รีวิว TCL 65C8K QD-Mini LED จัดเต็ม HDR 4000 nits ในราคาเอื้อมถึงได้

2025 TCL อัพเกรด QD-Mini LED TV มาแบบจัดเต็ม นอกจากรุ่นน้อง C7K ที่เพิ่มความสว่าง 2 เท่า รุ่นพี่อย่าง C8K ก็ไม่น้อยหน้า อัดความสว่างมาแตะที่ระดับ 4000 nits ! กันเลยทีเดียว… ประสิทธิภาพของ TCL 65C8K จะโดดเด่นเพียงใด ติดตามจากรีวิวนี้ได้เลย !
ปัจจุบัน TCL C8K มีให้เลือก 4 ขนาด คือ 65, 75, 85 และ 98 นิ้ว รุ่นที่จะทำการรีวิวต่อไปนี้ คือ “65C8K” เป็นขนาด 65 นิ้ว ครับ
Design – รูปลักษณ์

รูปลักษณ์ วัสดุดูดี ตามสไตล์รุ่นกลางสูง

ด้านข้าง มีคำว่า Premium QD-MiniLED กำกับ การันตีประสิทธิภาพว่าไม่ธรรมดา ซึ่งในส่วนของกรอบจอบริเวณขอบก็ดูบางกว่ารุ่นน้อง C7K ด้วย หากมองจากด้านหน้าจะดูสวยกว่า

อานิสงส์จากโครงสร้าง Backlight แบบ Mini LED ช่วยให้จอภาพไม่หนาเท่าทีวีที่ใช้ Direct LED แบบเก่า แต่ยังบางไม่เท่ากับ Edge LED ทั้งนี้ จุดเด่นของ Mini LED ที่มีขนาดเล็ก คือ การควบคุมแบ่งโซนดิมแสงลอดได้ละเอียดยิ่งขึ้น และให้ระดับความสว่างสูงกว่า ประเด็นนี้จะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงาน คุณภาพของภาพ

ข้างใต้จอตรงตำแหน่งโลโก้ TCL มีปุ่มควบคุม ใช้เปิด-ปิดเครื่อง, เปลี่ยนช่อง, เพิ่ม-ลดเสียง ฯลฯ และยังติดตั้ง “ไมโครโฟนมากับจอทีวีเลย” มีสวิตช์เปิดปิดไมโครโฟนได้โดยอยู่เยื้องมาทางฝั่งขวา สามารถใช้รับคำสั่งเสียง Google Assistant ทั้งแบบพูดตรงกับทีวี หรือจะพูดผ่านรีโมทก็ได้

ขาตั้งแบบรองรับกึ่งกลาง ความต่างจากรุ่นน้อง C7K คือ C8K จะใช้วัสดุโลหะที่มีสีอ่อนและผิวเรียบลื่นออกเงาเล็กน้อย ดูพรีเมียมกว่า

ด้านหลังทำเท็กเจอร์ลายตาราง ปรับเปลี่ยนลวดลายบางจุดนิดหน่อย แต่ความต่างจากรุ่นก่อน คือ วูฟเฟอร์เสียงต่ำ จากเดิม C855 ใช้วูฟเฟอร์ชุดเดียวจาก Onkyo จัดวางกึ่งกลาง ส่วน C8K เปลี่ยนมาใช้ “วูฟเฟอร์คู่” จาก B&O จัดวางที่ด้านบน, ตำแหน่งช่องรับสัญญาณต่าง ๆ ถูกจัดวางอยู่ฝั่งซ้าย สายไฟที่ฝั่งขวาเป็นแบบถอดได้

ด้านหลังของฐานตั้ง จะมีแผ่นปิดพร้อมช่องด้านในสำหรับจัดระเบียบสายไฟ-สายสัญญาณต่าง ๆ

รีโมตคอนโทรลแบบทรงเหลี่ยมยาว มีปุ่มลัดเข้าแอป Netflix, Prime Video, YouTube ฯลฯ พร้อมไมโครโฟนรับคำสั่งเสียงไทย/อังกฤษ ผ่าน Google Assistant ได้อีกทางหนึ่ง (นอกจากไมโครโฟนที่ทีวี)
Connectivity – การเชื่อมต่อ

C8K ให้ HDMI 2.1 In 2 ช่อง รองรับ 4K 144Hz ที่ HDMI 1 และ HDMI 2 ส่วนที่เหลือเป็น HDMI 2.0 (up to 4K 60Hz) ฟังก์ชั่น ARC/eARC รองรับที่ HDMI 1
ช่องต่ออื่นๆ ที่ให้มา ได้แก่ Digital Optical Audio Output, Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ DVB-T2 Antenna In
ช่องต่อ USB 3.0 1 ช่อง และ USB 2.0 1 ช่องสามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD (5V/0.5A) และอาจรวมถึง Keyboard, Mouse ฯลฯ
แต่มีช่องต่อที่ถูกตัดออกไป คือ AV (Composite Video & Audio) In และไม่มี Audio/Headphones Out หากต้องการเชื่อมต่อกับหูฟัง จะรองรับเฉพาะทาง Bluetooth เท่านั้น

รุ่นนี้รองรับ AirPlay สามารถรับภาพและเสียงตรงจากอุปกรณ์ iOS ได้ ส่วนอุปกรณ์ Android ก็ส่งผ่าน Chromecast สามารถแชร์หน้าจอได้สูงสุดถึง 4 อุปกรณ์พร้อมกัน ! (AirPlay จะได้หน้าจอเดียว)
สรุปจำนวนช่องต่อของ TCL 65C8K ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 4 (ด้านข้าง) เป็น HDMI 2.1 (up to 4K144p) 2 ช่อง |
| USB | 2 (ด้านข้าง) เป็น USB 3.0 1 ช่อง |
| Ethernet | 1 (ด้านข้าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | – |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | – |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านข้าง) |
| Audio/Headphones Out | – |
| Bluetooth Audio | Yes |
Picture Quality
“สว่างจัดเต็ม 4000 nits”
ปีที่แล้ว C855 ถือเป็นหนึ่งใน QD-Mini LED TV ระดับกลาง ที่มีประสิทธิภาพโดดเด่น พอมาถึงปีนี้ TCL กระตือรือร้นเอาใจใส่กับกับการอัพเกรดรุ่นมากพอดู อันจะเห็นได้จากระดับความสว่าง HDR Peak Brightness ของ C8K ที่ทำได้แตะระดับ 4000 nits ! ในรุ่นจอภาพ 65 นิ้ว (รุ่นขนาดใหญ่ขึ้น ความสว่างจะสูงขึ้นด้วย) ซึ่งสูงกว่ารุ่นก่อนราว ๆ 1000 nits
และหากอ้างอิงจากสเปค TCL แจ้งว่า 65C8K สามารถแบ่งโซนดิมแสงได้ละเอียดถึง 1680 โซน มากกว่า 65C855 ที่ 1344 โซน ซึ่งความต่างของ Dimming Zone ระดับ 300+ เวลาใช้งานจริงอาจเห็นความแตกต่างไม่ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัด คือ “ความเปรียบต่างของแสง” จากระดับความสว่างสูงที่เจิดจรัสขึ้นกว่า 1000 nits ช่วยขับเน้นแสงสีเอฟเฟกต์จาก HDR Content ได้อย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับฟอร์แม็ต Dolby Vision
อานิสงส์จากความสว่างที่สูงขึ้น หากใช้รับชม SDR Content ก็สู้แสงรบกวนในห้องได้ดีขึ้นอีกสเต็ป เอาไปใช้รับชมในห้องรับแขกตอนกลางวันได้สบายมาก นอกจากนี้ รุ่นใหม่ดูจะจูนค่าภาพจากโรงงานมาได้เที่ยงตรงขึ้น (อาจจะเป็นอานิสงส์จากการเพิ่มโหมดภาพ Filmmaker) ถึงแม้ว่าอาจจะต้องปรับจูนแก้ไขค่าภาพบางจุดอยู่บ้าง แต่พูดได้ว่าภาพดีกว่ารุ่นก่อนแน่นอน – รายละเอียดในจุดนี้ จะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานคุณภาพของโหมดภาพ SDR และ HDR

การเปิดใช้งาน หรือ ปรับเปลี่ยนตัวเลือกตั้งค่าดิมแสงจาก Mini LED Local Dimming Backlight ของรุ่นนี้จะใช้ชื่อว่า Local Contrast ส่วนภาษาไทยเรียกว่า การหรี่แสงแบบเป็นกลุ่ม ฟังดูตรงตัวเข้าใจง่ายกว่า สามารถปรับการดิมแสงได้ 3 ระดับ (Low, Middle และ High) หรือจะปิด (Off) ก็ได้ แต่แนะนำให้เปิดใช้งานดีกว่า
โดยปกติที่ระดับ High จะให้ความเปรียบต่างของแสงได้ดีที่สุด Black level ดำลึก ในหลาย ๆ ซีนแทบไม่เห็นแสงลอดเลย ส่วนความสว่างก็ขับเน้นออกมาได้เต็มที่ จะมีบ้างในซีนที่วัตถุสว่างเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ภาพอาจจะดูทึมลง และอาจเห็นแสงเรืองออกมาบ้าง แต่ก็เป็นปกติสำหรับทีวีที่ใช้แหล่งกำเนิดแสง Mini LED หรือ LED Backlight
ส่วนที่ระดับ Middle และ Low จะเพลาในเรื่องของการขับเน้นความเปรียบต่างของแสงลงตามลำดับ บางกรณีจะช่วยลดอาการแสงกระแทกตา การกระชากของแสงในระหว่างปรับเปลียนจากซีนมืดไปสว่างจะลดลง บางคนอาจจะชอบ เพราะช่วยให้ดูสบายตากว่าก็เป็นได้ ความต่าง คือ ระดับ Low จะปล่อยให้มีแสงลอดออกมาบ้าง จึงไม่เหมาะกับการรับชมในห้องมืดสลัว
“65C8K vs 65C7K”
สำหรับใครที่กำลังชั่งใจว่า จะกัดฟันเพิ่มเงินซื้อรุ่น C8K ที่มีราคาสูงกว่า หรือจะเล่นรุ่นน้อง C7K ดี ผมสรุปข้อสังเกตให้ว่า ปัจจัยใดของ C8K ที่ให้ภาพดีกว่า ดังนี้ครับ (เป็นการเทียบในรุ่นขนาดหน้าจอ 65 นิ้ว)
- C8K ให้ภาพสว่างกว่า (HDR Peak Brightness สูงกว่า 1000+ nits), Dimming Zone ละเอียดกว่า (1680 vs 1008 Zones) ในการรับชมจริง C8K แบ่งโซนดิมแสงได้เล็กกว่าแบบสังเกตได้ในฉากวัตถุสว่างบนพื้นหลังดำ และให้ความต่อเนื่องเมื่อแสงมีการเคลื่อนที่ได้ไหลลื่นกว่าเล็กน้อย
- ความเพี้ยนสีจากโหมดภาพ Filmmaker C8K ทำได้ดีกว่า C7K ไม่ว่าจะอิงค่าภาพเดิม ๆ จากโรงงาน หรือค่าหลังปรับภาพ จุดนี้เวลารับชมโดยทั่วไปอาจจะไม่ส่งผลมากนัก (โดยเฉพาะหลังปรับภาพ เพราะผลลัพธ์อยู่ในเกณฑ์ดีทั้งคู่) อันนี้แจ้งไว้สำหรับใครที่ซีเรียสครับ
- C8K มีอาการดำจมเล็กน้อย (ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความพยายามกดแสงลอด ให้ได้ความดำลึก เป็นเช่นเดียวกับ C855) แต่ดำเนินการแก้ไขได้ไม่ยากครับ (รายละเอียดจะกล่าวถึงต่อไป), อย่างไรก็ดี C7K ไม่พบปัญหานี้
- จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ อัพเป็น C8K เห็นความต่างแน่นอน แต่ความต่างด้านภาพนี้จะมากพอจนเห็นว่าคุ้มค่า เมื่อเทียบกับส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มไหม ? คงต้องพิจารณากันเอาเองตามปัจจัยแวดล้อมของแต่ละบุคคลครับ…

TCL ยึดมั่นกับ LCD Panel แบบ HVA ซึ่งช่วยคุมแสงฟุ้งจาก Backlight ได้ดี C8K จึงถ่ายทอดระดับคอนทราสต์ออกมาได้โดดเด่น คำแนะนำคือควรรับชมในมุมตรง หากจำเป็นสามารถรับชมมุมเฉียงได้บ้างเล็กนอย แต่มุมตรงจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

ใครที่ชอบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว อยากได้แบบลื่น ๆ รุ่นนี้ก็ทำได้ผ่าน Motion clarity เปิดโอกาสให้ปรับจูนการแทรกเฟรมได้หลายระดับ รองรับการปรับเองแบบละเอียด ซึ่งฟีเจอร์ทำนองนี้ของทีวีทุกค่าย ควรปรับให้พอเหมาะ หากแทรกเฟรมจำลองมากไป มันหลอกตา ดูไม่เป็นธรรมชาติครับ ทดลองปรับดูตามที่เห็นสมควร หรือถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเปิดใช้ หากดูเดิม ๆ จากต้นทางได้
– SDR Picture Modes –

โหมดภาพ Filmmaker เป็นอีกจุดที่เพิ่มมาในรุ่นใหม่ (ทีวีของ TCL เจน ฯ ก่อนนี้ไม่มี) ในรุ่น 65C8K พบว่า การปรับจูนค่าภาพจากโรงงานดีขึ้นเล็กน้อย แต่อาจจำเป็นต้องปรับจูนบางจุดเพิ่มเติมบ้างถ้าซีเรียส ซึ่งค่าโรงงานอุณหภูมิสีจะติดอมเขียวอยู่นิด ๆ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 6300K
อีกจุดที่ยังจำเป็นต้องปรับแก้เหมือนกับรุ่น C855 คือ อาการดำจมเล็กน้อย ซึ่งดำเนินการไม่ยาก โดยปรับชดเชย Gamma เป็น 2.2 และเพิ่ม Black Level เป็น 53 ถึง 58 (ขึ้นกับสภาพรับชม หากดูในห้องสว่างให้ปรับชดเชยเยอะขึ้น)

โหมดภาพที่ให้ความเที่ยงตรงที่สุดของ C8K ไม่ใช่ Filmmaker แต่เป็นโหมดภาพ PC แต่เป็นความต่างเพียงเล็กน้อย ซึ่งทั้ง Filmmaker, Movie และ PC เมื่อรับชม SDR Content ค่าความสว่างถูกกำหนดมาให้เหมาะกับการใช้งานรับชมตอนกลางคืน หรือในห้องคุมแสง หากจะใช้รับชมตอนกลางวัน หรือในห้องรับแขกทั่วไป สามารถปรับเพิ่ม-ลดความสว่าง ที่ตัวเลือก Brightness ได้ตามความเหมาะสม
Rec.709 - Post Colorchecker

SDR - Post Calibration

SDR - Pre Calibration

หากจริงจังต้องการค่าภาพที่เที่ยงตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ TCL เปิดโอกาสให้ทำการปรับจูนภาพแบบละเอียดได้ ซึ่งหลังปรับภาพพบว่า ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) และค่าความผิดเพี้ยนสี (Color Space Avg dE) ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 1.3 และ 1.1 ตามลำดับ ในส่วนค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวมแบบเฉลี่ย (Rec. 709 Saturation Avg dE) ที่ 0.9 (Max dE = 2) อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้เป็นจออ้างอิงกับงานระดับโปรเฟสชันนัลได้
– HDR Picture Modes –
C8K รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR ก็รองรับครบทั้ง Dolby Vision และ HDR10+ ไม่ต้องรักพี่เสียดายน้อง นอกจากนี้ยังมีโหมดภาพ IMAX ให้ใช้งานกับการรับชม HDR Content ด้วย เป็นการยืนยันว่า รู่นนี้ได้การรับรองมาตรฐาน “IMAX Enhanced”

ทว่าโหมดภาพ IMAX จะมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถปรับจูนค่าภาพเชิงลึกได้ หากต้องการปรับชดเชยค่าภาพ แนะนำโหมดภาพ Filmmaker หรือ Movie จะตอบโจทย์กว่าครับ
ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window @ 1 sec Delay) ของ 65C8K หากอ้างอิงที่โหมดภาพ Standard จะทำได้สูงถึง 3945 nits ! แบบช่วงสั้น ๆ และจะลดต่ำลงมานิ่งที่ราว 2000+ nits ในขณะที่ความสว่างโหมด Filmmaker ทำได้ที่ 3090/2000 nits (สูงกว่ารุ่น C855 >1000 nits !)
ขอบเขตสีครอบคลุม Wide Color Gamut ที่ 95.01/97.29% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 76.3/80.49% Rec2020 (xy/uv) ขับเน้นแสงสีจาก HDR Content ได้
P3 - Post Saturation Sweeps

HDR - Post Calibration

HDR - Pre Calibration

ค่าความเที่ยงตรงของสีสัน เมื่อรับชม HDR Content หากเป็นโหมด Filmmaker, Movie, Game หรือ IMAX ค่าโรงงานจะจูนสีมาใกล้เคียงกัน อาจติดโทนเย็นนิด ๆ แต่สมดุลสีดีกว่าตอนรับชม SDR ซึ่งผลลัพธ์ทั้งความสว่างและสีสันของโหมดภาพ HDR ผมถือว่า C8K ทำได้ดีกว่า C855 ชัดเจนครับ !
กรณีที่ต้องการปรับภาพ HDR สามารถทำได้ ซึ่งให้ความเที่ยงตรงดีขึ้น โดย Grayscale Avg dE และ Colorspace Avg dE ลดลงจาก 6 และ 5.5 เหลือเพียง 3.9 และ 1.2 ตามลำดับ ส่วนความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 2716/1838 nits ในโหมด Filmmaker
– Game Mode –

“ทีวีของ TCL โดยเฉพาะรุ่นระดับกลางขึ้นไป จะมาพร้อมคุณสมบัติที่เอื้อกับการเล่นเกม”
อย่างรุ่นนี้ C8K รองรับ High Frame Rate 4K 144Hz ผ่าน HDMI 2.1 2 ช่อง (HDMI 1, HDMI 2) พร้อม FreeSync Premium Pro (Variable 48 – 144Hz) และเปิดการแสดงผล Dolby Vision/HDR10 ร่วมกับการเล่นเกมได้ไม่มีปัญหา จึงสามารถใช้งานกับทั้ง PC และ Game Console ยุคใหม่ ได้เป็นอย่างดี
โหมดภาพ Game ของ TCL จูนสีมาเหมือนกับโหมด Movie อาจดูไม่สดเด้งเตะตาแบบทีวีที่ Game Mode อิงค่าภาพแบบ Dynamic/Vivid ทว่าจะได้สีสันที่เน้นความเที่ยงตรงตามมาตรฐานอุตสหกรรมเกม-ภาพยนตร์ มากกว่า ซึ่งรุ่นนี้ โทนภาพโหมด Game จะคล้าย Filmmaker และ Movie คือจะติดอมเขียวนิด ๆ หากต้องการ สามารถปรับจูนค่าภาพแบบละเอียด เพื่อชดเชยอุณหภูมิสี ฯลฯ ได้

มี Game Bar แจ้งรายละเอียดสัญญาณภาพที่ด้านบน ส่วนด้านล่างมีตัวเลือกตั้งค่าภาพ กับฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกมอย่าง Aiming Aid (เป้าช่วยเล็ง)
C8K รองรับฟังก์ชั่น ALLM (Auto Low Latency Mode) โดยจะเปิด Game Mode ลดทอน Input Lag อัตโนมัติเมื่อได้รับสัญญาณจากเครื่องเกมคอนโซล หรือ PC ในบางกรณีหากพบว่า ALLM ไม่ทำงาน หรือต้องการเปิด Game Mode เอง สามารถทำได้ที่ตัวเลือก Game Master ใน Settings

ค่า HDMI Input Lag (Game Mode – Auto/On) ที่ 144Hz อยู่ที่ 4 ms, 120Hz = 4.8 ms และ 60Hz = 13.1 ms จึงให้การตอบสนองฉับไว สัมพันธ์กับการควบคุมของผู้เล่น
Sound Quality
“C8K อัพเกรดใช้ระบบเสียงจาก Bang & Olufsen พร้อมเพิ่มวูฟเฟอร์เสียงต่ำเป็น 2 ชุด”

เดิมที C855 ถือเป็นทีวีที่ให้คุณภาพเสียงได้โดดเด่น เพราะได้ระบบเสียงจาก Onkyo โดยมีวูฟเฟอร์เสียงต่ำติดตั้งที่ด้านหลัง ส่วนรุ่นใหม่ C8K มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ระบบเสียงของ B&O และเพิ่มวูฟเฟอร์เป็น 2 ชุด ! ทำงานประสานกับลำโพงสเตอริโอที่ติดตั้งตรงส่วนล่างของจอภาพ ด้านคุณภาพเสียงอาจไม่ถึงกับห่างชั้นกับรุ่นก่อนชัดเจนนัก แต่ก็ยังคงโดดเด่นเรื่องของน้ำเสียงที่หนักแน่น เบสลงได้ลึกกว่าลำโพงทีวีทั่วไป

หากต้องการ สามารถปรับจูนเสียงผ่าน Beosonic ได้ แต่การอ้างอิงผลลัพธ์การปรับย่านเสียงจะงง ๆ นิดนึง เหมือนเอา Treble, Bass, Vocal มารวมไว้อยู่ที่เดียวกัน

การอัพเกรดคุณภาพเสียง ด้วยการเชื่อมต่อกับ Home Theater หรือ Soundbar ทำได้ผ่าน HDMI ARC/eARC (รองรับ Dolby Atmos, DTS:X Pass-through) หรือ Optical Out หรือจะเชื่อมต่อกับลำโพง/หูฟังไร้สาย ผ่าน Bluetooth ก็ได้ และสามารถเชื่อมต่อเฉพาะ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ (ต้องเป็นรุ่นที่รองรับ) ก็ได้เช่นกัน
Features – คุณสมบัติเพิ่มเติม

ระบบ Google TV ส่งเสริมให้ C8K เป็น Smart TV ที่ตอบโจทย์ความบันเทิงหลากหลาย ด้วยจำนวน app ยอดฮิตมากมาย หนึ่งในนั้น คือ ช่องรายการสด ที่คัดสรรโดย TCL ผ่าน TCL Channel

Netflix รองรับการแสดงผล 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)

Apple TV รองรับการแสดงผล 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)

คอบอล มีทางเลือกรับชมแม็ตช์สำคัญจาก Monomax ได้

หากที่กล่าวมานี้ไม่จุใจ ยังมี HBO max, Disney+ Hotstar, TrueID, AIS Play และอีกมากมาย ให้เลือกรับชมเพิ่มเติมได้แบบจุก ๆ
Conclusion – สรุป
“ประสิทธิภาพการถ่ายทอดภาพแบบ HDR ระดับนี้ หากเป็นเมื่อก่อนอาจต้องจ่ายเงินซื้อตัวท็อป”

ด้วยระดับความสว่าง 4000 nits จึงให้ความเปรียบต่างของแสงสีจาก HDR Content ได้เจิดจรัสสมกับคำว่า High Dynamic Range อานิสงส์จาก QD-Mini LED ที่ดิมแสงได้ละเอียดขึ้น (>1600 zones) ยังช่วยคุมแสงลอดที่รบกวนระดับความดำลึกได้ ถึงแม้ว่าต้องปรับจูนแก้ไขเรื่องดำจมอยู่บ้าง ซึ่งทำแล้วผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะส่งผลให้ 65C8K เป็นทีวีระดับกลางสูง ประจำปี 2025 ที่มีประสิทธิภาพโดดเด่นมากเครื่องหนึ่ง
ราคาเปิดตัว TCL C8K QD-Mini LED TV
65 นิ้ว 53,990 บาท
75 นิ้ว 62,990 บาท
85 นิ้ว 80,990 บาท
98 นิ้ว 179,990 บาท
พร้อมรับประกัน 3 ปี เมื่อลงทะเบียนออนไลน์
