ข้ามไปที่เนื้อหา
|

รีวิว Sony 65X9300C ทีวีเหนือชั้น ภาพ เสียง ความมันส์ มีให้ครบรส

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 16 Jan 2022 0 ความคิดเห็น

 

ยอมรับว่าค่อนข้างตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อได้พบกับ Sony KD-65X9300C เครื่องนี้ เพราะมันเป็นรุ่นรองท็อปของไลน์อัพทีวีปี 2015 ของ Sony ซึ่งมีข้อแตกต่างจากรุ่นท็อปสุดอย่าง 75X9405C อยู่ไม่กี่จุดคือเรื่องของขนาด และการวางหลอด LED โดย KD-75X9405C จะวางหลอดไฟแบบ Full LED ที่วางหลอดไฟไว้เต็มแผง ต่างกับรุ่นนี้ที่วางหลอดไฟแบบ EDGE LED ที่วางหลอดไฟไว้ด้านข้าง ก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะทำ Local Dimming ได้ดีไหม

Best Smart TV Award : Sony & Sharp Android TV

 

สเปคเบื้องต้น

Display Resolution : Ultra HD (3840×2160)

Video Processor : Sony X1 4K processor

Video Processing : 4K X-Reality PRO

TRILUMINOS™ Display 

Montionflow XR 1200Hz

Edge LED Backlight

3D Active Technology

Android OS

High-res audio

ราคาเปิดตัว 169,990 บาท

 

ดีไซน์

ดีไซน์ของ KD-65X9300C ไม่ได้หนีไปจากปีที่แล้วเลยคือทรง Wedge Design จุดเด่นของการดีไซน์แบบนี้มีความยืดหยุ่นและเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก เริ่มจากจุดวางลำโพงบริเวณซ้ายขวาที่วางไว้ด้านหน้าส่งผลให้เสียงไม่ถูกหักเหไปไหน ซึ่งก็แน่นอนว่าในรุ่นท็อปย่อมต้องใช้ลำโพงแบบ Magnetic Fluid Speaker และด้วยการที่ย้ายลำโพงมาวางไว้ด้านหน้าจึงทำให้ตัวเครื่องด้านข้างมีความหนาขึ้นมากกว่าปกติ แต่ก็ใช่ว่าหนาแบบนี้จะไม่สวยนะครับ ก็ดูดีไปอีกแบบ  ส่วนฐานตั้งยังคงมีความยืดหยุ่นเหมือนเดิมคือสามารถปรับได้ว่าจะติดตั้งขาตั้งแบบแคบหรือแบบกว้าง จากการทดสอบทั้งสองแบบให้ความมั่นคงพอกัน คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับชั้นวางของท่านแล้วล่ะว่าวางแบบไหนได้

 

ในรีวิวนี้เราติดตั้งขาตั้งแบบแคบ เนื่องจากแบบกว้างมันเลยชั้นวางทีวีจุดนี้ผมถึงได้บอกว่ามันยืดหยุ่นครับ

 

ขาตั้งรูปทรง V กลับหัวชุบโครเมี่ยม

 

จุดติดตั้งขาตั้งแบบกว้างอยู่บริเวณขอบของทีวีเลย

 

ลำโพง Magnetic Fluid Speaker

 

ดีไซน์ด้านข้างปรับเปลี่ยนไปจากปีที่แล้วเล็กน้อย (ของเดิมขอบด้านข้างจะหนากว่า)

 

บริเวณด้านหลังเครื่องของ Sony KD-65X9300C จะเป็นสีดำด้าน แผงช่องต่อต่างๆ จะอยู่บริเวณด้านซ้ายมือ (กรณีหันหน้าทีวีออกมา) เพื่อความสวยงามและป้องกันฝุ่นละอองที่อาจมาติดกับช่องต่อ Sony จึงได้ให้ฝาครอบปิดแผงช่องต่อมาด้วย ไม่ไกลกันนักคือปุ่มฮาร์ดคีย์ใช้สำหรับควบคุมตัวเครื่องเช่น ปุ่มเปิด/ปิด, เพิ่ม/ลด ระดับเสียง

 

ด้านหลังของ KD-65X9300C

 

ท่อคายเบสที่ด้านหลัง

 

ปุ่มฮาร์ดคีย์สำหรับควบคุมเครื่อง

 

แผงช่องต่อต่างๆ

ช่องต่อทั้งหมดของ Sony KD-65X9300C

1.HDMI x 4
2.USB x 3
3.Digital Audio Out
4.Analog Audio Input x 2
5.LAN
6.Headphone Out
7.RF Connection Input
8.Component Video Input (Hybrid)
9.Antenna
10.Composite Video

 

รีโมทคอนโทรลที่ให้มามีสองแบบคือแบบธรรมดา และทัชแพดรีโมท

 

ภาพ

“KD-65X9300C มีหน่วยประมวลผลภาพที่สำคัญคือ 4K processor X1 ช่วยให้ Sony TV มีความสามารถในการอัพสเกลภาพจากแหล่งสัญญาณที่มีความละเอียด Full HD มาฉายบนจอความละเอียด UHD ได้อย่างคมชัด อีกทั้งยังส่งผลในเรื่องของการแสดงสีสันของภาพที่ทำให้สดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ” คำพูดดังกล่าวคือสิ่งที่ผมได้รับมาหลังจากร่วมงานแถลงข่าวของ Sony ก่อนเปิดดูภาพจริงก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่ามันจะดีจริงเหมือนที่เคลมมาไว้ในงานแถลงข่าวหรือไม่เพราะอย่างไรรุ่นนี้ก็เป็นถึงรองท็อป ว่าแล้วก็ไม่รอช้าเปิดทดสอบกับภาพยนตร์เรื่อง Batman Dark Knight ทันที สาเหตุที่เลือกเรื่องนี้ก็เพราะว่าฉากส่วนใหญ่จะมืดทำให้สามารถทดสอบเรื่องการทำ Local Dimming และทดสอบการแสดงรายละเอียดภายในที่มืดของทีวีได้ อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีหลายฉากที่สามารถทดสอบเรื่องภาพเคลื่อนไหวได้ในตัว อย่างฉากแรกที่มีการโรยตัวของกลุ่มโจรปล้นแบงค์กล้องจะมีการแพนตามตัวละครโดยมีฉากหลังเป็นตึกรามบ้านช่อง หากทีวีทำภาพเคลื่อนไหวได้ไม่ดีตัวละครที่เคลื่อนไหวก็จะมีวุ้น อีกทั้งเส้นตึกต่างๆ ก็จะบิดเบี้ยว

 

เรื่องนี้ใช้ทดสอบได้ทั้ง Motion และการแสดงรายละเอียดในที่มืด

 

หลังจากนั่งดูอยู่พักหนึ่งต้องบอกว่า KD-65X9300C ทำ Local Dimming ได้ดีมาก แม้ว่ารุ่นนี้จะเป็น EDGE LED ก็ตาม สังเกตได้ว่าปกติแล้ว EDGE LED ทั่วไปมักตกม้าตายตรงทำ Local Dimming เพราะไม่สามารถคุมแสงจาก Backlight ได้ดีพอ แต่กับรุ่นนี้แล้วมันไม่ใช่เลยดูลงตัวเป็นอย่างมากระดับแสงมีการไล่เฉดอย่างเป็นธรรมชาติ มุมไหนที่ไม่มีภาพก็ไม่มีแสงไฟให้เห็น ขอแนะนำเลยว่า Auto Local Dimming ให้เลือกระดับ Middle หรือ High (เพียงแต่ High จะส่งผลกระทบกับรายละเอียดในที่มืดบางฉาก ทว่าระดับความดำก็ดีกว่า ก็ต้องชั่งใจเอาว่าจะเลือกแบบไหน) ด้านภาพเคลื่อนไหวนั้นเท่าที่ทดสอบด้วยตัวเองทั้งเลือกโหมดอัตโนมัติและปรับแต่งแบบ Custom พบว่าได้ผลพอๆ กัน ดังนั้นจึงแนะนำว่าให้เลือกเป็นระดับ Standard หรือ Smooth ส่วนโหมดอื่นๆ ไม่แนะนำเพราะส่งผลต่อระดับความสว่างของภาพ

 

ค่า Clearness ส่งผลกับระดับความสว่างของภาพ แนะนำว่าไม่ควรเกิน 1 ครับ ค่า Smoothness ส่งผลกับความลื่นไหล

 

สุดท้ายคือเรื่องของสีสัน ต้องขอชื่นชมว่ารุ่นนี้มีมาตรฐานของขอบเขตสี (Colour space) ให้เลือกด้วยกันหลายแบบตั้งแต่ sRGB/BT.709, DCI, BT.2020, Auto และ Low โดยในจำนวนนี้ที่น่าสนใจมีมาตรฐาน sRGB/BT.709 ที่เป็นแบบเดิม กับ BT.2020 ที่เป็นแบบใหม่ที่ขอบเขตการแสดงสีกว้างกว่า sRGB/BT.709 ซึ่งจากเท่าที่ทดสอบหากใครยังอยากใช้มาตรฐานขอบเขตสีแบบเดิมแต่อยากได้สีที่สดขึ้นก็สามารถไปใช้ฟีเจอร์ Live Colour ช่วยได้ สีที่เป็นแม่สีจะสดอิ่มขึ้นอย่างทันตา ทว่าเมื่อเปิด Live Colour กับขอบเขตสี BT.2020 สีจะเพี้ยนขึ้นทันที

 

ขอบเขตสีมีให้เลือกใช้หลายแบบ

 

ภาพตัวอย่างแสดงขอบเขตสีของแต่ละมาตรฐาน

 

จุดเด่นอีกหนึ่งเรื่องของ KD-65X9300C คือมีฟีเจอร์ Mastered in 4K ฟีเจอร์นี้จะมีให้ใช้เฉพาะในโหมดภาพ Cinema Pro และ Cinema Home เท่านั้น ประโยชน์ของฟีเจอร์นี้คือช่วยอัพเกรดภาพ ให้มีสะอาดมากขึ้น (ลด Noise) จากเท่าที่ทดสอบการเปิดแผ่นบลูเรย์แบบปกติ และแบบ Mastered In 4K (Spiderman) พบว่าหากเป็นแผ่นบลูเรย์แบบปกติฟีเจอร์นี้ไม่ได้ส่งผลอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นแผ่น Mastered in 4K ภาพจะมีความสะอาดขึ้นระดับหนึ่งจนเห็นได้ด้วยตาขณะที่ความคมชัดยังเท่าเดิม ดังนั้นสำหรับใครที่ซื้อมาแล้วก็ขอแนะนำให้ใช้โหมดภาพอัตโนมัติเป็น Cinema Pro เพราะนอกจากอุณหภูมิสีจะดีแล้ว ยังสามารถเปิดฟีเจอร์ Mastered in 4K ได้ด้วย และจากการทดสอบด้วยการวัดอุณหภูมิสีด้วยเครื่องมือปรับภาพพบว่า Cinema Pro ให้ค่าเท่ากับ 6760K ส่วน Cinema Home ให้ค่าเท่ากับ 6720K ถือว่าสูสีกันมากๆ แตกต่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้น ค่าดังกล่าวสามารถบอกเป็นนัยอีกได้ว่ารุ่นนี้ “ภาพมันดีตั้งแต่โรงงาน” ในเวลาต่อมาทางทีมงานเราได้ทำการปรับภาพดูโดยใช้โหมด Custom เมื่อปรับค่าต่างๆ แล้ววัดอุณหภูมิสีได้อยู่ที่ 6532K ถือว่าต่างกันไม่เยอะมากกับโหมดภาพอัตโนมัติทั้งสองที่ได้แนะนำไป ภาพที่ปรับแล้วจะได้จะส่งผลกับสีแดงเป็นหลัก กล่าวคือสีแดงจะดูสดขึ้นจากของเดิมที่ออกจะเข้มๆ

*รุ่นนี้มีโหมดภาพ HDR อยู่ด้วยครับ ซึ่งถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วโหมดภาพนี้จะช่วยให้เราได้เห็นถึงส่วนสว่าง และส่วนที่ดำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อลองใช้โหมดภาพนี้ดูแล้วภาพกลับไม่ดีเท่าไหร่ เนื่องจากคอนเทนท์ และเครื่องเล่นในปัจจุบันยังไม่มี HDR นั่นเอง การจะใช้ฟีเจอร์ HDR ได้ ทั้งทีวี คอนเทนท์ เครื่องเล่น จะต้องรองรับ HDR ทั้งหมด!!!

 

ฟีเจอร์ Mastered in 4K จะมีในเฉพาะโหมดภาพ CinemaPro และ Cinema Home

 

ค่าก่อนปรับภาพจาก อ้างอิงจากโหมด Cinema Pro

 

ค่าหลังปรับภาพอ้างอิงจากโหมด Custom ดูกราฟแล้วอาจจะเห็นว่าสีแดงจากทึมๆ จะดูสดขึ้น แต่เมื่อดูภาพจริงๆ แล้วต่างกันไม่มากครับ

 

Picture Mode CTT Gamma Luminance Backlight Color Power
avg avg fL   Temp W
Vivid 15222 1.01 184 Max Cool 242
Standard 9912 1.47 112.4 30 Neutral 166
Cinema Pro 6760 2.4 93.5 40 Expert1 144
Cinema Home 6720 2.18 154 30 Expert1 210
Sports 9878 1.62 150.6 Max Neutral 215
Animation 9938 1.53 111.3 30 Neutral 166
Photo-Custom 6730 2.29 94.7 30 Expert1 184
Game 6710 2.57 123.9 25 Expert1 220
Graphics 6752 2.28 93.6 40 Expert1 215
HDR Video 6732 2.3 194.6 Max Neutral 241
Custom 6732 2.3 94.1 40 Expert1 215
Custom (calibrated) 6532 2.46 60.5 21 Expert1

158

 

 

ดูดิจิตอลทีวีก็คมชัดแม้จะฉายบนจอขนาด 65นิ้ว ความละเอียด 4K

 

ทดสอบภาพ 3D

KD-65X9300C ใช้เทคโนโลยีการสร้างภาพสามมิติแบบ Active ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของความคมชัดที่มากกว่าแบบ Passive เมื่อได้ดูภาพจริงๆ ก็สมกับที่เราได้ยินได้ฟังมากัน ความคมชัดของเส้นขอบ ระดับความชัดลึกล้วนทำออกมาได้ดี เพียงแต่จังหวะที่ตัวละคร หรือวัตถุมีการเคลื่อนไหวเร็วๆ จะพบอาการ Cross Talk ติดตามวัตถุที่เคลื่อนไหวเล็กๆ ให้เห็น ถ้าไม่ได้ไปจ้องจับผิดก็สามารถดูได้อย่างเพลินๆ 

*** การชมภาพสามมิติบนเครื่องนี้จะมีเทคนิคพิเศษเล็กน้อย คือเราจะต้องทำการเปิดฟีเจอร์ Motion ด้วย (แนะนำเป็นระดับ Smooth) เพราะไม่อย่างนั้นแล้วภาพจะกระพริบ นอกจากนี้มุมมองของแว่นตาในระดับก้มเงยไม่มีผลต่อภาพ แต่ถ้าเอียงคอซ้ายขวาระดับความสว่างของภาพจะดรอปลง

 

ความคมนี่ล่ะ ที่เหนือชั้น

 

ทดสอบภาพ 4K!!

ถึงแม้ว่าคอนเทนท์ความละเอียด 4K ในปัจจุบันจะยังมีน้อย แต่ก็ใช่ว่าเราจะหากันไม่ได้เลยอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ YouTube และตามเว็บไซต์อื่นๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้ทดสอบกันอย่างฟรีๆ ก็ยังพอมีอยู่บ้างอย่างในรีวิวนี้ผมก็ได้ใช้ไฟล์ความละเอียด 4K นามสกุล .mkv จากภาพยนตร์เรื่อง Tears of Steel เปิดผ่านช่องต่อ USB 3.0 ใช้ Media Player ของตัวเครื่องในการเล่น เมื่อคอนเทนท์ที่เปิดความละเอียดสูงขึ้น ภาพที่ได้ก็ย่อมมีรายละเอียดสูงตาม หากเทียบระบบการอัพสเกลภาพจาก Full HD ฉายบนจอ VS ภาพจากคอนเทนท์ 4K แท้ๆ ถือว่าต่างกันอยู่ราวๆ 30% – 60% (ขึ้นอยู่กับการบีบอัดความละเอียด) ภาพจากคอนเทนท์ 4K เราจะเห็นไปถึงรูขุมขน ขณะที่แบบ Full HD จะเห็นเพียงแค่หน้าเนียนๆ 

 

ภาพยนตร์ Tears of Steel

 

เสียง

ทีวีจะมีเสียงดีได้จำเป็นต้องอาศัยส่วนผสมหลักๆ สองอย่าง อย่างแรกคือจุดวางลำโพงที่ดี อย่างที่สองคือการใช้ลำโพงที่มีคุณภาพ ทั้งสองส่วนผสมนี้ล้วนมีอยู่ใน Sony KD-65X9300C เริ่มแรกจุดวางลำโพงอยู่ด้านหน้าทิศทางเสียงที่ส่งมาจึงส่งตรงเข้าสู่หูผู้ฟังโดยตรง เสียงไม่กองอยู่ด้านหน้าเหมือนกับรุ่นท็อปบางรุ่นที่เอาลำโพงไว้ด้านหลังเครื่อง หรือขอบด้านล่างทีวี ส่วนลำโพงที่ใช้ก็เป็น Magnetic Fluid Speaker ระบบ 2.2แชนแนล ประกอบไปด้วย

Tweeter(18mm) x2
Woofer(Magnetic Fluid Speaker, 80mm) x2
Subwoofer(Magnetic Fluid Speaker, 90mm) x2
กำลังขับรวม 12.5W+12.5W+12.5W+12.5W+20W+20W

Magnetic Fluid Speaker สามารถแสดงเสียงพูดและแหลมได้อย่างชัดและมีมิติไม่ว่าจะเป็นการเปิดชมภาพยนตร์ หรือฟังคอนเสิร์ต อย่างในตอนทดสอบผมได้ทดลองฟังกับคอนเสิร์ตของ Robbie Williams Live In tallinn เพลง Bodies และ Monsoon โดยเลือกโหมดเสียงเป็น Standard ซึ่งเป็นโหมดนี้ให้เสียงเปิดกว้างกว่าโหมด Live Football, Cinema และ Music มีข้อแนะนำเพื่อให้เสียงที่ได้คุณภาพอีกขั้นด้วยการปิด Surround Mode และปิด Advance auto volume เนื่องจากฟีเจอร์นี้จะช่วยคุมระดับเสียงไม่ให้เสียงสูงเสียงต่ำแตกต่างกันเกินไป หลังจากปรับแต่งค่าต่างๆ แล้วทดลองฟังพบว่าความใส ความชัดเจนของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นสามารถส่งตรงมายังหูผมได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ความทุ้มลึกของซับยังทำได้ในระดับกลางๆ ซึ่งถ้าใครชอบเบสหนักๆ ซับวูฟเฟอร์เสียงแน่นๆ แนะนำว่าให้ไปหาไวร์เลส ซับวูฟเฟอร์มาใช้ร่วมกับทีวีครับ

 

แนะนำโหมดเสียง Standard

 

อย่าลืมปิด Advance auto Volume และ Surround เพื่อให้เสียงมีการไล่ระดับและเป็นมิติ

 

สิ่งหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนทีวีของ Sony ในปีนี้คือเรื่อง Hi-Res Audio ทีวีมีความสามารถที่จะเล่นไฟล์ระดับ Hi-Res ได้ (ไฟล์ที่มีคุณภาพเกิน 16bit 44.1KHz) และเมื่อเราเล่นไฟล์ประเภทนี้ทีวีก็จะรู้ได้ทันที โดยจะมีการแสดงโลโก้ HR ที่ท้ายเพลงนั้นๆ นอกจากนี้ทีวียังช่วยยกระดับคุณภาพเสียงให้สูงขึ้นด้วยฟีเจอร์ Hi-Res Up-Scaling เมื่อเราเล่นไฟล์ Hi-Res อีกด้วย

 

โลโก้ Hi-Res Audio สวยเด่นเป็นสง่า

 

หากไฟล์ไหนเป็น Hi-Res จะมีโลโก้ HR แสดงโดยอัตโนมัติ ในกรณีเปิดทดสอบผ่าน Media Player ของทีวีบนช่องต่อ USB 3.0

 

ฟีเจอร์ Hi-Res up-scaling (DSEE HX) ส่งผลได้อย่างชัดเจนกับไฟล์ Hi-Res

 

เพิ่มเติม

ทีวีที่มีระบบปฏิบัติการ Android นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าติดตามข่าวสารในแวดวงจะทราบว่ามันมีมาราวๆ 2ปีแล้ว ซึ่งช่วงยุคแรกต้องบอกว่ามันยังไม่ดีพอที่จะใช้งานได้ อินเตอร์เฟซต่างๆ แทบจะโคลนมาจากในสมาร์ทโฟน แม้ว่าผู้ใช้จะคุ้นเคยกับรูปร่างหน้าตาก็จริง แต่มันก็ไม่มีความแปลกใหม่ และฟีเจอร์บางอย่างก็ไม่เหมาะที่จะมาอยู่บนทีวี แต่เมื่อ Sony พัฒนาระบบปฏิบัติการ Android ของตัวเองขึ้นมาสิ่งแรกที่สัมผัสได้เลยคือมันมีความเป็นเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ดูดี ใช้งานง่าย ทำงานรวดเร็ว ขอเพียงเราเปิดใจและให้เวลาเรียนรู้กับเมนูแบบใหม่สักหน่อย แค่นี้ก็ใช้งานได้คล่องแล้ว

Android ที่อยู่บน Sony KD-65X9300C เป็นเวอร์ชั่น 5.0.2 Lollipop มีหน่วยความจำภายในให้ติดตั้งแอพต่างๆ อยู่ 8GB ซึ่งเท่าที่สำรวจมาเวอร์ชั่นที่อยู่บน Sony TV ถือเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดและสูงที่สุดในตลาด ในหน้าแรกของระบบปฏิบัติการจะเป็นที่ๆ รวบรวมทั้งอินพุต คอนเทนท์ที่น่าสนใจเช่นการเช่าดูวิดีโอออนไลน์, คลิปเด็ดจาก YouTube, สอนการใช้งาน Touch Pad Remote เป็นต้น ซึ่ง UI (User Interface) ของ Sony ออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายมาก มีการแบ่งเมนูเป็นหมวดหมู่ต่างๆ และจัดเรียงลำดับความสำคัญของเมนูได้ดี

 

ระบบปฏิบัติการ Android นั้นขึ้นชื่อด้วยเรื่องของแอพพลิเคชั่นที่มีหลากหลาย แต่เราก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าแอพฯ ส่วนใหญ่นั้นทำมาเพื่อติดตั้งลงบนสมาร์ทโฟนไม่ใช่ทีวี ดังนั้นแอพฯ ที่ใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนก็ใช่ว่ามันจะใช้งานบนทีวีได้ด้วย ทว่าการที่เราจะต้องมานั่งดูว่าแอพฯ ไหนใช้ได้ใช้ไม่ได้มันก็ไม่ใช่เรื่องจริงไหมครับ? เพื่อแก้ปัญหานี้ Sony จึงคัดกรองแอพฯ ต่างๆ ที่สามารถใช้งานได้จริงบนทีวีมาแล้วให้ผู้ใช้ได้เลือกติดตั้งเอา ซึ่งจากเท่าที่ลองดูใน Play Store ก็ถือว่ามีเยอะมากอยู่ ยิ่งพวกแอพฯ ที่เราใช้กันเป็นประจำอย่าง YouTube, Browser, Media Player ก็มีให้โหลดใช้กัน ที่สำคัญในส่วนนี้เรายังสามารถใช้จอยแพดมาควบคุมได้ด้วย อย่างในรีวิวนี้ผมก็ได้ใช้จอยแพดในการควบคุมแอพฯ และเล่นเกม ซึ่งในการเล่นเกมผ่านจอยแพดบนจอทีวีใหญ่ๆ แบบนี้ถือว่าสร้างอรรถรสได้ดีกว่าเล่นบนสมาร์ทโฟน แม้เกมที่กินสเปคค่อนข้างสูง เช่น Overkill3 หรือ Nitro Nation ก็ยังเล่นได้ลื่นไหล ถึงแม้ช่วงแรกจะมีหน่วงตอนโหลดก่อนเข้าเกมบ้าง แต่เมื่อโหลดเสร็จแล้วก็ผ่านฉลุยเล่นกันเพลินเลยทีเดียว

 

แอพพลิเคชั่นที่ถูกคัดกรองมาแล้วอย่างดี!

 

แอพพลิเคชั่น YouTube สามารถคุมผ่านสมาร์ทโฟนด้วยฟีเจอร์ที่ชื่อ Google Cast ได้ด้วยนะ

 

แอพพลิเคชั่น YouTube สามารถคุมผ่านสมาร์ทโฟนด้วยฟีเจอร์ที่ชื่อ Google Cast ได้ด้วยนะ

 

บราวเซอร์ ในตัวอย่างนี้ใช้ของ Opera

 

จอยแพดสามารถใช้ควบคุมเล่นเกมส์ได้เลย ให้อารมณ์ว่าเหมือนเล่นบนเครื่องเกมคอนโซลมาก

 

เกมที่กินสเปคอย่าง Overkill 3 ก็เล่นได้

 

อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าเสียดายก็คือแอพฯ ประเภทเกมยังมีให้เล่นฟรีน้อย ที่มีมาให้ดาวน์โหลดส่วนใหญ่จะต้องเสียเงินซื้อก่อนจึงจะเล่นได้ แต่ถ้าไม่นับพวกเกมแล้ว แอพฯ ที่ใช้งานทั่วไป ก็ถือว่ามีมาให้ครบ โดยภาพรวมการทำงานของบระบบปฏิบัติการทำได้ดี แต่ยังมีเรื่องของความเสถียรที่ยังต้องปรับปรุงอยู่ มีข้อควรจำเล็กน้อยครับว่าการกดปุ่ม Power Off บนรีโมทคอนโทรล จะไม่ใช่การปิดทีวีจริงๆ หากแต่เป็นการ Stand by การปิดทีวีที่แท้จริงจะต้องชักปลั๊กทีวีออกด้วย

 

สรุป

Sony KD-65X9300C ราคาเปิดตัว 169,990 บาท

ข้อดีของ Sony KD-65X9300C

1.มีโหมดภาพ HDR และโหมดสี BT.2020 (ถึงแม้ประสิทธิภาพของทีวีจะยังไม่ถึง)

2.มีฟีเจอร์อัพเกรดเสียง รองรับไฟล์ Hi-Res

3.Local Dimming ดีมาก

4.มีฟีเจอร์ Mastered in 4K ไว้ใช้กับแผ่นบลูเรย์ประเภท Mastered in 4K จะช่วยให้ภาพมีความคมชัด และสะอาดขึ้น แต่ต้องปรับแต่งเองจึงจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

5.สามารถใช้จอยแพดในการควบคุมส่วนของ Android และเล่นเกมได้

6.ลำโพง Magnetic Fluid Speaker ให้เสียงได้ชัด กระจ่าง

ข้อเสียของ Sony KD-65X9300C

1.มุมมองภาพด้านข้างไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สีสันดร็อปไปบ้าง

2.การปิดทีวีจากปุ่ม Power Off ไม่ใช่การปิดจริงๆ แต่เป็นการ Stand By

3.แอพพลิเคชั่นแบบ Local ยังน้อย

สิ่งต่างๆ ที่อยู่บน KD-65X9300C จัดได้ว่าถูกคัดและบรรจงมาแล้วเป็นอย่างดี แม้ดีไซน์จะไม่แตกต่างจากรุ่นเดิมมากนักแต่ก็มีการปรับเปลี่ยนให้ดูสวยงามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขอบด้านข้าง หรือจุดวางลำโพงด้านหน้าที่เห็นลำโพงแบบเต็มๆ ไม่ตัดขอบ คุณภาพของภาพเรียกว่าดีมาตั้งแต่โรงงาน โหมดภาพอย่าง Cinema Pro หรือ Cinema Home ก็ให้อุณหภูมิสีที่อยู่ในเกณฑ์ดีแล้ว แถมยังมีโหมดภาพ HDR, ขอบเขตสี BT.2020 ที่เอาไว้ใช้รองรับคอนเทนท์ในอนาคต ด้านเสียงเองก็ไว้วางใจลำโพง Magnetic Fluid Speaker + Hi-Res Up-scaling ได้เลย ส่วนเรื่องระบบปฏิบัติการถือวา Sony ทำการบ้านมาอย่างดี ออกแบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟซให้ใช้งานได้ง่าย แม้ในปัจจุบันแอพประเภท Local ยังมีน้อย แต่แอพสำคัญๆ ก็มีให้ครบ การเล่นเกมก็สามารถใช้จอยแพดในการควบคุมได้ ทำให้ได้อารมณ์กว่าการใช้รีโมท หรือสมาร์ทโฟนควบคุม

หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2015

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้