รีวิว Samsung The Sero ทีวีสุดล้ำ!! หมุนจอเป็นแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ได้
ต้องยอมรับว่า Samsung นอกจากจะเป็นเจ้าตลาดกินยอดขายเป็นอันดับ 1 จนได้ชื่อว่า Samsung Global No.1 TV 14 years (ยอดขายทีวีอันดับ 1 เป็นเวลา 14 ปี) ยังเป็นแบรนด์ที่คิดค้น พัฒนาทีวีที่มีความเข้ากันกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้มากขึ้น เริ่มตั้งแต่ The Frame, The Serif จนมาถึง The Sero ทีวีที่ออกแบบมาสำหรับคนยุคใหม่ ล้ำสมัย เพราะเป็นทีวีที่จะดูแนวตั้งก็ได้ แนวนอนก็ดี แถมเป็นทีวีที่วางตั้งกับพื้นไม่ใช่วางบนชั้นเหมือนทีวีทั่วไป


สเปคเบื้องต้น Samsung The Sero
• ขนาด 43″
• ความละเอียด 4K (3840×2160)
• หมุนจอภาพเป็นแนวตั้ง/แนวนอนได้
• Tizen OS Smart TV
• รองรับการเชื่อมต่อ Wireless LAN/ Bluetooth
• ราคาเปิดตัว 59,990 บาท
ดีไซน์
The Sero ชื่อของรุ่นนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาเกาหลี 세로 ซึ่งแปลว่า “แนวตั้ง” ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมรูปแบบพื้นฐานการแสดงผลจึงเป็นแนวตั้งเป็นหลัก สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่แม้จะดูคลิปวิดีโอบนสมาร์ทโฟนก็ยังไม่หมุนจอเป็นแนวนอน แต่กลับดูแนวตั้งแทน และถ้าเราสังเกตกันให้ดีวิดีโอรีวิว วิดีโอสร้างสรรค์ต่างๆ บางครั้งก็มีทำคลิปเป็นแนวตั้งโดยเฉพาะแล้ว

ภาพรวมของการดีไซน์ดูไปจะคล้ายๆ กับสมาร์ทโฟนแบบสไลด์พอสมควร เพียงแต่ด้านล่างของสมาร์ทโฟนแบบสไลด์จะเป็นแป้นตัวเลข แต่ The Sero จะเป็นลำโพง 4.1 แชนแนล กำลังขับ 60W บุด้วยผ้าสีน้ำเงินเข้ม และที่บริเวณด้านล่างขวาเราจะเห็นโลโก้ Samsung ประดับเอาไว้ด้วย ส่วนด้านล่างซึ่งเป็นฐานตั้งของ The Sero จะถูกยกลอยสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อย นอกจากขาตั้งแบบธรรมดาแล้ว เรายังสามารถติดตั้งขาแบบล้อเลื่อนเสริมเข้าไปเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายได้ด้วย
ด้วยความที่ออกแบบมาให้ตั้งบนพื้นโดยเฉพาะ ทีมออกแบบจึง “ตั้งใจ” ให้ทีวีแหงนไปทางด้านหลังประมาณ 10 องศา เพื่อให้สายตาของผู้ชมเวลานั่งอยู่บนโซฟา เวลามองมาที่จอของ The Sero แล้วก็จะขนานกันพอดิบพอดี

ด้านข้างเหมือนสมาร์ทโฟนแบบสไลด์

กรอบมุมมีมิติ

ด้านล่างเป็นลำโพงบุผ้าสีน้ำเงินเข้มเข้ากับตัวบอดี้เป็นอย่างดี

ด้านหลังมีปุ่มเปิด/ปิด เครื่อง
ที่ด้านหลังของตัวเครื่องแน่นอนว่าต้องเป็นกลุ่มช่องต่อ ในภาพรวมถึงช่องต่อของ The Sero ดูจะน้อยกว่าทีวีทั่วไปอยู่บ้าง แต่พอร์ตหลักที่สำคัญก็ให้มาเพียงพอต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น HDMI, USB, Antenna ในการต่ออินเทอร์เน็ตรองรับผ่านทาง Wi-Fi 5 กลุ่มช่องต่อเหล่านี้จะมีฝากรอบหลังปิดทับไว้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังช่วยป้องกันฝุ่นละอองด้วย

ลำโพงวูฟเฟอร์

ช่องต่อคัดเฉพาะที่จำเป็นต่อการใช้งาน

หากสายสัญญาณไม่ใหญ่มาก สามารถร้อยเก็บกับฝาหลังเพื่อความเรียบร้อยได้

ปิดกรอบฝาหลัง สวยงาม ลงตัว!

One Remote ของ The Sero เป็นสีขาว และจะมีปุ่มลัดสำหรับหมุนการแสดงผลโดยเฉพาะ
ภาพ
The Sero เป็น QLED TV ขนาด 43” พาเนลแบบ IPS (เจอไม่บ่อยในแบรนด์ Samsung) ความละเอียด 4K รองรับภาพ HDR ทั้งแบบ HDR 10+ และ HLG เห็นได้ว่าแม้ตัวเครื่องจะจัดอยู่ในหมวดไลฟ์สไตล์ แต่สเปกก็ไม่แพ้ทีวีซีรีส์ท็อปของตัวเอง อย่างในโหมดภาพอัตโนมัติก็มีโหมดใหม่อย่าง Filmmaker Mode ใส่มาให้เหมือนกัน จุดเด่นของโหมดนี้คือเป็นโหมดที่แสดงสีสันของทีวีให้ตรงกับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด
*QLED (Quantum-Dot Light-Emitting Diode Television) เทคโนโลยีทีวีขั้นท็อปของ Samsung ที่จะอยู่ใน LED TV ซีรีส์ท็อปของ Samsung เท่านั้น มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถแสดงสีสัน และขอบเขตสีมากกว่า LED TV ทั่วไป
ส่วนในการใช้งานจริง โหมดภาพอัตโนมัติที่แนะนำจากโรงงาน เลือกปุ๊บ ใช้ได้ปั๊บ ก็ย่อมไม่พ้นสองโหมดนี้ นั่นคือ Movie กับ Filmmaker Mode สองโหมดนี้มีโทนสีภาพที่ใกล้เคียงกัน ดูสบายตา ไม่รุกเร้า ต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของความสว่าง หรือถ้าใครคิดว่าสองโหมดนี้มันดูไม่รุกเร้าตาเท่าไหร่ ก็สามารถใช้เป็นโหมด Standard ก็ได้ เพียงแต่ความเที่ยงตรงของสีสันจะสู้สองโหมดแรกที่แนะนำไม่ได้นะ

โหมดภาพ Movie กับ Film Maker Mode ให้สีสันดูสบายตา อุณภูมิสีเที่ยงตรงใช้ได้
ในโหมด HDR ความสว่างสูงสุด (Peak Brightness) ของ The Sero ทำได้สูงสุดอยู่ที่ราว 527 nits ในโหมดภาพ Standard และ 471 nits ในโหมดภาพ Film maker Mode แสดงสีสันตามมาตรฐาน DCI-P3 90.04/94.41% (xy/uv) สามารถเทียบเท่ามาตรฐาน 65.52/71.44% (xy/uv) ของ Rec2020 ค่าดังกล่าวที่วัดออกมาได้ถือว่ามีความสูสีกับตัว Samsung Q80T ได้เลย และจากค่าเฉลี่ยความผิดเพี้ยนของ Grayscale Avg. dE ที่ 4.6 ก็ถือว่าทำได้ดีใช้ได้ ยิ่งพอได้ปรับภาพ ค่าเฉลี่ยก็ลดลงเหลือเพียง 2.4 เท่านั้น

ค่าก่อนปรับภาพ สังเกตได้ว่าภาพจะอมน้ำเงิน

หลังปรับภาพดึงน้ำเงินลงมา สีสันดีขึ้นทันตาเห็น

หลังปรับสีขาวจากหมวกกันน็อคไม่ติดโทนเย็นแล้ว ผิวหน้าคนก็ดูเป็นธรมชาติขึ้น
ด้านการรับชมภาพแบบ SDR ก็ยังคงแนะนำให้ใช้โหมดภาพอัตโนมัติสองโหมดเดิม คือ Movie และ Filmmaker Mode เพราะผลจากการใช้เครื่องมือวัด (จริงๆ มองด้วยตาก็ทราบได้ไม่ยาก) ค่าอุณหภูมิสีของ Filmmaker Mode จะเฉลี่ยอยู่ที่ 7018K ถือว่าใกล้เคียงกับค่าอุณหภูมิสีอุดมคติ 6500K มากที่สุด และถ้าใครเลือกใช้โหมดนี้แล้วเห็นว่าความสว่างน้อยเกินไป ก็สามารถปรับ Backlight ขึ้นมาอีกได้

ปรับภาพแล้วอุณหภูมิสีดีมาก
ไม่ใช่แค่การดูหนัง แต่เมื่อเอา The Sero มาต่อใช้งานเพื่อเล่นกับเกมคอนโซลก็ทำงานได้ดีไม่แพ้กัน เพราะตัวเครื่องมี “Game Mode” ที่เอาไว้ใช้ตอนเล่นเกมโดยเฉพาะ ในโหมดนี้ตัวเครื่องจะตัดการทำงาน ฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นอื่นๆ ทิ้งไป เพื่อให้ค่า Input lag ที่ได้ออกมาต่ำที่สุด (ค่า Input lag ยิ่งต่ำยิ่งดี) ซึ่งจากที่ใช้เครื่องมือวัด ผลออกมาอยู่ที่ 33.2ms ในกรณีที่เปิด Game Motion Plus แต่ถ้าหากปิดจะเหลือเพียง 9.9ms เท่านั้น

Input lag ต่ำ
เสียง
ด้วยลำโพง 4.1 แชนแนล กำลังขับ 60W เสียงที่ The Sero ถ่ายทอดออกมาย่อมต้องไม่ธรรมดา ฟังครั้งแรกก็รู้เลยศักยภาพไม่แพ้ซาวด์บาร์หลายพันบาทในท้องตลาดปัจจุบัน เนื้อเสียงมีน้ำหนัก ไม่บางเกินไป เสียงพูดเกลี่ยระดับได้ใกล้เคียงกับเสียงประกอบ ไม่ลอยเด่นออกมา เสียงเบสก็กำลังดีถึงจะไม่ได้ลูกใหญ่ ตึงตัง แต่ก็เหมาะกับขนาดตัวแล้ว เพียงแต่สเตจเสียงไม่กว้าง เพราะชุดลำโพงอยู่บริเวณกึ่งกลางทีวี

โหมดเสียงที่ให้มา มีด้วยกันทั้งหมดสองโหมดคือ Standard กับ Amplify สองโหมดนี้มีความต่างกันอย่างชัดเจน โดยโหมด Standard เสียงจะเปิด รายละเอียดดี ส่วนโหมด Amplify เสียงจะหนักแน่นกว่า เพียงแต่จะขาดรายละเอียดเสียงเล็ก เสียงน้อยไปบ้าง ใครชอบสไตล์เสียงแบบไหนก็เลือกใช้งานได้ตามใจของตัวเองได้เลย
เพิ่มเติม
ลูกเล่นที่น่าสนใจที่สุดของ The Sero คือเราสามารถปรับจอแสดงผลของทีวีให้เป็นแนวตั้ง (Portrait Mode) หรือแนวนอน (Landscape Mode) ได้อย่างที่บอกไปในตอนต้น ประโยชน์สูงสุดของจอแสดงผลแบบแนวตั้งทำให้เราสามารถดูคลิปวิดีโอใหม่ๆ ที่มักทำมาในแนวตั้งได้แบบเต็มจอ หรือคลิปวิดีโอแบบเก่าที่เป็นแนวนอนก็ดูแบบเต็มจอได้ด้วย อย่างในภาพตัวอย่างก็เป็น MV ของ Billie Eilish เพลง You should see me in a crown ที่ทำออกมาในแบบแนวตั้งโดยเฉพาะ มียอดรับชมแล้วถึง 210 ล้านครั้ง
ในปัจจุบันแม้แอปฯ ที่มีอยู่บน Tizen OS จะยังไม่ได้รองรับการแสดงผลแบบแนวตั้ง เช่น แอปฯ YouTube พอเปิดแล้ว The Sero จะเข้าสู่แนวนอนโดยอัตโนมัติ ดังนั้นในปัจจุบันหากอยากดูคลิปแบบแนวตั้ง ในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยกันสองวิธีคือเปิดคลิปผ่านเว็บบราวเซอร์ หรือใช้วิธี Screen Mirroring ผ่านทางสมาร์ทโฟน และถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นถ้าเป็นสมาร์ทโฟนของ Samsung ด้วยกันเองแล้ว ตัว The Sero สามารถหมุนจอให้เป็นแนวตั้ง หรือแนวนอนตามสมาร์ทโฟนที่เราหมุนได้เลย

หากเป็นแอปฯ YouTube บน The Sero ทีวีจะหมุนจอเป็นแนวนอนอัตโนมัติ

เปิดผ่านบราวเซอร์ สามารถแสดงผลในแนวตั้งได้

เปิดผ่านบราวเซอร์ เลือก MV ที่ทำแบบแนวตั้งโดยเฉพาะ ดูเต็มตา

แคสต์ภาพจากสมาร์ทโฟนดูแนวตั้งได้สบาย

หมุนจออัตโนมัติตามสมาร์ทโฟน
*ในอนาคตแอปฯ TikTok จะถูกติดตั้งลงบนทีวี Samsung และจะพัฒนาให้สามารถเล่นในแนวตั้งได้ในอนาคตด้วย
เพื่อให้การใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนเป็นไปได้อย่างสะดวก และง่ายดายมากขึ้น The Sero ได้เพิ่มฟีเจอร์ Tab View เข้ามาด้วย ฟีเจอร์นี้เพียงแค่เราเอาสมาร์ทโฟนไปแตะที่ขอบของตัวเครื่อง ภาพบนสมาร์ทโฟนก็จะถูกส่งขึ้นไปแสดงบน The Sero โดยอัตโนมัติ สะดวกสบาย ง่ายดายมาก

Tab View เพียงแค่แตะก็เอาภาพส่งขึ้นจอได้ทันที
ลูกเล่นอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจของ The Sero คือมีหมวดการแสดงผลพิเศษ เช่นนาฬิกาดิจิตอล ภาพกราฟิก ภาพถ่ายสวยๆ เอาไว้โชว์แขกไปใครมาในเวลาที่ไม่ได้ใช้งานทีวี (อารมณ์เหมือนภาพพักหน้าจอของสมาร์ทโฟน) ซึ่งก็มีความคล้ายคลึงกับ The Frame ที่จะมีโหมดไว้สำหรับแสดงภาพถ่ายโดยเฉพาะ เพียงแต่ตัว The Sero มีโหมดการแสดงผลหลากหลายกว่าตั้งแต่ Clock, Poster, My Photo, Cinemagraph และ Sound Wall

โหมดการแสดงภาพกรณีพักหน้าจอ

มี Ambient Mode ด้วย
การใช้งานสมาร์ททีวี Tizen OS บน The Sero ก็จะเหมือนกันกับซัมซุงสมาร์ททีวีในรุ่นอื่นๆ มีแอปฯ ชั้นนำครบครันไม่ว่าจะ Netflix, YouTube, Amazon Prime Video, VIU, AIS Play, HBO Go และยังสามารถดาวน์โหลดแอปฯ อื่นๆ เพิ่มเติมได้บนสโตร์

Netflix

Apple TV

VIU

AIS Play

HBO Go

ดาวน์โหลดแอปฯ เพิ่มเติมได้บนสโตร์
สรุป

ดาวน์โหลดแอปฯ เพิ่มเติมได้บนสโตร์
ข้อดีของ Samsung The Sero
1. ดีไซน์สวยงามแปลกใหม่
2. ออกแบบวิธีการจัดเก็บสายสัญญาณได้ดี
3. จะเป็นวิดีโอแบบแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ดูภาพได้เต็มจอ
4. ลำโพงเสียงดีไม่แพ้ซาวด์บาร์ระดับเริ่มต้น – กลาง
5. มีโหมดการแสดงภาพพักจอที่หลากหลาย
6. จอสามารถหมุนได้อัตโนมัติตามการหมุนของสมาร์ทโฟน
ข้อจำกัดของ Samsung The Sero
1. ไม่มีช่อง Optical Digital และ LAN (Ethernet)
2. หากสายสัญญาณเส้นใหญ่จะไม่สามารถเก็บสายกับขาตั้งได้
3. แอปฯ ปัจจุบัน บน Tizen OS ยังไม่รองรับการแสดงผลแบบแนวตั้ง (ถ้าอยากดูคลิปแนวตั้งต้องเข้าผ่านบราวเซอร์ หรือ Screen Mirroring)
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงจะรู้แล้วว่า The Sero ไม่ใช่ทีวีไลฟ์สไตล์ธรรมดาๆ แต่นี่คือทีวีที่ผสานความเป็นยุคใหม่ และ “เทรนด์” ในอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบดูคลิปวิดีโอจากสตรีมเมอร์ ยูทิวบ์เบอร์ทั้งหลาย ไม่ว่าเขาจะทำคลิปแนวตั้ง หรือแนวนอนมาก็สามารถชมได้แบบเต็มตา เต็มจอได้ทั้งหมด พลังเสียงก็ไม่แพ้ซาวด์บาร์ ในด้านอื่นๆ ก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ทีวีเกรดพรีเมี่ยมอื่นๆ เลย ใครที่ชอบความล้ำสมัย ตามเทรนด์ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต The Sero จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่ามอง ด้วยปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลนี้ ในการประกาศรางวัล Best of The Best AWARDS 2020 – 2021 สาขา Innovation of The Year Award จึงขอยกให้รุ่นนี้ไปครอบครอง