รีวิว Sony KDL-48W650D ภาพได้มาตรฐาน แถมมีอินเทอร์เน็ตเล่น!!
สำหรับ “เทรนด์” ในวงการทีวีแต่ละปีนั้นต่างก็มีความแตกต่างกัน อย่างในปีนี้ที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือทางผู้ผลิตต่างจะเน้นไปที่ความละเอียด 4K และฟีเจอร์ HDR (High Dynamic Range) แต่นั่นเป็นเรื่องของซีรีส์ท็อปๆ ส่วนซีรีส์กลางๆ ก็จะเน้นในเรื่องของวิดีโอสตรีมมิ่งเป็นหลัก อย่างรุ่น 48W650D ที่ทุกท่านได้อ่านกันอยู่นี้ เป็นทีวีที่มีความสามารถของ Smart แบบครึ่งควบลูก หรืออีกความหมายก็คือทีวีสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เล่นแอปฯ ใช้บริการต่างๆ ได้ เพียงแต่จะไม่เต็มระบบเหมือน Android TV*
*ในปี 2016 ทาง Sony ตัดสินใจว่า Android TV จะมีอยู่ในเฉพาะรุ่นความละเอียด 4K เท่านั้น

Sony 48W650D ราคาเปิดตัว 21,490 บาท
สเปคเบื้องต้นของ Sony 48W650D
- EDGE LED
- Full HD 1920 x 1090
- X Reality Pro
- Wi-Fi Built In
- Support YouTube, Netflix, Application
ดีไซน์
การออกแบบของ 48W650D ถึงแม้ว่าจะไม่ได้โดดเด่นหรูหรา แต่ก็ไม่ธรรมดาจืดชืด ตัวกรอบทีวีมีความกว้างประมาณครึ่งเซ็นติเมตร มุมซ้ายบนมีสกรีนคำว่า “Bravia” ติดเอาไว้ ส่วนบริเวณตรงกลางด้านล่างจะเป็นโลโก้ Sony พร้อมไฟแสดงสถานะ ไล่ลงมาจนถึงฐานทีวี ที่ออกแบบมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความพิเศษตรงลักษณะพื้นผิวแบบดำด้านขัดเงา

กรอบจอไม่หนา มุมซ้ายบนสกรีนคำว่า Bravia

กรอบจอตรงกลางด้านล่างมีโลโก้ Sony พร้อมไฟแสดงสถานะ

ฐานรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ขัดผิวแบบมีรอยเส้น ดูสวยงามเข้ากับกรอบจอ
ช่องต่อ
ช่องต่อบริเวณด้านหลังเครื่องแบ่งออกเป็นสามส่วน ไม่ว่าจะเป็นคนใช้มือใหม่ หรือรุ่นเก๋า ที่เคยจับทีวีมาบ้าง อาจจะงุนงง เพราะไม่ค่อยมีทีวีรุ่นไหนออกแบบการจัดวางช่องต่อแบบนี้ แต่สิ่งที่น่าชมเชยก็คือการออกแบบอย่างนี้ค่อนข้างเอื้อประโยชน์ในการนำทีวีไปแขวนผนัง

ด้านหลังของ Sony 48W650D เป็นสี่เหลี่ยมไล่ระดับ

ช่องต่อจุดแรกอยู่บริเวณด้านหลังมี HDMI 1 ช่อง และช่องสำหรับต่อสาย Optical

ด้านล่างออกแบบมาในลักษณะเสียบจากล่างขึ้นบนมีช่องต่อประเภท Analog และพอร์ต Ethernet

ด้านข้างเป็นช่องต่อประเภท Hot Swap ที่ต้องถอดเข้าออกบ่อยๆ
ช่องต่อทั้งหมดของ Sony 48W650D
- HDMI x 2
- USB x 2
- Headphone x 1
- Optical Digital Audio Out x 1
- LAN x 1
- AV x 1
- LAN x 1
- Antenna x 1

รีโมทของปีนี้มีปุ่มควบคุมครบครัน และสังเกตเห็นอะไรไหมมีปุ่ม Netflix!!!
ภาพ
48W650D เป็นทีวีความละเอียด Full HD (1920 x 1080) ซึ่งยังคงเป็นความละเอียดมาตรฐานในปัจจุบันที่อย่างน้อยๆ ก็ยังคงใช้กันเกินกว่า 3ปี แน่นอน ถึงแม้ว่าราคาทีวีแบบ Ultra HD (3840 x 2160) จะเริ่มตกลงเยอะแล้ว แต่พวกเครื่องเล่นที่ใช้ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์วางจำหน่ายในปี 2016 นี้ แถมยังคงมีราคาสูงอยู่ ทำให้มันยังไม่เป็นที่แพร่หลายในเร็ววัน ก่อนที่ออกทะเลไปไกล กลับเข้าฝั่งมาดูความสามารถเรื่อง “ภาพ” ของรุ่นนี้กัน
อันดับแรกมาทดสอบกับการดูหนังจากแผ่นบลูเรย์กันก่อน สไตล์ภาพของรุ่นนี้จะออกแนวเข้ม หนักแน่น แตกต่างจากรุ่นใหญ่ที่จะออกแนวธรรมชาติ นุ่มนวล โดยพื้นฐานแล้วรุ่นนี้ให้โหมดภาพอัตโนมัติมาด้วยกันทั้งหมด 3 โหมด คือ Vivid, Standard และ Custom สำหรับคนที่ซื้อไปแล้วอยากได้ภาพที่อุณหภูมิสีดูดี เป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาปรับภาพให้ ก็ขอให้เลือกใช้โหมดภาพ standard แล้วเลือกปรับ Color Temperature เป็น Warm เมื่อปรับแบบนี้แล้วเราก็จะได้ภาพที่สีไม่สดปรี๊ดแบบ Vivid อย่างไรก็ดีถ้าเห็นว่าภาพมันดูสว่างเกินไปก็สามารถเลือกเป็นแบบ Custom ได้ ทั้งสองโหมดนี้ระหว่าง Standard กับ Custom ให้ค่าอุณหภูมิสีเฉลี่ยแล้วใกล้เคียงกันต่างกันที่ระดับความสว่างเท่านั้น

เรื่องนี้จาก Total Recall สีสันถือว่าอิ่มเข้มไม่เหมือนกับรุ่นท็อปที่ออกนวลตา
อีกฟีเจอร์หนึ่งที่ส่งผลกับภาพค่อนข้างเยอะก็คือ Reality Creation ฟีเจอร์นี้จะช่วยเพิ่มความคมชัดให้กับภาพ ส่งผลทำให้เราเห็นรายละเอียดมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วย Noise ที่เห็นยุบยับเต็มไปหมด เท่าที่ลองเล่นดูควรจะปิด Off ไว้ดีกว่า แล้วไปเลือกปรับความคมของภาพที่ Sharpness แทน สักระดับ 12-13 ก็ถือว่าได้ภาพคมกำลังดี อย่างในตอนที่ผมทดสอบกับเรื่อง Jurassic World ซึ่งเดิมทีหนังเรื่องนี้ก็มี Noise อยู่แล้ว พอเปิดฟีเจอร์นี้จึงไปกันใหญ่ ภาพมันดูไม่สะอาด ดังนั้นขอแนะนำว่าถ้าใครอยากได้ภาพคมๆ ควรปรับที่ Sharpness แทน
ส่วนเรื่องการแสดงรายละเอียดในที่มืด ผมขอให้คะแนนรุ่นนี้อยู่ในระดับกลาง เพราะจากที่ทดสอบกับหนังหลายเรื่อง ตัวทีวีไม่สามารถขับรายละเอียดภาพออกมาได้ อย่าง Batman Dark knight ในฉากที่ต่อสู้กับ Joker หรือในเรื่อง Jurassic World ที่เป็นฉากไล่ล่ากันในป่า บางช่วงบางตอนทีวียังไม่สามารถขุดรายละเอียดภาพออกมาได้ นอกจากนี้ในเรื่องภาพเคลื่อนไหว (Motion) สำหรับรุ่นนี้แม้จะให้ฟีเจอร์ LED Motion มาเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องภาพเคลื่อนไหวก็จริง แต่เมื่อเปิดใช้งานแล้วกลับทำให้ความสว่างภาพกลับดรอปลงเกือบ 50% จึงขอไม่เปิดใช้ยังดีกว่า เพราะเท่าที่ดูในฉากต่อสู้ หรือแพนกล้องต่างๆ ภาพไม่ได้กระตุกระชาก อะไรมากมาย ถือว่าน่าประทับใจเลยทีเดียวกับทีวีระดับราคาสองหมื่นบาทต้นๆ

ฉากแพนกล้องตอนดูไดโนเสาร์อยู่ในระดับปกติ ไม่เหนื่อยล้า ภาพก็มีความคมชัดอยู่ในระดับประทับใจ

เอามาดูกับแอนิเมชันก็ไม่เลวร้ายเพราะจากสีที่ค่อนข้างสดเข้ม ทำให้ดูสนุกไปอีกแบบ

รับสัญญาณดิจิตอลทีวีได้ปกติ ด้วยสัญญาณ 1080i ที่ส่งมา เมื่อฉายบนจอขนาด 48″ ก็ไม่ได้ลำบากกินแรง
เสียง
Sony 48W650D มีจุดวางลำโพงสองจุดคือบริเวณใต้กรอบทีวีด้านล่าง ซ้าย-ขวา สามารถสร้างเสียงสเตอริโอ กำลังขับ 5Wx2 การจัดวางแบบนี้ก็เป็นแบบมาตรฐาน โหมดเสียงอัตโนมัติมีให้เลือกหลายแบบแต่ที่แนะนำให้ใช้ ก็คือโหมด Standard ไม่ก็โหมด Cinema ครับ เพราะสองโหมดนี้จะให้เสียงที่กระจ่าง ไม่อุดอู้เหมือนกับโหมดอื่น เสียงที่ยิงสะท้อนออกมาให้เราได้ยินได้ฟัง จะออกแนวสดใส ไม่แหบแห้ง จดบาดหู ขาดความนุ่มลึก และเบสไปบ้าง แต่เรื่องระดับความดังของลำโพงขอให้วางใจได้เลยแค่ระดับเสียงประมาณ 40 ก็ได้ยินชัดเจนแล้ว

แนะนำเลือกโหมดเสียงแบบ Standard หรือ Cinema

ลำโพงเสียงใส พอเอามาฟังกับเพลง หรือคอนเสิร์ต เสียงนักร้องก็จะดูชัด เพียงแต่ยังดูขาดน้ำหนักไปหน่อย
เพิ่มเติม
ในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายของรุ่นนี้รองรับทั้งแบบใช้สาย (Ethernet หรือบ้านๆ ก็คือ LAN) และแบบไร้สาย Wireless LAN ซึ่งลูกเล่นที่มีในรุ่นนี้แม้ว่าจะไม่เทียบกับรุ่นใหญ่ที่เป็น Android แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้น โดยหลักๆ จะเน้นไปในเรื่องของ Video Streaming ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบน Opera TV Store มาติดตั้งลงบนเครื่องได้ แต่ผมขอแนะนำว่าอย่าเลือกแอปฯ ที่ใช้ทรัพยากรเครื่องเยอะ เพราะด้วยขีดจำกัดทางด้านฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถประมวลผลได้
แอปฯ วิดีโอสตรีมิ่งหลักบนรุ่นนี้ไม่ใช่ YouTube อย่างเคยหากแต่เป็น Netflix ซึ่งเปิดบริการแล้วในบ้านเรา ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอปฯ ได้ผ่านทางปุ่มบนรีโมทคอนโทรลได้เลยสะดวกสุดๆ และในอนาคตช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม ทาง Sony ก็เตรียมจะอัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ที่จะเพิ่ม Opera Web Browser เข้ามา ทำให้รุ่นนี้สามารถท่องอินเทอร์เน็ตได้ด้วย !!

แม้จะไม่ใช่ Android แต่ก็ติดตั้งแอปฯ ลงบนเครื่องได้

แอปฯ ที่อยู่บน Opera TV Store มีให้เลือกหลากหลายแต่แนะนำให้โหลดแอปประเภทวิดีโอสตรีมมิ่งมาใช้ เพราะถ้าเป็นแอปฯ ประเภทอื่นจะกินความสามารถของฮาร์ดแวร์มากไป

Netflix ที่กำลังมาแรงมากๆ ในบ้านเรา เข้าโดยตรงผ่านปุ่มบนรีโมทได้เลย

ดู YouTube ลื่นไหล ปรับความคมชัดอัตโนมัติตามความแรงอินเทอร์เน็ต

500px แอปสำหรับใช้ดูภาพ
ส่วนการเล่นไฟล์ผู้ใช้ยังคงต้องเข้าโปรแกรมเล่นให้ถูกประเภทเหมือนเคย ยกตัวอย่างเช่นถ้าต้องการเล่นไฟล์วิดีโอ ก็ต้องเข้าไปที่ Video เพราะถ้าหากเข้าตัวโปรแกรมเล่นผิดประเภทก็จะไม่เจอไฟล์ที่เราอยากจะเล่น ในการทดสอบผมก็จะใช้ไฟล์วิดีโอนามสกุล .mkv เป็นหลัก ซึ่งจากเท่าที่ลองเล่นหลายๆ ไฟล์ ตัวโปรแกรมสามารถเห็นเสียง เห็นซับไตเติลที่มากับไฟล์ได้เกือบทั้งหมด แต่จะมีความยุ่งยากในการเปลี่ยนเล็กน้อยเพราะตัวโปรแกรมที่เล่นไฟล์ไม่ได้แสดงลิสต์รายการซับไตเติ้ล และไฟล์เสียงแบบเครื่องเล่น ผู้ใช้จึงต้องค่อยๆ เลือกเปลี่ยนซับไตเติ้ลแต่ละอัน จนกว่าจะพบซับไตเติ้ลที่ต้องการ

อยากเล่นไฟล์แบบไหนต้องเข้าโปรแกรมเล่นให้ถูกประเภท

.mkv นี่เล่นได้เนียนๆ เลย
สรุป

Sony 48W650D ราคาเปิดตัว 21,490 บาท
ข้อดีของ Sony 48W650D
- การออกแบบช่องต่อด้านหลังค่อนข้างเอื้อต่อการนำทีวีไปแขวน
- รีโมทคอนโทรลมีปุ่ม Netflix ในตัว ถือว่าชูโรงมาก
- แม้ว่าจะไม่สามารถปรับภาพได้แบบละเอียด แต่ก็ยังสามารถรักษาอุณหภูมิสีประมาณ 6700K ซึ่งใกล้เคียงกับ 6500K ได้
- ภาพเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากในระดับราคาเท่านี้
- คุ้มค่าคุ้มราคากับสิ่งที่ได้มา
ข้อเสียของ Sony 48W650D
- LED Motion สามารถช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหวก็จริง แต่ก็ทำให้ความสว่างดรอปลงเกิน 50% ฉะนั้นไม่มียังดีกว่า
- ภาพโดยพื้นฐานจะติดอมแดงหน่อยๆ ต้องปรับค่า HUE ไปทางสีเขียวจะช่วยได้
- ภาพที่มืดมากในบางฉากจะขาดรายละเอียดไปบ้าง
- ตอนเล่นไฟล์วิดีโอ Media Player ในตัวเครื่องน่าจะมีตัวเลือกลิสต์รายการซับไตเติ้ล และไฟล์เสียงมาให้
Sony 48W650D ถือเป็นทีวีที่ครบเครื่องในเรื่องของมาตรฐานภาพและลูกเล่น แม้ว่ารุ่นนี้จะเน้นไปที่ความคุ้มค่าเป็นหลัก แต่ Sony ก็ไม่ได้ละเลยเรื่องภาพ ด้วยโหมดภาพอัตโนมัติที่ให้มาบวกกับตัวเลือกการปรับแต่งที่จำกัดก็ยังสามารถทำให้อุณหภูมิสีโดยเฉลี่ยได้ค่ามาตรฐาน คือประมาณ 6700K ข้อด้อยของภาพหลักๆ คือการแสดงรายละเอียดในที่มืดจะดูด้อยไปบ้างแต่ก็สามารถเร่ง Backlight เพื่อช่วยขุดรายละเอียดออกมาได้นิดหน่อย ในเรื่องของลูกเล่นก็ไม่ใช่เป็นแบบของแถม สามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกแอปประเภทวิดีโอสตรีมมิ่งทั้งหลาย Netflix, YouTube ส่วนแอปด้านอื่นๆ จะดูโหลดไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะราคารุ่นนี้อยู่เพียงแค่ 21,490 บาท เท่านั้น