ข้ามไปที่เนื้อหา
|

Revolution… in sound and style !! รีวิว Tannoy Revolution DC4 Series Home Theater Speakers

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 07 Jan 2022 0 ความคิดเห็น

Home Theater Speaker System

Tannoy Revolution DC4 Series

Revolution… in sound and style !!

สร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อยกับการกลับมาของแบรนด์ลำโพงชื่อดังจากอังกฤษที่มีประวัติยาวนาน โดยในปีนี้ทางตัวแทนจำหน่ายดำเนินจัดกิจกรรมเปิดตัวไปถึง 3 รอบแล้ว ตั้งแต่การมาของ Kingdom Royal ลำโพงเรือธงรุ่นล่าสุด ในงาน BAV Hi-End 2013 รร.แลนด์มาร์คฯ สุขุมวิท เมื่อต้นปี ถัดมาเป็นลำโพงอภิมหาคลาสสิกดีกรีคุณชายสุภาพบุรุษจุฑาเทพจาก Prestige Series คือ Westminster Royal ร่วมกับกิจกรรมชิมลำโพงแกล้มชาเคลิ้มไปเลย (เอ๊ะ ยังไง) และสดๆ ร้อนๆ กับ Canterbury GR ในงาน TAV 2013 รร.แกรนด์เมอร์เคียว ฟอร์จูน เมื่อปลายเดือนหก เพื่อให้หลายๆ ท่านได้พิสูจน์เสียงอมตะของลำโพงในตำนานตัวเป็นๆ กัน

หลังจากถูกปล่อยไว้ให้เป็นเพียงตำนานอยู่หลายปี ปัจจุบันลำโพงรุ่นใหม่ของ Tannoy ดาหน้าเข้าสู่ประเทศไทยให้ซื้อหากันได้อย่างครบครัน นับตั้งแต่รุ่นระดับสบายเงินในกระเป๋า คือ Mercury V และตามติดมาด้วย Revolution ที่ทางผู้ผลิตคาดหวังว่าจะเป็นลำโพงที่ “ปฏิวัติ” วงการกันเลยทีเดียว…

“A New Performance Perspective”

Revolution เป็นซีรี่ส์ลำโพงลำดับที่ 2 ของ Tannoy (ถัดจากซีรี่ส์เล็กสุด คือ Mercury V) มีจำนวนลำโพงทั้งสิ้น 7 รุ่น ประกอบไปด้วย ลำโพงตั้งพื้น 2 รุ่น คือ DC4 T และ DC6 T บวกอีก 1 รุ่นพิเศษ คือ DC6 T SE, ลำโพงวางขาตั้ง 2 รุ่น คือ DC4 และ DC6, ลำโพงเซ็นเตอร์ 1 รุ่น คือ DC4 LCR และซับวูฟเฟอร์ 1 รุ่น คือ Sub1001

สำหรับบททดสอบนี้เป็นการรวมชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ ประกอบไปด้วย คู่หน้าแบบตั้งพื้นรุ่น DC4 T ลำโพงเซอร์ราวด์แบบวางขาตั้งรุ่น DC4 และลำโพงเซ็นเตอร์รุ่น DC4 LCR ส่วนซับวูฟเฟอร์ทางตัวแทนจำหน่ายมิได้ส่งมาครับ แต่ถ้านำไปจับชุดกับ TS2.10 ที่เคยจัดคู่กับ Mercury V มาก่อนหน้านี้ อันเป็นซับวูฟเฟอร์ที่ให้ปริมาณเบสลึกได้จุใจ กับขนาดตัวตู้ที่ไม่ใหญ่เทอะทะแต่อย่างใด ก็น่าจะลงตัวเข้ากันเป็นอย่างดี

Design – การออกแบบ

สำหรับ Revolution DC4 Series ที่นำมาจัดเป็นชุดโฮมเธียเตอร์ครั้งนี้ หากสังเกตจะเห็นว่า ถึงแม้จะต่างรุ่นกันตามลักษณะหน้าที่ ทว่าด้วยตัวเลขรุ่น DC4 ที่เหมือนกันนั้น มีนัยสำคัญแฝงอยู่ มิใช่ความบังเอิญ !

“ตัวเลข 4” บ่งบอกถึงลำดับรุ่นลำโพงของ Revolution Series จากการแบ่งกลุ่มกว้างๆ ทั้งหมด 2 ลำดับ กล่าวคือ DC4 เป็นรุ่นที่มีมิติเล็กกว่า DC6 ทั้งขนาดตัวตู้และไดรเวอร์ที่ใช้ เมื่อมองดูมิติตัวตู้ ชนิด และขนาดตัวขับเสียงแล้ว (DC4 ใช้ไดรเวอร์ขนาด 4 นิ้ว; DC6 6 นิ้ว) จะพบว่าในตัวเลขเดียวกัน ยังมีพื้นฐานการออกแบบอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกัน

เริ่มจากตัวตู้ มีมิติหน้ากว้าง และความลึก พร้อมรูปทรงเอียงสอบเข้าด้านหลังเล็กน้อย เมื่อมองจากมุมบนจะเห็นเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูมีขนาดเท่ากันเป๊ะ จะต่างก็แค่ความสูง (ยาว) เท่านั้น

และแน่นอนว่าไดรเวอร์ที่ใช้ก็มีขนาดเท่ากัน หรือจะว่าเป็นรุ่นเดียวกันนั่นแหละ ซึ่ง DC4 Series จะใช้ไดรเวอร์ Dual Concentric และวูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว

ทั้งหมดออกแบบให้เป็นลำโพงตู้เปิด ตำแหน่งท่อพอร์ทติดตั้งทางด้านหลัง เมื่อนำทั้งหมดมารวมใช้งานเป็นซิสเต็มโฮม-เธียเตอร์ ถึงแม้ลักษณะหน้าที่ในระบบจะแตกต่างกัน แต่ความเสมอสมานกลมกลืนทั้งเสียง และรูปลักษณ์ ก็เป็นปัจจัยหลักสำคัญที่หาได้จากซิสเต็มนี้

วางซ้อนกันให้เห็นว่า DC4 ทั้ง 3 รุ่น มิติตัวตู้แนวตัดขวางเท่ากันเป๊ะ
(ล่างสุด – DC4 T, ตรงกลาง – DC4, บนสุด DC4 LCR)

ว่าแต่… ตกลงมัน “ปฏิวัติ” ยังไงแน่ !?

“Revolution in Technology”

กลับมาเข้าเรื่องที่ค้างไว้สักนิด… หลายท่านคงมีคำถามว่า ตกลงมันปฏิวัติยังไง Tannoy กล่าวว่า Revolution Series เปลี่ยนโฉมหน้าการออกแบบลำโพง จากประเด็นเรื่องของคุณภาพวัสดุ และการออกแบบที่เหนือกว่าลำโพงระดับเดียวกัน

Rev4Tower3QGoff

ผิวตัวตู้ไม้แท้ กับการเลือกใช้วัสดุ และงานประกอบที่พิถีพิถัน

กับลวดลายผิวตัวตู้ไม้แท้ 2 สี ให้เลือกแม็ตช์ตามสไตล์รสนิยม คือ Light Oak ไม้สีอ่อนที่มีลวดลายเสี้ยนไม้ชัดเจน (ส่วนตัวผมชอบสีนี้นะ แต่ไม่แน่ใจว่าตัวแทนจำหน่ายเอาเข้ามาหรือเปล่า) และ Espresso ที่ให้อารมณ์เคร่งขรึมของไม้สีเข้ม น้ำตาลออกดำ เรียกว่า Revolution ทรงคุณค่ากว่า ด้วยผิวตัวตู้ไม้แท้นี่เอง

โครงสร้างงานประกอบเองก็พิถีพิถัน การเก็บขอบเข้ามุม ดูลงตัว เรียบร้อย หน้ากากผ้าแบบยึดติดด้วยแม่เหล็ก แผงหน้าจึงไม่มีรูยึดใดๆ เป็นมลทินบดบังให้เสียงานไม้ รวมถึงเทคนิคโครงสร้างดามตัวตู้ภายในแบบ Trapezoid Cabinets เพิ่มความแกร่ง วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ คัดสรรมาเป็นอย่างดีประกอบขึ้นเป็นวงจรครอสโอเวอร์ เช่น ตัวเก็บประจุออดิโอไฟล์เกรด พร้อมไวร์ริ่งด้วยสายลำโพงทองแดงปลอดอ็อกซิเจนเคลือบเงิน ทั้งหมดนี้เห็นแล้วต้องอุทานว่าคุ้มเกินราคานั่นแหละ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ เทคโนโลยีตัวขับเสียงแบบ “Dual Concentric” อันถือเป็นลายเซ็น ที่สร้างชื่อให้กับ Tannoy มาช้านาน (พบเห็นได้ในรุ่นสูงๆ ดังเช่นรุ่นลำโพงที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก) บัดนี้ผนวกลงมายังรุ่นระดับราคาคบหาได้ง่าย อย่าง Revolution Series แล้วนะจ้ะ

“The Tannoy Dual Concentric…
two drivers on one axis”

จากประสบการณ์ของ Tannoy ที่คร่ำหวอดในแวดวงผู้ผลิตลำโพงอย่างยาวนาน กับแนวคิดที่จะสร้างแหล่งกำเนิดเสียงตามอุดมคติ ที่สามารถถ่ายทอดเสียงอย่างกลมกลืนตลอดย่านจากจุดกำเนิดเพียงจุดเดียว จึงก่อเกิดเป็นเทคโนโลยีตัวขับเสียงที่เรียกว่า “Dual Concentric” มาดูกันหน่อยว่า Dual Concentric นี่ดียังไง ?

True Point Source กับการพัฒนาไดรเวอร์เดี่ยวๆ หรือตัวขับเสียงแบบฟูลเรนจ์ให้สามารถตอบสนองความถี่ตลอดย่านการรับรู้ของมนุษย์ (20Hz – 20kHz) เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หรือเรียกว่าเป็นไปไม่ได้ (ณ ตอนนี้) เพราะข้อจำกัดของวัสดุ หรือขนาดตัวขับเสียงที่มักจะทนได้ไม่นานก็เกิดการเสียรูปในจุดใดจุดหนึ่งของการใช้งาน และในจุดนั้นเสียงที่ได้จะมีความเพี้ยนสูง วิธีการผสมรวมตัวขับเสียง 2 ลักษณะ (หรือกว่านั้น) เพื่อรับหน้าที่ในการถ่ายทอดเสียงแต่ละช่วงความถี่ตามความเหมาะสม ดังเช่นการใช้งาน “ทวีตเตอร์” ร่วมกับ “วูฟเฟอร์” จึงเป็นแนวทางแก้ปัญหาข้างต้นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน

ทว่าประเด็นปัญหาที่ตามมาจากการแยกตัวขับเสียงออกไปมากกว่าหนึ่ง คือ เรื่องของความกลมกลืน จะทำอย่างไรให้เสียงมันผสมรวมกลับเข้าด้วยกันเหมือนดังเช่นแหล่งกำเนิดตามอุดมคติ (True point source)…??

ซ้าย – รูปแบบการจัดวางตัวขับเสียงของลำโพงทั่วไป ที่ติดตั้งตัวขับเสียง ทวีตเตอร์ และวูฟเฟอร์แยกกัน โดยวางเรียงกันเป็นเส้นตรง เปรียบเทียบกับการติดตั้งแบบ Coaxial ที่นำทวีตเตอร์มาไว้บริเวณใจกลางของวูฟเฟอร์
ขวา – เปรียบเทียบระหว่างรูปแบบ Coaxial ปกติ กับ Dual Concentric ที่มีความคล้ายคลึงกัน โดยทั้งคู่ต่างก็จัดวางทวีตเตอร์ที่บริเวณใจกลางของวูฟเฟอร์เช่นเดียวกัน แต่ Dual Concentric จะฝังโครงสร้างทวีตเตอร์ไว้ข้างในโครงสร้างว้อยซ์คอยล์ ไม่ได้วางไว้ด้านนอก ข้างหน้าวูฟเฟอร์ อันอาจบดบังขัดขวางการทำงานของวูฟเฟอร์ได้

เรื่องความกลมกลืนของดุลเสียง อาจแก้ไขได้ด้วยวงจรครอสโอเวอร์ แต่ที่ยากคือการควบคุมมุมกระจายเสียงจากแหล่งกำเนิดที่มาจากคนละตำแหน่งกันนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย ทั้งประเด็นเรื่องของเฟส (ความสัมพันธ์ในเชิงคาบเวลา) ที่มีการส่งเสริมและหักล้างกันตลอดเวลา อาจสร้างจุดบอดอันเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะได้มากกว่าที่คิด ด้วยเหตุนี้ทาง Tannoy จึงจับทวีตเตอร์ และวูฟเฟอร์มาผนวกรวมเข้าไว้ในโครงสร้างเดียวกันเสียเลย เมื่อมองเผินๆ ตัวขับเสียงแบบ Dual Concentric จึงมีลักษณะคล้ายวูฟเฟอร์ทั่วไป แต่บริเวณใจกลางจะไม่มี Dust cap ปิดไว้ ทว่าเปิดให้เห็นโครงสร้างที่ติดตั้งทวีตเตอร์อยู่ภายใน

ตัวขับเสียงสูง หรือทวีตเตอร์ไททาเนียม ซึ่ง Tannoy นำมาใช้กับตัวขับเสียงแบบ Dual Concentric นั้น ออกแบบเป็นลักษณะพิเศษ เพื่อเอื้อต่อการติดตั้งไว้ในใจกลางโครงสร้างว้อยซ์คอยล์ของวูฟเฟอร์ ขณะเดียวกันภายในก็ออกแบบให้มีลักษณะเป็นปากฮอร์น เพื่อขยายขอบเขตการตอบสนองความถี่ และปรับจูนมุมกระจายเสียง และเช่นกันว่าไดอะแฟรม หรือโคนของวูฟเฟอร์ก็จะทำหน้าที่เป็นปากฮอร์นเพื่อกระจายเสียงให้กับย่านความถี่สูงของทวีตเตอร์อีกทอดหนึ่ง (ลึกล้ำทีเดียว)

ซูมให้เห็นกันชัดๆ กับไดรเวอร์แบบ Dual Concentric ของ Revolution DC4 Series
ที่เห็นเป็นรูนั้น เป็นตำแหน่งของทวีตเตอร์ Titanium dome ขนาด 19mm (0.75″) พร้อมโครงสร้างที่เรียกว่า Tulip WaveGuide ส่วนวูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100mm (4″) ใช้วัสดุที่เรียกว่า Treated Paper Pulp Cone

ซึ่งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวขับเสียง Dual Concentric นั้นสำหรับ DC4 Series มีขนาดเท่ากับ 4 นิ้ว ซึ่งให้ความกะทัดรัดดีทีเดียว ผลเกี่ยวเนื่องที่ตามมา คือ ขนาดตัวตู้ก็จะกะทัดรัดตามไปด้วย แต่ไม่ต้องกังวลว่าไดรเวอร์เล็กๆ แล้วเบสจะน้อย ทั้งนี้สำหรับ DC4 T และ DC4 LCR ทาง Tannoy ได้ผนวกวูฟเฟอร์ขนาด 4 นิ้ว อีกหนึ่งชุด เพื่อรับหน้าที่ถ่ายทอดเสียงย่านต่ำโดยเฉพาะ บวกกับการปรับจูนตัวตู้ และท่อพอร์ทภายใน เรื่องเบสจึงไม่ขาดแคลนแน่นอน

ซ้าย – การผนวกวูฟเฟอร์ Treated Paper Pulp Cone อีกชุดหนึ่งในรุ่น DC4 T และ DC4 LCR สำหรับทำหน้าที่ในย่านความถี่ต่ำโดยเฉพาะ; ขวา – ท่อ Bass-reflex ด้านหลัง DC4 T เพื่อจูนการตอบสนองเสียงย่านความถี่ต่ำ

ตรงนี้หลายท่านอาจจะคาใจว่า เอ๊ะ อุตส่าห์รวมไดรเวอร์ให้กลายเป็นแหล่งกำเนิดเสียงจุดเดียวแล้ว ทำไมยังมาแยกวูฟเฟอร์ออกมาอีก เหตุผลก็ดังที่กล่าวไปว่าเป็นเรื่องของการเสริมศักยภาพการตอบสนองย่านความถี่ต่ำ ด้วยการคงขนาดวูฟเฟอร์ให้มีขนาดเล็ก เช่นเดียวกับตัวตู้ที่ไม่ใหญ่ แต่ยังถ่ายทอดเสียงความถี่ต่ำได้อย่างพอเพียง อันเป็นเทคนิคเดียวกับลำโพงแบบ 2 ½ – 3 ทาง ในท้องตลาดทั่วไป ทว่าอานิสงส์ของ Dual Concentric จะยังคงรักษาความกลมกลืน ลดโอกาสเกิดความผิดปกติในช่วงความถี่เสียงกลางสูง (รอยต่อระหว่าง ทวีตเตอร์ และ มิดเรนจ์) ที่หูมนุษย์จะสัมผัสรับรู้ความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย

หมายเหตุ: แต่หากจะหาดีไซน์แบบ “Pure Dual Concentric” คือ ไดรเวอร์เดียวทำหน้าที่ตลอดย่านความถี่แท้ๆ ก็ได้ จาก Tannoy ตระกูล “Prestige” ครับ ดังเช่น Westminster และ Canterbury GR ที่ทางตัวแทนจำหน่ายเคยนำมาโชว์ตัวแล้วนั่นไง

จากทั้งหมดนี้ หากจะพูดว่าเสียงมาจากแหล่งกำเนิดจุดเดียวกันด้วย Dual Concentric ก็คงมิใช่เรื่องเกินเลย และแน่นอนว่าการควบคุมมุมกระจายเสียง และปัญหาทางเฟสที่แก้ได้ยาก ก็ไม่ใช่ปัญหาหนักสำหรับ Tannoy อีกต่อไป… เดี๋ยวเรื่องที่ว่า Dual Concentric นี้ จะส่งผลกับการใช้งานจริงอย่างไร จะไปว่าเพิ่มกันตอนรายงานคุณภาพเสียงครับ

Setup – การติดตั้ง

ถึงแม้ DC4 T จะมีลักษณะเป็นลำโพงตั้งพื้น แต่การประกอบติดตั้งใดๆ ถือว่าสะดวกง่ายดายมากครับ ซึ่งด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่ จะยก ขยับ เคลื่อนย้ายใดๆ สามารถดำเนินการคนเดียวได้สบายๆ เลย (พูดแล้วก็เศร้า ไม่มีคนช่วยยก ฮา)

ในแพ็คเกจของ DC4 T จะมีแผ่นฐานสำหรับรองรับด้านล่างตู้ลำโพงมาด้วย ซึ่งด้วยมิติของตัวลำโพงที่ค่อนข้างเล็ก ฐานจึงค่อนข้างแคบ ผมแนะนำว่าให้ติดตั้งแผ่นฐานนี้เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความมั่นคง ลดโอกาสเมื่อถูกชนกระแทก (โดยไม่ตั้งใจ) แล้วล้มคว่ำลงได้ จากนั้นติดตั้งสไปก์เข้ากับแผ่นฐานนี้อีกที เพื่อปรับระดับให้ลำโพงอยู่ในแนวระนาบ และลดทอนฟีดแบ็คของแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถนำจานโลหะที่มีให้มาด้วยรองปลายแหลมของสไปก์อีกที เพื่อป้องกันมิให้เกิดริ้วรอยเสียหายบนพื้นได้… แอ็คเซสซอรี่ส์ของรุ่นนี้ครบเครื่องดีจริงๆ

หมายเหตุ: สามารถติดตั้งสไปก์เข้ากับด้านล่างของตู้ลำโพง DC4 T โดยตรง ไม่ต้องผ่านแผ่นฐานก็ได้ แต่ความมั่นคงจะน้อยกว่าการติดตั้งสไปก์ร่วมกับฐานไม้

ในส่วนของ DC4 ลำโพงวางขาตั้ง และ DC4 LCR ลำโพงเซ็นเตอร์ ไม่มีชิ้นส่วนอะไรซับซ้อนให้ต้องประกอบเพิ่มเติม
จะมีบ้าง คือ เม็ดซิลิโคนใสสำหรับติดรองรับด้านใต้ตู้ลำโพง แนะนำให้ติดไว้ด้วย

DC4 LCR นั้น ด้วยตัวตู้ที่เอียงสอบเข้าด้านหลัง เมื่อเวลาวางตะแคงแบบการใช้งานลำโพงเซ็นเตอร์ปกติ จะเอียงหน้าขึ้นเล็กน้อย ตรงนี้ให้ผลลัพธ์ดีมากสำหรับการตั้งวางเซ็นเตอร์ที่มักจะอยู่ต่ำเพื่อหลบไม่ให้บังทีวี แต่ท่านใดที่วางแผนไว้ว่าจะวางเหนือทีวี อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่นัก นอกจากจะหาขาแขวนที่ปรับก้มได้

Tannoy Revolution Series ทุกรุ่น ติดตั้งขั้วลำโพงไบดิ้งโพสต์ รองรับการเชื่อมต่อสายลำโพงแบบไบไวร์ หรือไบแอมป์
หากจะเชื่อมต่อสายลำโพงไบไวร์ ต้องถอดจัมเปอร์โลหะออกก่อน

ลักษณะการจัดวางขั้วลำโพงแบบไบไวร์ของ Tannoy Revolution Series จะแปลกจากลำโพงทั่วไปสักหน่อย โดยจะวางเรียงในแนวนอนแยกขั้วบวก กับลบออกไปคนละฝั่ง ไม่ได้วางเป็นคู่บน-ล่าง เหมือนลำโพงไบไวร์ทั่วไป การเสียบสายลำโพงไบไวร์ (หรือไบแอมป์) จึงต้องดูตำแหน่งดีๆ โดยจะมีตัวอักษร HF และ LF กำกับไว้อยู่

การเชื่อมต่อสายลำโพงแบบเข้าหัวบานาน่าพบว่า ความลึกของขั้วลำโพงที่แม้จะสั้นสักหน่อยแต่ก็สามารถเสียบใช้งานบานาน่าทั่วไปได้ ส่วนสายลำโพงเข้าหัวแบบหางปลานั้น ด้วยพื้นที่ว่างรอบๆ ขั้วลำโพงที่จำกัด หากเป็นสายใหญ่จะดัดแล้วเสียบขันล็อคลำบากสักนิด แต่ถ้าเป็นสายลำโพงไซส์ทั่วไปก็เสียบใช้งานได้ ไม่มีปัญหาอะไร

อานิสงส์ของการวางตำแหน่งขั้วลำโพงแบบนี้มีส่วนทำให้ระยะจัมเปอร์สั้นลง ซึ่งน่าจะถือเป็นข้อดีสำหรับโครงสร้าง
จัมเปอร์ หากออกแบบจัมเปอร์ไม่ดี ก็จะกลายเป็นตัวลดทอนคุณภาพเสียงลงเสียเอง

Sound – เสียง

สำหรับ Revolution Series นั้น จริงอยู่ว่าดีกรีความไฮเอ็นด์อาจจะไม่สูงเทียบชั้นกับซีรี่ส์เรโทรระดับคลาสสิกที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก ทว่ายังถอดเอกลักษณ์อันโดดเด่นของลำโพง Tannoy ระดับนั้นมาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ คือ น้ำเสียงที่เนียนสะอาด โดยเฉพาะเสียงกลางที่นุ่มนวล ฟังเพลงแนวโรแมนติกก็ให้เคลิบเคลิ้มกันได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

การแม็ตชิ่งกับ AVR ของ Onkyo (TX-NR626, TX-NR727, PR-SC5509 + PA-MC5501) ที่ให้สไตล์เสียงส่งเสริมในจุดเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำความเด่นชัดในขุดนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ประเด็นนี้มิได้จำกัดว่าต้องนำไปใช้งานกับ AVR ของ Onkyo แต่เพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้นนะครับ ด้วยแนวทางของ Tannoy ไม่ว่ารุ่นเล็ก หรือรุ่นใหญ่ที่ออกแบบมาให้ขับได้ง่าย โดยเฉพาะในซีรี่ส์ Prestige และ Kingdom Royal จึงไม่เป็นภาระของภาคขยาย

สำหรับ Revolution DC4 มี Sensitivity อยู่ที่ 87dB เท่ากันทุกรุ่น อาจต้องเร่งระดับวอลลุ่มสูงกว่าลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่ แต่ก็ถือว่าความไวสูงอยู่สำหรับลำโพงไซส์ขนาดนี้ จะลองนำไปแม็ตชิ่งกับ AVR อื่นๆ ก็สามารถทำได้ ซึ่งขึ้นกับสไตล์เสียงที่ต้องการตามรสนิยมของแต่ละบุคคล (ทดลองกับ Yamaha RX-V675 ก็ใช้งานร่วมกันได้อย่างไม่เคอะเขิน)

จากการใช้งานมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับลำโพงรุ่น DC4 T คือ เรื่องการถ่ายทอดมิติเสียง (ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นอานิสงส์ของ Dual Concentric) ปกติลำโพงเล็ก แผงหน้าแคบๆ แบบนี้ มักจะมีแนวโน้มให้การถ่ายทอดมิติเสียงที่โดดเด่น และ DC4 T ก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง เรียกว่าตำแหน่งนักร้องนี้ขึ้นรูปเป็นตัวเป็นตนชัดเป๊ะ !

แต่สิ่งที่น่าแปลก คือ การคงระดับความสูงของเวทีเสียง ซึ่งคงไว้ได้ดีแม้ระดับความสูงในการนั่งฟังเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เรียกว่าไม่ต้องนั่งให้หูตรงกับทวีตเตอร์เป๊ะ หรือต้องนั่งคอแข็งหลังตรง เพื่อให้รับรู้ได้ ตรงนี้แม้นั่งฟังกับโซฟาแบบสบายๆ หรือขยับนั่งกับเก้าอี้สำนักงาน (ท่านใดที่นั่งทำงานฟังเพลงไปด้วย) ที่มีความสูงขึ้นมาอีกเล็กน้อย ก็ยังรับรู้ระดับความสูงของเวทีเสียงได้ดีใกล้เคียงกัน (ในตำแหน่งรับฟังที่มีระยะห่างจากลำโพงประมาณหนึ่ง และโทอินเล็กน้อย)

จัดวางในสภาพแวดล้อมแบบลำลองนี้ ให้ความลงตัวเป็นที่สุด ! หากเป็นลำโพงตั้งพื้นอื่นเจอแบบนี้ล่ะก็ รับรองเบสบวมกระจาย ส่งผลให้เสียงที่ได้ยินมีแต่ความคลุมเครือ อื้ออึง แต่กับ DC4 T นั้น ถึงเบสไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่จะยังคงดุลเสียงโดยรวมไว้ได้ดี ที่สำคัญคือรายละเอียดเสียงที่กระจ่างชัด แม้จะถูกชั้นวางทีวีบดบังไปบางส่วนแต่มิติเสียงก็ยังคงสัมผัสได้อย่างโดดเด่น

ผลการให้ดุลเสียงย่านต่ำเมื่อทดลองฟังแบบ 2.0 ไม่พึ่งซับวูฟเฟอร์ ปริมาณเบสถือว่าพอตัว มันคงไม่ตึ่มตึ้ม เบสมาแบบถล่มทลายเหมือนลำโพงใหญ่ๆ แต่ผลกระทบอาจต้องปวดหัวกับปัญหาเบสบวม จุดที่ DC4 T เด่นมาก คือ เบสที่ให้จังหวะจะโคนกระฉับกระเฉงฉับไว ด้วยศักยภาพของ DC4 T สามารถรับฟังได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดแนวเพลงครับ ซึ่งหากใช้งานในระบบโฮมเธียเตอร์ที่ต้องมีซับวูฟเฟอร์อยู่แล้ว การฟังเพลงอย่ากังวลที่จะลองแบบ 2.1 ถ้าการเซ็ตอัพไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็จะได้ย่านต่ำพร้อมยังคงได้จุดเด่นของลำโพงเล็ก คือ “มิติเสียง” ที่ลำโพงไซส์ใหญ่ราคาเท่ากันให้ไม่ได้ครับ

ความโอ่อ่าของเวทีเสียงเองก็ทำได้ดี ซึ่งแผ่ขยายเกินกว่าขนาดของตัวลำโพงไปมาก หากเทียบกับลำโพงใหญ่ สเกลชิ้นดนตรีจะยังเล็กกว่าบ้าง ทว่าเซ็ตอัพง่ายกว่าโดยเฉพาะประเด็นเรื่องที่เบสจะบวม นับว่าเป็นมิตรอย่างมากสำหรับสภาพห้องฟังที่ใช้งานแบบลำลอง คือ อาจต้องเผื่อที่สำหรับวางข้าวของต่างๆ ที่มีอยู่เยอะในชีวิตประจำวัน ไม่ดีมีที่ทางวางลำโพงมากมายนัก แต่แน่นอนว่าหากนำไปใช้งานในห้องฟังเพลงเฉพาะ ก็ย่อมจะได้ผลลัพธ์อันโดดเด่นเช่นกัน

การใช้งานในระบบโฮมเธียเตอร์ในห้องทดสอบพื้นที่ราว 23 ตร.ม. Revolution DC4 Series ทำหน้าที่ได้ดี หากเทียบกับ Mercury V จะได้เสียงที่เปิดเผยจะแจ้งยิ่งขึ้น การแยกแยะดีเทลมีความชัดเจน แต่ยังคงน้ำเสียงที่ไหลลื่น ฟังสบาย อานิสงส์นี้ชัดเจนกับลำโพงเซ็นเตอร์ DC4 LCR ให้เสียงสนทนาได้เนียนสะอาดดีมาก ถึงแม้ขนาดของลำโพงทั้ง 5 แชนเนลนี้ จะแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ความกลมกลืนดูเสมอสมานกันดีมาก ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกจากกันแต่อย่างใด

ลำโพงเซอร์ราวด์ คือ DC4 มุมกระจายเสียงกว้างขวาง ให้มิติโอบล้อมได้อย่างโดดเด่น แต่ที่เด่นชัด คือ การชี้ชัดตำแหน่งการโยนเสียงที่ชัดเจน อันที่จริงด้วยศักยภาพของลำโพงวางหิ้งไซส์เล็กนี้ ผมใช้เวลาช่วงหนึ่งเอามาเป็น Desktop speaker วางคู่กับคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน เรียกว่าแทนที่ลำโพงมอนิเตอร์เล็กๆ ได้เลยนะ เสียงน่าทึ่งมาก… เล็กพริกขี้หนูจริงๆ

Conclusion – สรุป

นับว่าไม่เสียทีหาก Tannoy จะปฏิวัติด้วยศักยภาพของ Dual Concentric กับลำโพงไซส์เล็กจากซีรี่ส์นี้ ด้วยงบประมาณที่เป็นมิตรมากยิ่งขึ้น เราจึงได้สัมผัสเทคโนโลยีเสียง จากผู้ผลิตในตำนานได้สะดวกยิ่งขึ้น และโดยศักยภาพของ Revolution Series ก็สามารถดึงเอาจุดเด่นของรุ่นใหญ่ลงมาได้อย่างน่าสนใจ ฟังแรกๆ อาจไม่ได้ให้ความหวือหวา ตื่นเต้นไปกับเสียงที่รุกเร้า เรียกร้องความสนใจ แต่ถ้าฟังนานๆ แล้วจะพบว่าเป็นลำโพงที่ให้น้ำเสียงเป็นธรรมชาติดีทีเดียวแหละ

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– ตัวตู้ขนาดกะทัดรัดกับผิวไม้แท้ งานประกอบเนี้ยบ มาพร้อมหน้ากากแม่เหล็ก และฐานไม้เพิ่มความมั่นคงได้เล็กน้อย โครงสร้างตัวตู้ วัสดุที่ใช้ดูดี พร้อมเทคโนโลยีไดรเวอร์ Dual Concentric 
– ลำพัง DC4 T ไม่พึ่งซับวูฟเฟอร์ ปริมาณเบสอาจจะรู้สึกว่าไม่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับเบาบาง หรือขาดแคลน ยังคงให้น้ำหนักสำหรับฟังกับดนตรีได้หลากหลายอยู่บ้าง หากเสริมซับวูฟเฟอร์ดีๆ เข้ามา ก็จะสมบูรณ์เป็นที่สุด โทนัลบาลานซ์อยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ จุดเด่น คือ มิติเสียง ตามสไตล์ลำโพงหน้าแคบ (และผลจาก Dual Concentric) เสียงจะเปิดกระจ่าง ให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นน้อง (Mercury V) อย่างเห็นได้ชัด
– สไปก์สามารถเลือกติดตั้งเข้ากับส่วนล่างของลำโพง หรือเข้ากับฐานไม้เพื่อเพิ่มความมั่นคงได้ มีอุปกรณ์รองรับเดือยแหลมของสไปก์โลหะ ป้องกันพื้นเป็นรอย
– ขั้วต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์สีเงิน ดูดี ความลึกอาจจะสั้นอยู่บ้าง และติดตั้งอยู่ในซอกแคบสายลำโพงใหญ่เสียบลำบากสักหน่อย มาพร้อมจัมเปอร์โลหะแบบสั้นพิเศษ รองรับการเชื่อมต่อแบบซิงเกิลไวร์ และไบไวร์ (รวมถึงไบแอมป์)
– กล่าวได้ว่า Revolution DC4 Series เป็นลำโพงที่เปรียบเสมือน “บทนำ” ให้เราได้สัมผัสกับความพิเศษของเทคโนโลยีอันเป็นตำนานของ Tannoy คือ Dual Concentric ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมกับราคาที่เป็นมิตรขึ้น ด้วยศักยภาพที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นใหญ่ จึงยังคงพื้นฐานลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงได้อย่างน่าสนใจ

by ชานม !
2013-09

ราคาตั้ง Tannoy Revolution DC4 Series
DC4 T Floorstanding = 39,900.-
DC4 Bookshelf = 23,900.-
DC4 LCR Center = 19,900.-

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้