อีกหนึ่ง 4K สุดคุ้ม!! รีวิว TCL 65E7800 จอใหญ่ ความละเอียดสูง ราคาถูกใจ

ช่วงนี้หากใครคิดจะซื้อทีวีคู่ใจประจำห้องนั่งเล่นเครื่องใหม่ผมคิดว่าแทบจะไม่หันมามอง Full HD TV กันอีกต่อไปแล้ว เพราะในปัจจุบันราคาของ 4K TV หรือ UHD TV ทำออกมาได้ยั่วยวนใจเสียเหลือเกิน และยังมีแนวโน้มถูกลงไปเรื่อยๆ จนที่สุด Full HD TV ก็คงล้มหายตายจากไป อย่างทีวีที่เป็นพระเอกในรีวิวนี้ TCL E7800 ก็จัดได้ว่าเป็น 4K TV สุดคุ้มค่า ที่ได้ทั้งในเรื่องจองคุณภาพ ขนาด ฟีเจอร์ และราคา
ปล. ซีรีส์นี้มีสองชื่อนะครับคือ P2US/E7800 โดย E7800 จะใช้เรียบกับขนาด 65″ และ 60″(Exclusive Model) ส่วน P2US จะใช้เรียกขนาดรองลงมาเช่น 55P2US, 49P2US, 43P2US เป็นต้น

สเปคเบื้องต้นของ E7800
– Resolution : 3840 x 2160
– Size : 65″ 60″
– Support HDR
– Support PVR
– Smart TV
– Wireless LAN Built-In
– Price : 46,990 บาท (65″), 32,990 บาท (60″)
ดีไซน์
ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นการออกแบบทีวีในรูปแบบ “เรียบหรู” หรือไม่ก็ “โฉบเฉี่ยว” แต่กับ TCL E7800 เครื่องนี้ขอให้คำนิยามว่า “เรียบง่ายแต่แข็งแกร่ง” สาเหตุที่บอกว่าเรียบง่ายเพราะไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกรอบทีวีหรือขาตั้งล้วนเป็นทรงสมัยนิยมที่เราเห็นได้ทั่วไป ทว่าวัสดุที่ใช้เป็นโลหะทำให้มีความแข็งแรงทนทาน กอปรกับสีที่ใช้เป็นสีทองมันวาวอ่อนๆ เพิ่มความหรูเข้าไปอีกระดับหนึ่ง ด้านขาตั้งเป็นรูปทรงกิ่งไม้ขอบโค้งมน จุดเสียบขาตั้งค่อนข้างกว้างทำให้กินพื้นที่ชั้นวางทีวีพอสมควร

ภาพรวมจุดวางขาตั้งทีวีมีความกว้างพอสมควร

กรอบทีวีทำจากโลหะสีทองมันวาว

ขาตั้งรูปทรงกิ่งไม้ หรือตัว V สีเงิน

ขอบบางตามสมัยนิยม
ช่องต่อ


ช่องต่อทั้งหมดของ TCL 65E7800
1. HDMI x 3
2. VGA
3. USB 2.0 x 1, USB 3.0 x 1
4. Component
5. LAN
6. Antenna
7. Audio Out
8. Optical
9. CI*
*เนื่องจากสัญญาณของผู้ให้บริการแพร่ภาพมีความแตกต่างกัน ผู้ให้บริการแต่ละรายจึงจำเป็นต้องมีการ์ด Common Interface Card สำหรับของตัวเองโดยเฉพาะ การ์ดตัวนี้ก็จะเอาไว้ใช้ถอดสัญญาณเพื่อให้ทีวีแพร่ภาพได้ แน่นอนว่าเมื่อมีการ์ดก็ต้องมีช่องให้ติดตั้ง พอร์ต/สล็อต CI : Common Interface ที่อยู่บน 65E7800 ก็เพื่อการนี้ สำหรับบ้านเราช่องนี้ไม่ได้ใช้อย่างแน่นอน แต่ในบางประเทศก็ไม่แน่
ภาพ
ก่อนเริ่มช่วงการทดสอบอย่างถึงพริกถึงขิง ผมขอบอกให้เป็นข้อมูลเพื่อแจ้งให้ทราบกันก่อนนะครับ ในขณะที่ทำการเขียนรีวิวอยู่นี้ (1/1/2017) ซีรีส์ E7800 มีสองขนาดคือ 65″ กับ 60″ เท่านั้น ถ้าใครสนใจรุ่นนี้ไม่ต้องมองหาขนาดอื่นเลยครับ ซึ่งโดยส่วนตัวก็ถือว่าเป็นตัวเลือกในการบังคับที่ดีเนื่องจากไม่ต้องกลัวอาการจอหด ข้อแนะนำแรกสำหรับผู้ที่สนใจก็ดี หรือมีรุ่นนี้ในครอบครองแล้วก็ดี ควรจะไปที่ System > HDMI Type ปรับเป็น 2.0 ซะ เพือที่จะได้สีสันที่กว้างขึ้น และรองรับข้อมูลจากคอนเทนท์แบบ UHD อย่างเต็มรูปแบบ

หลังจากปรับ HDMI Type เป็น 2.0 แล้ว ผมก็ไม่รอช้าใส่แผ่น Martian กู้ตาย 140 ล้านไมล์ ใส่เครื่องเล่นเกมคอนโซล Xbox One S ทันที สำหรับคนที่มองหาเครื่องเล่นแผ่น UHD Blu-ray Player ดีๆ รองรับ HDR และเล่นเกมได้ ผมขอแนะนำเลยครับ หลังจากใส่แผ่นกดเล่นแล้วก็ปรากฏว่ามีข้อความแจ้งขึ้นมาว่าตัวเครื่องยังไม่รองรับ HDR แต่ช้าก่อน!! ก่อนที่จะทำการแกะกล่องเครื่องนี้ผมได้รับทราบข้อมูลมาจากทางทีมงานของ TCL ได้มีการเอ่ยไว้ว่ารุ่นนี้รองรับ HDR ด้วย ทีแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่จนกระทั่งผมได้ไหว้วานคุณชานม ลองต่อกับเครื่องมือปรับภาพชั้นเซียนอย่าง Murideo ดู ปรากฏว่ามีโหมดภาพ HDR ขึ้นมาด้วย ด้วยความสะกิดใจจึงลองทดสอบด้วยการเปิดไฟล์ HDR ผ่านทางช่องต่อ USB ผลปรากฏว่ามีโหมด HDR ขึ้นมาจริงๆ อีกทั้งตัวเครื่องก็ยังรองรับการแสดงผล สรุปแล้วในปัจจุบันที่ทดสอบทีวีรุ่นนี้อยู่ 65E7800 รองรับการเล่นไฟล์ HDR ผ่านทางพอร์ต USB แต่ยังไม่รองรับผ่านทางพอร์ต HDMI
คราวนี้เราก็มาดูในเรื่องของภาพกันบ้าง TCL 65E7800 มีสไตล์ภาพที่ไม่รุกเร้า แต่ก็ไม่จืดชืด เปรียบได้ดั่งกับธรรมชาติที่ได้รับการปรุงแต่งเล็กน้อย แม่สีหลักอย่างแดง เขียว น้ำเงิน มีความอิ่มเข้มมากกว่าสีผสมอื่นๆ เล็กน้อย ทำให้ภาพโดยรวมมีความโดเด่น ส่วนการแสดงรายละเอียดในที่มืดอยู่ในระดับใช้ได้ หากไม่ได้เป็นคนที่ซีเรียสอะไรกับตรงนี้มากนักก็เชื่อได้เลยว่าจะถูกใจกับภาพของรุ่นนี้ได้ไม่ยาก โหมดภาพอัตโนมัติที่แนะนำเลยคือโหมด Movies แล้วปรับ Color Temperature เป็น Warm ก็จะได้สีสันโทนอุ่นซึ่งเหมาะกับการชมภาพยนตร์
หลังจากปรับ HDMI Type เป็น 2.0 แล้ว ผมก็ไม่รอช้าใส่แผ่น Martian กู้ตาย 140 ล้านไมล์ ใส่เครื่องเล่นเกมคอนโซล Xbox One S ทันที สำหรับคนที่มองหาเครื่องเล่นแผ่น UHD Blu-ray Player ดีๆ รองรับ HDR และเล่นเกมได้ ผมขอแนะนำเลยครับ หลังจากใส่แผ่นกดเล่นแล้วก็ปรากฏว่ามีข้อความแจ้งขึ้นมาว่าตัวเครื่องยังไม่รองรับ HDR แต่ช้าก่อน!! ก่อนที่จะทำการแกะกล่องเครื่องนี้ผมได้รับทราบข้อมูลมาจากทางทีมงานของ TCL ได้มีการเอ่ยไว้ว่ารุ่นนี้รองรับ HDR ด้วย ทีแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่จนกระทั่งผมได้ไหว้วานคุณชานม ลองต่อกับเครื่องมือปรับภาพชั้นเซียนอย่าง Murideo ดู ปรากฏว่ามีโหมดภาพ HDR ขึ้นมาด้วย ด้วยความสะกิดใจจึงลองทดสอบด้วยการเปิดไฟล์ HDR ผ่านทางช่องต่อ USB ผลปรากฏว่ามีโหมด HDR ขึ้นมาจริงๆ อีกทั้งตัวเครื่องก็ยังรองรับการแสดงผล สรุปแล้วในปัจจุบันที่ทดสอบทีวีรุ่นนี้อยู่ 65E7800 รองรับการเล่นไฟล์ HDR ผ่านทางพอร์ต USB แต่ยังไม่รองรับผ่านทางพอร์ต HDMI
คราวนี้เราก็มาดูในเรื่องของภาพกันบ้าง TCL 65E7800 มีสไตล์ภาพที่ไม่รุกเร้า แต่ก็ไม่จืดชืด เปรียบได้ดั่งกับธรรมชาติที่ได้รับการปรุงแต่งเล็กน้อย แม่สีหลักอย่างแดง เขียว น้ำเงิน มีความอิ่มเข้มมากกว่าสีผสมอื่นๆ เล็กน้อย ทำให้ภาพโดยรวมมีความโดเด่น ส่วนการแสดงรายละเอียดในที่มืดอยู่ในระดับใช้ได้ หากไม่ได้เป็นคนที่ซีเรียสอะไรกับตรงนี้มากนักก็เชื่อได้เลยว่าจะถูกใจกับภาพของรุ่นนี้ได้ไม่ยาก โหมดภาพอัตโนมัติที่แนะนำเลยคือโหมด Movies แล้วปรับ Color Temperature เป็น Warm ก็จะได้สีสันโทนอุ่นซึ่งเหมาะกับการชมภาพยนตร์

ดูรายละเอียดกับภาพยนตร์เรื่อง Martian
หลังจากที่ดูภาพจากแผ่น 4K UHD Blu-ray Disc แล้ว ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าความสามารถในการอัพสเกลจากแผ่น Full HD Blu-ray Disc บ้างว่าจะเป็นยังไง เพื่อการทดสอบที่ชัดเจนผมก็ยังคงใช้ภาพยนตร์เรื่อง Martian เช่นเดิมเพราะจะได้สังเกตจุดแตกต่างได้ง่าย จากที่นั่งดูแบบจับผิดพบว่าระบบการอัพสเกลภาพไม่ขี้เหร่เลย จุดต่างที่เห็นได้ชัดเจนคือภาพมีความนวลตากว่าแบบ 4K Blu-ray Disc เล็กน้อย และรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ เช่นเนื้อผ้า ความคมชัดของอักษร ที่มีน้อยกว่า

หากไม่ได้ดูเอาแบบจริงจัง ซีเรียสเรื่องภาพมากนัก ระบบการอัพสเกลของ TCL 65E7800 อยู่ในเกณฑ์ดีเลย

วัดค่าจากโหมด Movie

หลังปรับภาพใช้โหมด Personal
หากพูดอย่างตรงไปตรงมาโหมดภาพจากโรงงานที่ดีที่สุดคงไม่พ้นโหมด Movie เพียงแต่อุณหภูมิสีจะติดโทนเย็นไปหน่อยสังเกตได้จากกราฟแท่งสีน้ำเงินที่พุ่งสูงกว่าสีอื่นๆ ยังดีที่รุ่นนี้สามารถปรับจูน White Balance ได้ 2-point ได้ จึงสามารถช่วยให้ค่าอุณหภูมิสีลดลงมาเหลือ 7700K แม้จะเป็นค่าที่ไม่เพอร์เฟกต์ แต่ก็ถือว่ายอมรับได้ในซีรีส์คุ้มค่า ส่วนค่า Input Lag หากเปิดใช้ Game Mode จะอยู่ที่ 46.8 ms (ถ้าปิด Game Mode จะอยู่ที่ 96.7ms และถ้าเปิดใช้ Motion on = 113.4ms)
ส่วนผสมของทีวีนอกจากการแสดงสีสัน และรายละเอียดของภาพแล้ว ยังมีส่วนของภาพเคลื่อนไหวที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ตามสูตรแล้วรุ่นคุ้มค่าส่วนใหญ่มักไม่ให้ตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหวมา แต่รุ่นนี้มีฟีเจอร์ Motion enhancement ที่ช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหวมาให้ โดยแบ่งเป็น Off / Low / Middle / High แน่นอนว่าถ้าเลือก Off ย่อมหมายถึงไม่เปิดใช้ฟีเจอร์นี้ ซึ่งภาพเคลื่อนไหวที่ได้ก็จะกระฉากอย่างเห็นได้ชัด ผมขอแนะนำว่าควรเปิดระดับ Low หรือ Middle ไว้ก็จะช่วยได้มาก แต่ไม่แนะนำระดับ High เพราะในบางฉากอาจเกิดโกสต์ได้

Motion enhancement ต้องเปิด แนะนำระดับ Low หรือ Middle

เล่นเกมอารมณ์ก็ไม่สะดุด

ทีวีทุกวันนี้หากเป็นรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาล้วนแล้วแต่มีจูนเนอร์ดิจิตอลในตัวกันหมดแล้ว ไม่ต้องไปขวนขวายหากล่องดิจิตอลมาเป็นตัวกลางอีกต่อไป การดูภาพจากช่องฟรีทีวี หากเป็นช่องดิจิตอลภาพก็คมชัดหายห่วงอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นช่องแบบ SD ก็ต้องรับสภาพกันนิดหนึ่งครับ ด้วยความที่จอใหญ่ + ความละเอียดไม่ถึง ทำให้พาลต้องเปลี่ยนหนีไปโดยด่วน ส่วนทางด้านประสิทธิภาพเรื่องเสียง เครื่องนี้อยู่ในเกณฑ์ทั่วไปได้อยู่ในจุดที่เด่นในด้านใดหนึ่ง หรือแย่ในด้านใดด้านหนึ่ง เสียงจากลำโพงมีความดังและกระจายรองด้านได้ดีด้วยตัวช่วยจากฐานตั้งที่ยกมาค่อนข้างสูง

ทดสอบดูดิจิตอลทีวี ถ้าสัญญาณมาในรูปแบบ 1080i แบบนี้คมชัดแน่นอน
เพิ่มเติม
ระบบสมาร์ททีวีที่อยู่บน TCL E7800 ยังคงเหมือนกับในรุ่นที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ จะเน้นไปทางด้านวิดีโอสตรีมมิ่ง หรือการดูวิดีโอออนไลน์เป็นหลัก สังเกตได้จากหน้าหลักของสมาร์ทีวีที่แบ่งเมนูวิดีโอสตรีมมิ่งไปแล้วถึงสองเมนู บวกกับแอพพลิเคชันชั้นนำอย่าง GoLive, YouTube, Daily Motion เนื่องจากระบบยังคงเหมือนกับรุ่นก่อนผมจึงมาสนใจกับความลื่นไหล และอัตราการตอบสนองต่อการกดเป็นหลัก ซึ่งเท่าที่ลองเล่นดูหนึ่งวันเต็มๆ พบว่ามีความลื่นไหลกว่ารุ่นก่อนๆ ดูลื่นกว่า TCL H9800 เสียอีก ส่วนแอพพลิเคชันที่มีอยู่บนโสตร์ก็คัดสรรมาแล้วว่าสามารถติดตั้ง และ “เล่นได้จริง” บนทีวี ซึ่งแอพพลิเคชันที่มีอยู่บนสโตร์ก็มีหลากหลายเข้ากันได้กับทุกลุ่มทุกเพศทุกวัย โดยเครื่องนี้ก็มีพื้นที่เหลือในการติดตั้งแอพพลิเคชันอีกถึง 3.6GB

หน้าหลักสมาร์ททีวี

เน้นดูสตรีมมิ่ง

มีแอพพลิเคชันให้ติดตั้งมากมาย

พื้นที่ติดตั้งแอพฯ มากกว่า 3.6GB
TCL 65E7800 จะมีอยู่ด้วยกันสองช่อง แบ่งเป็น USB 2.0 1ช่อง กับ USB 3.0 อีก 1ช่อง สำหรับช่องเวอร์ชัน 2.0 นั้นเหมาะกับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงเช่นเมาส์ ส่วนช่องสีฟ้าที่เป็นเวอร์ชัน 3.0 เหมาะสำหรับต่อกับ External Hard Drive ใช้ในการเล่นไฟล์, บันทึกรายการดิจิตอลทีวี (PVR) เพราะมีอัตราเขียน/อ่าน ที่เร็วกว่า อย่างตอนทดสอบได้ลองเล่นไฟล์ที่มีความละเอียด 4K ที่มีขนาดใหญ่ 50GB ยังไม่พบการกระตุกสะดุดแต่อย่างใด

ทดสอบเล่นไฟล์ 4K จากภาพยนตร์เรื่อง Tears of Steel

เอาอีกสักไฟล์ที่ความละเอียดเต็มๆ หน่อย ก็ยังเล่นได้ลื่นๆ

รองรับการบันทึกรายการทีวี
สรุป

ข้อดีของ TCL 65E7800
1. วัสดุที่ใช้ประกอบทีวีมีความคงทนแข็งแรง
2. ราคาดีงาม
3. ถึงจะเป็นรุ่นคุ้มค่าแต่ก็มีตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหวมาให้
4. การใช้งานลื่นไหลเทียบเท่ากับตัวท็อปของแบรนด์ตัวเอง
5. ระบบอัพสเกลภาพเทียบเคียงกับรุ่นใหญ่
6. เหลือพื้นที่ในการติดตั้งแอพพลิเคชันเยอะ
ข้อเสียของ TCL 65E7800
1. ปัจจุบัน HDR รองรับแต่ทางพอร์ต USB หากมีเฟิร์มแวร์อัพเดทให้รองรับผ่านทาง HDMI ในอนาคตด้วยก็จะดีมาก
2. รีโมทยังคงใช้แบบเดิม สามารถสร้างความสับสนให้กับคนใช้เพราะยังมีปุ่ม 3D อยู่
3. จุดวางขาตั้งค่อนข้างกว้างกินพื้นที่ชั้นวางพอสมควร
ด้วยความที่ TCL E7800 เพิ่งจะเปิดมาในช่วงปลายปี 2016 ทำให้อะไรหลายๆ อย่างถูกปรับปรุงและพัฒนาไปอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องฮาร์ดแวร์ที่รองรับเทคโนโลยีภาพสมัยใหม่มากขึ้น กล่าวคือรองรับการเชื่อมต่อกับเครื่องเล่น 4K Blu-ray Player หรือ 4K Media Player อย่างเต็มรูปแบบ จะรอนิดหน่อยก็เพียงแค่เรื่องของ HDR ที่ปัจจุบันยังรองรับเฉพาะผ่านทางช่องต่อ USB ส่วนเรื่องเสียงก็มีความดังและโอบล้อม ระบบสมาร์ทก็ใช้งานได้ลื่นไหลกว่ารุ่นก่อนนับเป็นทีวีที่ส่งออกมาปิดท้ายปีได้อย่างงดงาม