ข้ามไปที่เนื้อหา
|

อีกหนึ่ง AV Receiver สำหรับยุคนี้ !!! รีวิว Onkyo TX-NR1008

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 20 Jan 2022 0 ความคิดเห็น

Network AV Receiver

Onkyo TX-NR1008

อีกหนึ่ง AV Receiver
สำหรับยุคนี้ !!!

แต่ไหนแต่ไร AV Receiver เปรียบเสมือนศูนย์กลางของระบบโฮมเธียเตอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบความบันเทิงทางภาพและเสียง ด้านเสียงนั้น ด้วยการบรรจุภาคถอดรหัสเสียงดิจิทัลรอบทิศทาง รวมไปถึงฟีเจอร์ปรับแต่ง ออดิโออินพุตทั้งดิจิทัล อะนาล็อก และภาคขยายสำหรับระบบลำโพง ทางด้านภาพก็มีการติดตั้งวิดีโอสเกลเลอร์เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพวิดีโอให้ดูดียิ่งขึ้น การเชื่อมต่ออุปกรณ์ระบบภาพและเสียงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งโปรแกรม จอภาพ และระบบลำโพง ทั้งหลายเหล่านี้จึงรวมศูนย์อยู่ที่ AVR ทั้งสิ้น ล่าสุดเมื่อถึงยุคที่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู แน่นอนว่า AVR มีบทบาทเป็นอย่างมากในยุคที่โฮมเธียเตอร์ก้าวเข้าสู่ระบบความบันเทิงผ่านโฮมเน็ตเวิร์ก ว่าแล้วก็มายลโฉมพระเอกของงานในครั้งนี้กันหน่อย

Onkyo TX-NR1008 คือ Network AV Receiver ระดับสูง รองจาก 5008 และ 3008 ซึ่งถ้าหากคุ้นเคยกับยี่ห้อนี้มาก่อนจะพบว่ารุ่น “เลข 4 ตัว” บ่งบอกถึง “ความเทพ” มาช้านาน… นอกจากนี้ยังพ่วงความสามารถในการเป็น Network AVR ด้วยฟีเจอร์ที่สนับสนุนการใช้งานภายใต้ระบบเครือข่าย อันที่จริงการแสดงตัวตนด้วยการกำหนดตัวอักษร “NR” ที่ชื่อรุ่น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาผู้ผลิตได้นำรุ่นที่ใช้รหัส NR ซึ่งรองรับฟังก์ชั่น “เน็ตเวิร์ก” ออกสู่ตลาดมาหลายปีแล้ว และในครั้งนี้ก็เป็นการสานต่อจากรุ่นเดิม ทว่าปรับปรุงบางประเด็นให้ดียิ่งขึ้น

แผงหน้าเน้นเหลี่ยมมุม ดูแข็ง ๆ ทว่าบึกบึน ของ Onkyo AVR อันเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจะคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นดีไซน์ที่มิได้เปลี่ยนแปลงมานาน หากสังเกตจะพบว่ารุ่นเลขท้าย 4 ตัว อย่าง 1008 จะมีสัญลักษณ์ THX และ ISF ขนาบซ้ายขวาจอแสดงสถานะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อีกจุดที่มักจะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึง “ความเทพ” ของอุปกรณ์โฮมเธียเตอร์

ปัจจุบันแม้ว่าจะเห็น THX Certified ติดหราให้เห็นเต็มไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ AVR รุ่นระดับกลางถึงเล็ก จนกลายเป็นสิ่งที่ดูพื้น ๆ คำถาม คือ มันสำคัญกับผู้ใช้อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มากน้อยแค่ไหน ? อันที่จริงก็มิได้เป็นสิ่งยืนยันว่า เครื่องที่มี จะต้องดีกว่า เครื่องที่ไม่มีสัญลักษณ์ดังว่านี้เสมอไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงมีผลค่อนข้างมากสำหรับประเด็นในเชิงการรับรอง “คุณภาพ” แต่ปัจจุบันหากเปรียบเทียบในระดับราคาเดียวกัน (จากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ) แม้มิได้การรับรองจาก THX ทว่าคุณสมบัติต่าง ๆ รวมไปถึงคุณภาพการผลิตอาจมิได้แตกต่าง เรียกว่าตอบสนองการใช้งานได้ดีเหมือน ๆ กันนั่นแหละ มันจึงดูเหมือนเป็นสัญลักษณ์เชิงการตลาดเสียมากกว่า อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่ามาตรฐาน THX มีส่วนในการสร้างความตื่นตัวแก่ผู้ผลิตในประเด็นเรื่องของการออกแบบคัดสรรอุปกรณ์ และพัฒนามาตรฐานการการผลิต เพื่อตอบสนองการใช้งานแก่ผู้ใช้อุปกรณ์โฮมเธียเตอร์อยู่มากพอดู อีกทั้งฟีเจอร์บางอย่างที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดปรับเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์ทางด้านระบบภาพและเสียง (ที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการปรับเซ็ต) มีส่วนในการตอบสนองการใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่น มากยิ่งขึ้น (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้งในช่วงท้าย)

หมายเหตุ : สำหรับมาตรฐาน THX ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางด้านระบบเสียง อย่างไรก็ดีในสินค้าบางประเภทจะพบว่า THX ได้กำหนดมาตรฐานการรับรองด้านระบบภาพด้วยเช่นเดียวกัน ส่วน ISF หรือ Imaging Science Foundation โฟกัสในเรื่องของระบบภาพ

ด้านล่างมีบานพับปิดบังปุ่ม และอินพุตต่าง ๆ เพื่อความเรียบร้อยเวลามิได้ใช้งาน อันเป็นรูปแบบเฉพาะสำหรับรุ่นใหญ่ ทั้งนี้จุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ในบริเวณนี้มีช่องต่อหูฟัง, Audyssey Setup Mic Input, USB Input, HDMI, Analog AV และ Digital Optical Input ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือถอดเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ (ไม่ต้องพยายามมุดไปเสียบทางด้านหลัง AVR)

Connectivity – ช่องต่อ

อินพุตทางด้านหลังมีจำนวนมากมาย ครบถ้วน สมกับเป็นรุ่นใหญ่ ที่เพิ่มเข้ามา (ไม่มีในรุ่นเล็ก) คือ ช่องต่ออะนาล็อก 5.1/7.1 อินพุต และนอกเหนือจากอินพุตวิดีโอที่เป็นมาตรฐานสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์อย่าง HDMI/Component/S-Video/Composite แล้ว AVR ในซีรี่ส์ 08 ส่วนใหญ่ ยังรองรับในส่วนของ VGA Input (สีฟ้า อยู่ขวามือ ใกล้กับ IEC Inlet) ซึ่งเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณภาพสำหรับคอมพิวเตอร์ แม้ว่าปัจจุบันมาตรฐานจะถูกพัฒนาไปเป็น HDMI/DVI ซึ่งมีแบนด์วิธสูงกว่า รองรับเรซโซลูชั่นสูงกว่าแล้วก็ตาม แต่ VGA ก็ยังเป็นมาตรฐานที่ยังคงใช้กันอยู่ ซึ่งอานิสงส์จากสเกลเลอร์ภายใน AVR มีส่วนช่วยปรับปรุงสัญญาณภาพจากรูปแบบการเชื่อมต่อมาตรฐานเก่านี้ให้ดูดีขึ้นได้ แม้จะสู้สัญญาณไฮเด็ฟแท้ ๆ (เอาต์พุตเรซโซลูชั่นสูงมาจากต้นทาง) ไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ลดความห่างลง

อีกจุดหนึ่งที่ 1008 แตกต่างจากรุ่นเล็ก ๆ (อย่าง 508, 608) คือ ตำแหน่งขั้วต่อสายลำโพงจะอยู่บริเวณส่วนล่าง และจัดวางแบบ Symmetry แยกซ้าย-ขวา ซึ่งช่วยให้การอ้างอิงเสียบต่อสายลำโพงสามารถกระทำได้สะดวกกว่าเล็กน้อย

ขึ้นชื่อว่าเป็น Network AVR มาตรฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับการนำความบันเทิงผ่านเครือข่ายภายในบ้าน และอินเทอร์เน็ต สู่ระบบโฮมเธียเตอร์ คือ Ethernet Input ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายโดยใช้สาย LAN ด้านล่างจะเห็น Universal Port อันเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมของ Onkyo (เช่น iPod Dock และ DAB+ Radio Tuner)

หมายเหตุ : ปัจจุบัน Network AVR บางรุ่น สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายแบบไร้สายได้แล้ว โดยใช้อุปกรณ์เสริมจำพวก USB Wireless Adapter

HDMI Input จำนวน 6 ช่อง (บวกด้านหน้าอีก 1 ช่อง) เรียกว่าเหลือเฟือเลยทีเดียว รองรับระบบเสียง True HD และ 3D Video Pass-through อันเป็นมาตรฐานของ HDMI 1.4 อีกจุดหนึ่งซึ่งแสดงถึงความพิเศษของ AVR รุ่นใหญ่ คือ HDMI Monitor Out จำนวน 2 ช่อง นับเป็นความยืดหยุ่น สามารถเชื่อมต่อจอภาพ 2 จอพร้อมกันแบบ Clone (หรือสลับเอาต์พุตให้ออกทีละจอก็ได้) เหมาะมากสำหรับท่านที่ใช้ทั้งจอทีวีแบบ Flat Panel และโปรเจ็คเตอร์ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายสลับสาย ทั้งนี้ที่ช่อง Out Main รองรับฟีเจอร์ ARC (Audio Return Channel) โดยสามารถรับสัญญาณเสียงจากทีวีกลับมาที่ AVR ผ่านทางสาย HDMI เส้นเดิม (แต่เดิมต้องใช้สายสัญญาณเสียงอะนาล็อก หรือไม่ก็ดิจิทัล อ็อพติคัล เพิ่มเติม) จึงลดความยุ่งเหยิงจากจำนวนสายที่มากมายลง แต่การจะใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ จอภาพจะต้องรองรับฟีเจอร์ ARC ด้วยเช่นเดียวกัน (และต้องเชื่อมต่อกับอินพุต HDMI ของจอภาพให้ตรงด้วย ซึ่งผู้ผลิตจะมีสัญลักษณ์ ARC กำกับไว้เช่นเดียวกัน)

รีโมตคอนโทรลอันคุ้นเคย (เพราะไม่ได้เปลี่ยนดีไซน์มานานเช่นกัน)

Setup Mic สำหรับใช้งานร่วมกับ Audyssey Auto Calibration นับเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือที่ขาดไม่ได้ในการใช้งาน AVR ยุคนี้ เนื่องจากมีส่วนช่วยให้การติดตั้งระบบลำโพงโฮมเธียเตอร์อันซับซ้อนให้มีความสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น

หลังจากดูลักษณะภายนอกคร่าว ๆ ไปแล้ว มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะยังสงสัยอยู่ว่า หาก AVR ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันเป็นรุ่นที่เล็กกว่า 1008 ด้วยงบประมาณที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เราจะได้อะไรที่ดีขึ้นบ้าง ? แม้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะมุ่งไปยังคุณภาพการใช้งาน ซึ่งไม่พ้นเรื่องของคุณภาพของภาพและเสียง แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ พื้นฐานของอุปกรณ์ย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ส่วนประกอบภายในของ Onkyo TX-NR1008

ส่วนประกอบภายในของ Onkyo TX-SR608

Setup – การติดตั้ง

เมื่อดูลึกถึงภายในจะพบว่าส่วนประกอบหลาย ๆ อย่างได้ถูกเพิ่มเติมเข้ามาจากรุ่นเล็ก ที่พอจะเห็นชัด ๆ คือ ภาคจ่ายไฟที่ใหญ่กว่า รวมไปถึงภาคขยายที่มีให้กำลังขับสูงกว่า (กำลังสำรองสูงกว่า) ในส่วนของวิดีโอ ถึงแม้ว่าจะใช้ งานวิดีโอโปรเซสเซอร์ชิพจาก Faroudja DCDi Cinema เช่นเดียวกับรุ่นระดับกลางถึงเล็ก (ในขณะที่รุ่นใหญ่กว่า คือ 3008 และ 5008 ใช้ชิพ HQV Reon VX) อย่างไรก็ดีในรุ่น 1008 นี้ ได้การรับรองจาก ISF จากฟีเจอร์ปรับภาพที่ละเอียดลออ และยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างเช่น การปรับ White Balance เพื่อชดเชยการถ่ายทอดสีสันของจอภาพให้ถูกต้อง นอกจากนี้ผู้ผลิตยังให้โหมดภาพมาตรฐานกึ่งสำเร็จรูป อย่าง ISF Day (เหมาะสำหรับสภาพห้องที่สว่าง หรือใช้งานตอนกลางวัน) และ ISF Night (เหมาะสำหรับสภาพห้องที่มีการควบคุมแสง หรือใช้งานตอนกลางคืน) เช่นเดียวกับ 2 รุ่นใหญ่ พารามิเตอร์ที่สำคัญสำหรับวิดีโอสเกลเลอร์ขั้นสูง อย่าง Noise Reduction และ Edge Enhancement ก็ยังคงอยู่ (มีใน 608 เช่นกัน) ทั้งหมดนี้จะส่งผลดีอย่างไรในการใช้งานจริง ผมจะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานการทดสอบ

ระบบช่วยเหลือทางด้านเสียงอย่าง Audyssey ก็มีความแตกต่างจากรุ่น 608 โดยในรุ่น 1008 จะใช้มาตรฐาน Audyssey MultEQ ในขณะที่ 608 เป็น Audyssey 2EQ ความแตกต่างของทั้ง 2 ระบบนี้อยู่ที่ความซับซ้อนในการตรวจวัดและประมวลผล และตั้งค่าเพื่อแก้ไข ซึ่งต้องไปวัดกันด้วยผลการทดสอบระบบเสียงที่ได้ ว่าเที่ยงตรงหรือไม่ (จะกล่าวถึงช่วงรายงานคุณภาพเสียง) แต่อีกจุดหนึ่งที่ใช้ยืนยันความแตกต่างได้ชัดเจน คือ ความละเอียดในการปรับเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์การเซ็ตอัพระบบลำโพงแบบแมนนวล ซึ่งสามารถสรุปคร่าว ๆ ได้ดังต่อไปนี้

การตั้งระดับชดเชยเสียงของลำโพงแต่ละแชนเนล สามารถปรับได้สเต็ปละ 0.5 dB ซึ่งละเอียดกว่ารุ่นเล็ก (ที่ปรับได้ทีละ 1 dB) เช่นเดียวกับระยะห่าง ที่กำหนดได้สเต็ปละ 15 ซม. (รุ่นเล็ก 30 ซม.)

การกำหนด Speaker Settings นั้น ผู้ใช้สามารถกำหนดฟังก์ชั่นของภาคขยายจาก 1008 ที่มีจำนวน 9 แชนเนล ได้หลากหลาย สามารถกำหนดสถานะการทำงานของภาคขยาย ให้ตรงกับสเป็ก Impedance ของลำโพงที่ใช้ ซึ่งเป็นพารามิเตอร์มาตรฐานของ Onkyo AVR ทุกรุ่น ทั้งนี้ลำโพงอิมพีแดนซ์ต่ำ (4ohms) มักจะดึงโหลดจากภาคขยายสูงกว่าลำโพงอิมพีแดนซ์สูง (>/= 6ohms)

ในกรณีที่มิได้ใช้งานลำโพงเซอร์ราวด์แบ็ค ยังคงสามารถสลับการใช้งานให้ภาคขยายทำงานในแบบ “ไบแอมป์”เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขับลำโพงคู่หน้า (ที่ได้ออกแบบจุดเชื่อมต่อสายลำโพงแบบไบไวร์) ได้ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่รุ่นเล็กอย่าง 608 สามารถทำได้เช่นกัน ปกติวิธีการนี้จะให้ผลลัพธ์ทางด้านคุณภาพเสียงดีขึ้น อย่างไรก็ดีการใช้งานจำเป็นต้องใช้สายลำโพงซิงเกิลไวร์ 2 ชุด หรือสายลำโพงไบไวร์แบบเข้า 4 ออก 4

หมายเหตุ : ในรุ่น 3008 และ 5008 จะเพิ่มเติมพารามิเตอร์ Speaker Type แบบ BTL (Bridged Transless) เข้ามาอีกหนึ่งลักษณะ ซึ่งเป็นการนำภาคขยาย 2 ชุดมา “บริดจ์” กันเพื่อเพิ่มกำลังขับ

THX Certified อาจจะเป็นสิ่งยืนยันถึงคุณภาพของ AVR แต่จุดหนึ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นพิเศษสำหรับเครื่องที่ได้รับการรับรองจาก THX คือ ค่ากำหนดในส่วนของ THX Audio Setup ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเมื่อใช้งานกับชุดลำโพงที่ได้การรับรองมาตรฐานจาก THX เช่นกัน ทั้งนี้ค่ากำหนดในส่วนนี้จะมีผลเฉพาะกับการรับฟัง (Listening Mode) ในโหมด THX เท่านั้น

หมายเหตุ : Loudness Plus ให้ผลลัพธ์คล้ายกับ Dynamic EQ คือ ยกช่วงความถี่ต่ำลึก (ราว 30Hz) ขึ้นมา ส่วน BCG (Boundary Gain Compensation) จะให้ผลในทางตรงข้าม คือ ลดทอนอัตราการตอบสนองความถี่ลึกลง ในกรณีที่ซิสเต็มลำโพงซับวูฟเฟอร์เกิดอาการเบสบูมช่วงความถี่ต่ำลึก (ทั้ง 2 พารามิเตอร์นี้จะมีผลกับการรับฟังในโหมด THX เท่านั้น)

Features – ลูกเล่น

เมื่อเป็น Network AVR ที่รองรับฟีเจอร์ความบันเทิงผ่านระบบเครือข่าย แน่นอนว่าต้องรองรับการตั้งค่ากำหนดด้านระบบเครือข่ายเช่นเดียวกัน อันมีส่วนช่วยให้การใช้งานผ่านระบบเครือข่ายมีเสถียรภาพ และเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีหากผู้ใช้ไม่อยากวุ่นวายในจุดนี้ ด้วยมาตรฐาน DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) ช่วยให้การกำหนดค่าทางด้านเน็ตเวิร์กเป็นเรื่องง่าย เพราะระบบจะดำเนินการให้โดยอัตโนมัติ

หมายเหตุ: ในการใช้งานบางฟีเจอร์ อาจจำเป็นต้องทำการกำหนดค่าทางด้านเน็ตเวิร์กแบบแมนนวล กระนั้นค่ากำหนดแบบ Auto ก็สามารถใช้งานฟีเจอร์ส่วนใหญ่ได้ค่อนข้างครอบคลุม

Internet Radio จาก vTuner บริการฟรี ! สำหรับผู้ใช้ Network AVR ที่ทำลายข้อจำกัดดังคำกล่าวที่ว่า “ดนตรีไม่มีพรมแดน” สามารถฟังเพลงจากประเทศทั่วทุกมุมโลกผ่านสถานีวิทยุออนไลน์ ซึ่งบางสถานีนั้น คุณภาพเสียงดีกว่าการฟังวิทยุ FM/AM ผ่านจูนเนอร์เสียอีก (เลือกที่หมวด High Quality) เรียกว่าน้อง ๆ CD เลยก็ว่าได้ และไม่มีปัญหาคลื่นแทรก สัญญาณรบกวน หรือรับไม่ชัด อันอาจพบได้ประปรายกับการรับฟังวิทยุ FM/AM

การฟังเพลงผ่านระบบเครือข่าย และอุปกรณ์ USB ก็เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่ขาดไม่ได้สำหรับ Network AVR จากรูปแบบพฤติกรรมการฟังเพลงในปัจจุบันที่เปลี่ยนมาฟังผ่าน “ไฟล์” มากขึ้น และอุปกรณ์ที่มักจะถูกใช้ในการเก็บไฟล์ที่ว่าเหล่านี้ก็ไม่พ้นคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ USB Storage Devices

หมายเหตุ: ฟอร์แม็ตไฟล์ที่รองรับ เน้นเฉพาะไฟล์เพลง คือ WAV, MP3, Ogg, AAC, WMA Lossless และ FLAC รองรับมาตรฐานไฟล์ความละเอียดสูงที่ 24-bit/96kHz

Onkyo Remote Application (สามารถดาวน์โหลดฟรี ผ่าน iTune Store) สำหรับใช้งาน iPod/iPhone ควบคุม AVR ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้งานทดแทนรีโมตคอนโทรลมาตรฐานที่มีมาให้ ทั้งนี้ด้วยอานิสงส์ของจอสัมผัสขนาดใหญ่ นอกจากจะมีพื้นที่ในการจัดวางปุ่มกดได้สะดวกแล้ว ขณะเดียวกันยังแสดงรายละเอียด อย่างชื่อเพลง และปกอัลบั้ม (เมื่อฟังเพลงผ่านเน็ตเวิร์กหรือ USB)

การควบคุมฟังก์ชั่นพื้นฐาน อย่างการเปลี่ยนอินพุต ปรับเพิ่ม-ลดระดับวอลลุ่ม สามารถกระทำได้อย่างสะดวก

เช่นเดียวกับการสั่งการ การเล่นเพลง ผ่านเน็ตเวิกร์และอุปกรณ์ USB ที่สามารถแสดงรายละเอียดชื่อเพลง ปกอัลบั้ม ได้เช่นเดียวกับการดูผ่านจอภาพ

Picture – ภาพ

ต้องเรียนให้ทราบก่อนนะครับว่าการใช้งานวิดีโอสเกลเลอร์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะหวังพึ่งเพียงแค่การกำหนดตัวเลขเรซโซลูชั่นเป็น 1080p เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ก็อย่างที่ทราบว่าการอัพสเกล เป็นการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของแหล่งโปรแกรมต้นฉบับที่เป็นมาตรฐาน Standard Definition (เคเบิลทีวี ดีวีดี วีซีดี Online VDO ฯลฯ ซึ่งมักจะมีคุณภาพไม่สู้ดีนัก หรือที่เรียกกันติดปากว่า สื่อความละเอียดต่ำ) แม้แหล่งโปรแกรมลักษณะนี้จะมีจุดด้อยในเรื่องของ “ดีเทล” คือ ขาดความคมชัดเหมือนกันก็จริง ทว่าก็ยังมีตัวแปรปลีกย่อยที่ส่งผลกระทบกับการรับชมอย่างมากจนเป็นของคู่กันสำหรับแหล่งโปรแกรมลักษณะนี้ คือ สัญญาณรบกวน หรือ artifacts ซึ่งต้องใช้แนวทางแก้ไขปรับปรุงแตกต่างกัน ดังนั้นชนิดของพารามิเตอร์ที่ใช้ ไปจนถึงการให้น้ำหนักในการลดทอนแก้ไขปัญหาเพื่อปรับปรุงคุณภาพของภาพจึงแตกต่างกัน วิดีโอสเกลเลอร์ ที่ดี ต้องรองรับในจุดนี้

1008 (และ 608) สามารถแก้ไข artifacts ให้ลดน้อยลงไปได้ด้วยพารามิเตอร์ Noise Reduction ส่วนการเพิ่มความคมชัด มี Edge Enhancement ซึ่งให้แนวทางคล้ายกับ Sharpness แต่จะเน้นที่ขอบวัตถุให้คมชัดขึ้นมากกว่าเน้นทั้งภาพ จึงลดผลกระทบจากการพยายามเร่งสิ่งรบกวนที่ฝังมากับสัญญาณภาพ (หรือก็คือ artifacts ที่เราพยายามจะลดมันอยู่เมื่อกี๊นี่แหละ) ได้เล็กน้อย พารามิเตอร์เหล่านี้ต้องอาศัยการให้น้ำหนักอย่างเหมาะสม เพราะถ้าให้มากไปก็ส่งผลให้คุณภาพแย่ลงกว่าเดิม (ดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือสูญเสียจุดเด่นในบางจุด) ผมคงไม่อาจบอกได้ว่าควรตั้งค่าไว้เท่าไหร่จึงจะดี ต้องทดลองกับแหล่งโปรแกรมแต่ละชนิด ซึ่งก็พอจะมีแนวทางอยู่ แต่ขอติดไว้ก่อน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากการปรับปรุงคุณภาพของภาพวิดีโอโดยสเกลเลอร์เป็นกระบวนการแก้ไขระหว่างขั้นตอน playback กล่าวคือสเกลเลอร์จะประมวลผลและแก้ไขสัญญาณไปแทบจะทันทีที่ภาพถูกแสดงผ่านบนจอภาพ จึงต้องอาศัยความรวดเร็วในขั้นตอนประมวลผล มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหา “หลุด” ซึ่งสังเกตได้กับฉากที่มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินกว่าที่ระบบจะ ประมวลผลแก้ไขทัน ก็จะเห็น artifacts เล็ดรอดมา ผลในประเด็นนี้ 1008 จึงเป็นรอง 2 รุ่นท็อป ที่ใช้ชิพ HQV แต่ความต่างก็ไม่ห่างกันนัก และถึงแม้จะใช้พื้นฐานเทคโนโลยีจากวิดีโอโปรเซสเซอร์ชิพรุ่นเดียวกับรุ่นเล็กอย่าง 608 แต่ 1008 มีศักยภาพที่ดีกว่า ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้กำหนด White Balance (ขอเขียนย่อ ๆ ว่า WB) ได้อย่างยืดหยุ่น จึงตอบสนองการใช้งานได้ดีกว่าในบางประเด็น

การตรวจสอบสัญญาณอินพุต และเอาต์พุต สามารถกระทำได้ผ่าน Home Menu ซึ่งเป็นรูปแบบ OSD

สำหรับแหล่งโปรแกรมมาตรฐาน HD ที่ชัดมาแต่ต้น อาจมิได้รับประโยชน์จากฟังก์ชั่นปรับแก้จุดบกพร่องของวิดีโอสเกลเลอร์ภายใน 1008 เท่าใดนัก แต่ก็ได้รับอานิสงส์บางส่วน อย่างการปรับแก้ WB แม้จอภาพในปัจจุบันจะรองรับการปรับชดเชย WB แบบละเอียดได้ดีอยู่แล้ว (และปรับที่จอภาพโดยตรงจะสะดวกและได้ผลดีกว่าด้วย) แต่ก็มิใช่ทุกรุ่นที่มี ในทีวี โปรเจ็กเตอร์ หรือมอนิเตอร์ รุ่นเล็ก ส่วนใหญ่พบว่ายังไม่มีให้ปรับในจุดนี้ หรือมีก็ไม่ละเอียด (ปรับได้แต่ Gain ส่วน Offset ปรับไม่ได้) การชดเชย WB ด้วยสเกลเลอร์ภายใน AVR จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ อันมีส่วนช่วยให้การถ่ายทอดสีสันของแหล่งโปรแกรมวิดีโอเมื่อแสดงบนจอภาพเหล่านั้นไม่ถูกบิดเบือนไป แม้ขั้นตอนดำเนินการจะยุ่งยากไปบ้าง ผู้ใช้ทั่วไปจึงมิอาจได้รับประโยชน์ในจุดนี้เท่าใดนัก แต่ก็ถือว่าระบบให้เผื่อไว้สำหรับปรับปรุงซิสเต็มให้มีความพร้อมมากขึ้นในอนาคต

Sound – เสียง

ทุกครั้งที่ผมทดสอบซิสเต็มลำโพงโฮมเธียเตอร์ (Polk Audio RTi Series, Paradigm Monitor Series) จะอ้างถึงระบบ Auto Calibration ด้วยเสมอ ทั้งนี้การใช้งานในสภาพแวดล้อมในห้องรับแขกบ้าน ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบลำลอง ไม่เอื้อต่อการปรับเซ็ตลำโพงละเอียด (แบบแมนนวล) มากเท่ากับพื้นที่เป็นทางการแบบห้องโฮมเธียเตอร์ การจะปรับปรุงศักยภาพ หรือแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้วยระบบ Auto Calibration จึงเป็นวิธีการที่ดูมีความหวังมากที่สุดสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดแบบนี้ ขณะเดียวกันมันก็เป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมในบ้านพักอาศัยทั่วไป แม้ตัวระบบเองจะมีศักยภาพ หรือข้อจำกัด มีดี มีเสีย อยู่บ้างแตกต่างกันไปในแต่ละซิสเต็ม แต่ก็เป็นวิธีที่สะดวก และน่าจะมีส่วนช่วยให้หลาย ๆ ท่านที่เพิ่งเริ่มเล่นโฮมเธียเตอร์ในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกันนี้ ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หรือเป็นพื้นฐานที่นำไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงระบบให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
กับ 1008 ผลการใช้งาน Audyssey Auto Calibration พบว่าในส่วนของระบบ Basic Auto Calibration หรือ การตั้งค่าลำโพงพื้นฐาน คือ ขนาดลำโพง (Speaker Settings) จุดตัดความถี่ (Crossover) ระดับเสียง (Level) และ ระยะห่าง (Distances) การทดสอบในสภาพแวดล้อมในห้องรับแขก ที่แบ่งที่ทางสำหรับโฮมเธียเตอร์ได้ระดับหนึ่ง พบว่าให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียง สามารถใช้อ้างอิงได้ทันที ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะรุ่นเล็กอย่าง 608 ก็ทำได้ดีมาก่อน แต่ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้จาก 1008 จะมีความเที่ยงตรงยิ่งขึ้นด้วยอานิสงส์ของตัวแปรอ้างอิงค่ากำหนด ที่แบ่งสเต็ปละเอียดมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ระยะห่างของลำโพงที่อ้างอิงได้ในระดับ “ครึ่งฟุต” (รุ่นเล็กอ้างอิงสเต็ปละหนึ่งฟุต) โอกาสที่ระบบตรวจวัดจะกำหนดผลให้มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงจึงมีมากกว่า

จากซิสเต็มทดสอบเดียวกันนี้ ระยะของลำโพงเซ็นเตอร์ (ที่วัดด้วยตลับเมตร) จะใกล้กว่าลำโพงคู่หน้าซ้าย-ขวา ราว 10 ซม. แต่เดิมกับ 608 (Audyssey 2EQ) ระยะลำโพง FL, FR และ C ถูกกำหนดไว้เท่ากัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะระยะอ้างอิงที่ระบบกำหนดได้นั้นมากกว่า (สเต็ปละ 30 ซม.) หากเพิ่มหรือลดลง 1 สเต็ปก็จะเกินจากระยะอ้างอิงไปอีก ทีนี้พอเปลี่ยนมาเป็น 1008 (ที่ใช้ระบบ Audyssey MultEQ) การอ้างอิงเพื่อชดเชยในจุดนี้จึงใกล้เคียงความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น อาจมีคำถามตามมาว่า การอ้างอิงชดเชยดีเลย์ไทม์ด้วยระยะห่างระดับ 10 กว่าเซ็นต์นี้ จะส่งผลกับการรับรู้ในแง่คุณภาพเสียงมากน้อยเพียงใด ? ด้วยระยะเวลาการดีเลย์ของเสียงจากลำโพงที่ต่างกันระดับมิลลิวินาที คงไม่อาจจับผิดได้ง่ายนัก อย่างไรก็ดีทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ส่งผลถึง “ความกลมกลืน” ซึ่งความรู้สึกผิดปกติของเสียงในการอ้างอิงระยะลำโพงที่ผิดพลาด สังเกตได้จากช่วงของการโยนเสียงที่มีทิศทางแปลกแยกจากเส้นทางเดินของเสียงไปจากภาพที่เห็น (ที่มิกซ์มา) กล่าวคือเส้นทางไม่เป็น linear (ในการโยนเสียงจากหน้าไปหลัง) นอกจากนี้การขึ้นรูปของสนามเสียงจะไม่เกิดสมมาตร โดยจะเอียงเข้าด้านของลำโพงที่มีระยะ “ใกล้” จนเกินความเป็นจริง (ประเด็นนี้จะเกี่ยวเนื่องกับการอ้างอิงระดับเสียงของลำโพงที่ผิดพลาดด้วย) ซึ่งเสียงบรรยากาศ สามารถอ้างอิงทดสอบกับ “เสียงบรรยากาศ” ในภาพยนตร์ดรามา หรือคอนเสิร์ต ที่ไม่มีการโยนเสียงไปมาหวือหวา

หมายเหตุ : บางครั้งอาจพบว่าผลลัพธ์จากระบบ Auto Calibration ได้กำหนด ระยะห่าง ของลำโพงมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง (พบบ่อยกับลำโพงซับวูฟเฟอร์) ซึ่งเป็นผลจากการชดเชยแก้ไขเรื่องของเฟส หรืออาจเป็นการแก้ไขเรื่องของตัวแปร (สภาพแวดล้อม) บางประการ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน การอ้างอิงด้วยหูในประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากสำหรับผู้ใช้ทั่วไป นี่จึงเป็นข้อดีของระบบอัตโนมัตินี้ อย่างไรก็ดีผลของตัวแปรรบกวนบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานระบบ Auto Calibration อาจบิดเบือนทำให้ผลลัพธ์ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ตรงนี้สามารถตรวจสอบความผิดปกติได้จากผลการทดลองใช้งาน (ฟังเสียง) โดยตรง อย่างไรก็ดีหากผู้ใช้กำหนดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการใช้งานโฮมเธียเตอร์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ไว้ก่อน ปัญหาผลลัพธ์จากระบบ Auto Calibration ลักษณะนี้ก็จะลดทอนลง หรือไม่เกิดขึ้นเลย

แต่เดิมปัญหาเบสล้นจากที่ทางวางลำโพงที่ค่อนข้างชิดผนัง ได้สร้างผลกระทบกับคุณภาพการรับฟังมากพอดู โดยจะมาในรูปแบบของความอึมครึม อึดอัด แม้กับการรับชมภาพยนตร์จะไม่ได้รู้สึกถึงการบกวนมากนัก แต่กับเสียงเบสที่กระแทกอยู่ตลอดเมื่อรับฟังดนตรีบางแนวทำให้ขาดอารมณ์ร่วม หรือเสียอรรถรสไปพอสมควร (ขาดความผ่อนคลาย) กับลำโพง Polk Audio RTi A7 ซึ่งเป็นลำโพงแบบตั้งพื้นขนาดค่อนข้างใหญ่ ที่ทางตั้งวางขนาดนี้ไม่เพียงพอสำหรับประเด็นเรื่องของการถ่ายทอดโทนัลบาลานซ์ ผลที่ได้ คือ ความถี่ต่ำช่วง 45Hz โด่งล้ำย่านอื่นขึ้นมามาก ถึงกว่า 10dB ! ถึงแม้การถ่ายทอดเสียงความถี่ต่ำจากลำโพงคู่นี้จะค่อนข้างสะอาด และกระชับ จึงยังฟังได้ไม่รู้สึกว่าบวมอืด คลุมเครือจนรับไม่ได้ อย่างไรก็ดีผลของมันส่งผลให้การถ่ายทอดความถี่ย่านอื่นถูกบดบังความโดดเด่นลง จนดูเหมือนลำโพงนี้มีดีแต่เบส แม้ว่าความเป็นจริงมันจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แน่นอนว่าทางออกที่ดีที่สุด คือ การขยับขยายที่ทางเพื่อให้ลำโพงมีระยะห่างจากพื้นผิวสะท้อน (ผนัง – มุมห้อง) มากขึ้น ทว่าวิธีแก้ปัญหาในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดเรื่องของตำแหน่งการวางลำโพงจะทำอย่างไร ? หาวิธีการซับเสียงความถี่ต่ำส่วนเกินออกไปดีไหม ? ก็เป็นทางออกที่ดีเช่นกันครับ แต่การสลายความถี่ต่ำที่ 45Hz ค่อนข้างลำบากในทางปฏิบัติ (หากไม่ต้องการให้กระทบกับความถี่อื่นข้างเคียง) และแน่นอนว่าโครงสร้าง หรือรูปลักษณ์ของห้องจะเปลี่ยนไปด้วยอุปกรณ์ปรับอะคูสติกที่เพิ่มเติมเข้ามา หากรับได้ก็โอเคครับ… หรือไม่ก็ใช้ทางเลือกสุดท้ายก่อนจะเปลี่ยนลำโพงใหม่ คือ ใช้ระบบ Room EQ จาก AVR Auto Calibration

หมายเหตุ : Room EQ ก็มีพื้นฐานมาจาก EQ หรือ Equalizer นั่นเอง ผมเชื่อว่าหากท่านมาสายออดิโอไฟล์ เมื่อเห็นอุปกรณ์แบบนี้อาจจะร้องยี้ แต่การที่จะใช้ EQ นั้น เหตุผลมันมาจาก สภาพแวดล้อม ที่มันบิดเบือนเสียงของซิสเต็มอยู่ก่อนแล้วนั่นแหละ งานนี้ EQ จึงมิใช่ผู้ร้าย (อารมณ์เดียวกับแก๊ซโซฮอล์ป่าว ?) ซึ่งโอกาสที่การตอบสนองความถี่เสียงของลำโพงจะเที่ยงตรงดังเช่นที่ผู้ผลิตออกแบบเอาไว้ได้เป๊ะ ๆ ก็เมื่อมันอยู่ในห้องไร้เสียงสะท้อน (anechoic chamber) เท่านั้น เมื่อออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว มันจะถูกบิดเบือนโดยสภาพแวดล้อมทั้งนั้น เพียงแต่มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสภานที่ ซิสเต็ม และการเซ็ตอัพ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ผมจะทยอยกล่าวถึงเรื่อย ๆ ตอนนี้ มาต่อ 1008 ให้จบก่อน เพราะมันยืดยาวเกินไปแล้ว

ผลลัพธ์ที่ได้จาก Room EQ ของ Audyssey MultEQ ช่วยอะไรในประเด็นปัญหาที่กล่าวไปข้างต้นได้บ้าง ? ภายหลังจากการทำ Audyssey Auto Calibration (และปิด Dynamic EQ แล้ว) พบว่า เดิมเบสที่ล้นกว่า 10dB ช่วง 45Hz (จากตำแหน่งตั้งวาง) ได้ลดความรุนแรงลงไปมาก ถึงแม้เบสจะยังนำอยู่นิด ๆ แต่ยังมีคุณภาพ ไม่บดบังย่านอื่น หรือระคายโสตประสาท นอกจากนี้การตอบสนองความถี่ตั้งแต่ช่วง 100Hz – 6kHz ก็ได้ความแฟล็ตมากขึ้น อย่างไรก็ดีช่วงปลายตั้งแต่ 6kHz ขึ้นไปจะโรลออฟเร็วกว่าปกติ ซึ่งในกรณีที่แต่เดิมฟังแล้วรู้สึกว่าลำโพงเสียงเครียด ตรงนี้จะได้ความนุ่มนวลผ่อนคลายมากขึ้น แต่หากเป็นซิสเต็มที่เดิมเสียงยังไม่เปิดนัก หรือย่านอื่นล้ำเด่นกว่าช่วงปลาย (Polk Audio RTi A7 เข้าข่ายนี้ เพราะในความเป็นจริง A7 ไม่ใช่ลำโพงที่ขาดแคลนช่วงปลายเสียง ช่วง 16kHz – 20kHz ออกจะเด่นด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากปริมาณเบสที่มากกว่า จุดนี้จึงถูกลดความโดดเด่นลง) การกำหนดปรับแก้ด้วย Room EQ แบบนี้จึงอาจไม่เหมาะ เพราะจะรู้สึกว่าเสียงอั้นช่วงปลาย หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้มีทางแก้ 2 ทาง

ทางแรก หากวางลำโพงหน้าตรงให้โทอินลำโพงเข้ามา ซึ่งกับ Polk (ในสภาพแวดล้อมนี้ โดยดำเนินการภายหลังการทำ Auto EQ) ก็ได้ผลดี หรือไม่ก็ทางเลือกที่ 2 คือ ปิดใช้งานเฉพาะ Room EQ แต่ยังคงผลการตั้งค่าลำโพงอื่น ๆ จากระบบอัตโนมัติเอาไว้ โดยการเข้าไปปิด Equalizer ที่ Main Menu –> Speaker Setup แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าการปรับแก้ความถี่ต่ำซึ่งแต่เดิมเป็นปัญหา เกิดจากวิธีการใด ซึ่งกรณีนี้ระบบใช้วิธีจำกัดความถี่ของลำโพงคู่หน้าด้วยการกำหนด High-pass Crossover ของลำโพงคู่หน้าไว้ที่ 40Hz แทนกำหนดแบบ Full-band (Large) เพื่อลดความรุ่นแรงของความถี่ต่ำที่มีปัญหากับสภาพแวดล้อมลง การปิด Equalizer จึงไม่ส่งผล วิธีตรวจสอบผลลัพธ์ว่าแบบไหนดีกว่า ที่ง่ายที่สุดก็คือการฟังเปรียบเทียบว่ารูปแบบใดลงตัวกว่า

หมายเหตุ : ผลลัพธ์จาก Room EQ นั้น หากเป็นระบบที่ซับซ้อน เที่ยงตรงขึ้น จะให้ผลลัพธ์ที่มีความถูกต้องยิ่งขึ้น (เช่น Audyssey MultEQ XT32) อย่างไรก็ดีรูปแบบการให้น้ำหนักชดเชย EQ ก็มีผลเช่นเดียวกัน ทั้งนี้กับ AVR ที่มีระบบ Room EQ บางรุ่น จะสามารถเลือกรูปแบบการให้น้ำหนักชดเชยได้หลายรูปแบบ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์กับเสียงช่วงปลายที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น Audyssey Flat แต่ในประเด็นเรื่องการตอบสนองความถี่ช่วงบนที่ราบเรียบไปจนถึง 20kHz (ไม่ว่าจะใช้ หรือไม่ใช้ EQ) บางคนฟังแล้วไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันชัดไป ชอบแบบโรลออฟมากกว่า… นานาจิตตัง

การตั้งพารามิเตอร์ที่เกี่ยวกับเสียงบางอย่าง เช่น การเปิด/ปิด ระบบ Dynamic EQ (แนะนำให้ปิด โดยเฉพาะกับซิสเต็มลำโพงใหญ่ แต่มีที่ทางไม่มากแบบนี้), การเปลี่ยนระบบเสียง (Listening Mode) รวมไปถึงการตรวจสอบสัญญาณอินพุต – เอาต์พุต สามารถกระทำผ่าน Home Menu ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว การรับชมต่อเนื่องไม่ติดขัด

จุดที่ 1008 ทำได้โดดเด่นกว่ารุ่นน้อง 608 นอกเหนือจากฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่แอดวานซ์ มากขึ้น ตอบสนองความต้องการได้ยืดหยุ่นกว่าแล้ว ศักยภาพพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างสูง อย่างภาคขยาย ก็ให้ระดับความแตกต่างอันน่าสนใจเช่นเดียวกัน ด้วยพละกำลังที่มากขึ้นส่งผลให้ระดับไดนามิกสูงขึ้นกว่ารุ่นเล็ก การให้น้ำหนักเสียงร้อง หรือแรงโหมของเครื่องดนตรีต่างมีเรี่ยวแรงมากขึ้น แนวเสียงก็ยังคงเน้นความไหลลื่น ทว่าการให้นำหนักเสียงดุดันกำลังดี ฟังแล้วให้ความผ่อนคลาย ทว่าไม่ขาดแคลนรายละเอียด คงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจไม่เปลี่ยนแปลง

ด้วยศักยภาพที่มี ทั้งจากการรับรองจากสถาบันต่าง ๆ หรือประสิทธิภาพจากการใช้งานจริง ก็บ่งบอกถึงคุณภาพของ AVR เครื่องนี้ได้ดี กับอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างสูงเนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางของระบบโฮมเธียเตอร์ด้วยแล้ว คงจะมองข้าม Onkyo TX-NR1008 ไปไม่ได้เลย

Conclusion – สรุป

เมื่ออ้างอิงผลลัพธ์การใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบลำลอง (ห้องรับแขก) ไปแล้ว ต่อไปก็จะเป็นขั้นตอนของ “สภาพแวดล้อม” แบบกึ่งทางการอย่างห้องโฮมเธียเตอร์ดูบ้างว่าจะกระทบกับซิสเต็มมากน้อยเพียงไร เกริ่นไว้นิดว่ามันมากกว่าที่หลายท่านคาดคิดไว้ชนิดที่ว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็เหมือนเปลี่ยนเสียงลำโพงไปเป็นคนละคู่เลยทีเดียว นี่จะเป็นคำตอบที่อธิบายข้อสงสัยว่าของหลาย ๆ ท่านว่า เหตุใดซิสเต็มเดียวกัน จึงให้เสียงที่ไม่เหมือนกัน เมื่ออยู่กันคนละที่… และจะกล่าวถึงวิธีการประยุกต์ Auto Calibration ร่วมกับการปรับเซ็ตลำโพงแบบแมนนวลด้วยครับ… โปรดติดตาม !

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– ดีไซน์เรียบ ๆ ตัน ๆ อันคุ้นเคย เพราะเป็นรูปลักษณ์เดิมที่ใช้มานานหลายปี ตัวถังดูบึกบึน ซึ่งน้ำหนักส่วนใหญ่เทไปที่ทรานส์ฟอร์เมอร์ตัวเขื่อง
– แม้เป็นน้องเล็กในตระกูล AVR เลข 4 ตัว แต่ด้วยระดับชั้นที่เน้นความไฮเอ็นด์ คุณภาพเสียงจึงไปในแนวทางเดียวกับรุ่นพี่อย่าง 3008 และ 5008 พละกำลังเพียงพอกับการขับขานชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ทั่ว ๆ ไปในท้องตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสไตล์เสียงที่ไหลลื่น ทว่าหนักแน่น ดุดัน 
– Network AVR ที่รับฟังอินเทอร์เน็ตเรดิโอ รวมไปถึงการรับฟังเพลงผ่านเครือข่ายและ USB ผนวกเข้ากับวิดีโอสเกลเลอร์ และผลลัพธ์ที่ได้จาก Audyssey MultEQ ก็น่าพอใจ
– ความยืดหยุ่นของจุดเชื่อมต่ออันครบครัน มีอินพุตวิดีโอสำหรับมาตรฐานคอมพิวเตอร์อย่าง VGA มาให้ด้วยนอกเหนือจากรูปแบบ HDMI/DVI ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มี LAN/USB เอื้อต่อพฤติกรรมการฟังเพลงในปัจจุบัน สามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ทาง Universal Port ได้ในอนาคต
– อีกหนึ่ง AVR ระดับคุณภาพ ที่ตอบสนองควาบันเทิงในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี !

by ชานม !
2011-07

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้