รีวิว Samsung Odyssey G9 จอ Gaming Monitor จอ Ultra Wide ไซส์ยักษ์ที่จัดเต็มที่สุดสำหรับคอเกม!!! | LCDTVTHAILAND
วงการเกมนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในวงการที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากเกมแล้วก็อุปกรณ์ในการเล่นเกมอื่นๆ ถูกพัฒนาควบคู่กันไปด้วยไม่เว้นแม้แต่จอภาพสำหรับการเล่นเกม ปัจจุบันคนต่างต้องการจอที่มีความใหญ่และสามารถสัมผัสได้ถึงความสมจริงของเกมความโอบล้อมของภาพโดยรอบให้เปรียบเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงมากที่สุด
ด้วยความต้องการนั้นเองทำให้ Samsung เปิดตัว Samsung Odyssey G9 จอ Gaming Monitor ขนาด 49 นิ้ว แบบโค้ง ในอัตราส่วน 32:9 Ultrawide พร้อมด้วยฟีเจอร์แบบจัดเต็มที่จะตอบโจทย์เกมเมอร์อย่างครบครันในงาน CES 2020 เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา
แน่นอนว่าเกริ่นกันมาขนาดนี้หลายคนคงรู้กันแล้วล่ะว่าในรีวิวนี้ทีมงาน LCDTVTHAILAND จะพาทุกท่านไปเจาะลึกกับ Samsung Odyssey G9 กันอย่างแน่นอนจอรุ่นนี้จะโดดเด่นและยอดเยี่ยมมากแค่ไหนมาดูกันเต็มๆ ในรีวิวได้เลยครับ!!
Samsung Odyssey G9


หน้าจอขนาด 49 นิ้ว QLED (Quantum Dot LED) อัตราส่วน 32:9
ความละเอียด : 5120 x 1440 pixel
พาเนล : VA Curved
ความโค้ง : 1000R
ความสว่าง : สูงสุด 1000-nits
รองรับการแสดงผล: HDR/HDR10+
Refresh Rate : 240 Hz
Response Time : 1 ms
พอร์ต : 2x DisplayPort, 1x HDMI 2.0, 3x USB 3.0
รองรับทั้งฟีเจอร์ AMD FreeSync Premium Pro และ NVIDIA G-Sync
ราคาเปิดตัว : 45,900 บาท
ดีไซน์
Samsung Odyssey G9 เป็น Gaming Monitor ระดับเรือธงของ Samsung ในปี 2020 นี้ด้วยขนาดยักษ์ใหญ่ที่ 49 นิ้วถือว่าเป็นจอสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดที่ทีมงานเคยรีวิวมาเลย โดย G9 จะเป็นมอนิเตอร์แบบโค้งระดับ 1000R ความละเอียด 5K (5120 x 1440) บนอัตราส่วนระดับ 32:9
หากเทียบขนาดแล้วเจ้า G9 นี้เปรียบเหมือนเอาจอขนาด 27 นิ้วสองตัวมาวางไว้ติดกันแบบนั้นเลย โดยจากวัดแล้วขนาดของจอจะอยู่ที่ 1147.6 x 537.2 x 416.4 มม. (กว้าง x ยาว x ลึก) ตรงนี้ต้องบอกว่าการตั้งจอจำเป็นจะต้องมีพื้นที่ในการตั้งนิดหน่อยดังนั้นใครที่สนใจจะซื้ออย่าลืมเผื่อพื้นที่บนโต๊ะไว้ให้ดีเพราะเจ้าจอรุ่นนี้กว้างใหญ่จริงๆ
ส่วนของลูกเล่นการดีไซน์จอรุ่นนี้จะมาในธีมสีขาวสะอาดตาทางด้านหน้าจะเน้นการใช้สีดำเป็นหลังตัดกับทางด้านหลังที่จะใช้สีขาวตัดกันเสริมด้วยลวดลายแบบ Gaming พร้อมด้วยไฟ RGB ที่ทาง Samsung เรียกว่า “Infinity Core” ที่ประจำอยู่ด้านหลังตรงกึ่งกลางจอ ดูดีและเท่เอามาก

จอขนาด 49 นิ้ว มุมมองรับชมกว้างสุดๆ

จอมีความโค้งระดับ 1000R ให้ความโอบล้อมแบบสมจริง

โลโก้ Samsung เด่นชัดอยู่ตรงกลาง

รองรับฟีเจอร์ G-Sync จาก Nvidia

ด้านหลังของจอใข้สีขาวเป็นหลักตัดกับสีดำ พร้อมไฟ “Infinity Core” ติดตั้งตรงกลางอย่างสวยงาม

Infinity Core มีดีไซน์ที่คล้ายกับท่อไอพ่นของยานอวกาศ (ไฟ RGB นั้นดูสวยงามมากๆ)

มีจุดสำหรับแขวนหูฟังทางด้านหลังเพิ่มความสะดวกให้เหล่าเกมเมอร์

ตัวจอสามารถจัดซ่อนสายสัญญาณต่างๆ ได้ทางด้านหลัง

ปุ่มควบคุมเมนูแบบ Joystick ใช้งานง่าย

มีพอร์ตครบครันทั้ง DisplayPort, HDMI 2.0, USB 3.0 จะขาดไปก็คงเป็นแค่ USB-C เท่านั้น

จับคู่เข้าเซ็ตกับการเล่นเกม จากภาพจะเห็นได้ว่าจอมีความกว้างใหญ่มาก!!!

จอสามารถปรับ ก้ม-เงย, เอียง ซ้าย – ขวา และปรับระดับความสูงได้

มากันที่เรื่องภาพดีกว่า Samsung Odyssey G9 จะมาพร้อมกับหน้าจอโค้ง 1000R ความละเอียดระดับ 5K (5120 x 1440) อัตราส่วน 32:9 ร่วมกับเทคโนโลยีหน้าจอแบบ QLED จาก Samsung ทำให้ภาพที่ได้จะให้ความรู้สึกที่โอบล้อมสมจริงร่วมกับการแสดงผลสีสันที่สดอิ่มเป็นธรรมชาติเหนือจอ LED แบบทั่วไป แถมตัวจอภาพจะได้อัตรา Refresh Rate ระดับ 240Hz ตอบโจทย์การเล่นเกมในระดับที่ลื่นไหลที่สุดในท้องตลาด ณ ตอนนี้
จอรุ่นนี้ยังรองรับการแสดงผล HDR ในขั้นสูงสุดถึง HDR10+ ที่ให้การแสดงผลแสงสีต่างๆ นั้นมีความเปรียบต่างและเจิดจรัสกว่าการแสดงผล HDR10 ทั่วๆ ไป เท่านั้นยังไม่พอตัวจอยังมีฟีเจอร์ป้องกันภาพฉีกขาดจากค่ายกราฟิคชิปสองค่ายดังทั้ง G-Sync จาก Nvidia และ AMD FreeSync Premium Pro จาก AMD เรียกได้ว่าตอบโจทย์เกมเมอร์ได้แบบครบครันเลยทีเดียว
สำหรับสัมผัสแรกจากจอต้องบอกว่าตัวจอมีความกว้างใหญ่มากใครที่ไม่เคยใช้จอใหญ่ขนาดนี้อาจจะต้องปรับสายตาสักเล็กน้อยประมาณ 2 – 3 นาทีก็เริ่มชินแล้วล่ะครับ ตัวจอแม้จะมีความกว้างแต่ก็ใช้งานได้สบายตา เพราะด้วยจอที่เป็นทรงโค้ง ต่างกับจอแบนแบบปกติ จึงไม่ต้องกวาดสายตามาก บวกกับ Refresh Rate แบบ 240Hz ทำให้เวลาการใช้งานกวาดเมาส์หรือเลื่อนหน้าต่างโปรแกรมก็ทำได้ดีลื่นตาแน่นอนว่ารวมไปถึงการเล่นเกมด้วยเช่นกัน
โดยเมื่อเราพูดถึงเกมในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่ก็จะรองรับอัตราส่วนภาพแบบ 32:9 อยู่แล้วทำให้เวลาเล่นเกมเราก็จะได้ประโยชน์จากอัตราส่วนความกว้างระดับนี้ไปด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นเกมแบบ FPS, MOBA หรือแม้แต่เกม Racing หรือ Flight Sim รวมไปถึงเกมฟุตบอลอย่าง FIFA ก็ทำได้เป็นอย่างดี

รองรับ Refresh Rate 240Hz ลื่นไหลสบายตา

รองรับ FreeSync ด้วยเช่นกันไม่เกิดอาการ Screen Tearing

รองรับฟีเจอร์ G-Sync จาก Nvidia
Samsung Odyssey G9 มีโหมดภาพหลากหลายโหมดภาพโดยโหมดโรงงานที่เราแนะนำให้เลือกใช้ก็คือโหมดภาพ Custom เพราะมีค่าการแสดงผลสีสันที่เที่ยงตรงมากที่สุดโดยจากการวัดค่าการแสดงผลด้วยเครื่องมือของทีมงาน LCDTVTHAILAND พบว่าตัวจอสามารถแสดงผลได้ครอบคลุมมาตรฐานการแสดงผลสีแบบ DCI-P3 ได้มากถึง 87.81% (UV) ในส่วนของมาตรฐาน Rec2020 ก็สามารถทำได้ที่ 68.2% (UV)
โดยค่าความผิดเพี้ยน (Grayscale Avg dE) อยู่ที่ 4.1 เท่านั้นในการแสดงผลแบบ SDR และในโหมดการแสดงผลHDR ก็จะอยู่ที่ 4.1 เท่ากัน (G9 จะใช้การตั้งค่าแบบ SDR และ HDR ร่วมกัน) รวมแล้วการแสดงผลก่อนปรับภาพถือว่าทำน่าพอใจ
สำหรับความสว่างสูงสุดของจอรุ่นนี้ในโหมดการแสดงผลแบบ HDR อยู่ที่ 660 nits (ด้วยการวัดความสว่างแบบทั่วทั้งจอ) ส่วน Peak Brightness ทาง Samsung เคลมไว้ที่ 1000 nits (HDR1000) ซึ่งถือว่าสูงกว่ามอนิเตอร์ทั่วไปหลายเท่า ค่า Response Time อยู่ที่ 1ms เท่านั้นในโหมดภาพแบบ 240Hz เรียกได้ว่าลื่นไม่มีภาพหน่วงหรืออาการ Ghosting ให้เห็นเลย และ HDMI Input lag จะอยู่ที่ 22 ms เท่านั้นตอบสนองได้เฉียบคมฉับไวทันใจแน่นอน

โหมดภาพมีให้เลือกหลากหลายแต่ถ้าโหมดที่เราแนะนำก็เป็นโหมดภาพ Custom นี่เลย

ค่าการแสดงผลแบบ SDR ก่อนการปรับแต่งของ G9

ค่าการแสดงผลแบบ HDR ก่อนการปรับแต่ง
เรื่องของสีสันของจอและความสว่างเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าชื่นชมเจ้า G9 ครับเพราะด้วยเทคโนโลยี Quantum Dot ที่ทำให้ภาพนั้นดูสดอิ่มบวกกับจอที่สามารถทำระดับความสว่างได้สูงเหนือกว่าจอ Gaming Monitor รุ่นอื่นๆ ที่อยู่ในตลาด และอีกจุดที่เกี่ยวกับเรื่องแสดงผลก็คือเจ้าจอรุ่นนี้มีฟีเจอร์พิเศษอย่าง Local Dimming ด้วยทำให้เวลาเล่นเกมหรือรับชมคอนเทนต์ที่มีความมืดหรือจุดเปรียบต่างของแสงตัวจอก็สามารถแสดงผลสีดำได้ดีกว่าจอมอนิเตอร์ที่ไม่มีฟีเจอร์นี้
การดูหนังบน G9 จะมีส่วนที่เป็น Black bar ด้านข้างเพิ่มเข้ามาเพราะว่าจอมีอัตราส่วนการแสดงภาพที่ 32:9 ไม่ใช่ 16:9 แบบจอทั่วไปแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่อะไรเพราะส่วนใหญ่ภาพยนตร์จะมีการถ่ายทำที่อัตราส่วน 16:9 หรือ 21:9 การที่ภาพไม่เต็มเจอนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับแถมยังมีข้อดีอีกนิดหน่อยก็ตรงที่ถ้าเป็นคอนเทนต์ที่อัตราส่วน 21:9 เราก็จะเห็นขอบดำด้านข้างน้อยลงไปอีกนิดแถมยังไม่มีขอบบน – ล่างซะด้วย

ดูหนังก็ทำได้เหมือนกันแต่อาจจะมีการเพิ่ม Black Bar ด้านข้างเพิ่มขึ้นมา

เล่นเกมจอใหญ่เต็มตาในอัตราส่วนแบบ Ultrawide

อัตราส่วนแบบ 32:9 เวลาเราเล่นเกม FIFA ทำให้เราเห็นได้เกือบทั้งสนามเลยสะใจสุดๆ

กับเกม FPS ที่ให้บรรยากาศโอบล้อมที่มากกว่าจอ 16:9 ทั่วไป

เกมหรือคอนทนต์ที่เป็น 16:9 ก็สามารถยืดให้เต็มสัดส่วน 32:9 ได้แต่สัดส่วนจะเพี้ยนไปจากเดิม
การทดสอบของทีมงาน LCDTVTHAILAND ของเราไม่ได้มีแค่นี้เท่านั้นหลังจากการวัดค่าการแสดงผลต่างๆ แล้วเราจึงได้ทำการปรับภาพของเจ้า G9 เพื่อให้จอสามารถแสดงศักยภาพสูงสุดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากการปรับค่าแล้วถือว่า G9 นี้เป็นอีกหนึ่ง Gaming Monitor ที่มีการแสดงผลที่เที่ยงตรงพอสมควรทั้งการแสดงผลแบบ SDR และ HDR
โดยหลังจากการปรับแต่งค่าภาพจากโรงงานแล้วในการแสดงผลแบบ SDR ค่าความผิดเพี้ยน (Grayscale Avg dE) จะลดลงมาเหลือที่ 2.6 และในโหมดการแสดงผลแบบ HDR จะเหลือเพียง 3 เท่านั้นและค่าการครอบคลุมเฉดสีก็มีการขยับขึ้นไปถึง 96.28% (UV) ของมาตรฐาน DCI-P3 ในส่วนของมาตรฐาน Rec2020 ก็ขยับขึ้นมาถึง 72.29% (UV) นับว่าครอบคลุมการแสดงผลสีได้มากกว่าก่อนปรับภาพไปอีก

ค่าการแสดงผลแบบ SDR หลังจากมีการปรับแต่ง การแสดงผลดูดีขึ้นไปอีกระดับ

การแสดงผลแบบ HDR ก็ดูดีขึ้นด้วยเช่นกัน

หลังจากการปรับภาพการแสดงผลที่เที่ยงตรงอยู่แล้วก็เที่ยงตรงมากกว่าเดิม สามารถใช้ทำงานได้เลย

สีสันดูดีขึ้น
เพิ่มเติม

ต้องบอกเลยว่า Samsung G9 รุ่นนี้เป็นหนึ่งในจอ Gaming Monitor ที่น่าจะมีฟีเจอร์อัดแน่นที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้ก็ว่าได้ซึ่งในส่วนของ Extra เราจะค่อยๆ มาเจาะกันทีละส่วนโดยในส่วนนี้เราจะเริ่มที่ “Infinity Core” หรือไฟ RGB ข้างหลังเครื่องที่เป็นจุดเด่นของ G9 กันสำหรับส่วนนี้มีลูกเล่นที่เกมเมอร์ชื่นชอบกันแน่นอนเพราะว่าเราสามารถตั้งค่าแสงสีไฟทางด้านหลังได้ผ่านเมนูในเครื่องโดยไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟท์แวร์เลยการปรับก็ทำได้ง่ายเพียงแค่เข้าไปในเมนูของหน้าจอก็สามารถเลือกสีสันและรูปแบบแสงไฟได้ทันที

การตั้งค่ารูปแบบไฟของ Infinity Core

สามารถเลือกเปิด-ปิดแสงไฟ Infinity Core ได้จากหน้าเมนูนี้

เลือกรูปแบบการแสดงผลแสงไฟจากตรงนี้

เลือกแสงสีของ Infinity Core ได้ผ่านหน้าเมนูนี้ได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องปรับผ่านโปรแกรมเลย
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มาก สำหรับใครที่ต้องการแสดงภาพหลายจอในเวลาเดียวกันก็สามารถใช้ฟีเจอร์ PiP และ PbP ได้ ยกตัวอย่างเช่นจอฝั่งหนึ่งจะเปิดภาพจาก PS4 และอีกจอหนึ่งจะเปิดภาพจาก PC ตัวจอ Samsung G9 นี้ก็รองรับทั้งสองรูปข้างต้น โดยเราสามารถเปิดได้ผ่านเมนูการตั้งค่าบนหน้าจอเช่นเดิม

เปิดการตั้งค่า PiP/PbP ได้จากตรงนี้เลย การตั้งค่าต่างๆ ทำได้ผ่านหน้าเมนูตรงนี้

โหมดภาพแบบ PiP แทรกหน้าจอใช้งานจาก 2 อุปกรณ์ภายในจอเดียว

โหมดภาพแบบ PbP ก็จะเป็นการแบ่งหน้าจอกันแบบครึ่งต่อครึ่งจาก 2 อุปกรณ์พร้อมๆ กันเหมือน PiP
ส่วนใครที่คิดว่าการใช้จอที่ใหญ่ขนาด 49 นิ้วนั้นจะทำให้การจัดเรียงโปรแกรมบนหน้า Desktop นั้นวุ่นวายและยืดยาวออกไปจนไม่เป็นสัดส่วนก็ไม่ต้องกลัวไปเพราะว่าทาง Samsung นั้นมีแอปที่ชื่อว่า Easy Setting Box สำหรับการจัดการสัดส่วนหน้าจอให้เป็นสัดส่วนได้ตามรูปแบบการใช้งานของแต่ละคนได้โดยเราสามารถแบ่งหน้าจอได้สูงสุดถึง 6 ส่วนด้วยกัน

สามารถแบ่งหน้าจอเป็นสัดส่วนได้ผ่านโปรแกรม Easy Setting Blog เพิ่มความสะดวกในการเปิดโปรแกรมหลายๆ หน้าต่างพร้อมกัน (ในภาพเป็นการแบ่งหน้าจอแบบ 4 ส่วน)

และสำหรับเกมเมอร์สาย FPS เจ้าจอรุ่นนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ Aim Point Assistant ไว้ให้ใช้งานได้ด้วย (สามารถปรับความเอียงของเป้าหรือแบบเป้าได้ด้วยเหมือนกัน)
สรุป
Samsung Odyssey G9 ถือว่าเป็น Gaming Monitor ที่มีความสามารถรอบด้านและครบเครื่องที่สุดในตอนนี้ทั้งจอที่กว้างใหญ่ในระดับ 49 นิ้ว มีอัตราส่วนภาพแบบ Ultrawide 32:9 รองรับ HDR10+ ด้วย Refresh Rate 240Hz เท่านั้นยังไม่พอยังมี G-Sync จาก Nvidia และ FreeSync Premium Pro จาก AMD
ยังไม่นับรวมฟีเจอร์อื่นๆ ที่อัดแน่นมาในจอรุ่นนี้อีกทั้งไฟ “infinity Core”, ฟีเจอร์ Local Dimming, Aim Assistant ที่เกมเมอร์นั้นจะได้ใช้งานอย่างเต็มที่แน่นอน แต่ด้วยฟีเจอร์ที่แน่นขนาดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยกับค่าตัวที่มีราคาสักหน่อย
อย่างไรก็ตามหากคุณเป็นเกมเมอร์ที่มีงบประมาณและพร้อมจะจ่ายเงินให้กับความสุดของที่สุดเพื่อประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือกว่าคนอื่น Samsung Odyssey G9 ถือว่าเป็นมอนิเตอร์ที่เหมาะสมแล้วล่ะครับ
ข้อดี
1.ความละเอียดระดับ 5K หน้าจอใหญ่ 49 นิ้วเต็มตาในอัตราส่วน 32:9
2.รองรับ Refresh Rate 240 Hz
3.รองรับการแสดงผลแบบ HDR รวมไปถึง HDR10+
4.ลูกเล่นจัดเต็มทั้งไฟ RGB, ฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์
5.ดีไซน์สวยงาม
6.จอโค้งให้มุมที่โอบล้อมกว่าจอแบนปกติ
ข้อสังเกต
1.ต้องใช้พื้นที่ติดตั้งมาก
2.ไม่มี USB-C
3.ต้องมีคอมพิวเตอร์ที่สเปคแรงพอสมควรถึงจะใช้งานจอได้แบบเต็มประสิทธิภาพ