รีวิว JBL Bar 9.1 รุ่นท็อปรองรับ 5.1.4 Atmos, DTS:X พร้อมเซอร์ราวด์แยกแบบ True Wireless
JBL Bar 9.1 Dolby Atmos Soundbar

ปัจจุบันลำโพง Soundbar ได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพใกล้เคียงชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์แยกชิ้นมากยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบลำโพงเซอร์ราวด์แยกชิ้นสามารถจัดวางได้อิสระ ให้เสียงโอบล้อมรอบทิศทางครอบคลุมไปถึงด้านหลังจุดนั่งฟัง แต่สำหรับ Soundbar “ตัวท็อป” รุ่นล่าสุดของ JBL พิเศษกว่านั้น เพราะอัพเกรดเพิ่มเติมแชนเนลลำโพงมาถึง 5.1.4 จึงถ่ายทอดมิติเสียงด้านสูงได้ รองรับ Immersive Audio ยุคใหม่ทั้ง Dolby Atmos และ DTS:X ด้วย
อ้างอิงช่วงเวลาทดสอบ JBL มีชุดลำโพง Soundbar หลากหลายรุ่นให้เลือกตามงบประมาณ เริ่มตั้งแต่รุ่นเล็กติดตั้งตัวขับเสียงแบบ 2.0 ไปจนถึง Bar 9.1 ซึ่งเป็น “ตัวท็อป” คุณภาพการถ่ายทอดเสียงรอบทิศทางจึงจัดมาให้เต็มที่ด้วยตัวขับเสียงจำนวนมากถึง 9.1 แชนเนล ตามชื่อ

JBL Bar 9.1 เป็นชุดลำโพง Soundbar ที่มีลำโพงเซอร์ราวด์ถอดแยกชิ้นได้แบบ “True Wireless” พร้อมลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ที่ใช้ตัวขับเสียงใหญ่ถึง “10 นิ้ว” แต่ที่พิเศษ คือ ติดตั้งตัวขับเสียงแบบ “Dolby Atmos Enabled Speakers” มาด้วยถึง 4 แชนเนลด้วยกัน รองรับถอดรหัสเสียงทั้ง Dolby Atmos/True HD และ DTS:X/DTS-HD MA ในแบบ 5.1.4 รวมกำลังขับที่ให้มาทั้งสิ้น 840 วัตต์ (Max. @THD 1%)
สามารถรับชมรีวิว JBL Bar 9.1 ในรูปแบบวิดีโอได้ตามลิงค์ด้านบนนี้ได้เลย
Design – การออกแบบ

ตัวแพ็คเกจสินค้า สีส้ม

โลโก้ยืนยันการรองรับมาตรฐานระบบภาพ-เสียง และ Key Features ต่างๆ

ภาพรวม JBL Bar 9.1 ชุดลำโพงซาวด์บาร์ พร้อมลำโพงเซอร์ราวด์ (ประกบติดกับซาวด์บาร์ สามารถถอดแยกได้) และลำโพงซับวูฟเฟอร์

ปุ่มควบคุมด้านบนลำโพงซาวด์บาร์ พร้อมโลโก้ JBL ที่บริเวณกึ่งกลาง

ลำโพงเซอร์ราวด์ ซ้าย-ขวา สามารถถอดแยกออกมาจากลำโพงซาวด์บาร์ จุดเชื่อมต่อสามารถชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ในตัวได้

ด้านล่างลำโพงเซอร์ราวด์มียางรองกันลื่น

ด้านหลังลำโพงเซอร์ราวด์มีจุดยึดแขวนผนังได้ มีชุดขาแขวนให้

ฝาครอบแม่เหล็กสำหรับปิดขั้วชาร์จลำโพงเซอร์ราวด์ ในภาพจะเห็นช่องต่อ Micro USB สำหรับเสียบสายชาร์จไฟตรงได้ แต่ไม่ได้ให้สายมาด้วย

ที่ลำโพงซาวด์บาร์ก็มีฝาครอบแม่เหล็ก สำหรับปิดเพื่อความเรียบร้อยสวยงามได้เช่นเดียวกัน

ลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ทรงสูง ช่วยประหยัดพื้นที่ด้านกว้างและลึก

ด้านหลังลำโพงซับวูฟเฟอร์มีแค่จุดเชื่อมต่อสายไฟ ไม่มีช่องต่อรับสัญาณใดๆ เพราะรับสัญญาณความถี่ต่ำจากซาวด์บาร์แบบ “ไร้สาย” ด้านบนติดตั้งท่อจูนเบสขนาดใหญ่

ดูเผินๆ เหมือนไม่ใหญ่ แต่สำหรับตัวขับเสียงที่ติดตั้งบริเวณส่วนด้านล่างของตัวตู้ มีขนาดใหญ่ถึง 10 นิ้ว เลยทีเดียว ให้มวลเสียงต่ำที่หนักแน่น เบสลงได้ลึก ขย่มพื้นห้องได้

รีโมทคอนโทรลไร้สายทรงเพรียวยาว

อุปกรณ์อื่นๆ ที่ให้มาในกล่อง ประกอบไปด้วย
1. สายไฟสำหรับซาวด์บาร์
2. สายไฟสำหรับลำโพงซับวูฟเฟอร์
3. สาย HDMI
4. ขาแขวนผนังสำหรับลำโพงซาวด์บาร์
5. ขาแขวนผนังสำหรับลำโพงเซอร์ราวด์
6. สกรู พุก

เอกสาร Quick Start Guide แนะนำการติดตั้งเบื้องต้น* พร้อมแผ่นทาบตำแหน่งสำหรับกรณีเจาะยึดขาแขวนเพื่อติดตั้งชุดลำโพงบนผนัง
* สามารถดาวน์โหลดคู่มือการใช้งานฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ JBL ซึ่งจะให้รายละเอียดภาพประกอบการติดตั้งและคำอธิบายที่ชัดเจนครอบคลุมกว่าเอกสาร Quick Start Guide
Connectivity – ช่องต่อ

จุดเชื่อมต่อรับสัญญาณด้านหลัง Bar 9.1 ประกอบไปด้วย HDMI In จำนวน 1 ช่อง สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงตรงจากเครื่องเล่นบลูเรย์ เครื่องเกมคอนโซล คอมพิวเตอร์พีซี ฯลฯ รองรับฟอร์แม็ตระบบเสียงรอบทิศทางสูงสุดถึง Dolby Atmos/TrueHD รวมไปถึง DTS:X/DTS-HD MA ส่วนระบบภาพสามารถ Pass-through 4K HDR Dolby Vision ได้

ช่องต่อ HDMI ARC สำหรับรับสัญญาณเสียงจากทีวี หากอ้างอิงช่วงที่ทำการทดสอบ การเชื่อมต่อรูปแบบนี้สำหรับ Bar 9.1 จะรองรับระบบเสียง Dolby Digital Plus, Dolby Digital และ DTS 5.1 ยังไม่รองรับ Dolby Atmos* แต่อนาคตอาจจะมีเฟิร์มแวร์ออกมาให้อัพเดทครับ
*หมายเหตุ: ข้อมูลรุ่นทีวี (บางส่วน) ที่รองรับ และ ไม่รองรับ ระบบเสียง Dolby Atmos (Netflix app) เมื่อเชื่อมต่อ HDMI ARC/eARC กับ JBL Bar 9.1 – อัพเดท Jul 2020
– ทีวีประจำปี 2020 ที่รองรับ: LG NANO91 (eARC)
– ทีวีประจำปี 2020 ที่ไม่รองรับ: Samsung TU7000 (ARC), TU8000 (ARC), Q60T (eARC), Q65T (eARC), Sony X8000H (ARC)
– ทีวีก่อนปี 2020 ที่รองรับ: Samsung Q80R (ARC), Sony X9500G (eARC), A9G (eARC)
– ทีวีก่อนปี 2020 ที่ไม่รองรับ: LG SM8600 (ARC)
รายชื่อทีวีข้างต้น ทีมงานตรวจสอบแล้วว่า รองรับระบบเสียง Dolby Atmos (Netflix app) เมื่อเชื่อมต่อ ARC กับ AV Receiver หรือ Soundbar รุ่นที่รองรับ ทั้งนี้ในอนาคตอาจสามารถใช้งานร่วมกับ Bar 9.1 ด้วยการอัพเดทเฟิร์มแวร์
ถัดมา Digital Optical Audio In อีกทางเลือกเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบดิจิตอล รองรับระบบเสียง 5.1
ช่องต่อ Ethernet พร้อม Wi-Fi Built-in สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเครือข่ายในบ้าน รองรับ Google Chromecast และ Apple AirPlay และยังมี Bluetooth อีกทางเลือกเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อรับสัญญาณเสียงแบบไร้สายร่วมกับอุปกรณ์พกพา
ช่องต่อ USB สำหรับจ่ายไฟ DC 5V ให้กับอุปกรณ์เชื่อมต่อบางชนิด และอัพเดทเฟิร์มแวร์ สุดท้ายจุดเชื่อมต่อสายไฟแบบ C7 หรือหัวเลขแปด
Extra – เพิ่มเติม

เนื่องจาก Bar 9.1 สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายบ้านและอินเทอร์เน็ตได้ จึงรองรับ Google Chromecast ในภาพทดลองแคส TuneIn รับฟังอินเทอร์เน็ตเรดิโอด้วย Android Phone
Bar 9.1 รองรับการควบคุมคำสั่งเสียงพื้นฐานร่วมกับ Google Assistant ได้ด้วยนะครับ แต่ต้องพูดสั่งผ่านอุปกรณ์อื่นเช่น Smartphone หรือ Google Home เนื่องจาก Bar 9.1 ไม่มีไมโครโฟนรับคำสั่งเสียงโดยตรง (ไมโครโฟนคู่ที่ติดตั้งมา ใช้สำหรับ Calibrate เซ็ตเสียงลำโพงเท่านั้น)

ถ้าใช้ iOS ก็สามารถ AirPlay ส่งข้อมูลเพลงผ่านเครือข่ายไปรับฟังกับ Bar 9.1 ได้
Setup – การติดตั้ง
การติดตั้งใช้งาน JBL Bar 9.1 เพื่อรับฟังเสียง สามารถทำได้ 2 แบบ ตามลักษณะการจัดวางลำโพงเซอร์ราวด์ โดยแบบแรก ประกบลำโพงเซอร์ราวด์ไว้กับตัวลำโพงซาวด์บาร์

การติดตั้งรูปแบบนี้ช่วยให้ไม่เกะกะ ไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแบตฯ ของลำโพงเซอร์ราวด์ (เพราะลำโพงซาวด์บาร์จ่ายไฟให้ตลอดเวลา) ผลลัพธ์ด้านเสียงที่ได้ ยังช่วยขยายขอบเขตเวทีเสียงด้านหน้าให้แผ่กว้างขึ้น ให้รูปวงในแบบสเตริโอได้ดีกว่า เหมาะสำหรับการฟังเพลง หรือถ้าจะใช้รับชมภาพยนตร์ การติดตั้งรูปแบบนี้ก็ยังคงให้มิติเสียงด้านสูงได้อยู่บ้าง แต่ความโอบล้อมจะเป็นรองรูปแบบที่สอง

แบบที่ 2 คือ ถอดแยกลำโพงเซอร์ราวด์มาติดตั้งไว้ที่ด้านข้างหรือด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง รูปแบบนี้จะให้การโยนเสียงโอบล้อมรอบทิศทางเป็นสามมิติมากกว่าแบบแรก เหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกม รูปแบบนี้จำเป็นต้องทำการปรับเซ็ตเสียงของลำโพงเพิ่มเติมให้เหมาะกับลักษณะตั้งวางภายในห้อง เพื่อให้ลำโพงทุกแชนเนลสามารถทำงานสอดประสานกันอย่างกลมกลืน จนได้บรรยากาศเสียงโอบล้อมสมจริงใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุด
การวัดเสียงแบบ Auto Calibration เพื่อปรับเซ็ตลำโพงรอบทิศทางของ JBL Bar 9.1 จะแตกต่างจากชุดโฮมเธียเตอร์ที่บางท่านอาจเคยผ่านตามาบ้าง เพราะด้วยลักษณะการติดตั้งไมโครโฟนของ Bar 9.1 ฝังมากับตัวซาวด์บาร์ วิธีการวัดเสียงก็เลยจะดูแปลกๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ใช้อ้างอิงได้ดีเหมือนกัน ขั้นตอนดำเนินการมีดังนี้ครับ

ขั้นตอนที่ 1 ให้นำลำโพงเซอร์ราวด์ทั้ง 2 ข้าง มาวางขนาบจุดนั่งฟังหลัก หากใช้งานโซฟาแบบ 3 ที่นั่ง ก็วางลำโพงบนโซฟาได้เลย จากนั้นกดปุ่ม HDMI ที่รีโมตของ JBL Bar 9.1 ค้างไว้ จนหน้าจอขึ้นเลข 1 ตามด้วย CALIBRATION รอจนเลขนับถอยหลังถึง 0 จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการวัดเสียง ระหว่างนี้ห้ามเดินไปเดินมาหรือขยับลำโพง และห้องจะต้องเงียบอย่าให้มีเสียงรบกวน
ขั้นตอนที่ 2 ทำการย้ายลำโพงเซอร์ราวด์ไปยังตำแหน่งที่จะติดตั้งใช้งานจริง จากนั้นกดปุ่ม HDMI ที่รีโมตค้างไว้ จนหน้าจอขึ้นเลข 2 ตามด้วย CALIBRATION รอจนเลขนับถอยหลังถึง 0 ระบบจะเริ่มทำการวัดเสียงอีกครั้ง เช่นเคยว่าระหว่างนี้อย่าเดินไปเดินมาหรือขยับย้ายตำแหน่งลำโพงกลางคัน และห้องจะต้องเงียบ
เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย หากไม่มีอะไรผิดพลาด เชื่อว่า JBL Bar 9.1 จะถ่ายทอดระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 5.1 ไปจนถึง Dolby Atmos และ DTS:X ได้เป็นอย่างกลมกลืน
คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อให้ JBL Bar 9.1 ถ่ายทอดคุณภาพเสียงรอบทิศทางได้ดีที่สุด
แนวทางต่อไปนี้เหมาะสำหรับใครที่จริงจังกับคุณภาพเสียง และมีที่ทางติดตั้งเอื้ออำนวย ซึ่งถ้าดำเนินการได้ Bar 9.1 ก็จะให้ผลลัพธ์การถ่ายทอดเสียงรอบทิศทางที่ดีที่สุดครับ

- ควรวางลำโพงเซอร์ราวด์ให้มีระยะห่างจากตำแหน่งนั่งฟังพอสมควร การวางลำโพงประชิดติดที่นั่งมากเกินไปจะทำให้ Sweet spot หรือตำแหน่งที่ให้บรรยากาศเสียงโอบล้อมที่ดี หดแคบลง คนที่นั่งริมใกล้กับลำโพงจะรับรู้บรรยากาศเสียงโอบล้อมได้ไม่ดี และในส่วนการจัดวางทิศทางลำโพงเซอร์ราวด์อย่าลืมหันดอกลำโพงเซอร์ราวด์เข้าหาตำแหน่งผู้ฟังตามความเหมาะสมด้วยนะครับ
- หากจุดนั่งฟัง และตำแหน่งลำโพงเซอร์ราวด์สามารถติดตั้งห่างจากผนังด้านหลังได้บ้าง จะช่วยให้ Dolby Atmos Enabled Speakers ทำหน้าที่กระจายเสียงได้อิสระมากยิ่งขึ้น เพื่อการสร้างสนามเสียงที่ครอบคลุมดียิ่งขึ้น

- ลำโพงเซอร์ราวด์ควรตั้งวางในระดับความสูงเดียวกับระยะหูของผู้ฟัง หรือสูงกว่าเล็กน้อย การตั้งต่ำเกินไปจะทำให้แยกแยะเสียงเอฟเฟ็กต์ของแชนเนล Surround (SL/SR) กับ Upward-firing Speakers ได้ไม่ดี ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการรับรู้มิติเสียงด้านสูง
- Auto Speaker Calibration ของ Bar 9.1 ช่วยปรับบาลานซ์เสียงลำโพงหลักแต่ละแชนเนลให้มีความกลมกลืนดี แต่ในส่วนของลำโพงซับวูฟเฟอร์จะต้องปรับจูนระดับเสียงเองตามความเหมาะสม ซึ่งทำได้โดยการกดปุ่ม Bass ที่รีโมตซ้ำๆ เพื่อปรับชดเชยเสียงความถี่ต่ำเพิ่มหรือลดได้ 5 ระดับ หากอ้างอิงจากการทดสอบนี้ ผมปรับ Bass ไว้ที่ระดับ 2 ก็ดูลงตัวดีทั้งการฟังเพลงและชมภาพยนตร์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสภาพตั้งวางและปัจจัยแวดล้อมอื่น แนะนำให้ทดลองปรับและฟังเสียงดูครับ

- ในส่วนของลำโพง Dolby Atmos Enabled Speakers ทั้ง 4 แชนเนล หลังดำเนินขั้นตอน Auto Speaker Calibration ก็พบว่า ระบบทำการบาลานซ์มิติด้านสูงกับเสียงในแนวระนาบได้กลมกลืนดีเมื่อรับฟังกับระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS:X แต่ถ้าหากจะปรับชดเชยเพิ่มลดเสียงเอฟเฟ็กต์ด้านสูงเอง ก็สามารถทำได้โดยกดที่ปุ่ม Atmos ซ้ำๆ บนรีโมต ปรับได้ 3 ระดับ
Picture – ภาพ

ทดสอบเชื่อมต่อสัญญาณภาพจาก 4K Blu-ray Player ทาง HDMI In ยืนยันว่า Bar 9.1 สามารถ Pass-through 4K HDR Dolby Vision ได้
Sound – เสียง

แน่นอนว่าคอนเทนต์ที่ดึงศักยภาพออกมาได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด คือ ภาพยนตร์และคอนเสิร์ตระบบเสียง Dolby Atmos/True HD และ DTS:X/DTS-HD Master Audio จากแผ่น Blu-ray Disc เชื่อมต่อสัญญาณทาง HDMI In ซึ่ง Bar 9.1 ให้บรรยากาศเสียงด้านสูงได้ชัดเจนดี ตำแหน่งทิศทางเสียงจากด้านบนอาจไม่ชัดเป๊ะแบบลำโพงแขวนหรือฝังฝ้าเพดานโดยตรง แต่ถ้าหากเซ็ตอัพและใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม Dolby Atmos Enabled Speakers ทั้ง 4 แชนเนล ทำหน้าที่กระจายเสียงขึ้นสะท้อนเพดานลงมาทั้งด้านหน้าและหลัง ช่วยยกบรรยากาศเสียงให้ลอยสูงครอบคลุมเหนือศีรษะได้จริง สามารถสัมผัสรับรู้ความแตกต่างของฟอร์แม็ตเสียงแบบ Immersive Audio ที่เหนือกว่ามาตรฐานระบบเสียงเซอร์ราวด์ 5.1 ได้แบบไม่ต้องมโน

ทดสอบด้วย Dolby Atmos Demonstration Disc (Blu-ray) หลายๆ คอนเทนต์ Bar 9.1 ให้บรรยากาศเสียงได้ดี ทั้งเสียงโอบล้อมรอบตัว คลอบคลุมไปถึงมิติเสียงด้านสูง

ทดสอบรับชมภาพยนตร์ Justice League ฟอร์แม็ต 4K Blu-ray Disc ระบบเสียง Dolby Atmos

และ Bad Boy ฟอร์แม็ต 4K Blu-ray Disc ระบบเสียง DTS:X/DTS-HD MA ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

ทดสอบเล่นเกมกับ PS4 ระบบเสียงแบบ 5.1/7.1 ความโดดเด่นจากลำโพงเซอร์ราวด์แยก ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้การแยกแยะตำแหน่งทิศทางเสียงเวลาเล่นเกม มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ฟอร์แม็ตเสียงจะย่อหย่อนมิติเสียงด้านสูงเมื่อเทียบกับคอนเทนต์ระบบเสียงยุคใหม่อย่าง Dolby Atmos และ DTS:X แต่ Bar 9.1 ก็ให้ทางเลือกโดยการ Up-mixed จำลองเสียงในแบบ Dolby Surround 5.1.4 ได้ด้วย

ลำโพงเซอร์ราวด์แยกอิสระจัดวางอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง ให้เสียงที่มีความโอบล้อมรอบตัวได้ดี แต่ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ขนาด 10 นิ้ว เติมเต็มเสียงย่านความถี่ต่ำได้ลึก พลังเสียงหนักแน่น ขย่มห้องได้เกินคาด

ทดลองฟังเพลงดูบ้าง โดยส่วนตัวผมชอบฟังแบบประกบลำโพงเซอร์ราวด์ไว้กับซาวด์บาร์มากกว่า ซึ่งรูปแบบนี้ขยายเวทีเสียงให้แผ่กว้าง ในขณะที่เสียงร้องจะโฟกัสอยู่ทางด้านหน้า มิติเสียงที่ได้จึงเหมาะกับการฟังเพลงรูปแบบสเตอริโอ แต่ถ้าใครอยากฟังแบบให้ Bar 9.1 จำลองเสียงโอบล้อม จะแยกลำโพงเซอร์ราวด์ออกมาใช้ฟังเพลงก็ได้นะครับแล้วแต่ชอบ ซึ่งด้วยแนวเสียงของ Bar 9.1 ที่ไม่จัด ปลายเสียงออกนุ่มนวล แม้เร่งระดับเสียงดังๆ ก็ยังฟังสบายไม่ล้าหู เคล็ดลับอยู่ที่การปรับระดับเสียงของลำโพงซับวูฟเฟอร์ให้พอดีๆ หากมือหนักปรับไว้ดังเกินไปดุลเสียงของลำโพงซับวูฟเฟอร์จะเอนเอียงไปทางย่านเบสลึกมากกว่าเบสต้น ซึ่งจะรบกวนการฟังเพลงแนวผ่อนคลายได้ครับ
มาลองฟังเสียงจริงของ JBL Bar 9.1 กันครับ
Conclusion – สรุป
นับเป็น Soundbar ลำโพงเซอร์ราวด์แยกแบบ True Wireless พร้อม Dolby Atmos Enabled Speaker ในแบบ 5.1.4 ที่ให้คุณภาพเสียงโอบล้อมรอบทิศทางได้ใกล้เคียงชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์แยกชิ้น รองรับถอดรหัสเสียงได้ถึง Dolby Atmos/TrueHD และ DTS:X/DTS-HD MA ถ่ายทอดบรรยากาศเสียงครอบคลุมเป็นสามมิติ แต่ยังคงความกะทัดรัดตัวลำโพงไม่หนา จัดวางเข้ากับทีวีหลายๆ รุ่นได้ง่ายไม่บดบังจอ การเชื่อมต่อลำโพงเซอร์ราวด์ที่ไร้สายอย่างสิ้นเชิง ดูไม่รก ติดตั้งสะดวก ใช้พื้นที่ไม่มาก จะใช้งานในคอนโดห้องไม่ใหญ่ หรือห้องรับแขกตามบ้านก็ทำได้ง่าย
ข้อดี JBL Bar 9.1
– Soundbar ตัวท็อป มาพร้อม True Wireless Surround ถอดแยกได้ พร้อมแบตฯ ในตัว ติดตั้งง่าย จัดวางสะดวก
– ตัวขับเสียงรอบทิศทาง 5.1.4 แชนเนล โดยเป็น Dolby Atmos Enabled Speakers ถึง 4 แชนเนล ให้เสียงโอบล้อมกว่า Soundbar ทั่วไป หลังการ Calibrate สามารถถ่ายทอดบรรยากาศเสียงด้านสูงได้ดี
– มี HDMI In 1 ช่อง รับสัญญาณเสียง Dolby Atmos/True HD, DTS:X/DTS-HD MA และรองรับ 4K HDR Dolby Vision Video Pass-through
– แอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ 10″ รับสัญญาณแบบไร้สาย ให้เสียงที่หนักแน่น เบสลงได้ลึก
– เชื่อมต่อเครือข่ายในบ้านและอินเทอร์เน็ต รองรับ Google Chromecast และ Apple AirPlay
ข้อเสีย JBL Bar 9.1
– เอกสาร Quick Start Guide ภาพประกอบไม่มีคำอธิบาย ดูคลุมเครือ แนะนำให้ดาวน์โหลดคู่มือการใช้งานฉบับเต็มจากเว็บไซต์ JBL
– ให้ HDMI In มาเพียงช่องเดียว จึงรองรับอุปกรณ์เชื่อมต่อได้ไม่มากนัก
– ช่วงที่ทำการทดสอบ HDMI ARC ยังไม่รองรับ Dolby Atmos – ตรวจสอบรุ่นทีวีที่รองรับที่ Connectivity
ราคา JBL Bar 9.1 29,900 บาท