ข้ามไปที่เนื้อหา
|

รีวิว Sony 65A8F 4K HDR OLED TV ถอดแบบ A1 ในราคาท้าให้เป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งกว่า !!?

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 04 Mar 2022 0 ความคิดเห็น

Sony 65A8F 4K/UHD HDR OLED TV

ถอดแบบ A1

ในราคาท้าให้เป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งกว่า !!?

หลังจากเปิดตัว OLED TV เครื่องแรกของโลก (XEL-1 ขนาดจอภาพ 11 นิ้ว) เมื่อปี 2008 ก็หายหน้าไปจากตลาด OLED TV อยู่พักใหญ่ๆ ทว่าในปี 2017 Sony กลับมาทวงคืนบัลลังก์ได้อย่างเต็มภาคภูมิด้วยรุ่นเรือธง A1 และพยายามตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้งด้วย “A8F” รุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2018 นี้

โลกนี้ไม่มีสิ่งใดเพอร์เฟ็กต์ มันอาจจะดีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ด้วย “พัฒนาการ” จึงทำให้มีของใหม่ที่ดีกว่า และหน้าที่ของผู้ผลิตที่ดีก็คือ การปรับปรุงสินค้าให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ หากทำได้ ย่อมประสบความสำเร็จและได้ไปต่อ… ถึงแม้การวางตำแหน่งรุ่น A8F ของ Sony ทำให้เป็นรองในแง่ของความพรีเมียมเมื่อเทียบกับ A1 (ปัจจุบันยังคงเป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์จวบจนถึงวันนี้) แต่ในเมื่อเป็นสินค้าเทคโนโลยี “รุ่นใหม่” ย่อมได้เปรียบในหลายแง่มุม จุดเด่นของ A8F จะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวมาพิสูจน์กันครับ


ดีไซน์

ขอย้อนกลับไปดูดีไซน์ของ A1 สักหน่อย “ความพิเศษ” ในอีกมุมหนึ่งก็มาพร้อมความซับซ้อนที่สร้างความยุ่งยากเวลาติดตั้งอยู่บ้าง ที่ชัดเจนเลย คือ โครงสร้างขาพับด้านหลังที่ทั้งหนาและหนัก เมื่อกางขาออกจะกินพื้นที่ความลึกของชั้นวางพอตัวที่ประมาณ 33.9 ซม. ซึ่งมากกว่าความต้องการของทีวีปกติทั่วไปอยู่สักหน่อย แต่ประเด็นเหล่านี้คงไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เพราะคงไม่มีใครยกย้ายตำแหน่งทีวีกันบ่อยๆ เตรียมการครั้งแรกทีเดียวก็คงตั้งยาว

ดีไซน์ของ A8F กันบ้าง การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการปรับปรุงแก้ไขปัญหาความยุ่งยากในการติดตั้งที่ผ่านมาของ A1 หลายท่านเห็น A8F แล้ว อาจไม่รู้สึกหวือหวาตื่นเต้นเท่ากับรูปลักษณ์ของ A1 แต่เชื่อว่ายังดูพรีเมียมบนพื้นฐานของความเรียบง่าย (Minimalist Design) จากวัสดุและรูปทรงที่ให้ความกลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมตามคอนเซ็ปต์ “Slice of Living”

ฐานตั้งถูกเปลี่ยนมาใช้รูปแบบแผ่นโลหะบางเฉียบรองรับแนบชิดใต้ส่วนล่างของจอภาพ มองเผินๆ ในบางมุมก็เหมือนว่าแผ่นจอทีวีตั้งอยู่บนพื้นชั้นวางตรงๆ ภาพลักษณ์ดูคล้าย “One Slate” ของ A1 อยู่เหมือนกัน

ผลพลอยได้สำคัญของการเปลี่ยนโครงสร้างฐานตั้งเป็นลักษณะนี้ คือ การประกอบติดตั้งที่ทำได้ง่ายกว่ารูปแบบบานพับของ A1 แถมน้ำหนักเบา ไม่เทอะทะ กินเนื้อที่ชั้นวางไม่มาก ต้องการความลึกเพียง 25.5 ซม. และยังทำให้จอทีวีตั้งตรง ไม่ได้บังคับเอนหลัง 5 องศา แบบ A1 (ซึ่งไม่ว่าเอนหลังหรือตั้งตรงก็เป็นทั้งข้อดี และข้อเสียในเวลาเดียวกัน ขึ้นกับระดับความสูงของชั้นวางและระยะรับชม แต่รูปแบบตั้งตรงดูบริหารจัดการในสภาพการติดตั้งใช้งานทีวีโดยทั่วไปได้ง่ายกว่า)

และเมื่อแขวนผนัง เพียงถอดฐานรองรับออก โครงสร้างโดยรวมของจอทีวีจะมีความบางเพียง 7.6 ซม. ดูแนบชิดกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับผนังมากยิ่งขึ้น

รูปลักษณ์ที่ลงตัวจากความบางของโครงสร้างจอรับภาพ 65A8F ยืนยันกันด้วยรูปนี้

การคำนึงถึงความสวยงามด้านหลังทีวีด้วยโครงสร้างปิดบังช่องต่อโดยแบ่งฝาครอบออกเป็น 3 ชิ้น เพื่อช่วยในการจัดระเบียบซ่อนสายสัญญาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยดูสะอาดตาที่ด้านหลังของทีวีดูไม่รกรุงรัง

สวิทช์เพาเวอร์ติดตั้งทางด้านหลังส่วนล่าง เยื้องไปทางฝั่งขวา (เมื่อมองจากด้านหลัง)

 

ช่องต่อ

จำนวนอินพุตหลักเท่ากับ A1 คือ HDMI In 4 ช่อง (รองรับ ARC ที่ HDMI In 3), USB 3.0 1 ช่อง, USB 2.0 2 ช่อง, Analog Video Input (3.5mm Composite) 1 ช่อง

Digital Audio Out (Optical) 1 ช่อง, Audio/Headphone Out (3.5mm) 1 ช่อง, DVB-T2 Antenna In และ Ethernet (LAN) In พร้อม Wi-Fi & Bluetooth 4.1 Built-in

ส่วนสายไฟยึดติดมาจากโรงงาน ไม่สามารถถอดแบบ A1 ที่เป็นมาตรฐาน IEC

สรุปจำนวนช่องต่อของ Sony 65A8F ได้ดังนี้

HDMI™ In  1 (ด้านข้าง), 3 (ด้านล่าง)
USB 2 (ด้านข้าง), 1 (ด้านล่าง)
Ethernet 1 (ด้านหลัง) พร้อม Wi-Fi Built-In
Composite Video In 1 (ด้านข้าง)
Component Video In
RF (Antenna) In 1 (ด้านล่าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner
PC HD15 In
Analog Audio In 1 (ด้านข้าง ร่วมกับ Composite)
Digital Audio Out 1 (Optical ด้านล่าง)
Audio/Headphone Out 1 (Mini Jack ด้านข้าง)
Bluetooth Audio Yes

 

เพิ่มเติม

หากถามว่า มีลูกเล่นอื่นใดที่เพิ่มเติมความโดดเด่นให้ A8F แตกต่างจากรุ่นปี 2017? คำตอบคงไม่พ้น “Google Assistance” ความสามารถที่เพิ่มขึ้น คือ สามารถรับคำสั่งเสียงที่มีความซับซ้อนขึ้น ถึงขั้นถ่ายทอดคำสั่งต่อไปควบคุมอุปกรณ์ในระบบ Smart Home Devices ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กล้องวงจรปิด, หลอดไฟอัจฉริยะ, Amazon Echo, Google Home Speaker, เตาอบระบบ Wi-Fi และ เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น แต่แนะนำว่าควรมี “Google Home Speaker” หรือ “Amazon Elexa” ทำหน้าที่ในการรับคำสั่งเสียงครับ

จุดเด่นของระบบปฏิบัติการ Android TV คือ จำนวนแอพฯ ความบันเทิงหลากหลาย มีเกมคุณภาพคับแก้วมากมาย แถมยังเชื่อมต่อกับ PS4 Controller เพื่อใช้ควบคุมเกมต่างๆ ได้ถนัดมือยิ่งขึ้น

มาพร้อม Video Streaming app ยอดฮิตอย่าง “Netflix” ซึ่งภายหลังอัพเดทเฟิร์มแวร์ล่าสุด (มิ.ย. 61) พบว่า รองรับ HDR ในส่วนของ Dolby Vision (และ Dolby Atmos via HDMI ARC) เรียบร้อยแล้ว

อีกทั้งเฟิร์มแวร์ล่าสุดยังเพิ่มความสามารถให้ A8F รับสัญญาณ Dolby Vision HDR ทาง HDMI Input ได้ด้วย ข้อสังเกตเมื่อ A8F แสดงผล Dolby Vision โหมดภาพจะถูกบังคับตายตัวที่ Dolby Vision ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นโหมดภาพอื่นได้ หมายเหตุ: ปัจจุบันเพลเยอร์ที่รองรับการส่งสัญญาณ Dolby Vision HDR ทาง HDMI เมื่อเชื่อมต่อกับ Sony TV (A8F, X9xxxF และ บางรุ่นของปี 2017) ได้แก่ Oppo 203/205

อีกทั้งเฟิร์มแวร์ล่าสุดยังเพิ่มความสามารถให้ A8F รับสัญญาณ Dolby Vision HDR ทาง HDMI Input ได้ด้วย ข้อสังเกตเมื่อ A8F แสดงผล Dolby Vision โหมดภาพจะถูกบังคับตายตัวที่ Dolby Vision ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นโหมดภาพอื่นได้

หมายเหตุ: ปัจจุบันเพลเยอร์ที่รองรับการส่งสัญญาณ Dolby Vision HDR ทาง HDMI เมื่อเชื่อมต่อกับ Sony TV (A8F, X9xxxF และ บางรุ่นของปี 2017) ได้แก่ Oppo 203/205

YouTube รองรับความละเอียด 4K โดยจะปรับการแสดงผลแบบอัตโนมัติหรือผู้ใช้จะกำหนดตัวเลือกความละเอียดเองก็ได้

มีเดียเพลเยอร์แอพฯ ที่ติดเครื่องมาถือว่าอเนกประสงค์ ใช้งานได้ค่อนข้างครอบคลุม เล่นไฟล์วิดีโอหลักๆ ได้ครบ รวมถึงแสดงผล 4K HDR การเลือกเสียงและซับไตเติลสามารถทำได้อย่างรวดเร็วโดยกดปุ่มที่รีโมต (ปล. รีโมตคอนโทรลดีไซน์เดิม ดูไม่แตกต่างจากรูปแบบที่แถมมากับรุ่นระดับเริ่มต้นมากนัก)

 

ภาพ

ในรุ่นนี้ Sony ยังคงเลือกใช้ 4K WRGB OLED Panel เช่นเดียวกับ A1 รวมไปถึงส่วนประกอบสำคัญอย่างชิพประมวลผล X1 Extreme จึงไม่แปลกที่ศักยภาพด้านภาพ แทบจะเหมือนกับรุ่น A1 พิสูจน์ได้ด้วยผล Lab Test

Sony 65A8F Pre-calibration Data (SDR Picture Modes)

โหมดภาพโรงงานเมื่อรับชม SDR Content เหมือนกับ A1 ทุกประการ เช่นเดียวกับผลลัพธ์ก็เรียกว่าใกล้เคียงจนแทบแยกไม่ออก แต่ถึงกระนั้น Sony ได้ทำการเพิ่มเติมอีกหนึ่งตัวเลือกโหมดภาพให้กับรุ่นใหม่ 65A8F โดยตั้งชื่อเรียกว่า “Dolby Vision” อย่าเพิ่งสับสนกับการแสดงผลเมื่อรับชม Dolby Vision HDR content เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกันครับ ตัวเลือกโหมดภาพ Dolby Vision ที่ใช้กับ SDR Content นี้ เรียกว่าเป็นการ “จำลองโทนสีภาพ” อีกรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับโหมดภาพโรงงานอื่นๆ นั่นเอง

โหมดภาพที่สามารถใช้อ้างอิงในแง่ความถูกต้องของสีสันที่ใกล้เคียงมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (SDR) มีอยู่หลายโหมด ทั้ง Cinema Pro, Cinema Home ฯลฯ ไปจนถึง Game และ Graphics (2 โหมดนี้ เหมาะใช้งานเมื่อเชื่อมต่อ Game Console หรือ PC) โดยอุณหภูมิสีวัดได้อยู่ที่ราว 6400K ในหลายๆ โหมดภาพ อันเป็นผลจากตัวเลือก Color Temperature = Expert1 ความเที่ยงตรงนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐาน Sony

ทดสอบวัดค่าดูพบว่า Expert1 ให้ดุลสีติดอมเขียวเล็กน้อย แต่ยังถือว่าดีใกล้เคียงมาตรฐาน D65 กรณีที่จะนำไปใช้เป็นจอภาพอ้างอิงกับงานที่จริงจังอย่าง Photo Post Processing หรือ Video Editing สามารถคาลิเบรทสีเพิ่มเติมผ่าน 2P/10P White Balace ได้ ผลลัพธ์เข้าใกล้เพอร์เฟ็กต์มากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ภายหลังคาลิเบรทพบว่า ได้สมดุลสีดีเยี่ยม ค่าความผิดเพี้ยน (dE) ลดต่ำลงเหลือเพียง 1.90 เท่านั้น และถึงแม้ Sony จะไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทำการไฟน์จูนในส่วนของ Color Management System (CMS) เช่นเคย ทว่าด้วยความเชี่ยวชาญของวิศกรออกแบบระบบ หากทำการไฟน์จูนค่าภาพในจุดอื่นจนเที่ยงตรงดีแล้ว ผลลัพธ์จะส่งผลให้ CMS ดีขึ้นตามไปด้วยจนอาจไม่มีความแตกต่างจากทีวีรุ่นที่สามารถปรับ CMS แบบละเอียด ซึ่งขอบเขตสี (Color Space) ของ 65A8F ขณะรับชม SDR Content จะทำได้ครอบคลุม 99.6% (Pre) – 99.9% (Post) เมื่ออิงมาตรฐาน Rec.709/sRGB

อีกหนึ่งความยอดเยี่ยมของชิพประมวลผล X1 Extreme คือ “ภาพเคลื่อนไหว” ที่ทำได้ไหลลื่นเป็นธรรมชาติดีมาก และกรณีที่ต้องการแทรกเฟรมเพิ่ม สามารถดำเนินการผ่านตัวเลือก Motionflow โดยระดับ True Cinema ดูเป็นธรรมชาติใกล้เคียงต้นฉบับ แต่หากต้องการความไหลลื่นเพิ่มมากขึ้น Standard ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นเดียวกัน (artifacts น้อยมากสำหรับปริมาณการแทรกเฟรมเพิ่มระดับนี้) หรือจะกำหนดระดับของโมชั่นแบบละเอียดเลยก็ได้ที่ตัวเลือก Custom

มาดูศักยภาพด้านการแสดงผล HDR Content ของ A8F ดูบ้าง ภายหลังอัพเดทเฟิร์มแวร์ล่าสุด (มิ.ย. 61) รุ่นนี้รองรับครบทั้ง HDR10, HLG และ Dolby Vision โดยโหมดภาพที่แนะนำสำหรับการรับชม HDR10 หากอิงเรื่องของความบิดเบือนผิดเพี้ยนของสีสันต่ำที่สุด ยังคงเป็น Cinema Pro หรือ Cinema Home เช่นเคย ดุลสีจะติดอมเขียวนิดๆ เหมือนเวลารับชม SDR แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ในส่วนของระดับความสว่าง (HDR Peak Brightness; 10% Window) ของทั้ง 2 โหมดนี้วัดได้ราว 730 nits (ต่ำกว่า Vivid เพียงเล็กน้อย ที่ 752 nits แต่ให้สมดุลสีดีกว่า)

ที่พิเศษเห็นจะเป็นขอบเขตสีในโหมด HDR ที่ทำได้กว้างขวางทำลายสถิติทีวีในรุ่นปี 2017 โดย A8F ทำได้ครอบคลุม 99.6% DCI-P3 (Pre-cal) เลยทีเดียว (หย่อน 100% ไปนิดเดียวเท่านั้น) ผลลัพธ์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หาก Sony จะส่ง A8F ไปสอบเทียบ ก็คงผ่านมาตรฐาน “Ultra HD Premium” ได้สบาย ไม่เป็นที่กังขาใดๆ

การสังเกตว่าขณะนี้ 65A8F กำลังแสดงผล HDR อยู่หรือไม่ สามารถดูได้จากสัญลักษณ์ “HDR” ตรงมุมขวาบนในหน้าเมนู Picture 

ข้อดีของระบบจัดการโหมดภาพของทีวี Sony ที่น่าประทับใจ คือ หากดำเนินการปรับภาพในโหมดการรับชมแบบ SDR แล้ว จะส่งอานิสงส์ให้ดุลสีในโหมด HDR เที่ยงตรงขึ้นด้วย (ในโหมดภาพเดียวกัน การรับชม SDR กับ HDR10 จะอิง White Balance ค่าเดียวกัน) จึงย่นเวลาขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุดอย่างการคาลิเบรทปรับภาพลงไปได้ ผลลัพธ์ก็เรียกว่าน่าพอใจมาก

สำหรับการเล่นเกม ทั้งรูปแบบ HDR และ SDR นั้น โหมดภาพ Game และ Graphics ของ A8F จะให้ระดับ Input Lag ต่ำที่สุดในบรรดาทั้งหมด อยู่ที่ราว 47.3 ms ในขณะที่ความเที่ยงตรงของสมดุลสี ไม่ต่างจาก Cinema Pro และ Cinema Home มากนัก ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียว คือ ตัวเลือก Motionflow จะไม่สามารถเปิดใช้งานได้กับ 2 โหมดนี้ (แต่คงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ Motionflow เวลาเล่นเกม)

หากสรุปผล Lab Test จาก HDR Picture Modes ข้างต้น จะพบว่ารุ่นใหม่ A8F มีศักยภาพที่สูงกว่า A1 จริง ทั้งความสว่าง และขอบเขตสี ถึงแม้ระดับความแตกต่างที่ไม่มากนักส่งผลให้การใช้งานจริง สามารถแยกแยะความแตกต่างจากภาพที่เห็นได้ไม่ง่ายนักก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับราคา A8F ที่ต่ำกว่าเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ต้องบอกว่า คุ้มค่าตัวมากครับ

 

เสียง

ปีที่แล้ว Acoustic Surface จากรุ่น A1 ถือเป็นนวัตกรรมทีวีของ Sony ที่สร้างเสียงฮือฮาแก่วงการเป็นอย่างมาก ไม่แพ้เรื่องของรูปลักษณ์ที่สะดุดตา และบัดนี้เทคโนโลยีด้านเสียงดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดมายังรุ่น A8F เช่นเดียวกัน

Acoustic Surface ของ A8F ไม่ได้ลอกรุ่นพี่ A1 มาตรงๆ ทว่ามีการปรับปรุงบางจุด การติดตั้งอุปกรณ์กำเนิดความถี่เสียงผ่านแรงสั่นสะเทือนพื้นผิวจอภาพที่เรียกว่า Actuator จำนวนฝั่งละ 2 ชุด เท่าเดิม ทว่าปรับเปลี่ยนโครงสร้างปิดบังภายนอกใหม่ให้มิดชิดมากขึ้น เหตุผลเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นขณะทำการยกเคลื่อนย้ายทีวี

จุดต่างที่ชัดเจนอยู่ที่ Bass woofer ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางด้านหลังจอภาพ A8F นั้น มีขนาดที่เล็กลงกว่า A1 แต่เพิ่มจำนวนเป็น 2 ชุด พร้อมท่อจูนเบส (Bass-reflex) แบบคู่ กำลังขับรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 50 วัตต์

จากการทดสอบพบว่า ในแง่ของปริมาณและความลึกของเสียงความถี่ต่ำอาจจะเป็นรองรุ่น A1 อยู่เล็กน้อย ทว่าเสียงเบสของรุ่น A8F จะมีความกระชับฉับไวกว่า จึงให้ความกลมกลืนจากการตอบสนองที่รวดเร็วเท่าทันเสียงกลางแหลมของ Actuator ได้ดีกว่า นอกจากนี้การเซ็ตอัพในสภาพการติดตั้งที่หลากหลายก็พบว่า ช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาเบสบวมได้ดีขึ้นด้วย ในบางสถานการณ์จึงให้รายละเอียดเสียงที่ชัดเจนขึ้นเพราะไม่มีปริมาณเบสส่วนเกินที่ก่อให้เกิดความคลุมเครือ แนะนำให้ลองเล่นกับตัวเลือก TV Position ในเมนู Settings เพื่อจูนปริมาณเสียงเบสเพิ่มเติมดูด้วยครับ

Music Player app ที่ติดตั้งมากับระบบ Android TV รองรับ Hi-res Audio formats ให้คุณภาพเสียงได้ดี และยังมีอินเทอร์เฟสที่สวยงามน่าใช้ นอกจากนี้ลูกเล่นอย่าง ClearAudio+ และ Sound Restoration (DSEE) ยังถือเป็นทางเลือกระบบชดเชยเสียงให้กับแหล่งโปรแกรมที่ผ่านการบีบอัดลดทอนแบนด์วิดธ์ ให้มีคุณภาพเสียงที่น่าฟังขึ้น

สรุป

คงไม่เป็นที่กังขาในเรื่องของ “พัฒนาการ” ที่ทาง Sony ใส่มาให้กับ 4K/UHD HDR OLED TV รุ่นใหม่อย่าง A8F ได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ข่าวดี คือ ระดับราคาที่ต่ำกว่ารุ่น A1 เมื่อตอนเปิดตัวเกือบครึ่งหนึ่ง จึงถือเป็นหนึ่งทีวีตัวเต็งประจำปี 2018 ที่ถ่ายทอดศักยภาพด้านภาพและเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมเทียบเคียงระดับรุ่นเรือธงในปี 2017 ทว่าราคาสามารถเอื้อมถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ

ข้อดี Sony 65A8F

1) ดีไซน์ไม่หวือหวาพรีเมียมแบบ A1 แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เรียบง่าย โดดเด่นอย่างกลมกลืน เป็นมิตรต่อการติดตั้งมากกว่า

2) ภาพโดดเด่นดูเป็นธรรมชาติตามสไตล์ Sony ภาพเคลื่อนไหวดี รองรับ Dolby Vision, HDR10 และ HLG

3) Acoustic Surface ให้มิติเสียงกลมกลืนกับภาพที่เห็นบนจอ รายละเอียดดี เบสกระชับขึ้น 

5) Android TV ลูกเล่นหลากหลาย Google Assistance เปิดมิติใหม่ให้ทีวีเป็นส่วนหนึ่งของ Smart Home

6) ราคาเปิดตัวต่ำกว่าเกือบครึ่ง แต่ศักยภาพด้านภาพบางอย่างดีกว่า A1 พร้อมรับประกันถึง 3 ปี

ข้อเสีย Sony 65A8F

1) ไม่รองรับการไฟน์จูน Color Management System (CMS) แบบละเอียด

2) HDMI In 2 และ 3 เท่านั้น ที่เป็น HDMI 2.0 Full Bandwidth

3) Google Assistance ยังไม่รองรับภาษาไทย ต้องรออัพเดทเฟิร์มแวร์ให้มีศักยภาพครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

 

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้