จอโค้ง…คุ้มค่า !!! รีวิว Samsung 55MU6300 4K Curved TV มีช่องเกาหลีให้ดู..ฟรี !
Samsung เป็นแบรนด์ทีวีที่จัดว่าเป็น “ผู้นำ” ในตลาดทีวีประเทศไทยถึง 11 ปีซ้อน และยังเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมทีวีชนิดใหม่ต่างๆไม่ว่าะเป็น LED TV, 3D TV, Smart TV และล่าสุดก็คงหนีไม่พ้น Curved TV ทีวีจอโค้งเป็นรายแรกๆ ในช่วงที่จอโค้งเริ่มวางขายในท้องตลาดบ้านเราใหม่ๆนั้น ก็ได้รับกระแสตอบรับค่อนข้างดี ทว่าในช่วงนู้นทีวีจอโค้งจะจำกัดอยู่แต่ในรุ่นท็อปเท่านั้น ทำให้ราคาสำหรับกลุ่มคนทั่วไปจะดูเอื้อมถึงยากไปซักนิดนึง แต่เวลาผ่านมาซักระยะ Samsung ก็ได้ทำทีวีจอโค้งในซีรีส์กลางราคาประหยัดที่ทุกคนเอื้อมถึงได้ ดังนี้ ทีวีจอโค้ง จึงมีความเป็น Mass ขึ้น ราคาแทบไม่หนีจากทีวีจอตรงเสียเท่าไหร่เลย ในปีนี้ผมได้ Samsung รุ่น UA55MU6300K ซึ่งผมขอเรียกสั้นๆว่า 55MU6300 หรือ MU6300 เป็น 4K HDR LED TV มารีวิว ก็ถือว่าเป็น 4K TV รุ่นเริ่มต้นที่อัดทุกฟีเจอร์มาเพรียบพร้อม มีขนาดให้เลือกหลากหลายตั้แต่ 49″ , 55″ และ 65″ ที่สำคัญที่สุดมันเป็น “ทีวีจอโค้ง” ที่ราคาไม่แรงนัก



คุณโรมัน พร้อมกับคุณนาวี อินทรสังขนาวิน บรรณาธิการบริหาร นิตยสารออดิโอไฟล์ วีดีโอไฟล์ มอบรางวัล Best Budget 4K LED TV Award ให้กับคุณ นันทพล ผู้สันติ ตำแหน่งผู้จัดการสินค้ากลุ่มโทรทัศน์ และคุณชารียา เข็มทอง ตำแหน่งผู้จัดการสินค้ากลุ่มโทรทัศน์
สอนวิธีการเชื่อมต่อ Internet เข้ากับ Samsung Smart TV ที่คลิปนี้เลย

Samsung UA55MU6300 4K HDR Curved TV
ราคาเปิดตัว 38,490 บาท
Samsung UA55MU6300K
- 4K Ultra HD Resolution
- HDR10
- Curved Screen
- PurColor
- Tizen OS
- HDMI x 3
- USB x 2
- LAN & Wireless Connection
- One Remote
Dimension
- รวมขาตั้ง 1241.7 x 779.3 x 310.5 mm
- ไม่มีขาตั้ง 1241.7 x 718.6 x 111.9 mm
Weight
- รวมขาตั้ง 17.9 kg
- ไม่รวมขาตั้ง 16.9 kg
Price
- 55″ = 38,490 Baht
- 49″ = 29,490 Baht
- 65″ = 69,990 Baht
ดีไซน์
ดีไซน์ของ MU6300 มีความคล้ายคลึงกับ KU6300 ในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก MU6300 มีดีไซน์กรอบสีดำ ตัดกับขาตั้งทรง V Shape สีเงิน โดยรวมจึงมีดีไซน์แบบ “ทูโทน” แผ่นหลังออกแบบเป็นคลื่นเป็นสีดำในแนวตรง พร้อมปุ่มกดแบบ Hard Button ในรูปแบบ “จอยสติ๊ก” ไว้สำหรับเปิดปิด เปลี่ยนช่อง เพิ่มลดระดับโวลุ่ม และเข้าสู่เมนูต่างๆ ได้ง่ายเพียงปุ่มเดียว หากพูดถึง “จอโค้ง” นอกจากสวยงามไม่เหมือนใครแล้ว Samsung ยังบอกว่ามีข้อดีเชิงอรรถประโยชน์ต่อการรับชมด้วย เช่น มิติความโอบล้อม และ ความลึกของภาพ เป็นต้น พิเศษเล็กน้อยคือ MU6300 ให้รีโมทคอนโทรลมาถึง 2 แบบ ทั้งแบบธรรมดาและ One Remote รีโมทขนาดจิ๋วอันเดียวสามารถใช้ความคุมทั้งทีวีและเครื่องเล่นต่างๆได้ภายในรีโมทตัวเดียว (ข้ามแบรนด์ได้) ซึ่งทางผู้ผลิตให้คำจำกัดความเจ้ารีโมทตัวนี้ว่า Universal Remote หรือรีโมทครอบจักรวาลนั่นเอง

หน้าตรงของ MU6300

ขาตั้งทรง V Shape สีเงิน

มุมด้านข้างเพื่อให้เห็นความโค้งเว้าที่ Samsung บอกว่าโค้งแบบพอดีๆรับกับสายตาตามทฤษฎีอ้างอิง

แผ่นหลังสีดำ ดีไซน์เป็นลอนคลื่นแนวตั้ง

“ปุ่มจอยสติ๊ก” สารพัดประโยชน์แบบ ทั้งเปิด-ปิดทีวี เข้าเมนูต่างๆ เพิ่มลดโวลุ่ม ทำได้หมด ! คราวนี้แทบไม่ต้องกลัวรีโมทหาย หรือ แบตเตอรี่รีโมทหมด เจ้าปุ่มนี้สถิตอยู่ด้านหลังขวาของตัวเครื่อง ลองเอามือไปลูบๆคลำๆดูได้

รีโมทคอนโทรล 2 แบบ ซ้ายคือ One Remote ขนาดกะทัดรัด ใช้ควบคุมเครื่องเล่นอื่นๆได้ด้วย และทางขวามือคือแบบปกติทั่วไป (ทรงเดิมเป๊ะ)
ช่องต่อ
ช่องต่อของ MU6300 ให้มาแบบเพียงพอต่อการใช้งาน ได้แก่ HDMI 3 ช่อง และ USB 2 ช่อง ช่องต่อต่างๆจะอยู่ด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่องแบบปกติ ยังมิใช่ใช้กล่อง One Connect แยกออกมากอย่างเช่นพวกรุ่นท็อป QLED TV
- HDMI x 3
- USB x 2
- Antenna x 1
- LAN x 1
- AV x 1
- Component x 1
- Optical Out x 1
- Wireless LAN Built-in รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สาย

รวมช่องต่อบริเวณด้านข้าง

สามารถตั้งชื่อช่อง Input ต่างๆ เช่น ช่อง HDMI 1 ให้เป็น Oppo Blu-ray Player ซะเลย เวลาเลือกสลับ Input จะได้แม่นยำเป๊ะ ไม่หลง !
ภาพ
Samsung UA55MU6300 เป็นทีวีความละเอียด 4K Ultra HD มีจำนวนพิกเซลเท่ากับ 3840 x 2160 หน้าจอเป็น VA รองรับมาตรฐานภาพ HDR10 โครงสร้างการวางหลอดไฟ LED Backlight เป็นแบบ Direct LED แต่ไม่ได้มีฟีเจอร์ Local Dimming เหมือนรุ่นสูงๆ มีโหมดภาพสำเร็จรูปอย่าง Dynamic, Standard, Natural และ Movie ซึ่งโหมด Movie ที่แปลว่า “ภาพยนตร์” นี่แหละให้ค่าแสงสีได้ค่อนข้างถูกต้องเป็นธรรมชาติทั้งภาพแบบ HDR และ SDR

โหมดภาพสำเร็จรูป Movie คือโหมดที่ให้ค่าแสงสีได้ค่อนข้างเที่ยงตรงสุด จึงเลือกใช้โหมดนี้ในการปรับภาพและทดสอบ
ในส่วนของลูกเล่นด้านภาพมีของแถมคือโหมด HDR+ เป็นการจำลองยกระดับภาพ SDR ธรรมดาให้มีเอฟเฟกต์ HDR ขึ้นมา ภาพจะสว่างสดเด้งขึ้นมาทันใด ซึ่งสามารถใช้กับพวกคอนเทนต์ดิจิตอลทีวีทั่วไปได้ด้วย ทว่าผมแนะนำหากดูคอนเทนต์ SDR ก็มิจำเป็นต้องอัพภาพให้เป็น HDR แต่อย่างใดเพราะคอนเทนต์ต้นฉบับมันมิใช่ หากเป็นการปรุงแต่งเพิ่มอรรถรสเท่านั้น สุดท้ายคือมีฟีเจอร์ Motion Plus ตัวช่วยแทรกเฟรมภาพเพื่อช่วยภาพเคลื่อนไหวให้ลื่นไหลขึ้น
HDR = High Dynamic Range สัญญาณภาพชนิดใหม่ที่ให้ระดับความสว่างและความดำที่ดีขึ้น จึงส่งผลให้สีสันมีความสดใสเจิดจรัส มักจะอยู่ในหนังความละเอียด 4K
SDR = Standard Dynamic Range สัญญาณภาพชนิดทั่วไป เช่นคอนเทนต์ 1080 แบบเดิมๆ ระดับบแสงสว่างและความดำอยู่ในเกณฑ์ปกติ เอฟเฟกต์แสงสีก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด้งเป็นพิเศษ

1) Pre-Calibration – SDR : ก่อนปรับภาพ SDR ค่าสมดุลแสงขาวหรือ White Balance ถือว่าพอใช้ได้ แต่ก็ยังไม่เข้าที่นักอยู่ดี ต้องปรับภาพเพิ่มเล็กน้อย

2) Post-Calibration – SDR : หลังปรับภาพ SDR หลังปรับทั้ง White Balance, ขอบเขตของสี CMS และ Gamma ให้ค่าทั้งหมดที่ดีและสมดุลยิ่งขึ้น ขอบเขตของสีครอบคลุมประมาณ 95% ของมาตรฐาน REC 709 ซึ่งเท่ากับประมาณ 73.3% ของมาตรฐาน DCI-P3 และความสว่างสูงสุดอยู่ประมาณ 310 fL อยู่ในระดับพอประมาณสำหรับทีวี 4K รุ่นเริ่มต้น

3) Pre-Calibration HDR : ก่อนปรับภาพ HDR ก่อนปรับภาพกราฟ White Balance และ Gamma ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

4) Post Calibration HDR – หลังปรับภาพ HDR หลังจากไฟน์จูนทั้ง White Balance, CMS และ เปิดฟีเจอร์ลับอย่าง Contrast Enhancer ให้ผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงลงตัวมากขึ้น ความสว่างเพิ่มขึ้นด้วย ดู HDR ได้สนุกขึ้น ไม่อึดอัดเพราะภาพมืดทึม
เริ่มทดดสอบด้วยแผ่น 4K UHD Blu-ray Discs แบบ HDR แท้ๆก่อน หยิบเรื่อง X-Men : Apocalypse ขึ้นมาใช้ ฉากที่พระเอกหนุ่ม Cyclop ถอดแว่นตากระหน่ำยิงแสงเลเซอร์สีแดงฉานใส่ตัวร้ายเจ้า Apocalypse เจ้า MU6300 จัดเป็น 4K LED TV ตัวเริ่มต้นที่รองรับ HDR ฉะนั้นแบ่งตามเกรดแล้ว เรื่องพลังความเจิดจรัสนั้นอาจสู้ตัวท็อปๆอย่าง QLED TV มิได้ แต่ก็จัดอยู่ในเกณฑ์ “พอดีคำ” คือมีเอฟเฟกต์แสงให้เห็นพอชื่นใจอยู่บ้าง ไม่ได้พุ่งรุกเร้า จัดว่าสูสีเทียบเคียง 4K HDR LED TV รุ่นเริ่มต้นจากค่ายอื่นๆ แต่จะมีคาแรกเตอร์ภาพเฉพาะตัวคือ แนวภาพดูสบายตาตามสไตล์จอ VA สีสันและสีผิวของตัวละครเป็นธรรมชาติ ผนวกกับความสะอาดสะอ้านของภาพที่ทำได้ดีเป็นทุนเดิมแต่ต้น ทำให้การรับชมดูโล่งโปร่งสบาย

ฉากที่ Cyclop ยิงแสงเลเซอร์สีแดงใส่ตัวร้ายเจ้า Apocalypse ดีกรีความเจิดจรัสของ HDR จะอยู่ในเกณฑ์พอดีคำ มิได้รุกเร้าเท่าตัวท็อป แต่ก็ไม่แพ้ 4K LED TV รุ่นเริ่มต้นจากทุกค่าย
ถัดมาทดสอบเรื่อง Star Trek : Beyond เอาไว้เช็คความถูกต้องของสีผิวของตัวละคร ซึ่ง MU6300 ถ่ายทอดภาพ 4K HDR ออกมาได้ค่อนข้างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน สีเนื้อคือสีเนื้อ ไม่ได้ติดอมแดงอมเขียว ซึ่งอาการสีผิวเพี้ยนนักมักพบได้ตาม 4K TV รุ่นเริ่มต้นราคาประหยัดทั่วไป แต่มิใช่กับ MU6300 อย่างไรก็ตามผมขอย้ำอีกทีว่าต้องใช้โหมด Movie เท่านั้น ส่วนโหมดอื่นมีการจูนแสงสีให้จัดจ้านจนกร้านเกินจริงไปบ้าง เช่นโหมด Dynamic อันนี้ไม่แนะนำ

แสงและเงาบนหน้าของ Quick Silver ที่อยู่ใจกลางสนามรบ

เช็คสีผิวพระเอกของพระเอกหนุ่ม Chris Pine จากเรื่อง Star Trek : Beyond

เรื่อง Magnificent Seven หนังคาวบอยที่มีโทนแสงสีย้อนยุคเล็กๆ แสดงให้เห็นความสะอาดและสมดุลภาพจาก MU6300
สุดท้ายทดสอบแผ่นหนัง 1080p Blu-ray เรื่อง X-Men 2 ภาพเคลื่อนไหวสามารถเปิด Auto Motion Plus ตัวช่วยแทรกเฟรมภาพเพื่อช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว โดยระดับที่ให้ “ความพอดีที่สุด” ทั้งเรื่องความลื่นไหลโดยไม่ก่อให้เกิดวุ้นเรืองแสงวืบๆรอบตัวละครได้แก่ระดับ Custom พร้อมปรับ Judder Reduction ให้เป็น 3 เซ็ตอัพตามที่แนะนำได้เลยทั้งคอนเทนต์ HD / Full HD / 4K ส่วนอีกระดับคือ Auto จะก่อให้เกิดวุ้นเรืองแสงเวลาตัวละครเคลื่อนไหว….จึงไม่แนะนำ
อีกหนึ่งลูกเล่น LED Clear Motion คือลูกเล่นในการแทรกเฟรมภาพสีดำระหว่างเฟรมภาพหลักเพื่อช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นปรื๊ดขึ้นแบบไร้การสะดุด ซึ่งเท่าที่ทดสอบดูก็ลื่นขึ้นจริง ภาพเคลื่อนไหวเนียนกริ๊งขึ้น แต่ทว่าระดับความสว่างก็จะลดฮวบฮาบลงไปพอสมควร ซึ่งการแสดงภาพ HDR นั้น ความสว่างมันเป็น “หัวใจหลัก” ผมจึงไม่ค่อยแนะนำให้เปิด LED Clear Motion เสียเท่าไหร่
สำหรับการรรับชมคอนเทนต์ HD / Full HD ทั่วไป ความคมชัดหรือค่า Sharpness หากใช้โหมด Movie จะถูกปรับลดเหลือ 0 ตั้งแต่ต้น ยิ่งดูคอนเทนต์ความละเอียด ภาพจะยิ่งแลดูนุ่มนวลจนติดกลมมนไปซักนิด จึงแนะนำให้ปรับระดับ Sharpness ให้สูงขึ้นเเป็นซัก 15-20 ภาพจะคมเข้มขึ้นเฉกเช่นอรรถรสการรับชมที่รับรองว่าจะสูงขึ้นตามอย่างพอดิบพอดีกัน

ปรับ Auto Motion Plus ตัวช่วยแทรกเฟรมภาพทำให้ภาพต้นฉบับ HD / Full HD แสดงบนจอความละเอียด 4K ได้ไหลลื่นเป็นธรรมชาติขึ้น ให้ปรับ Judder Reduction (ลดอาการสะดุด) = 3

ภาพจากคอนเทนต์ 1080p เรื่อง Journey 2 หากปรับระดับ Sharpness ในโหมดภาพ Movie ขึ้นเป็น 15-20 ภาพจะดูคมเข้มช่วยยกระดับการรับชม
Game Mode
สามารถลดค่า Input Lag จากโหมดภาพปกติซึ่งจะอยู่ประมาณ 81 ms ให้เหลือเพียง 19.3 ms เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า MU6300 ตัวนี้สามารถตอบสนองต่อคำสั่งจอยได้ฉับไวมาก จึงเหมาะกับการเล่นเกมส์ (ตามมาตรฐานคือไม่ควรเกิน 40 ms = ดี)
สรุปเรื่องภาพ
ภาพของ Samsung 55MU6300 มีความคล้ายคลึงกับ KU6300 ในปีที่ผ่านมา คุณภาพโดยรวมทั้งความสว่างและความดำรวมถึงสีสัน ก็อยู่ตำแหน่งซีรีส์ 6 นี่แหละ แต่หากให้เทียบภาพซีรีส์ 6500 ที่ราคาค่อนข้างสูงกว่า ก็ขอบอกว่า 6500 นั้นดีกว่าประมาณ 1 ขยักเต็มอยู่ดี อย่างไรก็ตามสำหรับการรับชมคอนเทนต์ 4K และ Full HD / HD ทั่วไปแล้ว เจ้า MU6300 ก็สามารถรับมือทุกคอนเทนต์ได้อย่างสบาย ซึ่งก็ต้องขอชมเชยการไฟน์จูนค่าแสงสีที่ค่อนข้างดีใช้ได้มาตั้งแต่โรงงาน ตลอดจนตัวช่วยอย่าง Auto Motion Plus แบบ Custom ก็ช่วยบรรเทาอากาอ่อนแรงในการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวให้ดูสมูธเป็นธรรมชาติ ก็สรุปรวมๆได้ว่าคุณภาพของภาพสูสีในแบบที่ไม่แพ้ 4K LED TV รุ่นเริ่มต้นของชาวบ้าน ย้ำว่าให้ตั้งค่าภาพตามที่แนะนำเบื้องต้นไปเพื่อใช้ศักยภาพสูงสุดของทีวีไปในทางที่ควรจะเป็น
เสียง
ระบบเสียงของ Samsung 55MU6300 ให้ลำโพงแบบสเตริโอ 10 + 10 Watts ลำโพงเป็นแบบยิงเสียงลงล่าง Down Firing Speaker มีโหมดเสียงสำเร็จรูปอาทิ Standard, Amplify โหมดเสียงของทีวีที่ให้คุณภาพดีที่สุดได้แก่ Standard ในขณะที่โหมด Amplify จะเน้นการบูสท์เสียงกลาง ซึ่งเป็นเสียงสนทนาให้โดดขึ้นมา และกดเสียง Background ให้ต่ำลง เหมาะกับพวกชอบดู-ฟังรายการข่าวแล้วอยากฟังเสียงของผู้พูดชัดๆ สามารถเชื่อมต่อ Soundbar และลำโพงไร้สายชนิดอื่นได้ด้วยสัญญาณ Bluetooth
ทดสอบด้วยคอนเสิร์ตเพลง Cant Fight This Feeling Anymore ของวง REO SPEEDWAGON ในโหมดเสียง Standard คุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลางพอฟังได้ มิได้เด่นด้านไหนเป็นพิเศษ ระดับความดังสูงสุดอาจจะไม่สูงนัก เบสพอมี แต่อาจจะติดขุ่นไปบ้าง โดยรวมหากรับชมคอนเทนต์ทั่วไปเช่น ดิจิตอลทีวี, True Visions, หนัง HD ก็พอไปวัดไปวาได้ ไม่ได้มีอะไรให้ติหรือชมเป็นพิเศษ แต่หากอยากอัพเกรดระบบเสียงแบบเห็นผล ก็ต้องลำโพง Soundbar รุ่นใหม่ปี 2017 ของ Samsung จัดว่าคุณภาพเสียงดีเยี่ยม อย่างผมใช้รุ่น HW-M450 สามารถเชื่อมต่อทั้งแบบมีสายและไร้สายกับตัวทีวีแทบไร้รอยต่อ คุณภาพเสียงก็ดีเกินคาดไปมากสำหรับห้องนั่งเล่นขนาดทั่วไป

ทดสอบเพลง Cant fight this feeling anymore ของ REO SPEEDWAGON คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง พอฟังได้
เพิ่มเติม
ระบบ Smart TV ของ Samsung ยังคงต่อยอด Tizen OS จากปีที่ผ่านมา จุดเด่นของ Tizen OS จะว่าหวือหวาก็ไม่ใช่ หรือ จะไม่หวือหวาก็ไม่เชิง หน้าหลัก Smart Hub เมื่อเรากดปุ่ม Home รูปบ้านเข้าไป จะปรากฏแถบเมนูขึ้นมา 1 ชั้น และหากเราเลื่อนไปยังแอพต่างๆมันจะแสดงพรีวิวคอนเทนต์ของแอพนั้นๆในชั้น 2 ขึ้นมาอีกด้วย อย่างเช่น Netflix มันก็จะแนะนำวีดีโอในชั้น 2 โซนพรีวิว มี One Remote รีโมทคอนโทรลขนาดจิ๋วซึ่งเป็นรีโมทศูนย์กลางจักรวาลใช้ควบคุมเครื่องเล่น Blu-ray Player, Soundbar และอื่นๆได้ภายในอันเดียว แถมยังมีลูกเล่น Voice Search ที่ทรงพลังกว่าที่เคย ไม่ใช่ค้นหาคลิปวีดีโอทั่วไป แต่สามารถใช้สั่งงานทีวีในรูปแบบอื่นได้ด้วยเช่น เปลี่ยนช่อง, ปรับค่าภาพ (เช่นพูดไปว่า “Sharpness 10”), เปลี่ยน Input (เช่นพูดว่า “Source”), เพิ่มลดระดับโวลุ่ม (เช่นพูดว่า “Volume 50”) และอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Smart Phone กับตัวทีวีผ่านแอพ Smart View ก็ทำให้การควบคุมทีวีนั้นสะดวกขึ้น แต่ลูกเล่นเหล่านี้ผมอาจจะรู้สึกไม่ได้ว้าวหรือจับต้องได้มากนักเพราะตามหลักการแล้ว Smart TV ยี่ห้ออื่นๆก็จะทำได้คล้ายๆกันหมด
แล้วสิ่งที่จับต้องได้คืออะไรหละ ? แน่นอนว่าผู้เสพ Smart TV ในยุคนี้นั้นหัวใจหลักนั้นคือเรื่อง “วีดีโอคอนเทนต์” ซื้อทีวีมาก็ต้องเอามารับชมหนัง ละคร และซีรีส์ ให้เต็มตามิใช่รึ ? ซึ่ง Samsung Smart TV ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen OS ทุกเครื่องจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า TV Plus เป็นช่องรายการเกาหลีทั้งช่องละครซีรีส์, คอนเสิร์ต K-Pop,วาไรตี้, ข่าว และอื่นๆอีกมากมายกว่า 30 ช่องรับชมเฉกเช่นประเทศเกาหลีทั้งแบบ HD และ SD ยิ่งไปกว่านั้นในหลายๆช่องพวกละครซีรีส์นี่ก็มีซับไตเติ้ลภาษาไทยให้เสียด้วย ไม่ได้ให้มาเรามาฟังแต่ภาษาเกาหลีแบบมึนๆ เบอร์ช่องก็จะเริ่มตั้งแต่ 101 เป็นต้นไป ซึ่งช่องจะต่อจากพวกช่องรายการทีวีบ้านเราเลย เวลากดรีโมทก็กดไล่ช่องขึ้นไปเรื่อยๆเดี๋ยวจะเจอเอง ทั้งหมดนี้ “ฟรี” เขาไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว จัดว่าสมนาคุณสุด Exclusive สำหรับผู้ใช้ทีวี Samsung จริงๆ เชื่อว่าช่องรายการอปป้าเกาหลีเหล่านี้จะถูกใจ “คุณแม่บ้าน” มิใช่น้อย เป็นข้ออ้างสำหรับคุณพ่อบ้านในการซื้อทีวีเครื่องใหม่ได้เลย อิอิ
* หากจะรับชมช่อง TV Plus เราต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

TV Plus คอนเซปต์คือนอกเหนือจากช่องทีวีดิจิตอลไทยแลนด์บ้านเฮาแล้ว ยังมีช่องเกาหลีให้เสพฟรีเพิ่มเติมกว่าอีก 30 ช่อง คุณภาพของภาพมีทั้งแบบ HD และ SD

ช่องรายการต่างๆ มีตารางออกอากาศเรียงกันเป็นตับ ตับ ตับ ตับ เลย ! เริ่มตั้งแต่ช่อง 101 ไปจนถึง 130 แถมตั้งเวลาเตือนรับชมรายการโปรดล่วงหน้าได้ด้วย

กดเลือกภาษาซับไตเติ้ลได้ด้วยนะแจ๊ะ ซึ่งแน่นอนว่ามีซับไทย ไชโยโห่ฮิ้ววว !
ส่วน “แอพส์ดูหนังและซีรีส์เกรดเอ” ทั้งไทยและเทศ อาทิ Netflix, YouTube, iflix, Monomaxx, DOONEE, Hollywood HDTV, Amazon Prime Video และ Google Movies ทาง Samsung เขารวบรวมเอาไว้ให้หมดแล้ว อยู่ที่เราเลือกสมัครสมาชิกเพื่อรับชมคอนเทนต์เหล่านี้ได้ตามอัธยาศัย

หน้าตาของ Smart Hub ซึ่งแผงเมนูจะเป็นแบบ 2 ชั้น

หน้ารวมแอพส์ เลือกดาวน์โหลดได้ตามสบาย

Netflix แอพดูหนังและซีรีส์อันดับ 1 ของโลก สมัครวันนี้ดูฟรี 1 เดือน

iflix แอพดูหนังและซีรีส์ที่กำลังมาแรง

iflix : ซีรีส์เรื่อง Big Bang Theory มีให้ดูทุกซีซั่น และมีซับไตเติ้ลภาษาไทยด้วย

iFlix : ซีรีส์เรื่อง Prison Break แผนลับแหกคุกนรก พร้อซับไตเติ้ลภาษาไทย เรื่องนี้ผมก็ติดงอมแงมเช่นกัน

แอพส์วีดีโอคอนเทนต์อื่นๆก็มีให้เลือกสรร

แอพ YouTube ก็มี หากให้สะดวกต่อการค้นหาคลิปจริง แนะนำใช้วิธี Cast จากมือถือยิงเข้าทีวีจะดูไวสุด

เกมส์ต่างๆก็มีไว้เช่นเคย
สรุป
ข้อดี
- ดีไซน์จอโค้งยังคงสวยเด่นไม่เหมือนใคร
- รองรับภาพ 4K HDR (HDR10)
- ภาพอยู่ในเกณฑ์ดี เปิดโปร่ง ดูสบาย ในการรับชมคอนเทนต์ HD / Full HD ทั่วไป
- TV Plus ช่องเกาหลีให้ชมฟรีกว่า 30 ช่อง
- รวบรวมแอพส์วีดีโอคอนเทนต์เกรด A ไว้มากมาย
ข้อเสีย
- ระดับความสว่างเจิดจรัสของภาพอาจจะไม่ซูซ่านัก
- ช่องต่อพวก AV / Component ต้องใช้ Adaptor แยกต่างหาก
- ถอดแบบดีไซน์มากจาก KU6300 (2016) เด๊ะๆเลย
- คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเท่านั้น

Samsung UA55MU6300 4K HDR Curved TV ราคาเปิดตัว 38,490 บาท
สรุป
หากท่านมีหัวใจไป “จอโค้ง” กับทีวี 4K ที่รองรับอนาคตแทบทุกรูปแบบ…ภายใต้งบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด Samsung MU6300 รุ่นนี้ ก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่ใช่เล่น เพราะคุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์คุ้มค่าคุ้มราคากับจุดประสงค์ใช้งานหลักทั่วไป ผสานกับลูกเล่น Smart TV โดยเฉพาะแอพส์วีดีโอต่างๆ อาทิ iflix และ NetFlix ที่เข้ามาเสริมเติมเต็มนั้นก็จะช่วยในเรื่องของการรับชอบคอนเทนต์ Video On Demand ทั้งไทยและเทศได้อย่าง “ไร้ขีดจำกัด” ที่ขอชมเชยเป็นพิเศษสุดก็คือเจ้า TV Plus ที่รวมรวมช่องรายการเกาหลีกว่า 30 ช่องให้รับชมกันฟรีๆ ความคมชัดของภาพในหลายๆช่องก็อยู่ในระดับ HD เสียด้วย เพียงแค่ต่ออินเตอร์เน็ตเข้าไป ช่องรายการเหล่านี้ก็จะถูกผนวกเข้ามาอย่างอัตโนมัติ ติ่งซีรีส์และติ่งอปป้าคงฟินน่าดู คนใกล้ตัวอย่างเช่นคุณแม่ของผมนี่ก็ติ่งซีรีส์เกาหลีเข้มข้นจำพวกแม่ผัว VS ลูกสะใภ้ ก็ประทับใจกับคอนเซ็ปต์ของ TV Plus ไม่น้อยเมื่อผมเล่นให้ดู หากเอาไปตั้งไว้ให้แกดูอย่างถาวรจริง ก็คงนั่งติดจอกันทั้งวัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงทำให้ MU6300 ได้รางวัล Best Budget 4K LED TV Award 2017-2018 ไปด้วย
เอาหละ…ใครจะรู้ว่าช่องเกาหลี TV Plus นี้อาจจะเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมที่คุณพ่อบ้านจะขออนุมัติคุณแม่บ้านซื้อ “ทีวีจอโค้ง” เครื่องใหม่เครื่องนี้เข้าบ้าน………….โดยไม่โดนตะวาดก็เป็นได้ !!!!