป็กกับ DAC ของ ESS ด้วยกัน เจนเนอเรชั่นเดียวกันอย่าง ES9028PRO และเจนฯ ก่อนอย่าง ES9018S จะได้ข้อมูลดังตารางด้านล่าง

ข้อสังเกตเรื่องความต่างทางสเป็ก คงไม่พ้นระดับสัญญาณรบกวนและค่าความเพี้ยนรวม (140dB DNR & -122dB THD) ที่ “รุ่นท็อป” ทำได้ดีกว่า และโดยศักยภาพสามารถรองรับฟอร์แม็ตเสียงไฮเรซรายละเอียดสูงขึ้น อย่าง DSD ได้สูงสุดถึง DSD1024 (Native) ส่วน PCM ได้ที่ 768kHz (w/oversampling)

นอกจากค่าทางสเป็กที่ดีขึ้น เราจะเห็นตัวเลือกพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการตั้งค่า DAC เพิ่มเข้ามาด้วย คือ (Digital) Filter Characteristics จำนวนถึง 7 แบบด้วยกัน แต่ละแบบให้คาแรคเตอร์เสียงที่ต่างกันเล็กน้อย ตรงนี้คงแล้วแต่รสนิยมและคุณลักษณะของแต่ละซิสเต็ม ไม่มีผิดถูก เป็นทางเลือกไปทดลองเสียงกันดูเองครับ แต่ถ้าถามว่าใช้แบบไหน ส่วนตัวผมชอบ Mini Phase Fast

จากการตรวจสอบในสเป็กพบว่า USB DAC ของ 205 รองรับฟอร์แม็ตดิจิตอลออดิโอสูงสุดที่ DSD512 และ PCM 2ch/768kHz

อย่างไรก็ดีฟอร์แม็ตที่แพร่หลายในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็น DSD64 (สูงสุด DSD256 มีประปราย) ส่วน PCM สูงสุดที่พอหาได้ไม่ลำบากมากนัก คือ 24-bit/352.8kHz ซึ่งฟอร์แม็ตไฮเรสเหล่านี้จะสามารถดึงศักยภาพของ 205 ออกมาได้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น อันเป็นอานิสงส์จาก ESS ES9038PRO DAC และความพิถีพิถันของอุปกรณ์ด้านเสียงอื่นๆ ที่ติดตั้งอยู่ภายใน

คุณสมบัติด้านเสียงของ 205 ที่กล่าวมานี้ จะส่งผลกับคุณภาพเสียงเมื่อรับฟังทางช่องสัญญาณ Analog Audio Output (โดยเฉพาะ 2-channel output) และ Headphone Out เป็นสำคัญ ซึ่งคำแนะนำสำหรับท่านใดที่นำ 205 ไปใช้ร่วมกับ “ซิสเต็มฟังเพลง” (2.0/2.1 แชนเนล) การเปิดใช้ฟังก์ชั่น “Pure Audio” ร่วมด้วย จะช่วยขับเน้นความบริสุทธิ์ของเสียงด้วยการลดทอนหรือปิดการทำงานวงจรในส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเสียงลง

จากการทดสอบ 2-ch Analog Output ระหว่าง 205 และ 203 กับการรับฟัง SACD อัลบั้ม 2011 HK AV Show พบว่า 205 ให้น้ำเสียงที่กลมกล่อมกว่า ความหยาบกร้านน้อยกว่า รายละเอียดดูเด่นชัด ส่วนหนึ่งเป็นผลของความสงัดจากระดับแบ็คกราวด์น้อยส์ที่ต่ำกว่า

การรับฟังระบบเสียง Multi-ch Audio ผ่านทางช่องต่อ Multi-ch Analog Output ของ 205 ก็จะได้รับอานิสงส์ด้านคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่า 203 เช่นเดียวกัน แต่การเชื่อมต่อรับฟังด้วยวิธีนี้อย่าลืมการตั้งค่าที่หัวข้อ Speaker Configuration ด้วย เพื่อให้ได้เสียงรอบทิศทางจากลำโพงรายล้อมที่มีอิงตามสภาพการติดตั้งจริง โดยพิจารณา Bass Management (กำหนด Speaker Size และตั้ง Crossover Freq.), Speaker Distance และ Level Trim

ย้ำอีกที เช่นเดียวกับรุ่น 203 ว่าการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงทางช่อง Multi-ch Analog Audio Output ของ 203 ยังไม่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos / DTS:X เสียงที่ได้จะเป็น Dolby True HD หรือ DTS:HD 7.1 แชนเนล เท่านั้น การรับชมเสียงรอบทิศทางของภาพยนตร์จึงแนะนำว่า เชื่อมต่อทาง HDMI ดีที่สุดครับ

สำหรับท่านที่มีเป้าหมายเน้นการใช้งานในระบบโฮมเธียเตอร์เป็นหลัก คงไม่ได้ประโยชน์จากคุณภาพ DAC ที่กล่าวไปข้างต้น อย่างไรก็ดีคุณสมบัติพิเศษของ 205 อย่าง HDMI Audio Jitter Reduction ไม่อาจมองข้ามได้เพราะจะให้ความลงตัวทางเสียงเหนือกว่า 203

กรณีที่เชื่อมต่อสัญญาณแบบ Dual HDMI (แยกภาพ-เสียง) ฟีเจอร์ HDMI Audio Jitter Reduction ของ 205 จะถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์จึงส่งอานิสงส์ไปถึงระบบเสียงรอบทิศทางจากทั้งภาพยนตร์ คอนเสิร์ต หรือแม้แต่ระบบเสียง Stereo/Multi-ch Audio จากเพลงระดับ Hi-res (SACD, DVD-Audio) เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณทาง HDMI

เมื่อเทียบกับ 203 ความสงัดของ 205 ช่วยให้การแยกแยะตำแหน่งทิศทางเสียงรอบทิศทางทำได้ดีกว่า ส่วนการรับฟังแบบ 2 แชนเนล ให้มิติตัวตนของชิ้นดนตรีมีความชัดเจนมากกว่า สามารถจับความแตกต่างได้ไม่ยาก อย่างไรก็ดีคุณสมบัติของ DAC ภายใน AVR หรือ Pre Processor ที่นำมาใช้งานร่วมด้วยจะส่งผลลัพธ์แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่จะได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นจาก 203 ไม่มากก็น้อยแน่นอนครับ

Conclusion – สรุป

หากเป้าหมายของท่าน คือ ต้องการหาเครื่องเล่นที่ครบครันทั้งประโยชน์ใช้สอย รองรับฟอร์แม็ตแผ่นดิสก์หลากหลาย พร้อมคุณสมบัติด้านภาพระดับ 4K และเสียงระดับ Hi-res เท่าทันยุคสมัย โดยที่เน้นเกรดของอุปกรณ์สูงสุด Oppo UDP-205 คือตัวเลือกอันดับหนึ่ง ที่ยังไม่มีตัวเปรียบเทียบ ณ เวลานี้

จุดเด่นของ Oppo UDP-205

– ความโดดเด่นของพื้นฐานโครงสร้าง ไปจนถึงเกรดอุปกรณ์ภายใน พูดได้ว่า “ไม่มีตัวเปรียบเทียบได้เลย” ในเรนจ์ระดับเดียวกัน ณ ปัจจุบัน
– รองรับฟอร์แม็ตออดิโอ-วิดีโอ หลากหลาย ทั้งแผ่นดิสก์เกือบทุกฟอร์แม็ตที่เคยมีจำหน่ายในอดีตและปัจจุบัน ไปจนถึงมีเดียไฟล์รูปแบบต่างๆ ผ่านทาง USB 3.0 และ Network (Ethernet/Wi-Fi) ที่สำคัญมี USB DAC พร้อม Headphone Amp คุณภาพสูงมาด้วย
– การเล่น 4K HDR Blu-ray Disc ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมทั้งภาพเสียง รองรับ HDR10 และล่าสุด Dolby Vision ไปจนถึงระบบเสียง Dolby Atmos, DTS:X และ Auro-3D (ผ่านทาง HDMI Bitstream)
– วิดีโอสเกลเลอร์ศักยภาพโดดเด่น รองรับ 4K 60Hz
– ช่องต่อสัญญาณครบครัน อาทิ HDMI 2.0 Out 2 ช่อง แยกสัญญาณภาพ-เสียง ซึ่งในส่วนของเสียงเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นด้วย HDMI Audio Jitter Reduction เหนือกว่า 203 และเพิ่มเติม Digital Audio Input เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้งาน DAC คุณภาพสูง พร้อมอะนาล็อกออดิโอเอาต์แยกสำหรับระบบเสียงสเตริโอและมัลติเชนเนล และ Headphone Amp ซึ่งหาได้ยากกับเพลเยอร์อื่นใดในปัจจุบัน
– คุณภาพเสียงอะนาล็อกไม่ธรรมดาด้วย 32-bit HyperStream DAC จาก ESS Technology

จุดด้อยของ Oppo UDP-205

– ตัวเลือกการปรับแต่งภาพ-เสียงมีมาก และบางหัวข้อหากตั้งไม่แม็ตช์กับอุปกรณ์ร่วม อาจส่งผลกับการใช้งาน เช่น ภาพ-เสียงไม่ออกเป็นต้น (หากไม่มั่นใจ แนะนำให้ตั้งไว้ที่ Auto)
– พบปัญหาเล่น DVD Video Zone 3 ไม่ได้ (ฟ้องว่า Wrong Region) แนะนำแผ่นที่ไม่มีปัญหาควรเป็น Zone 1 (US) หรือแผ่น All Zone ส่วน Full HD Blu-ray ควรเป็น Zone A (4K UHD Blu-ray ไม่มีล็อคโซน เล่นได้ทั้งหมด)
– Online Content ถูกตัดออกไป แต่ความสามารถนี้ Smart TV ยุคปัจจุบันทดแทนได้
– การเล่นไฟล์บางชนิด (เช่น ISO) ถือว่าผิดกฏหมายสากล ปัจจุบันสามารถทำการดัดแปลงให้รองรับได้ แต่จะอยู่นอกเหนือการรับประกัน

*การทดสอบ อ้างอิง Official Firmware: UDP20X-45-0605

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้