ข้ามไปที่เนื้อหา
|

รีวิว Pioneer VSX-LX504 & VSX-LX304 AVR รุ่นใหญ่ มาพร้อม IMAX Enhanced อัดแน่นสเปคภาพและเสียงมาแบบจัดเต็ม

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 25 Aug 2020 0 ความคิดเห็น

ทุกวันนี้คนเรานิยมการดูหนังฟังเพลงกันมากขึ้น ซึ่งการรับชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการฟังเพลงต่างๆ ผ่านลำโพงของทีวี หรือลำโพง Soundbar ก็อาจจะยังไม่ตอบโจทย์คนที่รักความบันเทิงอย่างแท้จริงเท่าที่ควร การมีชุดโฮมเธียเตอร์สักชุดคงจะตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีไม่น้อยเลย

และเมื่อพูดถึงชุดเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์ อุปกรณ์ที่นับว่าเป็นหัวใจหลักของระบบเลยนั่นก็คือ AV Receiver หรือที่เราเรียกกันว่า AVR นั่นเอง ที่เป็นศูนย์กลางของสัญญาณภาพและเสียงจากอุปกรณ์ต่างๆ โดยรับเข้ามา และส่งออกไปยัง TV, Projector รวมถึงลำโพงต่อไปต่างๆ

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับ AVR 2 รุ่นใหญ่ที่จัดเต็มเรื่องคุณภาพเสียงรวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ มาให้แบบจัดเต็ม นั่นก็คือ ซีรีส์ LX จาก Pioneer ในรุ่น VSX-LX504 และ VSX-LX304 จะน่าสนใจแค่ไหนตามมาดูในรีวิวกันครับ

โฉมหน้าของ AVR ทั้ง 2 รุ่น

ราคาเปิดตัวของ VSX-LX504 อยู่ที่ 65,900 บาท
ราคาเปิดตัวของ VSX-LX304 อยู่ที่ 45,900 บาท

Design – การออกแบบ

การออกแบบโดยรวมของ AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้จะมาในโทนสีดำเงา ให้ความรู้สึกที่เรียบหรู แต่ก็ซ่อนความดุดันไว้ภายใน ซึ่งถ้ามองภายนอกแบบเผินๆ จุดที่แตกต่างกันหลักๆ ก็จะเป็นในส่วนของขนาดหน้าตัวเครื่อง ปุ่มบริเวณด้านหน้า และช่องต่อบริเวณด้านหลังของตัวเครื่อง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันขนาดไหนมาดูกันครับ

ด้านหน้าของ VSX-LX504 (ซ้าย) และ VSX-LX304 (ขวา)

ด้านหลังของ VSX-LX504 (ซ้าย) และ VSX-LX304 (ขวา)

มาเริ่มกันที่รุ่นพี่ใหญ่อย่าง VSX-LX504 กันก่อนดีกว่า ตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ กว้าง 435 x ยาว 386 x สูง 185 มม. หนัก 16 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ามีขนาดที่ใหญ่และหนักพอสมควร เนื่องมาจากภาคขยายที่เป็นตัวจ่ายไฟสู่ลำโพงที่ให้มาแบบจัดเต็มในแบบของ AVR รุ่นใหญ่ๆ นั่นเอง

ด้านหน้าของ VSX-LX504

ด้านหน้า ของตัวเครื่องนี่เรียกว่ามีความเกลี้ยงเกลาสะอาดตามาก ประกอบไปด้วยปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง, Volume เพิ่ม/ลด เสียงแบบหมุน, ที่หมุนเลือกช่องสัญญาณ Input, หน้าจอแสดงผลหลักที่ไว้แสดงข้อมูลต่างๆ เช่น Input ที่เลือกใช้อยู่, ระบบเสียงที่กำลังเล่น, ลำโพงในระบบ และแสดงเมนูการตั้งค่าต่างๆ แบบย่อ

หน้าจอแสดงผลหลักของ VSX-LX504

มีโล้โก้ IMAX Enhanced พร้อมชื่อรุ่นกำกับไว้ด้วย

ยังไม่หมดแค่นั้นตัวเครื่องได้ทำการซ่อนช่องต่อและปุ่มควบคุมต่างๆ ไว้ที่ฝาด้านหน้าที่เราสามารถ เปิด/ปิด ได้ โดยจะมีปุ่มกดต่างๆ เช่น ปุ่มลูกศรควบคุมการตั้งค่า, ปุ่มเลือกโหมดเสียง รวมถึงมีช่องต่อต่างๆ ที่ให้เราสามารถเสียบใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เช่น ช่องต่อ Mic Auto Set-Up, ช่องต่อ USB และช่อง HDMI In

ฝาด้านหน้าเครื่องของ VSX-LX504 สามารถ ปิด/เปิด ได้

ส่วนรุ่น VSX-LX304 ตัวเครื่องจะมีขนาดอยู่ที่ กว้าง 435 x ยาว 370.5 x สูง 173 มม. มีน้ำหนักอยู่ที่ 13.5 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าขนาดตัวเครื่องที่เล็กกว่าและเบากว่ารุ่นพี่อยู่สักเล็กน้อยแต่ถือว่าอยู่แบบมาตรฐานของ AVR รุ่นกลางสูง

ด้านหน้าของ VSX-LX304

ด้านหน้า ของตัวเครื่องโดยรวมจะค่อนข้างเหมือนกันตรงที่มีปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง, Volume เพิ่ม/ลด ความดังเสียง, ที่หมุนเลือกช่องสัญญาณ Input และหน้าจอแสดงผลหลัก แต่จุดที่แตกต่างกันคือในรุ่นนี้จะไม่ได้มีฝาเปิดปิดปุ่มเพิ่มเติมมาให้ ปุ่มจะถูกวางไว้ให้สามารถกดได้ที่หน้าตัวเครื่องเลย เช่น ปุ่มเลือกโหมดเสียง, ปุ่มควบคุมทิศทางการ Set-Up รวมถึงมีช่องต่ออย่าง เช่น USB, HDMI และช่องเสียบไมค์ Auto-Setup มาให้ที่ด้านนี้เลย เช่นกัน

รีโมท ที่ให้มานั้นมาในรูปแบบเดียวกับ AVR จากทาง Onkyo เลย เพราะทั้ง 2 แบรนด์นี้เขาได้ทำการจับมือกันแล้วนั่นเอง โดยรีโมทนั้นมาในขนาดกำลังดี ให้ปุ่มมาแบบครบครันต่อการใช้งาน เช่น ปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง, ปุ่มเลือกช่องสัญญาณ Input ต่างๆ, ปุ่มลูกศรควบคุม, ปุ่มตั้งค่า, ปุ่ม เพิ่ม/ลด ความดังเสียง, ปุ่มปรับแต่งเสียง และอื่นๆ

รีโมทมาในขนาดกำลังดี

สาย อุปกรณ์ต่างๆ และคู่มือการใช้งานที่ให้มาในกล่อง

Connectivity – ช่องต่อ

ช่องต่อ ที่ด้านหลังของ AVR ทั้ง 2 รุ่น นั้นให้ช่องต่อมาในแบบที่เรียกว่าครบครันจัดเต็ม ในส่วนที่มีเหมือนกันก็จะประกอบไปด้วย HDMI In 6 ช่อง, HDMI Out 2 ช่อง, ช่องต่อลำโพงจำนวน 9 Ch, ช่อง Digital Input Optical กับ Coaxial, ช่อง Analog In, ช่อง Phono In สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง, ช่อง Ethernet สำหรับต่อสาย LAN, ช่อง USB, ช่องเสียบสายไฟแบบ IEC ที่สามารถเปลี่ยนหรืออัพเกรดสายไฟได้ และ ช่อง Pre Out สำหรับลำโพง Active Subwoofer จำนวน 2 ช่อง

ส่วนที่แตกต่างกันที่มีเฉพาะในรุ่นใหญ่ก็คือ ช่องต่อ Pre Out Multichannel จำนวน 11 Ch ทำให้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณเสียงไปยัง Power Amp ภายนอกเพื่อเพิ่มจำนวนลำโพงเข้าไปในระบบ ได้สูงสุดถึง 7.1.4 Ch หรืออัพเกรดไปใช้ลำโพงที่ต้องการกำลังขับที่สูงขึ้นในอนาคตก็สามารถทำได้ และอีกอย่างก็คือ HDMI Out ของรุ่นใหญ่อย่าง VSX-LX504 จะรองรับฟีเจอร์ส่งเสียงย้อนกลับจากทีวีมาที่ตัว AVR เป็น eARC ส่วนรุ่นเล็ก VSX-LX304 จะให้มาแค่ ARC แบบปกติครับ

ด้านหลังของ VSX-LX504

ด้านหลังของ VSX-LX304

ทั้ง 2 รุ่นสามารถเชื่อมต่อกับทีวีผ่าน HDMI eARC (ARC)
เพื่อรับฟังเสียง Dolby Atmos จาก Netflix ได้เลย

Extra – เพิ่มเติม

MCACC Advanced Auto Set-Up

หน้าหลักของ MCACC Advanced Auto Set-Up

ใครหลายคนที่สนใจหรือเริ่มหัดเล่นเครื่องเสียงอาจจะกังวลในเรื่องงของการ Set-Up เช่น ต้องตั้งค่าลำโพงอย่างไร ต้องปรับความดังเท่าไหร่ ซึ่งอาจดูยุ่งยาก ทาง Pioneer เขาจึงได้ทำการใส่ฟีเจอร์ที่ชื่อว่า MCACC Advanced ที่เป็นระบบปรับเสียงแบบอัตโนมัติมาให้นั่นเอง

โดยเมื่อเราใช้ฟีเจอร์ MCACC Advanced ร่วมกับไมค์ Auto-Setup ที่ให้มาในกล่อง ตัวระบบจะทำการวัดค่าของเสียงที่ถูกส่งออกมาจากลำโพงต่างๆ แล้วช่วยคำนวนค่าในส่วนของ Level ค่าความดังเสียง, Distance ระยะห่างของลำโพงกับจุดนั่งฟัง, Crossover จุดตัดความถี่, Phase เฟส รวมถึงแก้ไข EQ ให้เสียงแต่ละลำโพงในระบบทำงานประสานกันออกมาได้ดีที่สุด ซึ่งขั้นตอนนี้แนะนำให้วาง Mic Set-Up ไว้ในจุดต่างๆ ตามภาพคำแนะนำบนจอ โดยให้ไมค์มีระดับความสูงอยู่ที่ระดับเดียวกับหูและควรให้ห้องอยู่ในสภาวะที่เงียบที่สุด เพื่อให้การ Auto Calibrate ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดครับ

เสียงที่ได้หลังจากระบบใช้ระบบ Auto-Setup ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว ให้ค่า Distance ที่ค่อนข้างแม่นยำ ส่วนอื่นๆ ก็ถือว่าทำได้ดี สามารถใช้รับฟังจริงได้เลยครับ แต่หากใครสามารถ Set-Up ด้วยตนเองแบบ Manual ได้ ก็จะสามารถรีดพลังเสียงของ AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้ออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ดีมากกว่าครับ

สามารถปรับ EQ ของลำโพงแต่ละ Ch แบบละเอียดได้ด้วย

Internet กับการฟังเพลง

เชื่อว่าในปัจจุบัน Life Style ในการฟังเพลงของใครหลายคนนั้นเปลี่ยนไป จากที่เราเคยฟังเพลงจาก แผ่น CD หรือ ไฟล์เพลงต่างๆ ยุคนี้เรามักหันมาฟังเพลงผ่านมือถือ หรือ แอปสตรีมมิ่งกันหมดแล้ว ซึ่งทาง Pioneer ก็ได้ให้ความสำคัญในจุดนี้เป็นอย่างดี โดยได้ใส่หัวข้อที่เรียกว่า “Net” มาให้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นแหล่งรวมช่องทางการฟังเพลงไร้สายต่างๆ มาไว้ในจุดนี้ให้ ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth, AirPlay สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ Apple (iPhone iPad), Google Chromecast สำหรับ มือถือ Android รวมถึงมีแอปสตรีมมิ่งชื่อดังต่างๆ ติดตั้งมาไว้ในเครื่องให้เลย เช่น Spotify, Deezer, Tidal และอื่นๆ อีกมากมายให้เราเลือกใช้ได้ตามสะดวก

แม้ว่าการฟังเพลงผ่านมือถือจะมีความสะดวกสบายแต่ถ้าอยากเน้นในเรื่องของคุณภาพเสียงก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องฟังผ่านไฟล์เพลงคุณภาพสูงระดับ Hi-Res โดย AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็รองรับการเล่นไฟล์ได้ที่ความละเอียดเสียงสูงสุดถึง 192 kHz/24-bit หรือ 11.2 Mhz (DSD) ในรูปแบบของไฟล์ ALAC, AIFF , FLAC, WAV (RIFF) , DSD รวมถึงไฟล์เพลงทั่วไปอย่าง MP3 หรือ M4A ก็สามารถเล่นผ่านช่อง USB ที่มีให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอย่างละ 1 ช่องได้อย่างไม่มีปัญหา

จากการทดสอบพบว่า ในบางครั้งช่อง USB ที่ด้านหน้าของตัวเครื่องจะไม่สามารถอ่าน HDD ได้ คาดว่าอาจจะมาจากปัญหาไฟไม่พอ แต่แนะนำให้เสียบ HDD เข้ากับช่องด้านหลังแทน ส่วนแฟลชไดร์ฟนั้นเสียบได้ทั้งหน้าด้าหลังตามปกติเลยครับ และอีกอย่างที่ขอติเล็กน้อย ก็คือตัวเครื่องรวมถึงรีโมทไม่มีปุ่มลัดในการเข้าโหมดเล่นไฟล์จาก USB มาให้ ต้องกดปุ่ม Input Select เพื่อไล่เปลี่ยน Input ไปเรื่อยๆ จนเจอคำว่า USB

แอปสตรีมมิ่งต่างในหน้าหลักของฟีเจอร์ “Net”

IMAX Enhanced

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่จะเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ทั้งด้านภาพและเสียงในบ้านเราอย่าง IMAX Enhanced ก็ได้ถูกใส่มาใน AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้ด้วย เช่นกัน โดยมาตรฐานนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง IMAX Corporation บริษัทเจ้าของโรงภาพยนตร์จอยักษ์ ร่วมมือกับ DTS Inc. บริษัทเจ้าของระบบเสียงที่ทุกคนย่อมคุ้นหูกันดี ที่เขามีคอนเซปที่ว่ายกโรงภาพยนตร์ IMAX มาไว้ที่บ้านของคุณ ซึ่งหากภาพยนตร์เรื่องไหนที่ได้การรับรองจากมาตรฐานนี้ก็มั่นในคุณภาพของภาพและคุณภาพของเสียงได้เลย ใครที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของ IMAX Enhanced ได้เลยครับ

Stereo Assign

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษเลยคือฟีเจอร์ Stereo Assign ที่จะเป็นการเลือกฟังเพลงหรือการรับฟังเสียงต่างๆ ในรูปแบบ Stereo จากลำโพงคู่ต่างๆ ในระบบได้ เช่น ลำโพง Top Surround (Atmos) หรือ ลำโพง Surround คู่หลัง โดยสามารถเข้าไปเปิดฟีเจอร์นี้ผ่านทาง Quick Menu > Audio > Stereo Assign และเลือกลำโพงที่ต้องการฟังได้เลย

ตัวอย่างในส่วนของ Stereo Assign

Sound – เสียง

มาทดสอบการรับชมภาพยนตร์กันครับ

มาถึงส่วนที่ทุกคนรอคอยแล้วนะครับนั่นก็คือเรื่องเสียงนั่นเอง โดยผมจะเล่าเป็นภาพรวมจากการที่ผมได้ทดสอบลองเล่นลองฟังเสียงจาก AVR ทั้ง 2 รุ่นทั้ง VSX-LX504 และ VSX-LX304 ไปพร้อมๆ กันเลย ซึ่ง AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้จะใช้ Dac ชิปประมวลผลด้านเสียงแบบเดียวกันคือ Digital Quad-Core 32-bit DSP ที่รองรับการถอดรหัสสัญญาณเสียงได้สูงสุดถึง 384 kHz/32-bit โดยจะแบ่งแยกเป็นชิป AKM AK4458 สำหรับลำโพงคู่หน้า กับชิป PCM5101A สำหรับลำโพงตัวอื่นในระบบ

รองรับ ระบบเสียง รอบทิศทางทั่วไปอย่าง Dolby Digital, DTS, Dolby TrueHD, DTS-HD Master Audio รวมถึงระบบเสียง 3 มิติ Immersive ในยุคปัจจุบันอย่าง Dolby Atmos กับ DTS:X เรียกว่าครอบคลุมครบครันไม่ว่าจะรับชมหนังผ่านแผ่น DVD, Blu-ray, 4K Blu-ray รวมถึงแอปสตรีมมิ่งอย่าง Netflix หรือ Apple TV ได้อย่างสะดวกสบายเลย

ในส่วนของภาคขยายและ กำลังขับ ในรุ่นพี่ใหญ่อย่าง VSX-LX504 มาพร้อมภาคขยายในตัวให้กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 230 W ต่อ Ch จำนวน 9 Ch รองรับการ Set-Up ลำโพงแบบสูงสุดได้ 2 รูปแบบได้แก่ 5.1.4 หรือ 7.1.2 แต่ถ้าหากใช้งานร่วมกับภาค Pre Out ที่ได้กล่าวไปข้างต้นจะสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 7.1.4 Ch เลยทีเดียว

ภาคขยายและกำลังขับของรุ่นน้องอย่าง VSX-LX304 ก็ถือว่าดีไม่แพ้กัน มาพร้อมภาคขยายในตัวให้กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 225 W ต่อ Ch จำนวน 9 Ch รองรับการ Set-Up ลำโพงแบบสูงสุดได้ 2 รูปแบบได้แก่ 5.1.4 หรือ 7.1.2 เช่นเดียวกันกับรุ่นพี่ใหญ่

ในการทดสอบผมได้ทำการ Set-Up AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้ในรูปแบบลำโพง 5.1.2 Ch ที่รองรับทั้งการฟังเพลงในรูปแบบ 2 Ch รวมถึงการรับชมภาพยนตร์ในรูปแบบเสียงรอบทิศทางอย่าง Dolby Digital, DTS-HD Master Audio ไปจนถึง Dolby Atmos กับ DTS:X ได้อย่างครบครัน

ตัวอย่างภาพระบบที่ผมเลือก Set-Up ในรูปแบบ 5.1.2 Ch

มาเริ่ม ทดสอบการรับชมภาพยนตร์ กันดีกว่า เรื่องแรกที่ผมหยิบมาทดสอบจะเป็นเรื่อง Avenger : Endgame แบบแผ่น 4K Blu-ray เป็น ระบบเสียง Dolby Atmos ในช่วงของฉากมหาสงครามท้ายเรื่อง ในฉากนี้จะมีเสียงหลากหลายรูปแบบเลยไม่ว่าจะเป็นเสียงยานอวกาศบินผ่านหัวไปมา เสียงการต่อสู้ที่มีการปะทะกัน AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้ ก็สามารถถ่ายทอดเนื้อเสียงออกมาได้ดี มีน้ำหนัก มีแรงปะทะของเสียงที่ชัดเจน โดยเฉพาะในรุ่นพี่ใหญ่ VSX-LX504 ฟังแล้วรู้เลยว่ากำลังมาเต็มแบบเหลือๆ เลย เช่น เสียงพูดตัวละครต่างๆ ฟังดูมีน้ำมีนวล เสียงการโยนวัตถุไปมา ไม่ว่าจะเป็น ซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง, บน-ล่าง ก็ให้ทิศทางของเสียงที่ชัดเจนสมจริง เสียงเบสที่มาจากลำโพงตั้งพื้นคู่หน้าผสมผสานกับเสียงเบสผ่านช่อง LFE ทาง Active Subwoofer ก็มาช่วยสร้างเสริมเนื้อเสียงให้มีความหนักแน่นดูหนังได้เต็มอรรถรสจริงๆ

Avenger : Endgame ระบบเสียง Dolby Atmos

รับชมหนังกันอีกสักเรื่องกับ Bad Boys for Life แบบแผ่น 4K Blu-ray โดยเรื่องนี้เป็นหนังที่มาพร้อมระบบภาพและเสียงแบบ IMAX Enhanced เป็น ระบบเสียง DTS:X เรื่องนี้ก็จะมีเสียงหลากหลายรูปแบบเช่นกันไม่ว่าจะเป็นฉากขับรถไล่ล่าโฉบเฉียวไปมา ก็สามารถโยนเสียงสอดประสานลำโพงต่างๆ ในระบบได้เป็นอย่างดี เสียงปืนเสียงระเบิด ก็ให้เสียงที่ออกมากระหึ่มเร้าใจ ดูหนังได้สนุกอย่างแท้จริง

Bad Boys for Life ระบบเสียง IMAX DTS:X

***สำหรับระบบเสียงแบบ DTS:X นั้นหากเรื่องไหนเป็นระบบเสียง DTS:X แบบปกติตัวระบบของ AVR ก็จะขึ้นโชว์ว่า DTS:X ปกติ แต่สำหรับหนังเรื่องไหนที่ได้รับมาตรฐาน IMAX Enhanced จะขึ้นว่า IMAX DTS:X ครับ***

รับชมภาพยนตร์ไปแล้วที่นี้เรามาลองกัน คอนเสิร์ต กันบ้างดีกว่า โดยผมได้หยิบแผ่นคอนเสิร์ตหนึ่งในนักร้องคนโปรดของผมอย่าง Celine Dion : Live in Las Vegas ในรูปแบบแผ่น Blu-ray ปกติ กับระบบเสียง Dolby TrueHD ที่ความละเอียดเสียงระดับ 96kHz/24-bit หรือเรียกว่าระดับ Hi-Res นั่นเอง เสียงที่ได้ทำให้ผมเพลิดเพลินไปกับดนตรีจริงๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไวโอลีน ที่มีชัดเจนนุ่มนวล เสียงขลุ่ยที่มีความหวานแบบกำลังดี รวมถึงเสียงร้องของ Celine ในท่อนร้องธรรมดาก็ให้เสียงฟังดูละมุน จนถึงท่อนพีคที่มาพร้อมเสียงดนตรีโหมกระหน่ำ AVR รุ่นพี่ใหญ่ VSX-LX504 ก็ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวไม่มีอาการอ่อนแรงของเสียงเรียกว่ากำลังขับมาเต็มจริงๆ

Celine Dion : Live in Las Vegas ระบบเสียง Dolby TrueHD 96kHz/24-bit

นอกจากการรับชมภาพยนตร์แล้ว ในสมัยนี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะนำชุดเครื่องเสียงไป เล่นเกม ด้วยเช่นกัน โดยจากการทดสอบเล่นเกม Forza Horizon บนเครื่อง XBox One S เป็นระบบเสียงแบบ Dolby Atmos เสียงที่ได้ไม่ว่าจะเป็นเสียงบรรยากาศถนนรอบข้าง เสียงเครื่องยนต์ หรือเสียงรถคนอื่นขับผ่านไปมาก็ให้เสียงได้เหมือนเราขับรถอยู่จริงๆ มีความชัดเจนหนักแน่น มีเสียงโยนไปมาหน้าหลัง เพิ่มความสนุกสนานในการเล่นเกมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

เกม Forza Horizon ระบบเสียง Dolby Atmos

ในส่วนของการ ฟังเพลง แบบ 2 Ch และ 2.1 Ch ผมได้นำไฟล์เพลงระดับ Hi-Res ในเพลงแรกอย่างเพลง That’s The Way It Is ของ Celine Dion ในรูปแบบไฟล์ DSD 2.8 Mhz/1bit มาทดสอบ AVR ทั้ง 2 รุ่นก็สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงออกมาได้ดีมีการแยกระหว่างเสียงร้องกับเสียงดนตรีได้อย่างชัดเจน กับอีกหนึ่งเพลงอย่าง Fly Me to The Moon ของ Claire ในรูปแบบไฟล์ FLAC 192kHz/24bit เพลงนี้จะมาในรูปแบบวงออเคสตร้า ไม่ว่าจะเป็นช่วงเบาๆ คลอ ไปจนถึงท่อนพีคที่เครื่องดนตรีหลายๆ เครื่องเล่นพร้อมกัน AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็สามารถส่งพลังของเสียงดนตรีผ่านลำโพงร่วมกับเสียงเบสจาก Subwoofer ออกมาได้ดีทีเดียว

เพลง That’s The Way It Is ของ Celine Dion ในรูปแบบไฟล์ DSD 2.8 Mhz/1bit

เพลง Fly Me to The Moon ของ Claire ในรูปแบบไฟล์ FLAC 192kHz/24bit

อีกหนึ่งช่องทางการฟังเพลงที่ส่วนตัวผมเลือกใช้ในทุกวันก็พลาดไม่ได้ที่จะต้องทดสอบ ก็คือการฟังเพลงผ่าน AirPlay จาก iPhone X ของผม โดยผมได้ทดสอบฟังเพลงผ่านแอปสตรีมมิ่งอย่าง Apple Music ในเพลง Shallow (เพลงประกอบภาพยนตร์ A Star Is Born) ของ Lady Gaga และ Bradley Cooper เป็นเพลงในรูปแบบ Live เสียงที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นร้องอันทรงพลังของ Lady Gaga รวมถึงเสียงร้องผู้ชายในแบบนุ่มละมุม ของ Bradley Cooper AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็ถ่ายทอดเสียงออกมาได้ดีสมจริง เสียงกีตาร์บรรเลงเบาๆ ในช่วงต้นของเพลงก็ให้เสียงทีมีความหวานนิดๆ ฟังสบายหู จนถึงท่อนที่เครื่องดนตรีทุกชิ้น โดยเฉพาะกลองโหมหน่ำขึ้นมาก็สามารถส่งแรงปะทะของเสียงมาสู่ผู้ฟังได้แบบเต็มๆ เลย

เพลง Shallow (เพลงประกอบภาพยนตร์ Star Is Born) ของ Lady Gaga และ Bradley Cooper บน Apple Music

ฟังเพลงช้าไปแล้ว มาลองดูกันดีกว่าว่าถ้าฟังเพลงสนุกๆ หละเสียงที่ได้จะเป็นอย่างไร ผมเลยลองเปิดเพลงที่กำลังมาแรงในช่วงนี้อย่าง How You Like That ของ Black Pink ทดสอบกันซักหน่อย เสียงที่ได้โดยรวมมีความชัดเจน ให้แรงปะทะของเสียงทีดี เสียงร้องมีความชัดเจน เสียงเบสที่มาเป็นลูกๆ ก็ให้หัวเบสที่มีความคมชัด แม้ว่าอาจไม่ได้ฟังสนุกเท่ากับเครื่องเสียงที่ออกแบบมาเพื่อฟังเพลงแบบ Dance โดยเฉพาะ แต่โดยรวมถือว่าฟังสนุก โยกตามได้เลยทีเดียวครับ

เพลง How You Like That ของ Black Pink บน Apple Music

สรุปเรื่องเสียง ของ AVR 2 รุ่นนี้ ในเรื่องของเนื้อเสียงโดยรวมไปในทิศทางเดียวกันคือ มีความชัด มีความหวานนิดๆ ฟังเพลงสบายๆ ก็ได้ ฟังเพลงสนุกๆ ก็ดี ส่วนเรื่องดูหนังก็ให้บรรยากาศของเสียงรอบทิศทางได้อย่างโอบล้อม โยนเสียงทิศทางต่างๆ ได้อย่างชัดเจนสมจริง เรื่องพละกำลังโดยรวมทั้ง 2 รุ่นถือว่าทำได้ดี เพียงแต่รุ่น VSX-LX304 อาจมีอาการเสียงเบาบางลงไปบางในจังหวะที่เสียงพีคขึ้นมาแบบกะทันหันเท่านั้นครับ ซึ่งถ้าหากเลือกใช้คู่กับลำโพงที่กินกำลังขับน้อยหน่อย หรือลำโพงวางหิ้งผลลัพธ์ของเสียงที่ได้ก็ถือว่าออกมาดีไม่แพ้กันเลย

Picture – ภาพ

สามารถส่งผ่านภาพได้อย่างเที่ยงตรงไม่มีดรอป

เรื่อง สเปคด้านภาพ ของ AVR เครื่องนี้ก็จัดเต็มเช่นเดียวกัน รองรับการส่งผ่านสัญญาณภาพแบบ Pass-through ได้สูงสุดในรูปแบบ 4K HDR 60Hz รองรับสัญญาณ HDR ทั้งในรูปแบบ HDR10, HLG รวมถึง HDR ขั้น Top สุดอย่าง Dolby Vision อีกด้วย'

โชว์ให้ดูเลยว่าสามารถส่งภาพ 4K HDR 60Hz แบบ Dolby Vision ได้อย่างสบายๆ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม : สำหรับใครที่มีปัญหาไม่สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพแบบ 4K HDR 60Hz ให้ทำการเปลี่ยนโหมดของ HDMI โดยให้กดปุ่ม Home Menu ที่หน้าเครื่องค้างเอาไว้ แล้วกดปุ่ม  Personal Preset 3 ทีด้านหน้าตัวเครื่องเพื่อเปลี่ยนจากโหมด HDMI 4K Normal เป็น HDMI 4K Enhanced ก่อนถึงจะใช้งานได้ครับ

ตัวอย่างการกดเปลี่ยนโหมด HDMI ในรุ่น VSX-LX504

Conclusion – สรุป

AVR ทั้ง 2 รุ่นไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ใหญ่อย่าง VSX-LX504 หรือ VSX-LX304 ก็ให้คุณภาพของเสียงที่เรียกว่าดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นแนวเสียงที่มีความคมชัด แต่ไม่ได้จัดจ้านมากเกินไป มีความหวานของเสียงนิดๆ ฟังเพลงช้าก็ดี ฟังเพลงเร็วก็ได้ ในส่วนของการดูหนังก็ให้เสียงรอบทิศทางจากลำโพงต่างๆ ทำงานสอดประสานกันได้อย่างลงตัว รองรับระบบเสียง 3 มิติ Immersive ที่นิยมในปัจุบันอย่างครบครัน ทั้ง Dolby Atmos กับ DTS:X

รองรับมาตรฐานภาพและเสียงแบบใหม่อย่าง IMAX Enhanced, สามารถส่งผ่านภาพ Pass-through ได้สูงสุดถึง 4K HDR 60Hz, มีฟีเจอร์ Auto-Setup อย่าง MCACC Advanced ที่ใช้งานง่าย ให้ผลลัพธ์ออกมาดีพอสมควร หรือจะเลือกปรับแต่ง Set-Up เองอย่างละเอียดก็ทำได้, รองรับการฟังเพลงผ่านระบบไร้สายจากมือถือกับแอปสตรีมมิ่งต่างๆ เช่น Spotify, Tidal, AirPlay รวมถึงรองรับการเล่นไฟล์เพลงได้ถึงระดับ Hi-Res

จากคำแนะนำของผมหากใครที่มีงบถึงผมก็แนะนำให้เลือกใช้เป็นรุ่นพี่ใหญ่อย่าง VSX-LX504 ไปเลยจะดีที่สุดครับ นอกจากจะได้กำลังขับ และพลังเสียงที่มากกว่าแล้ว ยังมีช่องต่อ Pre Out ให้สามารถต่อยอดอัพเกรดระบบเสียงในอนาคตได้ ส่วนใครที่มองว่าตัวเองไม่ได้เล่นลำโพงที่มีขนาดตัวใหญ่โต กินกำลังขับสูงๆ ก็สามารถเลือกเล่นรุ่นรองลงมาอย่าง VSX-LX304 ได้เช่นกัน ซึ่งก็สามารถตอบสนองเรื่องคุณภาพออกมาได้ดีไม่แพ้กันแถมยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นใหญ่เลยด้วยเช่นกัน

ราคาเปิดตัวของ VSX-LX504 อยู่ที่ 65,900 บาท
ราคาเปิดตัวของ VSX-LX304 อยู่ที่ 45,900 บาท

 

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้