รีวิว Panasonic 49DS630 รุ่นใหม่ ดีไซน์งาม ภาพดีเกินตัว!
นับตั้งแต่ Panasonic หันเหออกจากตลาด Plasma TV มาสู่ยุค LED TV ในช่วงแรกๆ ต้องยอมรับว่าลำบากกันอยู่บ้าง เพราะต้องมาจับในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่คอยติดตามการพัฒนาของ Panasonic มาโดยตลอด โดยในปีนี้ผมมองว่าเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด ทั้งในเรื่องของดีไซน์และภาพ โดยรุ่นแรกในปี 2016 ที่ทางเราจับมารีวิว ก็คือซีรีส์ DS630

Panasonic 49DS630 ราคาเปิดตัว 27,990 บาท
สเปคเบื้องต้นของ Panasonic 49DS630
- ความละเอียด Full HD (1920×1080)
- IPS LED
- Smart TV
- HDMI x 3
- Panel Drive 400Hz BMR
ดีไซน์
การออกแบบของ Panasonic ในปีนี้จะมาในโทนสีเงินทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก หรือรุ่นใหญ่ โดย 49DS630 ที่ทุกคนกำลังอ่านกันอยู่ในขณะนี้มีขาตั้งที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับบูมเมอแรง (มีใครอยากเอาไปลองขว้างไหม?) พื้นผิวไม่ได้เป็นแบบเรียบลื่น แต่จะเป็นแบบโลหะขัด ตัดกับกรอบทีวีที่เป็นสีเงินผิวเรียบตัดขอบแบบไดมอนด์คัท ขอบทีวีด้านข้างมีความหนาพอสมควรตามสไตล์ซีรีส์เลขรหัสกลาง ที่ไม่ได้เน้นความบางมากนัก

มีไฟแสดงสถานะทางด้านซ้าย

ขาตั้งทรงบูมเมอแรง แบบโลหะขัด

ขอบแบบไดมอนด์คัท

ขอบแบบไดมอนด์คัท

ตัวทีวีด้านข้างมีความหนาพอสมควร

ทางด้านหลังแผงช่องต่อจะอยู่ทางด้านขวา ปุ่มฮาร์ดคีย์อยู่ทางด้านซ้าย (กรณีหันหลังเครื่องออกมา)

ปุ่มฮาร์ดคีย์
ช่องต่อ

ช่องต่อทั้งหมดของ Panasonic DS630
- HDMI x 3
- USB x 2
- Ethernet
- Digital Audio Out
- Component
- Audio Out
- Antenna
ภาพ
Panasonic 49DS630 เป็นทีวีความละเอียด Full HD ขนาด 49 นิ้ว ถือว่าเป็นขนาดกลางไม่ถือว่าเล็กและใหญ่จนเกินไป เหมาะกับระยะชมประมาณ 1.8เมตร พาเนลเป็นแบบ IPS ดังนั้นจึงหายห่วงในเรื่องของมุมมองด้านข้าง และความสว่าง ในการทดสอบแรกผมจะพาไปหาโหมดภาพอัตโนมัติที่เหมาะสมกันก่อน เอาแบบดูได้เลยโดยไม่ต้องง้อเครื่องมือปรับภาพ โดยโหมดที่ให้มาทั้งหมดในรุ่นนี้มีด้วกยันทั้งหมด 5 โหมด คือ Dynamic, Normal, Cinema, True Cinema และ Custom จากที่ลองดูมาทุกโหมด ผมขอแนะนำโหมด Cinema หรือ True Cinema โดยถ้าอ้างอิงจากค่าที่วัดได้ โหมด True Cinema จะมีอุณหภูมิสีที่ดีที่สุด เพียงแต่ภาพจะค่อนข้างมืด ขาดรายละเอียด แนะนำว่าควรปรับระดับ Backlight เพิ่มขึ้นมา ก็จะช่วยให้ภาพสว่างขึ้น ส่วนอัตราส่วนภาพที่แนะนำให้ใช้คืออัตราส่วน 16:9 ซึ่งจะเห็นภาพแบบเต็มสัดส่วน ไม่ถูกครอปออกไป และอย่าลืมปรับ 16:9 Over Scan ให้เป็น off ด้วยนะครับ

โหมดภาพอัตโนมัติแนะนำ Cinema หรือ True Cinema

อัตราส่วน 16:9 จะได้ภาพเต็มสัดส่วนไม่ถูกครอป
สไตล์ภาพของรุ่นนี้บอกตามตรงเลยว่าดูค่อนข้างสบายตา สีสันไม่สดจนกระแทกตา หรือจืดจางจนขาดความตื่นเต้นมากจนเกินไป เหมาะกับการชมในระยะยาว ด้านภาพเคลื่อนไหวจัดอยู่ในเกณฑ์ดี น่าประทับใจ ผมได้ลองชมฉากต่อสู้ที่มีการเคลื่อนไหวค่อนข้างเร็วอย่างตอนที่ซุปเปอร์แมน แลกหมัดกับนายพลซอร์ด ดูแล้วรู้สึกลื่นไหลเป็นธรรมชาติมาก ภาพไม่กระชากให้ขาดอารมณ์

ตอนต่อสู้ภาพเคลื่อนไหวไหลต่อเนื่องดี
และใครคิดที่จะนำรุ่นนี้ไปปรับภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ดีขึ้น ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะภายในการตั้งค่าภาพมีตัวเลือกในการปรับแต่งอยู่เยอะทีเดียว ทั้งปรับจูน White Balance แบบ 2p และ CMS แม่สีหลักสามสี Red, Green, Blue นับว่าหาได้ยากกับทีวีในช่วงระดับราคาไม่เกิน 30,000 บาท โดยหลังจากที่ทางทีมงานได้ใช้เครื่องมือปรับภาพเพื่อดูว่ารุ่นนี้จะให้อุณหภูมิสีสักเท่าไหร่ และภาพที่ออกมาจะขึ้นสักแค่ไหน ซึ่งผลที่ออกมาก็ตามตารางเลยครับ อุณหภูมิสีที่ได้ถือว่าดีมากทีเดียว 6432K นอกจากจะอุณหภูมิสีแล้ว ภาพที่ได้ยังเห็นรายละเอียดมากขึ้น แน่นอนว่าเบื้องหลังส่วนหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งทำให้รุ่นนี้ดึงศักยภาพด้านสีสันออกมาได้อย่างสูงสุดก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยี HEXA Chroma Drive ด้วย

มีตัวเลือกในการปรับแต่งภาพค่อนข้างจะ Advance เลยทีเดียว


ค่าอุณหภูมิสีก่อนปรับภาพ

ค่าอุณภูมิสีหลังปรับภาพ ถือว่าเกือบจะดีมากเลย เพียงแต่มีแกว่งบ้างเล็กน้อย
เสียง
ลำโพงที่ติดตั้งอยู่บน Panasonic 49DS630 ให้กำลังขับรวม 20W (10Wx2) โหมดเสียงที่ให้มามีทั้งหมดสี่โหมด คือ Standard, Music, Speech และ User ซึ่งเท่าที่ลองฟังมาโหมดที่ผมอยากแนะนำคือ Standard เพราะเสียงพูด เสียงแบคกราวด์ดูสมดุลที่สุด และไม่อุดอู้จนเกินไป มีความเปิดมากกว่าโหมดอื่นๆ แต่จุดที่น่าสังเกตก็คือรุ่นนี้ความดังของลำโพงจะเบากว่าเกณฑ์มาตรฐานไปสักหน่อย

ถ้าอยากจะปรับแต่ง Equaliser เองก็แนะนำให้ใช้โหมด User ครับ

เสียงอยู่ในระดับมาตรฐาน แต่ติดอู้อยู่บ้าง
เพิ่มเติม
ระบบสมาร์ททีวีที่อยู่ในรุ่นนี้คือ “Smart Viera” ซึ่งเป็นระบบสมาร์ทแบบเก่า ที่มีจุดเด่นคือให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งหน้า Home Screen ได้ค่อนข้างยืดหยุ่น แต่ขอบอกว่าหนึ่งว่าแม้จะเห็นเป็นระบบสมาร์ททีวีแบบเก่า ทว่ามันก็ยังคงใช้งานได้ดีอยู่นะครับ เพียงแค่ยูสเซอร์อินเตอร์เฟซจะดูไม่ทันสมัยเท่านั้นเอง แต่พวกแอปพลิเคชันต่างๆ ก็จัดเต็มเหมือนกัน อย่างแอปพลิเคชันรุ่นใหม่อย่าง Netflix ก็มีให้ใช้

ระบบสมาร์ททีวีถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ FireFox OS แต่ก็ใช้งานได้ลื่นไหล

แอปฯ สตรีมมิ่งด้านใน ที่ใช้ดูหนังออนไลน์เยอะทีเดียว

ในสโตร์เองก็มีอีกเยอะ

Netflix แอปฯ ดูหนังที่ฮอตที่สุด ใหญ่ที่สุดในเวลานี้
อีกจุดหนึ่งที่ผมชื่นชอบคือฟีเจอร์ Viera Link หากเราเปิดฟีเจอร์นี้ไว้ เราจะสามารถใช้รีโมทของตัวทีวีในการควบคุมเครื่องเล่นต่างๆ ได้ด้วย ยกตัวอย่างในกรณีนี้ผมได้เชื่อมต่อทีวี Panasonic DS630 เข้ากับเครื่องเล่น Blu-ray Player ผ่านทางสาย HDMI โดยตรง แล้วเปิดฟีเจอร์นี้ก็สามารถเลือกแชปเตอร์ สคิปภาพ ผ่านทางรีโมททีวีได้เลย ส่วนการเล่นไฟล์ก็สบายหายห่วง เพราะรุ่นนี้สามารถเล่นไฟล์วิดีโอ ไฟล์ภาพ ไฟล์เสียงยอดนิยมได้อยู่แล้ว อย่างในการทดสอบนี้ ก็ได้ลองเปิดทั้งไฟล์ .MP4, .MKV, .MP3 ผ่านทางแอปฯ Media Player

Viera Link แนะนำเปิด On ไว้เลย

เล่นไฟล์ได้ไม่มีปัญหา

แถมท้ายด้วย YouTube ความคมชัดจะปรับเปลี่ยนไปตามอินเทอร์เน็ตของท่าน
สรุป
ข้อดีของ Panasonic 49DS630
- ดีไซน์ทันสมัย สวยงาม
- มีตัวเลือกในการปรับแต่งภาพเยอะมากกว่าทีวีทั่วไปในระดับราคาเดียวกัน
- Viera Link มีประโยชน์อย่างมาก สามารถเปลี่ยนรีโมททีวีใช้ควบคุมเครื่องเล่นได้
- บนรีโมทมีปุ่ม Netflix ใช้สำหรับเข้าถึงตัวแอปฯ วิดีโอสตรีมมิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้ได้เลย
ข้อเสียของ Panasonic 49DS630
- ฐานของทีวีอยู่ชิบขอบซ้าย – ขวา ของกรอบทีวี คนที่มีชั้นวางที่ไม่กว้างนักจะประสบปัญหาในการตั้งได้
- การปรับแต่งภาพบางอย่างค่อนข้างซับซ้อน เช่นการเลือกอัตราส่วนภาพ ผู้ใช้ที่ซื้อมาดูอย่างเดียว จะเห็นภาพที่ไม่เต็มสัดส่วนได้
- ความดังของลำโพงดูไม่สมกับพลังเสียง 20W สักเท่าไหร่ (แต่เปิดในห้องนั่งเล่นเอาอยู่และครอบคลุมอยู่แล้ว)

Panasonic 49DS630 ราคาเปิดตัว 27,990 บาท
สำหรับ Panasonic 49DS630 เครื่องนี้ โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าเหมาะกับคนที่ซีเรียส์เรื่องภาพขึ้นมาหน่อย แต่งบจำกัด เพราะถ้าอยากได้ภาพที่ดี อุณหภูมิสีเที่ยงตรง อย่างน้อยๆ ต้องมีงบไม่ต่ำกว่า สี่หมื่นบาทขึ้นไป แต่รุ่นนี้ ไม่ถึงสามหมื่นบาท ก็มีโหมดภาพ TrueCinema ที่หลังจากปรับภาพแล้วให้อุณหภูมิสีดีทีเดียว หรือถ้าใครไม่อยากปรับภาพ เลือกโหมด TrueCinema ไว้ แล้วปรับ Backlight ขึ้นหน่อยก็พอใช้งานได้เหมือนกัน นอกจากภาพแล้วยังได้ดีไซน์ที่สดใหม่อีกด้วย แต่ควรระมัดระวังเรื่องขาตั้งสักนิดหนึ่ง เพราะออกแบบมาติดกรอบจอพอดีเป๊ะ