Experience Dolby Atmos 5.1.4 !!! รีวิว Onkyo TX-NR3030
4K/60Hz Ready AV Receiver
Onkyo TX-NR3030

Experience Dolby Atmos 5.1.4 !!!

ตามติดระบบเสียง Dolby Atmos กันอย่างต่อเนื่อง… หลังจากสัมผัส TX-NR838 AV Receiver ระดับกลางของ Onkyo ปี 2014 – 2015 กับความสามารถอัพเดทเฟิร์มแวร์เพื่อรองรับระบบเสียง Dolby Atmos แบบ 5.1.2 ไปแล้ว บัดนี้ถึงคิวของ Dolby Atmos AVR รุ่นสูงสุด ณ ปัจจุบันของ Onkyo คือ TX-NR3030 กับความสามารถรองรับ Dolby Atmos Speaker Configurations สูงสุดถึง 7.1.4/9.1.2 แชนเนล เลยทีเดียว

TX-NR3030 AVR รุ่นสูงสุดของ Onkyo ปี 2014 – 2015 พกความสามารถถอดรหัสเสียง Dolby Atmos มาพร้อมจากโรงงาน เช่น เดียวกับรุ่น TX-NR1030 ดังนั้นเมื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์และลำโพงพร้อม ก็สามารถรับฟังระบบเสียงยุคใหม่ได้ทันที ไม่ต้องดำเนินการอัพเดทเฟิร์มแวร์ใดๆ เพิ่มเติมเหมือนรุ่นกลาง-เล็ก ที่มีเลขรุ่น 3 ตัว
หมายเหตุ: แม้ว่า TX-NR3030 และ TX-NR1030 จะสามารถถอดรหัสระบบเสียง Dolby Atmos ได้ในทันที โดยที่ไม่ต้องดัพเดทเฟิร์มแวร์ ทว่าผู้ใช้ควรทำการตรวจสอบเฟิร์มแวร์ใหม่เสมอ เพราะอาจเป็นการปรับปรุงในจุดอื่น ให้ AVR สามารถทำงานเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีมีจุดที่ต้องคำนึงถึงในการอัพเดทเฟิร์มแวร์ หากขั้นตอนดำเนินการไม่ถูกต้อง หรือการอัพเดทไม่สมบูรณ์ อาจส่งผลให้ AVR ทำงานผิดปกติได้
ข้อได้เปรียบของ 3030 ที่เหนือกว่า AVR ระดับรองๆ ลงมา นอกเหนือจากเกรดของอุปกรณ์ภายในที่ส่งผลถึงการตอบสนองด้านภาพและเสียงที่ดีกว่าแล้ว ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการรองรับระบบเสียง Dolby Atmos คือ กำลังและจำนวนของภาคขยาย เกี่ยวเนื่องถึงการขยับขยาย Speaker Configurations ให้ครอบคลุมพื้นที่ห้องฟังขนาดใหญ่

ทั้งนี้ภาคขยายของ 3030 กำลังขับ 135 วัตต์ (@8-ohm, 20Hz – 20kHz, 0.08%THD, 2-ch driven) จำนวน 11 แชนเนล รองรับ Dolby Atmos Speaker Configurations ตั้งแต่ 5.1.2, 5.1.4, 7.1.2 ไปจนถึง 7.1.4 และ 9.1.2 ซึ่งปัจจุบันมี Dolby Atmos AVR ไม่มากนักที่รองรับจำนวนลำโพงมากเท่านี้ (ส่วนใหญ่จะมีจำนวนภาคขยาย 9 แชนเนล รองรับที่ 5.1.2, 5.1.4 และ 7.1.2) การแจกแจงตำแหน่งทิศทางเสียงจากจำนวนลำโพงรอบทิศทางที่มากกว่า พร้อมกำลังสำรองเพื่อการใช้งานในห้องฟังขนาดใหญ่จาก 3030 ย่อมจะตอบสนองได้เต็มที่กว่า
Design – การออกแบบ
ก่อนจะทดสอบเรื่องของระบบเสียง Dolby Atmos มาดูรายละเอียดทางด้านฮาร์ดแวร์ของ TX-NR3030 AVR รุ่นสูงสุดของ Onkyo ประจำปี 2014 – 2015 กันก่อนดีกว่า

แผงหน้าเรียบๆ รุ่นเล็ก รุ่นใหญ่รูปลักษณ์คล้ายกัน ถ้าเทียบกับรุ่น 838 จุดที่พอแยกแยะความแตกต่างได้นอกจากชื่อรุ่น คือ ขนาดตัวถังของ 3030 มีมิติที่ใหญ่กว่า โดยเฉพาะด้านลึก และหากยกดูจะพบว่าน้ำหนักก็มากกว่า 838 ถึง 6.5 กก.

AVR รุ่นใหญ่ แผงหน้าส่วนล่างจะมีบานพับ เปิดออกมาจะเห็นปุ่มควบคุมต่างๆ และจุดเชื่อมต่อสัญญาณ AUX มีอินพุตรองรับทั้งสัญญาณภาพเสียงแบบอะนาล็อกและดิจิทัล รวมถึง USB Input, AccuEQ Setup Microphone In และ Headphone Out ทว่าเลย์เอาต์จุดนี้ก็ดูไม่ต่างจากรุ่นน้องอย่าง 838 ครับ


พื้นฐานอุปกรณ์ภายในนี่สิ ที่เชิดหน้าชูตา 3030 (รูปบน) ได้เป็นอย่างดี ลักษณะการออกแบบภายในดูแล้วคล้ายคลึงกับ AVR เรือธง ในอดีตอย่าง TX-NR5010 (รูปล่าง) อยู่หลายจุด อาทิการแยกภาคจ่ายไฟออกเป็น 3 ชุด สำหรับภาคขยาย, ภาคออดิโอ, และภาควิดีโอ และกั้นตัวถังภายในแยกส่วนภาคจ่ายไฟออกจากวงจรภาพและเสียง ติดตั้ง 32-bit Digital Signal Processing 2 ชุด และ TI Burr-Brown 192 kHz/32-bit DAC จำนวนถึง 7 ชุด กับวงจรภาคขยาย WRAT (Wide Range Amplifier Technology) พร้อมวงจรแบบ Three-Stage Inverted Darlington Circuitry
อย่างไรก็ดีจุดที่ 3030 ยังไปไม่ถึง 5010 คือ H.C.P.S. (High Current Power Supply) ใช้หม้อแปลงหลักแบบ EI ต่างกับรุ่นเรือธงที่เป็น Toroid และไม่มีชีลด์ครอบ กับโครงสร้างตัวถังที่ธรรมดากว่า ฝาครอบเป็นเพียงแผ่นเหล็กพับชิ้นเดียว ไม่ได้ออกแบบซับซ้อนหลายชิ้นเพื่อผลด้านการลดทอนแรงสั่นสะเทือน (Anti-vibration) เหมือนรุ่นพี่
Connectivity – ช่องต่อ

ขยายให้เห็นจุดเชื่อมต่อใต้บานพับบนแผงหน้า ซึ่งมี HDMI/MHL Input, USB Input, Analog & Digital (Optical) AUX Input, AccuEQ Setup Mic Input และ Headphone Out

มาต่อกันที่ด้านหลัง แม้ว่าในส่วนของเสาอากาศ Wi-Fi แบบคู่ ที่เพิ่งถูกติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามากับ AVR รุ่นเลข 4 ตัว จะเป็นลักษณะที่เหมือนกับรุ่น 838 ทว่าจุดอื่น อาทิ จำนวนและชนิดของช่องต่อ ไปจนถึงภาคขยายผ่านขั้วลำโพงทั้ง 11 แชนเนล แตกต่างจาก 838 อย่างเห็นได้ชัด

นับเป็นครั้งแรกของ Onkyo AVR รุ่นใหญ่เลข 4 ตัว ที่ติดตั้ง Wi-Fi & Bluetooth Built-in เดิมทีฟีเจอร์นี้จะมีเฉพาะ AVR รุ่นระดับเล็กถึงกลางเท่านั้น ซึ่งในรุ่นใหญ่จะพิเศษกว่าด้วย เสาอากาศ Wi-Fi แบบคู่ ที่ให้รัศมีการกระจายสัญญาณครอบคลุมกว้างขวางกว่ารุ่นเล็กที่ไม่มีเสานั่นเอง เสา Wi-Fi นี้ สามารถปรับมุม ไปจนถึงพับเก็บได้กรณีที่ไม่ต้องการใช้

ความพิเศษอีกประการจาก 3030 ที่ไม่เคยมีใน AVR รุ่นใดมาก่อน คือ ช่องต่อสัญญาณ Pre-out แบบ Balanced XLR จึงสามารถเชื่อมต่อสัญญาณไปยังเพาเวอร์แอมป์ภายนอกที่มีช่องต่ออินพุตแบบ XLR ได้ ปกติมาตรฐาน XLR นี้ จะมีเฉพาะใน Pre Processor ระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในแง่การป้องกันสัญญาณรบกวนของ Balanced XLR จะดีกว่าแบบ Unbalanced RCA
อย่างไรก็ดี Pre-out แบบ XLR ให้มาเพียง 2 แชนเนล เฉพาะช่องสัญญาณของลำโพงหน้าซ้าย และหน้าขวาเท่านั้น หากต้องการเชื่อมต่อกับมัลติแชนเนลเพาเวอร์แอมป์ ช่องสัญญาณของลำโพงแชนเนลอื่นๆ จะต้องเชื่อมต่อแบบ Unbalanced RCA แทน


สถานะการถอดรหัสเสียง Dolby Atmos สำหรับ Onkyo AVR รุ่นใหญ่อย่าง 3030 (รูปบน) จะได้เปรียบรุ่นกลาง – เล็กอย่าง 838 (รูปล่าง) ถึง 2 จุด จุดแรก คือ ไฟสถานะ Dolby Atmos สีขาว ที่แยกออกมาต่างหาก อยู่ทางซ้ายของจอแสดงผลหลัก สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน อีกจุดคือจอแสดงผลหลักเอง ที่สามารถแสดงได้ 2 บรรทัดพร้อมๆ กัน ดังนั้นจึงสามารถแสดงทั้งชื่ออินพุต และระบบเสียงที่กำลังถอดรหัสอยู่ในขณะนั้นได้ในคราเดียว ต่างกับรุ่นเล็กที่แสดงได้เพียงบรรทัดเดียว การเช็ค Audio Info จึงต้องใช้วิธีกดไล่หา

นอกเหนือจากความสามารถถอดรหัสเสียงรอบทิศทางยุคใหม่อย่าง Dolby Atmos แล้ว Onkyo AVR ปี 2014 – 2015 ทุกรุ่น ยังรองรับ 4K/60Hz (YCbCr 4:2:0) Pas-through และ HDCP 2.2 (เมื่อเชื่อมต่อผ่านช่องสัญญาณ HDMI 3) หรือ High-bandwidth Digital Content Protection มาตรฐานการเข้ารหัสสำหรับคอนเทนต์ 4K ที่กำลังจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างให้ได้ชมกันในเร็ววันนี้

ในส่วนของรุ่นใหญ่อย่าง 3030 ยังมี 4K/30Hz Video Scaler พร้อม ISF Certified สามารถเลือกใช้โหมดภาพสำเร็จรูป
(ISF Day & Night) หรือไฟน์จูนปรับภาพละเอียดแบบ Custom เพิ่มเติมได้ตามมาตรฐาน ISF

ความสามารถรองรับดิจิทัลมีเดียไฟล์ ผ่านทาง USB Storage Devices และแชร์ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก เป็นความสามารถของ AVR ยุคปัจจุบัน ซึ่ง Onkyo ให้ความสะดวกยิ่งขึ้นด้วยระบบการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi) พ่วงด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงตรงร่วมกับอุปกรณ์ Smart Devices ผ่านเทคโนโลยี Bluetooth

สำหรับท่านที่ไม่ต้องการใช้งานระบบเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth ทาง Onkyo ก็ไม่บังคับ
สามารถปิดการทำงานได้ ผ่านหัวข้อ 7-5. Network และ 7-6. Bluetooth
Sound – เสียง
ดังที่เรียนไปว่า TX-NR3030 มาพร้อมภาคขยายจำนวนมากถึง 11 แชนเนล ดังนั้นจึงรองรับรูปแบบการติดตั้งลำโพงรอบทิศทางได้ยืดหยุ่นหลากหลาย หากอ้างอิงมาตรฐานระบบเสียง Dolby Atmos จะรองรับทุกมาตรฐานเท่าที่สามารถกำหนดได้ในปัจจุบันทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ 5.1.2, 5.1.4, 7.1.2 ไปจนถึง 7.1.4 และ 9.1.2
ถามว่า แล้วจะเลือกใช้รูปแบบไหน? ทาง Dolby ได้ลำดับความสำคัญของ Dolby Atmos Speaker Configurations ไว้ดังนี้
1. The Essential Dolby Atmos Layouts หรือรูปแบบพื้นฐานสำหรับระบบเสียง Dolby Atmos คือ 5.1.2 หรือ 7.1.2 กล่าวคือ เป็นรูปแบบที่ดำเนินการง่าย เพราะสามารถใช้ชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ 5.1/7.1 ที่ใช้งานอยู่เดิม แล้วเพิ่มเติมลำโพง Top Surround เพียง 2 แชนเนล (1 คู่) เท่านั้น การอัพเกรดจึงทำได้ง่าย ใช้งบประมาณไม่มาก อานิสงส์จาก Top Surround 2 แชนเนล ช่วยให้สัมผัสมิติเสียงด้านสูงอันเป็นจุดเด่นของ Dolby Atmos ได้
2. The Reference Dolby Atmos Experience หรือรูปแบบที่แนะนำให้เลือกใช้ หากต้องการอ้างอิงประสิทธิภาพของมาตรฐานระบบเสียงยุคใหม่นี้ คือ 5.1.4 และ 7.1.4โดยเป็นการใช้งานลำโพง Top Surround เต็มที่ คือ 4 แชนเนล (2 คู่) เพื่อเน้นคุณสมบัติเด่นจากมิติเสียงด้านสูงของ Dolby Atmos
3. Enhanced Effects Particularly Suited for Larger Rooms หรือรูปแบบพิเศษ ที่เหมาะสำหรับพื้นที่ห้องฟังขนาดใหญ่มาก คือ 9.1.2 เป็นรูปแบบที่เติมเต็มช่องว่างจากจำนวนลำโพงรอบทิศทางในแนวระนาบ เพื่อให้ได้มิติเสียงโอบล้อมต่อเนื่องในพื้นที่ห้องฟังขนาดใหญ่
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สามารถติดตั้งใช้งานร่วมกับ TX-NR3030 ได้ทั้งสิ้น ปัจจัยที่ต้องพิจารณา คือ ขนาดของห้อง สัมพันธ์กับจำนวนลำโพงที่มี ซึ่งการอ้างอิงในรีวิวนี้ จะเป็นการติดตั้งใช้งานในรูปแบบ 5.1.4 ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้จำนวนลำโพงไม่มากจนเกินไปนัก เหมาะสำหรับพื้นที่ห้องหับในบ้านพักอาศัยทั่วไป ที่มีขนาดกลางๆ ราว 20 – 30 ตร.ม. จึงเป็นซิสเต็มที่ไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็ไม่เล็กจนเกินไป และในส่วนของลำโพงในแนวระนาบ ยังคงอิงรูปแบบเดิมจากมาตรฐาน 5.1 มาได้ทันที ในขณะที่ Top Surround จำนวน 4 แชนเนล สามารถแสดงมิติเสียงโอบล้อมด้านสูง จากศักยภาพของระบบเสียง Dolby Atmos ออกมาได้ใกล้เคียงรูปแบบอ้างอิง
อนึ่งหากพื้นที่ห้องใหญ่กว่า 24 ตร.ม. สามารถเลือกรูปแบบ 7.1.4 จะเติมเต็มบรรยากาศเสียงเข้ากับพื้นที่ห้องและให้ความสมบูรณ์ของมิติโอบล้อมได้ดีที่สุดสำหรับมาตรฐานบ้านพักอาศัยทั่วไป เหมาะกับซิสเต็มที่พร้อมทั้งภาคขยายและจำนวนลำโพงรอบทิศทางที่มีมากถึง 11 แชนเนล
5.1.4 Dolby Atmos Speaker Configuration

การติดตั้งใช้งานลำโพงระบบเสียง Dolby Atmos 5.1.4
แบบที่ใช้งานร่วมกับลำโพง Top Surround (ลำโพงฝังฝ้า, แขวนเพดาน)
อ้างอิงการติดตั้งใช้งานระบบลำโพง Dolby Atmos 5.1.4 นั้น ไม่ต่างจาก 5.1.2 ที่เคยเกริ่นไปแล้วมากนัก สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือ ลำโพงเอฟเฟ็กต์ด้านสูงจาก 1 คู่ เป็น 2 คู่ เท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี ในกรณีเลือกใช้ลำโพงเอฟเฟ็กต์ด้านสูงรูปแบบ Top Surround ซึ่งติดตั้งบนฝ้าเพดานนั้น จะมีตำแหน่งติดตั้งที่ต่างไปจาก 5.1.2 เล็กน้อย เนื่องจากจำนวนลำโพงที่เพิ่มขึ้นจึงต้องบาลานซ์ระยะห่างของ Top Surround ทั้ง 2 คู่ คือ “Top Front” และ “Top Rear” ให้เหมาะสม โดยอ้างอิงองศาจากตำแหน่งนั่งฟัง (ดูรูปประกอบ)
โดยทั่วไป หากความสูงฝ้ามาตรฐานที่ 2.5 ม. ระยะห่างระหว่างกันของลำโพง Top Front และ Top Rear วัดจากแนวระนาบ จะอยู่ที่ราว 2.2 (min) ~ 5.5 (max) เมตร โดยให้มีระยะห่างจากจุดนั่งฟังที่ใกล้เคียง กัน ซึ่งเป็นระยะที่ยืดหยุ่นพอสมควร ส่วนระยะห่างระหว่างลำโพง Top Surround ข้างซ้ายและขวา ให้อ้างอิงจากระยะห่างของลำโพงคู่หน้า (Front Left/Front Right ซึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดตามระยะสามเหลี่ยมด้านเท่า ซึ่งมุมภายในเท่ากับ 60 องศา)
รูปแบบ 5.1.4 with Top (Ceiling) Speakers นี้ เหมาะสำหรับซิสเต็มที่กำลังจะติดตั้งลำโพงฝัง/แขวนฝ้า โดยยังคงกำหนดตำแหน่งติดตั้งตามข้อกำหนดข้างต้นได้ และหากต้องการมิติเสียงด้านสูงที่ดีจากลำโพงฝังฝ้า (In-ceiling) ควรเลือกรุ่นที่มีคุณภาพดี หากลำโพงตอบสนองในจุดนี้ได้ดีเท่าไหร่ ความสมบูรณ์ของบรรยากาศด้านสูงก็จะดีตามไปด้วย กลับกันลำโพงฝังฝ้าคุณภาพต่ำบวกกับการติดตั้งที่ไม่เหมาะสม จะลดทอนประสบการณ์รับฟัง Dolby Atmos ลงอย่างมาก

การติดตั้งใช้งานลำโพงระบบเสียง Dolby Atmos 5.1.4
แบบที่ใช้งานร่วมกับลำโพง Dolby Atmos Enabled-Speakers (Front & Surround)
กรณีที่ไม่สามารถติดตั้งใช้งานลำโพงฝัง/แขวนฝ้า ก็มีอีกทางเลือกกับลำโพงเอฟเฟ็กต์ด้านสูงรูปแบบที่เรียกว่า Dolby Atmos Enabled Speakers ซึ่งการติดตั้งจะดำเนินการได้ง่ายกว่า เนื่องจากลำโพง Dolby Atmos Enabled Speakers นี้จะติดตั้งร่วมกับลำโพงคู่หน้า และลำโพงเซอร์ราวด์ โดยหากใช้งานลำโพงแบบ “Add-on” ดังเช่น Onkyo SKH-410 สามารถนำไปวางไว้เหนือลำโพงดังกล่าวในระบบได้ทันที ไม่ยุ่งยาก

Onkyo SKH-410 Dolby Atmos Enabled Speakers แบบ “Add-on” ขนาดกะทัดรัด
สามารถนำไปวางบนลำโพงโฮมเธียเตอร์เดิมที่ใช้งานอยู่ได้ทันที ซึ่งระบบ 5.1.4 จะนำ SKH-410 ไปวางบนลำโพงคู่หน้า และลำโพงเซอร์ราวด์
รูปแบบ 5.1.4 with Dolby Atmos Enabled Speakers นี้ เหมาะสำหรับซิสเต็มที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถติดตั้งลำโพงฝัง/แขวนฝ้าได้ การใช้งานลำโพงรูปแบบ Dolby Atmos Enabled Speakers จะให้ดี ฝ้าเพดานควรมีระดับความสูงไม่มากจนเกินไป หากเป็นระดับมาตรฐานที่ 2.4 ~ 2.5 ไม่เกิน 3 ม. จะดีมาก และเพดานควรมีพื้นผิวที่สะท้อนเสียง ไม่เหมาะกับฝ้าเพดานที่ติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงมากเกินไป ไปจนถึงรูปทรงที่ไม่สมมาตร
5.1.4 Dolby Atmos Speaker Settings
เมื่อเลือกรูปแบบลำโพงสำหรับระบบเสียง Dolby Atmos ได้แล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อไป คือ การตั้งค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับลำโพง โดยดำเนินการผ่าน AVR อย่างเหมาะเหมาะสม โดยกำหนดให้สัมพันธ์กับรูปแบบลำโพงที่ใช้ และลักษณะสภาพแวดล้อมที่ทำการติดตั้งจริง

สำหรับ AVR ยุคปัจจุบันที่มาพร้อมระบบปรับตั้งลำโพงอัตโนมัติ อย่างเช่น AccuEQ ของ Onkyo ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากจากการดำเนินการในส่วนนี้ลงไปได้มาก และผลลัพธ์ที่ได้ก็ดีกว่าการกะเกณฑ์แบบแมนนวลโดยไม่มีสิ่งใดอ้างอิง อย่างไรก็ดีในส่วนของรูปแบบลำโพง Top Surround หรือลำโพงเอฟเฟ็กต์ด้านสูง ที่จะใช้ร่วมกับระบบ Dolby Atmos นั้น ผู้ใช้จะต้องกำหนดตั้งค่าให้ระบบฯ ทราบ ก่อนจะดำเนินขั้นตอน Auto Calibration ครับ

ซึ่งสำหรับ Onkyo Dolby Atmos AVR จะกำหนดรูปแบบ Top Surround ผ่านพารามิเตอร์ Height Speakers Type โดยเลือกได้ระหว่าง Top (Ceiling) Speakers, Dolby Atmos Enabled Speakers หรือ Front/Rear Height ก็เลือกให้ตรงกับความเป็นจริง
ข้อสังเกต: ท่านที่ต้องการนำภาคขยายที่ไม่ได้ใช้งานของ AVR ไปทำ Front Bi-amp (ไบแอมป์ลำโพงคู่หน้า) ซึ่งเดิมอาจเคยทำร่วมกับระบบ 5.1/7.1 นั้น หากเป็นการติดตั้งใช้งาน AVR ร่วมกับระบบลำโพงตามรูปแบบ Dolby Atmos Configurations จะไม่สามารถนำภาคขยายของ AVR ไป Bi-amp ได้ ถึงแม้จะมีภาคขยายที่ไม่ได้ใช้ก็ตาม ตรงนี้เป็นข้อจำกัดของ Dolby Atmos AVR ปี 2014 – 2015 ทุกรุ่น

ข้อสังเกต: การอ้างอิง Delay ผ่าน Speaker Distance ของ Onkyo Dolby Atmos AVR ในส่วนของลำโพง Height Speakers กรณีที่ใช้งานลำโพงรูปแบบ Dolby Atmos Enable Speakers นั้น ตัวเลขระยะที่ใช้อ้างอิง จะใกล้เคียงกับระยะห่างของลำโพงถึงจุดนั่งฟังในแนวระนาบ ไม่ใช่ผลรวมจากระยะของการสะท้อนฝ้าเพดานมายังจุดนั่งฟังแต่อย่างใด และไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขตัวเลขนี้ด้วยการบวกเพิ่มระยะของการสะท้อน ทั้งนี้การชดเชยหน่วงเวลาของ Dolby Atmos Enabled Speakers ระบบของ AVR จะประมวลผลการหน่วงเวลาของการสะท้อนเสียงในจุดนี้เพิ่มเติมให้เองโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดีในบางกรณีที่สภาพแวดล้อมของผู้ใช้อยู่นอกเหนือมาตรฐาน เช่น ความสูงฝ้าเกินกว่าระดับที่ใช้อ้างอิงได้, สภาพทางอะคูสติกของฝ้าเพดาน, ตำแหน่งติดตั้งลำโพงเซอร์ราวด์ที่ใช้วางลำโพง Dolby Add-on (ความสูง) ฯลฯ อาจต้องดำเนินการแก้ไขในจุดนั้นให้เหมาะสม หรือใช้วิธีไฟน์จูนจุดอื่นเพิ่มเติม

Experience Dolby Atmos 5.1.4
ในส่วนของการรายงานคุณภาพเสียง ขอแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้
– หากเปรียบเทียบ Dolby Atmos 5.1.4 กับ 5.1.2 ไปจนถึง Dolby TrueHD 5.1 เดิมๆ ประสบการณ์รับฟัง แตกต่างกันอย่างไร?
ต้องยอมรับว่าเมื่อครั้งสัมผัสระบบเสียง Dolby Atmos 5.1.2 เปรียบเทียบกับระบบเสียงยุคก่อน Dolby TrueHD 5.1 ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนในแง่การสร้างมิติเสียงรายล้อม โดยเฉพาะการก่อตัวของบรรยากาศด้านสูง เท่ากับว่าการเพิ่มเติมลำโพงเอฟเฟ็กต์ด้านสูง เพียง 2 แชนเนล ไม่ว่าจะเป็น Top Speakers (In-ceiling) หรือ Dolby Atmos Enabled Speakers ก็สร้างผลลัพธ์ในจุดนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเพิ่มลำโพงเอฟเฟ็กต์ด้านสูงดังกล่าว จาก 2 เป็น 4 แชนเนล (5.1.4) แน่นอนว่าความสมบูรณ์ของการถ่ายทอดมิติเสียงด้านสูงย่อมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในแง่การเจาะจงทิศทางเสียงที่ละเอียดลออกว่า การก่อตัวของบรรยากาศโอบล้อมจะเป็น 3 มิติ มากกว่า ดังนั้นถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหา ระบบ 5.1.4 ย่อมจะให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงอุดมคติมากกว่า
แต่ถ้ามองในแง่ของงบประมาณเปรียบกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าโฟกัสเฉพาะจำนวนแชนเนลลำโพงที่เพิ่มขึ้น ไม่นับประเด็นเรื่องของคุณสมบัติของ AVR ความต่างของผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงจาก 5.1.2 ไป 5.1.4 ก็ยังน้อยกว่า ความเปลี่ยนแปลงจาก 5.1 เดิม ไปเป็น 5.1.2 ครับ ข้อสรุปตรงนี้ หากงบยังไม่มาก เริ่มที่ 5.1.2 ก็สามารถให้ประสบการณ์ Atmos ได้อย่างคุ้มค่า หากไฟน์จูน 5.1.2 ดีๆ ผลลัพธ์ก็ดีจนน่าแปลกใจทีเดียวครับ อนาคตเมื่อมีความพร้อม หากต้องการขยับขยายเป็น 5.1.4 ก็สามารถดำเนินการได้ในภายหลัง

– ประสิทธิภาพจากลำโพงเอฟเฟ็กต์ด้านสูง ระหว่าง Top Speakers (In-ceiling) กับ Dolby Atmos Enabled Speakers แบบไหนดีกว่า?
ประเด็นนี้อยากให้มองประเด็นที่ว่า “สะดวกจะใช้” แบบใดมากกว่ากันก่อน ต้องยอมรับว่าในแง่อุดมคตินั้น ลำโพงแบบ Top Speakers (In-ceiling) จะให้ผลลัพธ์ในเชิงการถ่ายทอดตำแหน่งทิศทางเสียงได้ใกล้เคียงอุดมคติมากกว่า เพราะตำแหน่งลำโพงติดตั้งอยู่เหนือศรีษะจริงๆ ทว่าก็ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนจะใช้งานลำโพงลักษณะนี้
ประการแรก คือ ผู้ใช้พร้อมสำหรับการติดตั้งที่ต้องมีการเจาะ-คว้าน ฝ้าเพดานหรือไม่ หากเป็นการบิลท์ห้องโฮมเธียเตอร์ใหม่ ประเด็นนี้ไม่ต้องคิดมาก เพราะสามารถดำเนินการได้ง่าย ทว่าสำหรับห้องเดิมที่เข้าอยู่แล้ว คงต้องพิจารณาตรงนี้ก่อน
นอกเหนือจากการเจาะฝ้าเพื่อฝังยึดลำโพงแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการเดินสายลำโพง กรณีนี้สำหรับห้องที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน 2 ชั้น การเดินสายลำโพงเหนือฝ้าจะทำได้ยากกว่าห้องที่อยู่ชั้น 2 เพราะสามารถเปิดฝ้าแล้วขึ้นไปทำการติดตั้งง่ายกว่า ประเด็นนี้จะเกี่ยวเนื่องถึงปัจจัยเรื่องของโครงสร้างจับยึด ซึ่งสามารถเสริมความแข็งแรงได้ง่ายกว่าด้วย แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ พื้นที่เหนือฝ้าที่เปิดโล่ง อาจส่งผลให้เสียงของลำโพงฝังฝ้า เล็ดลอดไปรบกวนห้องข้างเคียงได้ง่าย
ประการสุดท้าย ที่สำคัญที่สุด คือ คุณภาพของลำโพงฝังฝ้า โดยทั่วไปสามารถหาลำโพงลักษณะนี้ในราคาหลักร้อยเท่านั้น ทว่าจะคาดหวังคุณภาพเสียงคงยาก จึงควรให้ความสำคัญในจุดนี้ด้วย หากท่านมั่นใจว่าสามารถจัดการในสิ่งที่กล่าวมานี้ได้ เลือกลำโพงฝังฝ้า รับรองไม่ผิดหวังครับ
สำหรับ Dolby Atmos Enabled Speakers นั้น ขั้นตอนการติดตั้งง่ายกว่า In-ceiling เยอะ เพราะแค่วางบนลำโพงชุดเดิมที่ใช้งานอยู่ได้เลย (หากเป็นแบบ Add-on) แต่สิ่งที่อาจส่งผลให้การถ่ายทอดมิติเสียงโดยเฉพาะด้านสูงจาก Dolby Atmos ด้อยกว่า In-ceiling นั้น ปัจจัยภายนอกมีผลมากกว่าตัวลำโพง
ด้วยลักษณะที่เป็นการติดตั้งเข้ากับลำโพงหลัก (คู่หน้า และ/หรือ เซอร์ราวด์) จากข้อกำหนดเรื่องของความกลมกลืน ดังนั้นตำแหน่งติดตั้งจึงเหมือนถูกกำหนดไว้ตายตัวแล้ว เมื่อบวกกับหลัการอาศัยเสียงสะท้อนในการสร้างบรรยากาศด้านสูง ลำโพงลักษณะนี้จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเมื่อระดับหูของผู้ฟังอยู่ต่ำกว่าระดับลำโพง หากระดับหูของผู้ฟังอยู่สูงกว่า (อาจด้วยความสูงของลำโพงคู่หน้า หรือลำโพงเซอร์ราวด์ที่ใช้วางลำโพง Dolby Atmos เตี้ยเกิน) หรือแม้แต่เมื่อผู้ฟังยืนขึ้น สนามเสียงจะเสียไป ตรงนี้จึงสู้ลำโพง Top Surround ที่ติดตั้งอยู่เหนือศรีษะมิได้ แต่คงมิใช่ปัญหาหนัก เพราะสามารถไฟน์จูนแก้ไขได้ ส่วนเรื่องยืน คงไม่มีใครพิเรนทร์ยืนชมภาพยนตร์กระมัง
ระดับฝ้าเพดานที่สูงเกินไปก็ส่งผลให้ประสิทธิภาพการสร้างสนามเสียงด้านสูงของ Dolby Atmos Enabled Speakers ลดลง โดยทั่วไประดับความสูงฝ้าเพดานมาตรฐานที่ 2.4 ~ 2.5 ม. ไม่เกิน 3 ม. กำลังเหมาะ และรูปทรงและวัสดุฝ้าฉาบเรียบธรรมดา จะดีกว่ารูปทรงและวัสดุฝ้าลักษณะอื่น หากเป็นรูปทรงแปลกๆ ควรบาลานซ์ซ้ายขวาเท่ากัน

- ดุลเสียงของ 3030 ให้ความอิ่มเอิบ ฟังได้ผ่อนคลายดีมาก รายละเอียดปลายเสียงดี ไม่ห้วน กำลังสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานร่วมกับชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ทั่วไปได้ดี เรียกว่าครบเครื่องสำหรับเป็นศูนย์กลางซิสเต็มโฮมเธียเตอร์คุณภาพสูง
- AccuEQ ให้ความเที่ยงตรงดีมากในการอ้างอิงตั้งค่าลำโพงพื้นฐานอย่างการบาลานซ์ระดับเสียง (Level), ดีเลย์ระยะห่าง (Speaker Distance), จุดตัดความถี่ (Crossover) อย่างไรก็ดีการตรวจสอบเบื้องต้นในส่วนของ Room EQ ระหว่าง On กับ Off ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ แสดงว่าระบบฯ ไม่ได้ apply ในส่วนของ Room EQ แม้ว่าจะดำเนินขั้นตอน Auto Calibration ไปแล้ว อาจต้องรอดูเฟิร์มแวร์ตัวต่อไปว่าจะแก้ไขในจุดนี้หรือไม่ ข้อสังเกตอีกประการ คือ ไม่มี GEQ สำหรับให้ดำเนินการแบบแมนนวลครับ ซึ่งถ้าเป็นซิสเต็มที่ไม่มีปัญหาเรื่องของการบิดเบือนดุลเสียงโดยสภาพอะคูสติก ในส่วนนี้ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานแต่อย่างใด

Conclusion – สรุป
TX-NR3030 คือ สิ่งที่ใช้ยืนยันถึงประสิทธิภาพแบบจัดเต็มที่ Onkyo พยายามแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบจาก Dolby Atmos มาตรฐานระบบเสียงรอบทิศทางยุคใหม่ ด้วยพื้นฐานภาคถอดรหัสจากชิพประมวลผลระดับ 32-bit จำนวน 2 ชุด กับภาคขยายที่มีมากถึง 11 แชนเนล ซึ่งเป็น Dolby Atmos AVR ณ เวลานี้ เพียงไม่กี่รุ่น ที่มีจำนวนภาคขยายมากพอรองรับ Dolby Atmos Speaker Configurations ทุกรูปแบบ (เท่าที่สามารถกำหนดได้ในปัจจุบัน) ท่านใดที่กำลังมองหา AVR ระดับสูงที่พร้อมรองรับระบบเสียง Dolby Atmos นี่จะเป็นตัวเลือกที่ไม่อาจละสายตาได้เลย
by ชานม !
01/2015