ข้ามไปที่เนื้อหา
|

4K สวยเนี้ยบ ดีไซน์บางเฉียบ เด่นล้ำด้วย Android 5.0 !!? รีวิว Sony 65X9000C

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 16 Jan 2022 0 ความคิดเห็น

Sony X9000C 4K LED TV

 

Best Design : Sony X9000C

 

 

4K สวยเนี้ยบ ดีไซน์บางเฉียบ
เด่นล้ำด้วย Android 5.0 !!?

ปีนี้ (2015) นับว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับทีวีค่าย Sony ไม่น้อย ประการแรก คือ การปรับเปลี่ยน Smart TV รูปแบบเดิมๆ สู่ “Android TV” ซึ่งเป็นที่จับตามองว่า อิทธิพลที่มีมากมายในตลาด Smart Phone ของ Google จะช่วยพลิกโฉมตลาด Smart TV ให้ก้าวสู่ยุคถัดไปได้หรือไม่?

แทนที่จะลงทุนไปกับงบ R&D มหาศาลเพื่อพัฒนาคิดค้นมาตรฐานหรือระบบของตัวเองเหมือนเช่นแนวปฏิบัตินิยมในอดีต แต่ Sony เลือกที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Android จากค่าย Google* ซึ่งน่าจะเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องรับมือคู่แข่งเขี้ยวลากดินจากค่ายเกาหลีซึ่งต่างก็คิดค้นนำเสนอระบบปฏิบัติการของตัวเอง (Samsung = Tizen, LG = WebOS) สำหรับข้อดีของ Android เมื่อก้าวมาส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ Smart TV นั้นเป็นอย่างไร เดี๋ยวจะได้กล่าวถึงต่อไป แต่นอกเหนือจากประเด็นข้างต้น ปีนี้ Sony ยังมีไม้เด็ดอีกประการหนึ่ง…

*หมายเหตุ: นอกจาก Sony ยังมีผู้ผลิตทีวีเจ้าอื่นที่ตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายเลือกใช้ระบบ Android TV ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือ Sharp และ Philips

 

สิ่งที่ยืนยันว่า Sony ยังคงชั้นเชิงผู้นำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมไว้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี คือ การออกแบบวางตลาดทีวีที่ใช้เทคโนโลยี Liquid Crystal Display พร้อมโครงสร้างไฟส่องด้านหลังแบบ LED Backlight ที่มีขนาดจอภาพบางที่สุดในโลก! และทีวีรุ่นดังกล่าวที่ได้รับเกียรติให้มีความบางมากถึงเพียงนี้ ได้แก่ X9000C ที่ท่านกำลังจะได้อ่านผลการทดสอบต่อไป

 

ดีไซน์

 

X9000C ของ Sony ขึ้นชื่อว่าเป็น LED TV ที่มีจอภาพบางที่สุดในโลก แน่นอนว่าความบางเฉียบระดับนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ

 

หากเทียบจากรูป ความหนาของจอภาพไม่ต่างจากเหรียญสักเท่าไหร่แล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเทคโนโลยี LED TV ที่ต้องผนวกโครงสร้างไฟส่องด้านหลัง (Backlight)จะสามารถพัฒนาให้บางมากถึงเพียงนี้ เรียกว่าบางพอๆ กับ OLED TV เลยนะเนี่ย ทำเป็นเล่นไป

หมายเหตุ: OLED TV ที่เคยมีวางขายในท้องตลาด รุ่นที่มีโครงสร้างจอภาพบางที่สุดอยู่ที่ 4.5 มม. ขณะที่ความบางของ X9000C LED TV อยู่ที่ 4.9 มม. (ต่างกันน้อยมาก เพียง 0.4 มม.) อาจจะบางกว่า OLED TV บางรุ่นเสียอีก

 

ถามว่าบางแล้วได้อะไร? บางแล้วมันดูสวยดีครับ เมื่อรวมกับขอบข้างที่มีแค่เส้นสีดำบางๆ ก็ยิ่งดูเหมือนเวลารับชมแล้วภาพจากทีวีมันจะลอยเด่นออกมาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อติดตั้งแบบแขวนด้วยแล้ว ยิ่งโดดเด่นเลยแหละ (ทั้งขอบและความหนาของจอทีวี บางกว่ากรอบรูปเสียอีก)

 

และในแง่เอื้ออำนวยด้านการติดตั้งแขวนผนัง นับว่า X9000C พิเศษมากเช่นเดียวกัน ด้วยโครงสร้างขาแขวนผนังที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เมื่อติดตั้งแล้วจะเหลือช่องว่างระหว่างทีวีกับผนังเพียง 4 ซม. เท่านั้น ทีวีแทบจะแนบสนิทชิดติดผนังกันเลยทีเดียวอันจะส่งเสริมขับเน้นให้ภาพดูลอยเด่นออกมาจากผนังมากยิ่งขึ้น อีกทั้งดูลงตัวเป็นพิเศษกับสภาพการตกแต่งภายในห้องได้หลากหลาย อีกทั้งขาแขวนยังเผื่อให้สามารถแหงนทีวีขึ้นเวลาจะเสียบต่อสายสัญญาณได้สะดวกขึ้นด้วย (ดูรายละเอียดได้จากคลิปวิดีโอ)

 

แต่ใช่ว่า X9000C จะเอื้อสำหรับการยึดแขวนผนังเพียงอย่างเดียว ในส่วนของขารองสำหรับตั้งโต๊ะหรือวางบนชั้น ซึ่งเป็นแบบก้านโลหะชุบโครเมี่ยมเงาวับนั้น สามารถเลือกตำแหน่งติดตั้งได้อย่างยืดหยุ่น จะติดที่ขอบจอ (ซึ่งดูสวยดี แต่จอภาพที่ใหญ่ถึง 65 นิ้ว ต้องการพื้นที่ชั้นวางที่ยาวมากตามไปด้วย) หรือจะเขยิบขาเข้ามาด้านใน ซึ่งแบบหลังจะช่วยให้วางบนชั้นที่มีความกว้างจำกัดได้ แต่ใช่ว่า X9000C จะเอื้อสำหรับการยึดแขวนผนังเพียงอย่างเดียว ในส่วนของขารองสำหรับตั้งโต๊ะหรือวางบนชั้น ซึ่งเป็นแบบก้านโลหะชุบโครเมี่ยมเงาวับนั้น สามารถเลือกตำแหน่งติดตั้งได้อย่างยืดหยุ่น จะติดที่ขอบจอ (ซึ่งดูสวยดี แต่จอภาพที่ใหญ่ถึง 65 นิ้ว ต้องการพื้นที่ชั้นวางที่ยาวมากตามไปด้วย) หรือจะเขยิบขาเข้ามาด้านใน ซึ่งแบบหลังจะช่วยให้วางบนชั้นที่มีความกว้างจำกัดได้

 

ด้วยขนาดจอที่บางเฉียบ ผสานกับวัสดุมันเงาตัดกับโลหะสีเงิน และความยืดหยุ่นด้านการติดตั้งของ X9000C จึงนับว่า 4K LED TV เครื่องนี้เหมาะสมกับการเป็นหนึ่งตัวเก็งลำดับต้นๆ ในแง่ของดีไซน์สำหรับทีวีประจำปี 2015 – 2016 เลยทีเดียว

 

ช่องต่อ

 

ภาพด้านหลังโดยรวมของ 65X9000C

 

จำนวนช่องต่อสัญญาณจะติดตั้งบริเวณฝั่งขวาของจอภาพ (เมื่อมองจากด้านหลัง) ช่องต่อหลักๆ อาทิ HDMI, USB จะเสียบจากทางด้านข้าง หากอ้างอิงจำนวนช่องต่อจะเท่ากับรุ่น X9300C โดยมี HDMI Input ทั้งสิ้น 4 ช่อง (รองรับ 4K/60Hz และ HDCP2.2)

 

มี Component Video พร้อม Analog Audio In ให้ 1 ชุด โดยเป็นแบบช่องต่อ RCA ปกติ (ช่องต่อ Component นี้ สามารถใช้งานเป็น Composite ได้) นอกจากนี้ยังมี Analog Audio Input แบบ 3.5mm และ Digital Optical Output ให้ด้วย ที่ขาดไม่ได้ คือEthernet (LAN) Input สำหรับเชื่อมต่อระบบเครือข่าย หรือจะใช้งานแบบไร้สายผ่าน Wi-Fi Built-in ก็ได้เช่นกัน

 

เมื่อสรุปจำนวนช่องต่อทั้งหมดของ Sony 65X9000C จะมีดังต่อไปนี้

 

 

เพิ่มเติม

 

สำหรับปุ่มควบคุมติดตั้งอยู่ใกล้ๆ กับจุดเชื่อมต่อข้างต้น โดยจะอยู่ด้านหลัง ใกล้ๆ ขอบจอภาพฝั่งขวา (เมื่อมองจากด้านหลังจอภาพ) ลักษณะปุ่มเป็นแบบกด แยกตามฟังก์ชั่น

 

มีรีโมตคอนโทรลให้มา 2 แบบ เช่นเดียวกับรุ่นใหญ่ X9300C ขวามือเป็นรูปแบบ Touch pad ช่วยให้การใช้งาน Android TV สะดวกมากยิ่งขึ้น

 

BRAVIA meet Android TV

ดังที่เกริ่นไปแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Sony Bravia TV ในปีนี้ คือ ระบบปฏิบัติการ Android ปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Android นี้ ได้รับการพัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 5.0 (Lollipop) แล้ว

 

ด้วยระยะเวลาที่สั่งสมมา จุดเด่นสำคัญของ Android คือ ความยืดหยุ่นและแพร่หลาย มี PlayStore ที่เสมือนเป็นสื่อกลางรวบรวมแอพพลิเคชั่นและคอนเทนต์ต่างๆ จากนักพัฒนาจำนวนมาก ถึงแม้ลักษณะอุปกรณ์ที่แตกต่างจาก Smart Phone หลายจุด ต้องได้รับการปรับเปลี่ยนรูปแบบแอพฯ ให้เอื้อกับการใช้งานบน Smart TV เสียก่อน มิใช่จะพอร์ทมาเสียดื้อๆ ปัจจุบันแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานบน Smart TV ได้อย่างแท้จริงนั้น อาจมีจำนวนไม่มากนัก ทว่าด้วยศักยภาพพร้อมรองรับระบบอินเตอร์แอ็คทีฟหลากหลาย อนาคตหากต้องการฟังก์ชั่นใช้งานที่ซับซ้อนขึ้น อย่างเช่น สั่งการด้วยเสียง หรืออุปกรณ์จับการเคลื่อนไหว ก็ดูจะเป็นไปได้สูง

แต่ที่สำคัญสำหรับ Sony BRAVIA คือ หากทำการเปรียบเทียบกับคอนเซ็ปต์ Internet TV ในอดีต ที่ยังไม่มีคอนเทนต์มากมายนักก็ต้องบอกว่า การตัดสินใจเปลี่ยนเป็น Android TV ครั้งนี้ ช่วยในเรื่องของลูกเล่นให้มีความหลากหลายน่าใช้กว่าเดิมมากๆ แบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

 

แม้ว่าอินเทอร์เฟสของ Sony Internet TV ในอดีตจะไม่ได้ดูขี้เหร่ แต่ต้องยอมรับว่า Sony Android TV ทำได้สวยงามน่าใช้กว่า ก็ต้องยกอานิสงส์นี้ให้กับ Google ที่คร่ำหวอดกับ User Interface ของ Smart Phone มาก่อน

 

แต่จุดที่เรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของ Android ก็คือจำนวนแอพพลิเคชั่น แม้จะไม่มากมายเท่ากับแอพพลิเคชั่นของ Smart Phone แต่ถ้าเทียบกับ Smart TV app ทั่วๆ ไป ก็นับว่าไม่ธรรมดา ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คงไม่พ้นหมวด “Game”

 

หากเปรียบเทียบกับแอพฯ เกม ของ Smart TV ระบบปฏิบัติการอื่นๆ ดูเหมือน “เกมคุณภาพ” จาก Android TV จะมีมากกว่า หรือจะพูดว่า เล่นได้สนุกกว่านั่นแหละ นอกจากนี้ความพิเศษของ Sony Android TV คือสามารถนำคอนโทรลเลอร์ไร้สายของ PS4 มาใช้งานร่วมด้วยได้ ซึ่งการควบคุมไหลลื่นดีมาก แต่น่าเสียดายที่การควบคุมด้วยคอนโทรลเลอร์ (ไม่ว่า PS4 Controller หรือทั่วไป) จะมีข้อจำกัด ใช้ควบคุมได้เฉพาะกับแอพฯ และหน้า Smart Menu ของทีวีเท่านั้น ไม่สามารถใช้ควบคุมฟังก์ชั่นอื่นๆ ของทีวีแทนที่รีโมตปกติได้

 

การแชร์คอนเทนต์จาก Smart Phone ขึ้นไปชมบนหน้าจอ Android TV แบบไร้สาย ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่ง Sony Android TV มอบความสะดวกในการเชื่อมต่อให้ถึง 2 แบบ

 

1. Photo Sharing อาศัยหลักการคล้ายๆ Wi-Fi Direct จึงใช้งานร่วมกับ Smart Phone ได้แทบทุกรุ่น ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อทีวีกับ Smart Phone เข้าด้วยกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอพฯ ใดๆ เพิ่มเติม เพียงพิมพ์ IP address ที่แสดงบนจอทีวีลงในเว็บเบราเซอร์ของ Smart Phone เพียงเท่านี้ก็เลือกไฟล์รูปภาพขึ้นไปแสดงบนจอทีวีได้แล้ว อย่างไรก็ดีคอนเทนต์ที่ส่งไปรับชมบนจอทีวีจะจำกัดเฉพาะภาพนิ่งเท่านั้น

2. Screen Mirroring จะต้องใช้งานกับ Smart Phone รุ่นที่รองรับฟังก์ชั่น Screen Mirroring เท่านั้น แต่การเชื่อมต่อรูปแบบนี้ก็ให้ความยืดยุ่นมากกว่า เพราะเหมือนการจำลองหน้าจอของ Smart Phone ไปแสดงบนจอทีวีได้เลยแบบ real time

 

ประโยชน์ของ Smart TV เมื่อไม่มีรายการทีวีที่ชอบออกอากาศขณะนั้น ก็เปลี่ยนไปดูวิดีโออื่นๆ แบบออนไลน์สตรีมมิ่งผ่าน YouTube หรือจากผู้ให้บริการอื่นๆ ได้

ซึ่งการรับชม YouTube ของ Android TV ผ่าน X9000C ทำได้ไหลลื่นดีสำหรับคลิปแบบ HD

 

อ้างอิงหลังจากอัพเดทเฟิร์มแวร์ล่าสุด (ต.ค. 58) X9000C รวมถึง Sony 4K Android TV หลายๆ รุ่น สามารถเล่น “YouTube 4K” ได้แล้วครับ โดยจะมีไอคอน HQ ให้ปรับเลือกความละเอียด 2160p ได้ (สำหรับคลิปที่เป็น 4K) ซึ่งภาพนั้นคมชัด สมกับความละเอียด 4K ทว่าการรับชมอาจจะสะดุดบ้างหากอินเทอร์เน็ตความเร็วไม่สูงพอ

 

เบื่อๆ นึกอยากจะเข้าเว็บก็ทำได้ ปัจจุบันการแสดงผลภาษาไทยผ่านเว็บเบราเซอร์บน Smart TV ไม่มีปัญหาแล้ว เช่นเดียวกับ Android TV

 

ภาพ

 

Sony 65X9000C Pre Calibration Data

Picture Mode CTT Gamma Luminance Backlight Color Power
avg avg fL   Temp W
Vivid 14208 1.39 138.6 Max Cool 233
Standard 9142 1.6 73.7 30 Neutral 123
Cineama Pro 6536 2.28 83.2 35 Expert1 150
Cinema Home 6546 2.13 83 35 Expert1 149
Sports 9086 2.24 130.7 Max Neutral 233
Animation 9088 1.71 75 30 Neutral 138
Photo-Custom 6622 2.25 72.2 30 Expert1 140
Game 6566 2.22 71.7 35 Expert1 162
Graphics 6560 2.22 71.6 35 Expert1 162
Custom 6562 2.23 84.1 35 Expert1 188
Custom (calibrated) 6594 2.37 50.7 19 Expert1 121

 

หมายเหตุ: มาตรฐานอุณหภมิสี คือ 6500K, ระดับ Reference Gamma อยู่ที่ราว 2.2 – 2.4 (Power และ ITU BT.1886)

 

Sony ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นเคยสำหรับโหมดภาพจากโรงงาน ซึ่งคุณภาพของภาพ (Out of the box picture quality) ให้ความเที่ยงตรงสูง เรียกว่าผลลัพธ์ดีกว่าทีวีบางยี่ห้อที่ปรับภาพแล้วเสียอีก ทั้งนี้โหมดภาพที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด คือ Cinema Pro ซึ่งจะเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมทั่วไปที่คุมแสงได้ หรือใช้งานตอนกลางคืน จุดเด่นคือดุลสีที่เที่ยงตรงใกล้เคียงมาตรฐาน D65 มาก ซึ่งผลลัพธ์ตรงนี้เหมือนกับรุ่น X9300C

ในกรณีที่ต้องการใช้งานในห้องหับที่สว่างขึ้น หรือใช้งานในเวลากลางวัน สามารถเลือกใช้งานโหมดภาพ Cinema Home ได้อีกโหมดหนึ่ง ผลลัพธ์จะคล้ายคลึงกับ Cinema Pro ต่างกันเพียงจุดเดียว คือ ระดับ Gamma ซึ่งในส่วนของพารามิเตอร์ปรับภาพอย่าง Contrast, Black Level, Color, Tint สำหรับ 2 โหมดนี้ ดีอยู่แล้ว อาจไม่มีความจำเป็นต้องปรับแต่งเพิ่มเติม สามารถอ้างอิงใช้งานได้เลยครับ

 

ถึงแม้โหมดภาพจากโรงงานจะให้ภาพที่ดี ทว่า Sony ก็ยังเปิดโอกาสให้ปรับภาพละเอียดเพิ่มได้

ในอดีตถึงแม้ทีวีของ Sony จะให้สมดุลสีได้ดีกว่ามาตรฐานทีวีทั่วไป แต่การไฟน์จูนให้ได้ผลลัพธ์ที่เฟอร์เฟ็กต์ยิ่งขึ้น ยังจำกัดแค่ 2P White Balance เท่านั้น อย่างไรก็ดีสำหรับทีวีเจนฯ ใหม่ ประจำปี 2015 เปิดโอกาสให้ไฟน์จูนอุณหภูมิสีละเอียดเพิ่มเติมถึงระดับ “10P” เลยทีเดียว แน่นอนว่า 10P White Balance จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ในแง่ของสมดุลแสงขาวที่เข้าใกล้อุดมคติมากยิ่งขึ้น

 

ทว่าจะยังไม่รองรับการไฟน์จูนละเอียดในส่วนของ CMS จุดที่สามารถดำเนินการได้มีเพียงการปรับเปลี่ยน Color Space ให้สัมพันธ์กับมาตรฐานคอนเทนต์ที่ต้องการรับชม ซึ่ง Sony 4K TV เจนฯ ใหม่อย่าง X9000C (และ X9300C) สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือก Color Space ได้ถึง 3 โหมด คือ sRGB/BT.709, DCI และ BT.2020

 

แม้ว่าตัวเลือก DCI และ BT.2020 จะให้ระดับเรนจ์สีที่กว้างกว่า BT.709 ก็จริง ทว่า Native Color Space ของพาเนล 65X9000C (รวมถึงรุ่นสูงกว่าอย่าง 65X9300C) ยังทำได้ไม่ถึง BT.2020 จริงๆ นะครับ ซึ่งความสามารถตรงนี้ก็ไม่ต่างจากพาเนล 4K TV อื่นๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีหากอ้างอิงเปรียบเทียบกับรุ่นสูงกว่า 65X9300C จะพบว่า ตัวเลือกที่ให้เรนจ์สีที่กว้างที่สุด ให้ขอบเขต Color Gamut กว้างกว่ารุ่น 65X9000C อยู่เล็กน้อย

ทั้งนี้สำหรับการรับชมร่วมกับมาตรฐานคอนเทนต์ปัจจุบัน ที่ Color Space ยังคงอ้างอิงมาตรฐาน BT.709 แนะนำให้ใช้ตัวเลือก Color Space ของ 65X9000C ไว้ที่ Auto หรือ sRGB/BT.709 เพราะตัวเลือกที่สูงกว่านี้อาจส่งผลให้การถ่ายทอดดุลสีดูผิดเพี้ยน (สีสดจัดเกินจริง) ได้ครับ

 

หลังจากการไฟน์จูนปรับภาพละเอียด ผลลัพธ์ทำได้เที่ยงตรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ White Balance ถึงแม้ CMS จะไฟน์จูนไม่ได้ ทว่าเมื่อส่วนอื่นได้รับการปรับภาพลงตัวแล้ว CMS ก็จะได้รับอานิสงส์ในทางที่ดีขึ้นบ้างเช่นกัน

 

ความพิเศษเฉพาะของโหมดภาพ Cinema Pro/Home อีกประการ ที่เด่นกว่าโหมดอื่นๆ คือ ฟีเจอร์ Mastered in 4K หรือ การอัพสเกลอัตโนมัติสำหรับการรับชม Mastered in 4K Content (อาทิแผ่นบลูเรย์ภาพยนตร์บางไตเติลจากค่าย Columbia Pictures)

 

อย่างไรก็ดี สำหรับผลลัพธ์การอัพสเกลแบบอัตโนมัติด้วย Mastered in 4K พบว่า อาจจะเน้น Sharpness มากอยู่สักหน่อย จึงทำให้ Noise เห็นชัดเจนขึ้นมาด้วย (อ้างอิงจากแผ่นบลูเรย์ภาพยนตร์ Mastered in 4K: Spider-man) แต่ก็สามารถไฟน์จูนในแบบ Manual เพิ่มเติมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้

 

และถึงแม้จะไม่ใช้ฟังก์ชั่น Matered in 4K ทว่ามาตรฐานวงจรอัพสเกลของ 4K TV ยุคใหม่ก็ทำได้ดีกว่ายุคก่อนๆ แบบสัมผัสได้ไม่ยาก ผลลัพธ์นั้นพูดเลยว่าการรับชม Blu-ray 1080P กับ 4K TV อาทิ Sony 65X9000C (และ 65X9300C) ทำได้น่าประทับใจมากทีเดียว ภาพยังคงดูคมชัด ไม่รู้สึกเบลอมากเหมือนสมัยก่อน และด้วยระบบจัดการสัญญาณรบกวนที่ดีจึงได้ Sharpness ที่ไม่ขับเน้นให้สัญญาณรบกวนเด่นชัดขึ้นมาด้วย แต่อีกจุดหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ไม่กล่าวถึงมิได้เพราะส่งผลกับคุณภาพการรับชมโดยตรง คือ “โมชั่น”

 

ผลการอัพสเกลจาก Sony 4K TV เจนฯ ใหม่ดูจะได้อานิสงส์จากเทคโนโลยีโมชั่นที่ให้ความคมชัดยิ่งขึ้นแม้เป็นภาพเคลื่อนไหว อาจเป็นเพราะการตอบสนองของพาเนลที่ดีขึ้นด้วยอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ผู้ผลิตยังเปิดโอกาสให้ทำการไฟน์จูนในส่วนของ MotionFlow ได้ด้วย จากการทดสอบพบว่า หากปรับ Smoothness ไปที่ราวๆ 3 และปรับ Film Mode ไปที่ Low จะให้ผลลัพธ์ที่บาลานซ์ดี กล่าวคือ ช่วยลดอาการภาพสะดุด แต่ก็ไม่จำลองแทรกเฟรมให้ไหลลื่นมากเสียจนเกิด artifacts รบกวน ในส่วนของ Clearness จะคงรายละเอียดของภาพเคลื่อนไหวให้คมชัด ไม่เบลอ แต่ยิ่งเพิ่มมากเท่าไหร่ ความสว่างจะยิ่งลดลงเท่านั้น ในจุดนี้แม้ปรับไว้ในระดับต่ำก็ยังคงให้ความคมชัดของภาพเคลื่อนไหวได้ดีอยู่

 

ระบบภาพสามมิติของรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี 3D Passive Glasses ซึ่งเป็นคนละรูปแบบกับรุ่น X9300C ที่เป็น 3D Active

ข้อดีของ 3D Passive คือแว่นที่สวมใส่ได้สบายเพราะมีน้ำหนักที่เบา และภาพสามมิติที่ไร้การกะพริบจากการทำงานของแว่นโดยสิ้นเชิง มิติลอยลึกทำได้ดี ผลพวงจากจอภาพแบบ IPS ทำให้ได้มุมมองที่กว้าง ความละเอียด Native Resolution ยังส่งผลให้สามารถรับชม 3D Passive ได้ในระยะรับชมที่ใกล้ยิ่งขึ้นกว่าสมัยยุคพาเนล 1080P ด้วยครับ เรียกว่าต้องยืนใกล้มากพอสมควรเลยจึงจะเห็นการแบ่งแยกเส้นคู่และเส้นคี่ ซึ่งระยะที่จะเห็นเส้นรบกวนเมื่อรับชม 3D Passive นี้ เป็นระยะที่ใกล้เกินไปสำหรับการรับชมปกติจึงมิต้องกังวลไป

หากจะมีจุดที่ด้อยกว่ารุ่น X9300C ก็เป็นเรื่องของ Brightness Uniformity ถึงแม้จะจัดวางไฟส่องหลังแบบ Edge LED Backlight เหมือนกัน แต่ด้วยข้อได้เปรียบของพื้นที่ติดตั้ง X9300C จึงให้ผลลัพธ์ในแง่การเกลี่ยแสงเท่าเทียมทั่วทั้งผืนจอได้ดีกว่า นอกจากนี้ระดับความสว่างสูงสุดของ X9300C ก็สูงกว่า X9000C พอสมควร และ X9300C สามารถทำ Local Dimming ได้ แต่แน่นอนว่าต้องแลกกับค่าตัวที่สูงกว่า และรูปลักษณ์จอภาพที่จะดูเทอะทะกว่า

 

รุ่นนี้มาพร้อม DVB-T2 Digital TV Tuner สามารถรับชมรายการดิจิทัลทีวีได้ คุณภาพภาพจาก Sony ก็แน่นอนว่าคมชัดหายห่วง

 

สามารถดูรายละเอียดตารางรายการออกอากาศได้ ซึ่งเป็นข้อดีของทีวีระบบดิจิทัล

 

เสียง

 

X9000C ก็เป็นเช่นทีวีระดับสูงของ Sony รุ่นอื่นๆ ที่เน้นเรื่องของคุณภาพเสียงมาไม่น้อย ซึ่งนอกจากรองรับการเล่นไฟล์ Hi-res Audio Formats (24-bit/192kHz WAV/FLAC) แล้ว รุ่นนี้มีระบบ ClearAudio+ และ DSEE (Digital Sound Enhancement Engine) ซึ่งคล้ายๆ กับการอัพแซมปลิ้งปรับปรุงคุณภาพสัญญาณเสียงตั้งแต่ CD Quality ไปจนถึง Lossy Audio Formats ให้มีรายละเอียดที่ครบถ้วนเหมือน Hi-res

ทั้ง ClearAudio+ และ DSEE ทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน จึงไม่สามารถเปิดใช้งานพร้อมกันได้ แต่ทั้งคู่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงแบบสัมผัสได้ ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จากการรับฟังร่วมกับระบบลำโพงของ X9000C จะให้ความแตกต่างได้ไม่ชัดเจนมากเท่ากับที่สัมผัสได้ในรุ่นใหญ่กว่า อย่าง X9300C ซึ่งมีระบบลำโพงที่ดีกว่า การตอบสนองต่อระบบเสียง Hi-res ของ X9000C จึงด้อยกว่าบ้าง

 

แต่ถึงอย่างนั้น การปรับปรุงจะเห็นชัดในแง่ของการลดทอนความหยาบกระด้างของเสียง ฟังแล้วมีน้ำมีนวลมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อรับฟังกับ Lossy Audio Format อาทิ MP3 อย่างไรก็ดีสำหรับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น อาทิ ระบบเสียงจากบลูเรย์คอนเสิร์ต ก็ได้รับอานิสงส์เช่นเดียวกัน

 

สรุป

 

Sony KD-65X9000C ราคาเปิดตัว 152,990 บาท

 

ข้อดีของ Sony KD-65X9000C

1. LED TV ที่จอภาพดีไซน์ได้เกินคาดมากๆ บางไม่แพ้ OLED 

2. มาพร้อมขาตั้ง ที่เลือกตำแหน่งติดตั้งให้เหมาะกับขนาดชั้นวางได้ พร้อมขาแขวนที่แนบสนิทไปกับผนัง ให้ภาพที่โดดเด่นทว่าดูกลมกลืนในทุกมิติ

3. ฟังก์ชั่นอัพสเกล 4K ทำได้ดีกว่ามาตรฐานของ 4K TV เจนฯ ก่อน มีฟีเจอร์ Mastered in 4K ไว้ใช้กับแผ่นบลูเรย์ประเภท Mastered in 4K แต่ต้องปรับแต่งสักหน่อยหากต้องการภาพที่ดีที่สุดจากฟีเจอร์นี้ เช่นเดียวกับผลลัพธ์ภาพเคลื่อนไหวจาก MotionFlow ที่ทำได้ดีกว่าเจนฯ ก่อนเช่นกัน พร้อมรองรับการปรับแต่งเพิ่มเติม

4. สามารถเล่นไฟล์ออดิโอระดับ Hi-Res อาทิ WAV/FLAC 24-bit/192kHz, มีฟีเจอร์ DSEE และ ClearAudio+ ทำหน้าที่ทำนองอัพแซมปลิ้งคุณภาพเสียงสำหรับฟอร์แม็ตที่ยังมิใช่ Hi-res 

5. ระบบปฏิบัติการ Android ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้ Sony Android TV มีลูกเล่นมากขึ้น แอพฯ มีปริมาณและคุณภาพดีกว่าเดิม สามารถใช้จอยแพด (รองรับ PS4 Controller) ในการควบคุมเล่นเกม Android ได้

ข้อเสียของ Sony KD-65X9000C

1. จัดวาง Backlight แบบ Edge LED ยังไม่มี Local Dimming ในส่วนของ Brightness Uniformity เป็นรองรุ่น 65X9300C

2. ด้วยข้อจำกัดของลำโพง คุณภาพเสียงจึงไม่เด่นเหมือนรุ่น 65X9300C การรองรับ Hi-res ของรุ่น 65X9000C จึงยังไม่เต็มที่

3. การปิดทีวีจากปุ่ม Power Off (และรีโมต) ไม่ใช่การปิดจริงๆ แต่เป็นการ Standby จะกินไฟอยู่ที่ราว 20W

4. แอพพลิเคชั่นแบบที่ใช้งานกับ Android TV โดยเฉพาะ ยังมีไม่มากเท่ากับ Smart Phone แต่แนวโน้มคงจะมากขึ้นเรื่อยๆ

หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2015

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้