ตัดสินแล้ว !!! 10 รางวัลทีวีที่ดีที่สุดประจำปี 2019-2020

พบกันทุกปีกับการประกาศรางวัล Best of The Best Award หรือ “รางวัลทีวีที่ดีที่สุดแห่งปี” โดย LCDTVTHAILAND – VIDEOPHILE&AUDIOPHILE ประจำปี 2019-2020 ปีนี้เป็นอีกครั้ง
ที่เทรนด์ของทีวีมีการเปลี่ยนแปลงขยับจากไซส์กลางไปเป็นไซส์ใหญ่จัมโบ้ขึ้น ปีนี้เป็นอีกครั้งที่เทรนด์ของทีวีมีการเปลี่ยนแปลงขยับจากไซส์กลางไปเป็นไซส์ใหญ่จัมโบ้ขึ้น ตลอดจนระบบ Smart TV ที่เข้ามาอัพเกรดให้การรับชมคอนเทนต์โปรดมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น สุดท้ายคือนวัตกรรมความละเอียดภาพแบบ 8K ที่ได้เริ่มคิกออฟอย่างเป็นทางการ
ส่วนรางวัลอื่นๆ ก็มีการแบ่งตามประเภทและระดับราคา เพื่อให้ง่ายต่อผู้อ่านในการกำหนดงบประมาณของตัวเองให้แมตช์กับเกรดทีวีแต่ละรุ่น เป็น Buying Guide แห่งปีที่คัดสรรอย่างดีโดยทีมงาน LCDTVTHAILAND ครับ นอกเหนือจากทีวีแล้ว เรายังตัดสินรางวัลหมวดอื่นอีก ทั้ง Projector ที่ดีที่สุดแห่งปี, ลำโพง Soundbar ที่ดีที่สุดแห่งปี และเครื่องเล่น Blu-ray Player ที่ดีที่สุดแห่งปี ครอบคลุมทุกอุปกรณ์หลักที่จะมาเติมเต็มซิสเต็มดูหนังภายในบ้านของท่าน ขอเชิญรับชมรางวัลทั้งหมดได้ ณ บัดนี้ !!!

1) Best 4K OLED TV Award : LG C9 และ Sony A9G
ขนาดที่วางจำหน่าย : LG C9 / Sony A9G 77” 65” 55”


คุณยูริ ฮานหัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าโฮมเอนเตอร์เอร์เทนเม้นท์
คุณอำนาจ สิงหจันทร์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์หมวดภาพและเสียง และเครื่องปรับ/เครื่องฟอกอากาศ
รับมองรางวัล Best OLED TV Award


ผู้ที่มารับมอบรางวัล Best OLED TV Award ได้แก่คุณมาโกโตะ ยามาดะ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ทีวี
และคุณปรัชญา นันทปถวี ผู้ดูแลการตลาดผลิตภัณฑ์อาวุโส
OLED TV ที่ดีที่สุดปีนี้ขอยกให้ LG C9 และ Sony A9G ครองบัลลังก์คู่กัน ดีกรีผู้ชนะเลิศงานประชันทีวีที่อังกฤษและอเมริกา คุณภาพของภาพดีเลิศทั้งคู่ สีดำดำสนิท สีสันสดสวย ต่างกันที่คาแรกเตอร์ภาพตอนต้นซึ่ง LG จะได้เปิดสว่าง สดใส รุกเร้ากว่าเล็กๆ ส่วน Sony จะเน้นเป็นธรรมชาติ ลุ่มลึกแบบมีมิติ ใกล้เคียงจอมอนิเตอร์อ้างอิงในสตูดิโอ เมื่อปรับภาพให้ถูกต้องทั้งคู่และจับตั้งเทียบกัน ภาพก็สวยถูกต้องคล้ายคลึงกัน ไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยยะ ส่วนระบบเสียงทาง LG กำลังขับอาจไม่ได้เยอะกว่าแต่รองรับ Dolby Atmos ในตัวเลย ส่วน Sony ใช้ลำโพงแบบฝังหลังเครื่อง Acoustic Surface ยิงเสียงทะลุหน้าจอได้ เนื้อเสียงอิ่มแน่นยอดเยี่ยม ทั้งคู่รองรับ HDMI eARC สำหรับการส่งผ่านสัญญาณเสียง Dolby Atmos ความละเอียดสูงไปยังแอมป์หรือลำโพงซาวด์บาร์ได้ LG จะได้เปรียบกว่าเล็กๆเพราะให้พอร์ท HDMI ทั้ง 4 ช่องเป็นเวอร์ชั่น 2.1
แต่จุดที่ทำให้ 2 แบรนด์นี้เหนือชั้นกว่า OLED TV เจ้าอื่นคือระบบ Smart TV ที่มีความเป็น AI ในตัวทั้งคู่ | Sony จะใช้เป็น Android ซึ่งมีทั้งปริมาณและคุณภาพของแอพส์ดีที่สุด พร้อมระบบการสั่งงานด้วยเสียงทั้งแบบสั่งกับรีโมทและสั่งกับทีวีโดยตรงแบบ “แฮนด์ฟรี” รวมถึงเชื่อมกับอุปกรณ์ IoT ต่างๆได้ด้วย เป็นทีวีที่อัจฉริยะสุดใน พ.ศ. นี้ ส่วน LG มาพร้อมกับ ThinQ AI ที่ใช้ webOS เป็นพื้นฐานแถมมี Magic Remote รีโมทคอนโทรลที่ทำหน้าที่เป็น Air Mouse ใช้งานง่ายที่สุด จัดเป็นทีวีที่ User Friendly ที่สุดใน พ.ศ. นี้
สำหรับยุคนี้การจะเป็นทีวีที่ดีที่สุด…ไม่ใช่แค่ภาพดีอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบ Smart TV เป็นกระดูกสันหลังด้วย มันเป็นรากฐานในการใช้งานจริงสมัยนี้ และต้องมีแอพส์ที่เราต้องการให้ครบครัน เพราะมันคือ “การใช้งานจริง” ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เราเสพทีวีได้ง่ายยิ่งขึ้น อยากดูอะไรบนจอต้องได้ดูทันที เพียงแค่พูดหรือกดสั่งมันคลิ๊กเดียวอยู่ จัดว่าสุดในรุ่นทั้งคู่แบบขี่กันคนละมุม จึงขอมอบรางวัล Best 4K OLED TV ให้กับทั้งคู่ไปครองร่วมกันในปีนี้
หากเลือกไม่ถูก ? แนะนำให้อ่านรีวิวอย่างละเอียด LG C9 VS Sony A9G ทีมงานจับปะทะกันตัวต่อมาแล้ว ละเอียดยิ่บทุกการทดสอบ แนวภาพ+การใช้งานเราเหมาะกับแบบไหน ? ก็เลือกแบบนั้นได้เลย !
2) Best 8K LED TV Award : Samsung Q900R QLED TV
ขนาดที่วางจำหน่าย : 98” 82” 75” 65”


มอบรางวัล Best 8K LED TV Award
ให้กับคุณเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ รองประธาน ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า
8K เปิดตัวแล้วในปีนี้ โดย Samsung เองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่เปิดตัวพร้อมวางขายตั้งแต่ต้นปี ซึ่งรุ่น Q900R QLED TV มีหลายขนาดด้วยกันโดยเฉพาะไซส์ใหญ่อย่าง 82” ที่โชว์ความต่างระหว่าง 8K และ 4K ได้ค่อนข้างชัดเจน ถึงแม้ยังไม่มีคอนเทนต์ 8K แท้ๆตอนนี้ แต่การอัพสเกลภาพจาก 1080p / 4K ให้ใกล้เคียง 8K ถือว่าทำได้เนียนเกินคาดมาก ต้องยกเครดิตให้ชิพประมวลผลที่ทำหน้าที่อัพสเกลได้ดีเกินคาด ตลอดจนการเล่นคอนเทนต์ Demo 8K แท้ ก็ทำได้อย่างคมชัด พวกขอบตัวอักษรและวัตถุยังคมมากทั้งที่ถูกแสดงผลบนจอไซส์ยักษ์ อนาคตหากมีเครื่องเล่น 8K ก็สามารถเชื่อมต่อสัญญาณทาง HDMI 2.1
โครงสร้างหลอดไฟเป็น Direct Full Array LED เต็มแผง ผนวกกับเทคโนโลยี Quantum Dot ที่ช่วยอัพเกรดให้สีสันสดอิ่ม แถมมุมมองการรับชมมีการปรับปรุงให้กว้างขึ้น มองเฉียงๆสียังคงความสดได้ค่อนข้างดี รวมถึงของเล่นอื่นๆก็จัดเต็มให้สไตล์ตัวท็อปอย่างสาย One Invisible Connection พร้อมกล่อง One Connect ที่ทำให้ทีวีดูสะอาดตา ปราศจากสายรกรุงรัง ตลอดจนแอพ Apple TV ครั้งแรกบนทีวี Samsung ทั้งที่เป็นคู่แข่งทางการค้ากันมาอย่างนมนาน สรุปแล้วถือว่าเป็นทีวี 8K ที่ดีที่สุดในแง่ของคุณภาพของภาพในปีนี้ครับ ขอมอบรางวัล Best 8K LED TV ให้ไปครอง
3) Best 4K LED TV Award : Samsung Q90R QLED TV
ขนาดที่วางจำหน่าย : 82” 65”


มอบรางวัล Best 4K LED TV Award ให้กับคุณเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ
และคุณนันทพล ผู้สันติ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์
Samsung QLED TV Q90R คือทีวี 4K ที่ใช้หลอดไฟ LED Backlight ดีที่สุดเท่าที่ Samsung เคยผลิตมา จริงๆคือดีที่สุดในบรรดาทีวี LED ด้วยกันด้วย เพราะโครงสร้างหลอดไฟ Direct Full Array LED แบบเต็มแผงที่สามารถ “ดิมหลอดไฟเป็นโซนได้เนียนและดำที่สุด” เท่าที่เคยมีมา ดีกว่ารุ่นน้องอย่าง Q80R แบบเทียบไม่ติด และเหนือกว่า 9QFN ปีที่แล้ว ระดับความดำนั้นอีกนิดก็ชน OLED TV แถมมาได้เรื่องความสว่างสูงสุด (HDR Peak Brightness) ที่ทำได้เจิดจ้าสู้แสงมาก แทบไม่ต้องคุมแสงหรือปิดม่านในห้องก็เอาอยู่ทุกสถานการณ์ แม้แต่นำไปตั้งทดสอบกลางแจ้งก็ยังเฉิดฉายได้อย่างสบาย ให้คุณภาพของภาพอยู่ในเกณฑ์ดีเลิศทั้งสีสัน ความสว่าง ความดำ รวมถึงมุมมองการรับชมด้านข้างที่กว้างขึ้นมากกว่า QLED TV / SUHD TV รุ่นปีก่อนๆ นั่งชมมุมเฉียงสียังอิ่มแน่นแทบไม่ซีดลง ส่วนลูกเล่นอื่นๆอย่าง Smart TV ระบบปฏิบัติการ Tizen OS หน้าตาเป็นมิตรกับผู้ใช้ มี TV Plus ให้ดูช่องเกาหลีฟรี แถมมีแอพ Apple TV มีหนัง 4K HDR ให้เลือกซื้อ/เช่าตรึม จึงขอยกรางวัลทีวี 4K LED TV ที่ดีที่สุดประจำกับ Samsung Q900R ไปครอง
4) Best Midrange 4K LED TV Award : LG SM9000
ขนาดที่วางจำหน่าย : 65” 55”


คุณยูริ ฮานหัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าโฮมเอนเตอร์เอร์เทนเม้นท์
คุณอำนาจ สิงหจันทร์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์หมวดภาพและเสียง และเครื่องปรับ/เครื่องฟอกอากาศ
รับมองรางวัล Best Midrange 4K LED TV Award
สำหรับรางวัลทีวี 4K ระดับกลางค่อนบนที่ดีที่สุดประจำปีตกเป็นของ LG SM9000 ทายาทอสูรที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากรุ่น SK8500 (2018) ของปีที่ผ่านมา รุ่นนี้ใช้หลอดไฟ Full Array LED Backlight จึงดิมหลอดไฟเป็นโซนๆ ครอบคลุมทั่วจอได้ จึงทำระดับความดำได้ดีกว่าพวก Edge LED แทบทั้งหมด แต่อาจจะยังไม่ได้เนียนถึงระดับตัวท็อปด้านบนที่ได้รางวัลก่อนหน้านี้ ใช้จอแบบ IPS ให้มุมมองการรับชมที่กว้างตั้งแต่ต้น และมีแนวภาพที่ให้สีสันอิ่มแน่นเข้มข้น รองรับมาตรฐานภาพและเสียงขั้นสูงอย่าง Dolby Vision/Atmos ระบบปฏิบัติการ Smart TV ใช้เป็น ThinQ AI ใช้งานง่ายมากด้วย Magic Remote รองรับการสั่งงานด้วยเสียงไทยที่แม่นยำขึ้น ให้แอพส์ดูหนังและซีรีส์ดังมาครบ และล่าสุดรองรับ Airplay 2 เชื่อมต่อกับอุปกรณ์จากค่าย Apple ได้แล้ว สรุปเป็นทีวี 4K LED รุ่นกลางค่อนบนที่ครบเครื่องที่สุดในปีนี้
5) Best Value 4K LED TV Award : Hisense B8000 & TCL C8
ขนาดที่วางจำหน่าย Hisesne B8000 / TCL C8 : 55″ 65″


คุณโรมัน และคุณชานม มอบรางวัล Best Value 4K LED TV Award
ให้กับคุณฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด
รางวัลทีวี 4K ที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดประจำปีนี้มี 2 รุ่นด้วยกัน แบ่งเป็น “ด้านภาพ” และ “ด้านลูกเล่นองค์รวม + Smart” ตัวแรกคือ Hisense B8000 จากแบรนด์ดังแห่งแดนมังกร ทั้งกระแส+ยอดขาย+ผลลัพธ์ซึ่งก็คือฟีดแบกด้านบวกจากผู้ใช้จริง ทำให้เป็นรุ่นยอดฮิตติดตลาดอย่างรวดเร็วผ่านการบอกแบบปากต่อปาก B8000 คือ 4K LED TV ที่ให้ “คุณภาพของภาพดีเกินหน้าเกินตา” ทีวีระดับราคาเดียวกันแทบทุกตัว แถมยังรองรับมาตรฐานภาพไฮโซอย่าง Dolby Vision เชื่อมต่อระบบเสียง Dolby Atmos ซะด้วย ซึ่งปกติจะสถิตย์อยู่ในรุ่นกลางบนถึงรุ่นท็อปเท่านั้น วัสดุตัวเครื่องใช้ของดีเลย เป็นโลหะสีเงินดูพรีเมี่ยมสวยงามทั้งที่เป็นรุ่นราคาไม่สูงนัก ข้อจำกัดเดียวคือระบบ Smart TV จะค่อนข้างเบสิคไปนิด ไม่ได้มีลูกเล่นหวือหวาเหมือนเจ้าอื่น


มอบรางวัล Best Value 4K LED TV Award
ให้กับคุณ David Ding ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
และคุณจตุรงค์ ท่าพริก ฝ่ายการตลาดอาวุโส บริษัท ทีซีแอลอิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ส่วน TCL C8 คือ 4K LED Android TV รุ่นล่าสุด เรื่องภาพอาจจะยังเป็นรอง Hisense B8000 บ้าง ทว่าแทบทุกจุดถูกอัพเกรดให้ดีขึ้นจากรุ่นน้องอย่างรุ่น P8 และ P8S อย่าง Wide Color Gamut ขยายขอบเขตสีของภาพ รองรับ Dolby Vision ซึ่งเป็น HDR ขั้นท็อปสุดในตอนนี้ มีลำโพง Speaker Bar ที่ออกแบบโดย Onkyoแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำจากญี่ปุ่น เนื้อเสียงอิ่มแน่นกว่าลำโพงทีวีทั่วไปพอสมควร สุดท้ายคือระบบปฏิบัติการ Android 9.0 เวอร์ชั่นล่าสุดพร้อม Google Assistant ที่สามารถสั่งงานผ่านรีโมทด้วยเสียงไทยได้ สรุปเป็นรุ่นที่ของเล่นระรานตา พร้อมภาพและเสียงที่สมดุลขึ้นกว่าเดิมมาก ได้ความคุ้มค่าสูงในราคาไม่แรง !
6) Best Budget 4K LED TV (Big Size) Award : Sharp 4T-C70AL1X
ขนาดที่วางจำหน่าย : 70″ 60″ 50″


รางวัล Best Budget 4K LED TV Award (Big Size)
มีคุณภคินี ปัญโญ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
พร้อมกับคุณวรนันท์ แช่มขำ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ธุรกิจ และ การตลาดผลิตภัณฑ์ทีวี เป็นผู้รับมอบ
รางวัลทีวี 4K ไซส์ใหญ่พิเศษราคาถูกสบายกระเป๋าตกเป็นของ Sharp 4T-C70AL1X (ชื่อรุ่นยาวเป็นพิเศษเช่นกัน ^ ^) เป็นเจ้าแรกที่ส่งทีวีขนาดใหญ่จัมโบ้ในราคาสบายกระเป๋ามาให้ทีมงานทดสอบ เจ้า 70” รุ่นนี้คุณภาพของภาพก็อยู่ในเกณฑ์เริ่มต้น ออกแนวภาพสุภาพเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทีวี Sharp มาอย่างยาวนาน ค่อนข้าง “ถูกจริตผู้ใหญ่ที่ชอบภาพที่สบายตา” ไม่จัดจ้านรุกเร้าเกินไป ระบบปฏิบัติการเป็น Android TV แท้ รองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant บนรีโมทคอนโทรล ให้ทุกอย่างมาครบครัน และเป็นเจ้าแรกที่เปิดราคาขายไซส์บิ๊กอย่าง 70” ได้อย่างน่าดูชม ตอบโจทย์เทรนด์ทีวีไซส์ใหญ่ทั้งในปีนี้และปีหน้า
7) Best Budget 4K LED TV Award : Skyworth UB7500 | Samsung RU7200
ขนาดที่วางจำหน่าย :
Skyworth UB7500 ขนาด : 65” 55” 50” 43”
Samsung RU7200 ขนาด : 65” 55” 49”


รางวัล Best Budget 4K LED TV Award มีผู้รับมอบรางวัลได้แก่
คุณเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ, คุณนันทพล ผู้สันติ
และคุณณัฏฐ์ โรเบิร์ตส ผู้จัดการอาวุโส การตลาดออนไลน์


คุณโรมัน และคุณชานม มอบรางวัล Best Budget 4K LED TV Award ให้กับ
Mr. Li Zheng Managing Director บริษัท สกายเวิร์ท(ไทยแลนด์) จำกัด
และ Ms. Zhang Shuhong Marketing Director บริษัท สกายเวิร์ท(ไทยแลนด์) จำกัด
รางวัลทีวี Best Budget 4K LED TV Award ปีนี้ มีตัวเลือกให้พิจารณาด้วยกันหลายรุ่น แต่เมื่อเอาจุดเด่นในเรื่องของ “มิติการใช้งาน” ในขณะเดียวกันก็ “เหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป” สุดท้ายก็ได้ออกมาเป็นสองรุ่น ที่มีคุณภาพของภาพใกล้เคียงกัน และยังได้ลูกเล่นการใช้งานที่ครอบคลุมเทียบเท่ากับรุ่นท็อป รุ่นแรกคือ Samsung RU7200 ที่มีแอพ Apple TV ดูหนัง iTunes และ Apple TV+ บนเครื่องได้ทันทีโดยไม่ต้องไปซื้อกล่อง Apple TV ที่ราคาเกือบ 8,000 บาทมาต่อเพิ่ม ประหยัดเงินได้หลาย โดนใจสาวก Apple แน่นอน ยังแถมแอพ TV Plus ให้ดูช่องเกาหลีฟรีหลายสิบช่อง | อีกรุ่นก็คือ Skyworth UB7500 ดีไซน์สวยขอบบาง ได้จุดเด่นที่แหวกแนวอย่างหน้าจอถนอมสายตาที่เคลือบชั้น Optical Anti Blue Light กรองแสงน้ำเงินที่ไม่เป็นมิตรออกไป ซึ่งปกติฟีเจอร์นี้จะอยู่ในจอมอนิเตอร์เกรดสูงและสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปเท่านั้น รองรับภาพ Dolby Vision และใช้ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 ล่าสุด | ทั้ง 2 รุ่นนี้ล้วนเหมาะกับท่านที่มีงบประมาณในกระเป๋าจำกัด แต่อยากได้ฟีเจอร์ลูกเล่นขั้นแกรนด์ไม่แพ้รุ่นบน !!!
8) Innovation of The Year Award : Sharp AX1X
ขนาดที่วางจำหน่าย : 80” 70” 60”


ขอมอบรางวัล Innovation of The Year Award
ให้กับคุณเบลค หวัง ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาด
และคุณรวิวรรณ มฤคพิทักษ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ และ ช่องทางการจัดจำหน่าย
รางวัลนวัตกรรมทีวีแห่งปีขอยกให้ SHARP รุ่น AX1X ทีวี 8K ตัวแรกที่เปิดตัวและขายในไทย ถึงแม้ยังไม่มีหนัง 8K แท้ๆ เรื่องไหนให้เรารับชม แต่ที่ญี่ปุ่นมีทดลองออกอากาศและเปิดโชว์บนทีวี Sharp 8K กันแล้วในหลายพื้นที่ เตรียมความพร้อมสำหรับการถ่ายทอดสดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกแบบ 8K ที่กำลังจะจัดขึ้นปี 2020 จุดเด่นของรุ่นนี้คือ ระดับความสว่างของภาพสูงที่สุดในท้องตลาดเกิน 5,000 nits เพราะใช้หลอดไฟแบบ Full Array LED พร้อมแผงหน้าจอแบบ IGZO ที่ปล่อยแสงลอดผ่านได้ดี เมื่อเล่นคอนเทนต์ 8K แท้ที่ถ่ายทำด้วยกล้อง 8K แท้ของ Sharp อย่าง Amazing Thailand ที่ถ่ายทำตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในประเทศเรา ภาพ 8K ที่ได้มีความคมชัด เปิดเผยรายละเอียดระดับ “ไมโครดีเทล” อาทิตัวอักษรขนาดเล็กของป้ายโฆษณาตามตึกต่างๆ ให้แสงสีเป็นธรรมชาติดูสบายตา Sharp AX1X คือนวัตกรรมทีวีที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายมาเติมเต็มให้ระบบนิเวศน์ 8K ต้นน้ำถึงปลายน้ำนั้นมีความสมบูรณ์ในที่สุด
9) Best Smart TV Award : Sony A9G
ขนาดที่วางจำหน่าย : 77” 65” 55″


Best Smart TV Award ผู้รบมอบรางวัลได้แก่คุณมาโกโตะ ยามาดะ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ทีวี
และคุณปรัชญา นันทปถวี ผู้ดูแลการตลาดผลิตภัณฑ์อาวุโส
Sony A9G คือทีวีที่ก้าวผ่านคำว่า “ฉลาด” สู่ “อัจฉริยะ” ที่แท้จริง ด้วยระบบปฏิบัติการ Android 8.0 (รออัพเดทเป็น 9.0) ที่มีคลังแอพส์มากที่สุด คุณภาพของแอพส์ดีที่สุด เคียงคู่กับ Google Assistant ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะรองรับคำสั่งเสียงได้หลายภาษารวมถึงภาษาไทยบ้านเราด้วย ทีเด็ดคือแทบจะเป็นรุ่นเดียวที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยตรงกับทีวีได้แบบ “แฮนด์ฟรี” ไม่ต้องใช้นิ้วกดปุ่มพูดกับรีโมทเหมือนรุ่นอื่น สั่งงานได้หลากหลาย ตั้งแต่ค้นหาคลิปวีดีโอ ถามพยากรณ์อากาศ บวกเลข เปิด/ปิดทีวี ยันสั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆแบบ IoT เช่น เปิด/ปิดหลอดไฟอัจฉริยะ สปีดการทำงานไวขึ้นและมีความเสถียรมากที่ที่สุด ในบรรดา Android TV ด้วยกัน จึงกล่าวได้ว่าเป็นทีวีที่มี AI ในตัวได้อย่างเต็มปาก รวมถึงรองรับการ Cast ผ่านมือถือได้มากจำนวนแอพส์วีดีโอที่สุด ไม่จำกัดแค่ Netflix/YouTube เหมือน Smart TV ทั่วไป ทว่าพวก LINE TV / TrueID / BeinSport / Facebook Video ที่คนไทยใช้ดูบอลและละครก็รองรับทั้งหมด เป็นทีวีที่ตอบโจทย์เราว่าอยากจะดูอะไรก็สามารถดูได้ทันที นี่คือทีวีที่ไฮเทคที่สุดที่สามารถปรนิบัติเราประหนึ่งอยู่ในหนังไซไฟ ขอมอบรางวัล Smart TV ที่ดีที่สุดแห่งปีให้ Sony A9G OLED TV
10) Best Thai TV Award : Aconatic 43HS521AN
ขนาดที่วางจำหน่าย : 43″ 32″


คุณโรมัน และคุณชานมเดินทางมามอบรางวัลให้กับ
คุณมกร หลินสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริษัท ไฮไฟ โอเรียนท์ ไทย จำกัด (มหาชน)
และคุณอานนท์ บัวดี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ไฮไฟ โอเรียนท์ ไทย จำกัด (มหาชน)
ถ้าถามว่าทีวีแบรนด์ไทย “สัญชาติไทย” รุ่นไหนที่เทพที่สุดในตอนนี้ คำตอบชัดเจนมากมีหนึ่งเดียวคือ Aconatic Android TV แท้ขนาด 43 นิ้วนี่เอง ปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่แบรนด์ไทยแท้โผล่เข้ามาติดโผรางวัล Top 10 ประจำปีของ LCDTVTHAILAND เพราะในที่สุดคุณภาพก็ทะลุเกณฑ์ที่พวกเรากำหนดไว้ Aconatic คือแบรนด์ไทยที่มียอดขายทีวีสูงที่สุดในท้องตลาดหากเทียบกับแบรนด์ไทยด้วยกันเอง ปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 4 ของประเทศในแง่ของจำนวน (ข้อมูลจาก GFK) มียอดผลิตและขายกว่าหนึ่งล้านเครื่องตลอดระยะเวลาที่เริ่มทำตลาดทีวีกว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญ Made in Thailand ซะด้วย รุ่นที่ได้คือ Aconatic 43HS521AN เป็นทีวีความละเอียด Full HD ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 แท้สำหรับทีวี ได้ลิขสิทธิ์มาสมบูรณ์ถูกต้อง ซึ่งปกติหากเป็นแบรนด์ไทยหรือของจีนราคาประหยัดจะใช้วิธีการแปลง Android จากมือถือไปบนทีวีแทน จึงทำให้เทียบชั้นแบรนด์ดังไปโดยปริยาย ทั้งมีแอพส์ดังให้โหลดบน PlayStore ครบครัน มี Chromecast Built-in รองรับการเชื่อมต่อกับมือถือ แถมยังให้รีโมทคอนโทรลมาถึงสองอัน สามารถสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยผ่าน Google Assistant ได้ นับเป็นทีวีแบรนด์ไทยเจ้าแรกที่ทำทุกอย่างได้ครบในราคาที่ย่อมเยาว์เช่นนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทาบชั้นท็อปแบรนด์จากต่างประเทศ
นอกจากทีวีแล้ว ในปีนี้ทางเว็บเราก็ได้รีวิว Projector, Soundbar และ Blu-ray Player ด้วยกันหลายเครื่อง และจากการคัดสรรบรรดารุ่นทั้งหมดที่เคยรีวิว ก็ออกมาเป็นตารางสามหมวดใหญ่ที่ทุกท่านได้เห็นกันด้านล่าง ดังนั้นใครจะพิจารณาซื้อ Projector หรือ Soundbar หรือ Blu-ray Player รางวัลเหล่านี้คือเครื่องการันตีชั้นดีว่าซื้อไปแล้วคุ้มค่า คุณภาพสมอย่างที่หวัง
ประกาศผลรางวัลโปรเจคเตอร์ ที่ดีที่สสุดแห่งปี 2019-2020

1) Best of The Best 4K Projector Award : Hisense 100LN60D Laser TV


มอบรางวัล Best of The Best Projector Award
ให้กับคุณฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด
ที่ผ่านมาโปรเจ็คเตอร์แม้ให้ขนาดภาพที่ใหญ่เต็มตา แต่ความสว่างยังเป็นรองทีวีอยู่มาก เวลารับชม HDR content ผ่านโปรเจ็คเตอร์จึงดูทึมๆ ไม่เจิดจรัสเท่าใดนัก แต่ Hisense Laser TV เครื่องนี้ออกมาเพื่อลบภาพลักษณ์ดังกล่าว โดยเป็นโปรเจ็คเตอร์แบบ Ultra Short Throw ที่ให้ความสว่างแบบ HDR Peak Brightness สูงเกือบๆ 300 nits! เมื่อเสริมกับจอรับภาพพิเศษสามารถตัดแสงรบกวนออกแบบใช้งานร่วมกันให้รูปลักษณ์ที่มองแล้วเหมือนทีวี การรับชมในห้องนั่งเล่นไม่ใช่ห้องมืดก็ทำได้เหนือกว่าโปรเจ็คเตอร์ปกติ ตอกย้ำด้วยความอเนกประสงค์จากลูกเล่นความบันเทิงตามแบบ Smart TV ต่อเน็ตเล่น Netflix, YouTube ต่อเสาอากาศดูดิจิตอลทีวี (DVB-T2) ดาวเทียม (DVB-S2) และ USB 3.0/2.0 เล่นไฟล์ได้ในตัวเชื่อมต่อคีย์บอร์ด-เมาส์ได้ พร้อมระบบเสียงดีเทียบเท่า Soundbar 2.1 ทั้งหมดที่กล่าวมา คงไม่มีโปรเจ็คเตอร์อื่นใดในปี 2019 ที่ให้ได้เหนือกว่านี้อีกแล้ว
2) Best Midrange 4K Projector Award : BenQ W5700


ผู้รับมอบรางวัลได้แก่คุณวัชรพงษ์ วงษ์มา ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด
และคุณปุญญาณี ถึงอินทร์ ฝ่ายการตลาดของบริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด
ดูแค่โหงวเฮ้งภายนอกก็พอจะเดาประสิทธิภาพของ BenQ W5700 เครื่องนี้ได้ ตัวเครื่องอาจดูใหญ่สักหน่อยหากเทียบกับรุ่นน้อง W2700 แต่ก็ใช้ยืนยันได้ว่าเนื้อที่ภายในติดตั้งอุปกรณ์ได้แบบเดียวกับรุ่น Pro อย่างเลนส์ฉายคุณภาพสูง ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ เสียงเงียบ ในแง่ประสิทธิภาพนั้นก็ทำได้น้องๆ W11000H ในแง่ความเที่ยงตรงของสีสัน ขอบเขตสีก็ทำได้กว้างครอบคลุม 97.1% DCI-P3 ตอบรับมาตรฐาน HDR ได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น หากเป็นเมื่อก่อนจะได้โฮมเธียเตอร์โปรเจ็คเตอร์คุณภาพระดับนี้ต้องมีไม่ต่ำกว่า 1 แสน ทว่าค่าตัวของ W5700 69,900 บาท จะหาตัวเปรียบเทียบในระดับราคานี้ไม่ง่ายเลย
3) Best Value 4K Projector Award : BenQ W2700


ผู้รับมอบรางวัลได้แก่คุณวัชรพงษ์ วงษ์มา ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด
และคุณปุญญาณี ถึงอินทร์ ฝ่ายการตลาดของบริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด
แม้ราคาจะสูงกว่า TK800 4K HDR Projector รุ่นเล็กสุดของ BenQ อยู่ระดับหนึ่ง แต่การเพิ่มงบมาคบกับ W2700 ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คุณภาพของภาพเหนือกว่าด้วยกงล้อสี RGBRGB รองรับมาตรฐาน ISFccc ถ่ายทอดสีสันได้เที่ยงตรงยิ่งขึ้น จุดที่ต่างจาก W5700 รุ่นพี่ คือ ขนาด W2700 เล็กกะทัดรัดกว่า ระยะฉายแบบ Medium-Short Throw ไม่ต้องวางห่างก็สามารถฉายภาพบนจอขนาดใหญ่ได้ จะใช้งานในห้องเล็กที่ทางจำกัดก็ติดตั้งสะดวก ยกเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่ได้ไม่ลำบาก มีลำโพงในตัวเพิ่มการใช้งานอเนกประสงค์ยืดหยุ่นกว่า ในขณะที่แหล่งกำเนิดแสง UHP สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 10,000/15,000 ชม. (ในโหมด Eco/Smart Eco) จึงได้รางวัลเรื่องของความคุ้มค่าไปครอง

1) Best Of The Best Soundbar Award : Samsung HW-Q90R


มอบรางวัล Best of The Best Soundbar Award มีผู้รับมอบรางวัลคือคุณเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ
และคุณชารียา เข็มทอง ผู้จัดการผลิตภัณฑ์
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าซาวด์บาร์ที่ควรค่าแก่รางวัลสุดยอดซาวด์บาร์ประจำปีนี้คงหนีไม่พ้น Samsung HW-Q90R จากกระแสปากต่อปากถึงความคุ้มค่าในการใช้งาน จนกระทั่งมาถึงมือทีมงานและได้ทำการทดสอบอย่างเข้มข้น จนสามารถยืนยันได้ว่าซาวด์บาร์รุ่นนี้เหมาะสมที่จะคว้ารางวัลสุดยอดซาวด์บาร์ที่สุดแล้ว เนื่องด้วยจุดเด่นหลายๆ อย่าง จุดแรกเลยคือคุณภาพเสียง สามารถให้ระบบเสียงเซอร์ราวด์แบบ 7.1.4 แชนแนลได้อย่างแท้จริง เพราะภายในชุดแพ็คเกจ ไม่ได้มีแค่ตัวลำโพงซาวด์บาร์และซับวูฟเฟอร์แบบทั่วๆไป แต่เพิ่มเติมลำโพงเซอร์ราวด์มาให้ในชุด เพื่อสร้างมิติเสียงที่ชัดเจนได้มากกว่าการจำลองเซอร์ราวด์ ยังเพิ่มลำโพง Dolby Atmos Enabled Speaker (Upward Firing) ไว้ที่ด้านบนลำโพงซาวด์บาร์และเซอร์ราวด์ด้วย สำหรับยิงเสียงขึ้นสะท้อนเพดานสร้างมิติด้านสูง เรียกได้ว่าเต็มระบบไม่แพ้ชุดโฮมเธียเตอร์จริงๆ แถมยังติดตั้งง่าย พร้อมใช้งานได้ทันทีไม่เสียเวลาลากสายลำโพง
จุดเด่นถัดมาคือการเชื่อมต่อที่ทันสมัย รองรับการใช้งานในระยะยาว มาพร้อมการรองรับ HDMI eARC รับสัญญาณเสียง Dolby Atmos จากแอพสตรีมมิ่งต่างๆ อย่าง Netflix ฯลฯ อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อ Bluetooth และ WiFi ซึ่งอย่างหลังนี้เพิ่มความพิเศษเข้ามาตรงที่สามารถใช้งานร่วมกับผู้ช่วยอัจฉริยะ Amazon Alexa และใช้งานผ่านแอพ SmartThings เพิ่มความสะดวกอีกเท่าตัว สุดท้าย อันเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาซื้อคือเรื่องราคา หากเทียบกับลูกเล่นต่างๆ แล้ว นับว่าคุ้มค่ามาก ได้เต็มระบบเซอร์ราวด์พร้อมพ่วงด้วยฟีเจอร์มากมายในราคาจับต้องได้ ต้องยกรางวัล Best Of The Best Soundbar ประจำปีนี้จากเราไปเลย
2) Best Mid-Range Soundbar Award : Klipsch Bar 40

มอบรางวัล Best Midrange Soundbar Award
ให้กับคุณกฤศนุ งามประเสริฐพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาวด์ รีพับลิค จํากัด
รางวัลสุดยอดซาวด์บาร์ในรุ่นระดับกลางประจำนี้ได้แก่ Klipsch Bar 40 ขึ้นชื่อว่า Klipsch หลายท่านคงคุ้นกับกิตติศัพท์ด้านพลังเสียงของแบรนด์นี้อย่างแน่นอน มาถึงซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็ยังคงรักษาชื่อเสียงได้อย่างเหนียวแน่น เป็นซาวด์บาร์ที่มาในระบบ 2.1 แชนแนล กำลังขับรวมสูงสุดที่ 320W โดยสามารถขับเสียงที่หนักแน่นแต่ยังมีความนุ่มนวลกลมกล่อม ซึ่งซับวูฟเฟอร์ของชุดนี้ให้เสียงเบสที่มีมวลหนาใหญ่ ได้ความกระแทกกระทั้นและความแผ่นสะเทือนจากเสียงย่านต่ำได้เป็นอย่างดี อันมีผลต่อการเพิ่มอรรถรสให้ใกล้เคียงกับโรงภาพยนตร์
แต่ถ้ายังรู้สึกไม่เต็มอิ่มหรือไม่สะใจกับเสียงเบสมากพอ Bar 40 สามารถอัพเกรดซับวูฟเฟอร์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เครื่อง เซ็ตอัพในระบบ 2.2 แชนแนล นอกจากนี้ยังมีระบบจำลองเสียงเซอร์ราวด์ ทำให้ซาวด์บาร์รุ่นนี้มีเวทีเสียงที่กว้าง ได้ความโปร่งจากการขยายมุมเสียงที่กว้างขึ้น ไม่คับแคบชวนให้อึดอัด และจากการทดสอบแล้ว Klipsch Bar 40 รองรับการถอดรหัสเสียงที่ครอบคลุมพอตัวเลย ทั้งฝั่ง DTS และ Dolby จะนำไปต่อกับเครื่องเล่น Blu-ray หรือถอดรหัสเสียงจาการสตรีมมิ่งก็ทำได้ไม่มีปัญหา เพิ่มความสนุกสนานและอรรถรสได้มากกว่าลำโพงทีวีหลายเท่าตัว ในระดับราคาที่เอื้อมถึง พร้อมคุณภาพเสียงที่คุ้มราคา
3) Best Value Soundbar Award : JBL Bar Studio


มอบรางวัล Best Value Sound Bar Award
ให้กับคุณจิรภัทร พัฒนวรรณ ผู้จัดการฝ่ายขาย แผนกเครื่องเสียงภายในบ้าน
และคุณอภัสรา วันทะมาศ ฝ่ายการตลาด และการประชาสัมพันธ์
บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จํากัด ด้วยตัวเอง
ผู้ที่คว้ารางวัลสุดยอดซาวด์บาร์รุ่นคุ้มราคาประจำปีนี้ก็คือ JBL Bar Studio เป็นซาวด์บาร์ที่ให้ความประหยัดในทุกด้าน ยกเว้นด้านคุณภาพและความคุ้มค่าที่ให้มาเกินตัวแบบไม่มีกั๊ก จุดเด่นของซาวด์บาร์รุ่นนี้อยู่ที่ขนาดตัวที่กะทัดรัดมากๆ มีหน้ากว้างเพียง 24.2 นิ้วเท่านั้น ทำให้สามารถติดตั้งกับทีวีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางได้อย่างลงตัว และแม้จะมีขนาดตัวที่เล็กเช่นนี้ แถมยังไม่ในรูปแบบซาวด์บาร์เครื่องเดียวเดี่ยวๆ แต่สามารถให้สุ้มเสียงที่มีความหนักแน่นได้ เพราะภายในได้ออกแบบโครงสร้างให้ช่วยขยายมวลเสียงเบส ขับเสียงต่ำผ่านดอกลำโพงวูฟเฟอร์ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ดอก ตอบสนองย่านเสียงต่ำได้อย่างน่าพึงพอใจโดยไม่ต้องมีซับวูฟเฟอร์
ช่องเชื่อมต่อต่างๆ มีมาให้ครบครัน ทั้ง AUX, Optical, HDMI ARC และ Bluetooth ได้ความหลากหลายในการเชื่อมต่อมากกว่าซาวด์บาร์รุ่นเริ่มตั้นทั่วไป ยังมีโหมดเสียงสำเร็จรูปให้เลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม โดยรวมแล้วนับว่าเป็นซาวด์บาร์รุ่นเริ่มต้นที่มีความสามารถรอบด้าน ควรค่าแก่รางวัลสุดยอดซาวด์บาร์รุ่นคุ้มค่าเลยจริงๆ



มอบรางวัลให้กับคุณสิงขร หวังศิริเจริญ General Manager (คนขวา)
และคุณ ธนวัฒน์ วะละลิตร์ Department Manager (คนกลาง) บริษัท พาวเวอร์บาย จำกัด
ถึงแม้ Pioneer จะวางจำหน่าย UDP-LX800 มาสักพักใหญ่ๆ แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มี 4K Blu-ray Player เครื่องใดให้คุณภาพเหนือกว่า โดยเฉพาะเมื่อ Oppo เลิกผลิต UDP-205 ไป ก็ยิ่งไม่มีตัวเปรียบเทียบ การเอาใจใส่แม้ในจุดเล็กๆ ทั้งโครงสร้างที่แน่นหนามั่นคง กับการชีลด์ป้องกันสัญญาณรบกวนอย่างเต็มที่ มีส่วนช่วยส่งเสริมให้การถ่ายทอดคุณภาพของภาพและเสียงสมบูรณ์แบบใกล้เคียงอุดมคติมากยิ่งขึ้น ฟังก์ชั่น Pure Digital Transport Mode ร่วมกับ Dual HDMI Output ตอกย้ำการส่งผ่านคุณภาพของภาพ-เสียงดิจิตอลที่สมบูรณ์เหนือ 4K Blu-ray Player อื่นใดในปี 2019
2) Best 4K Blu-ray Player Award : Pioneer UDP-LX500


มอบรางวัลให้กับคุณสิงขร หวังศิริเจริญ General Manager (คนกลาง)
และคุณ ธนวัฒน์ วะละลิตร์ Department Manager (คนขวา) บริษัท พาวเวอร์บาย จำกัด
หากงบไม่ถึง LX800 หันมามองรุ่นน้องอย่าง LX500 ก็เป็นตัวเลือก 4K Blu-ray Player ที่คุ้มค่า การให้ความสำคัญในรายละเอียดฮาร์ดแวร์ปลีกย่อยอาจไม่จัดเต็มเท่า แต่คุณภาพของภาพและเสียงจากการใช้งานจริงก็ย่อหย่อนลงเพียงเล็กน้อย ด้านคุณสมบัติหลักๆ อย่างการรองรับแผ่นดิสก์หลากหลาย ทั้ง 4K UHD Blu-ray, Blu-ray 2D/3D, DVD-V ไปจนถึง SACD, DVD-A, CD-A และ Hi-res Files ทำได้เหมือนกัน โครงสร้างบึกบึนแน่นหนา การันตีคุณภาพโดย Pioneer ผู้คร่ำหวอดกับเครื่องเล่นฟอร์แม็ตแผ่นดิสก์คุณภาพสูงมาช้านาน
หลายท่านคงสงสัยว่าเว็บไซต์ LCDTVTHAILAND มีขั้นตอนการทดสอบทีวีและโปรเจกเตอร์อย่างไร ? รวมถึงวิธีการตัดสินรางวัล “ทีวีและโปรเจกเตอร์ที่ดีที่สุดประจำปี” อย่าง VIDEOPHILE LCDTVTHAILAND AWARDS (อ่านว่า วีดีโอไฟล์ แอลซีดีทีวีไทยแลนด์ อะวอร์ด) ซึ่งจะมอบให้กับทีวีและโปรเจกเตอร์ที่ดีที่สุดในแต่ละสาขาประจำปีนั้นๆ วันนี้ขออนุญาตไขข้อสงสัย พร้อมแจ้งหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของสินค้าที่ส่งมาทดสอบกับทางเราครับ

ขอเริ่มจากสำหรับเกณฑ์การตัดสินรางวัลทีวีที่ดีที่สุดประจำปีกันก่อนทีวีทุกตัวจะต้องเปิดตัวและวางจำหน่ายภายในระหว่างวันที่ 1 มกราคม จนถึง 30 พฤศจิกายน ของปีนั้นๆ นอกจากนี้จะต้องเป็นทีวีที่ทีมงานได้ทำการรีวิวภายในห้องทดสอบหลักของ LCDTVTHAILAND เองหรือมีโอกาสทดสอบอย่างเข้มข้นนอกสถานที่ / นำไปทดสอบในงานบรรยาย และได้ทำการทดลองปรับแต่งเพื่อวัดประสิทธิภาพในการแสดงผลภาพตามหลักการของสถาบัน ISF หรือ Imaging Science Foundation, สถาบัน THX และล่าสุดกับสถาบัน Professional Video Alliance หรือ PVA แล้วเท่านั้น เพื่อความเป็นกลางในการตัดสินทั้งคะแนนและรางวัล


Imaging Science Foundation หรือ ISF
สถาบันมาตรฐานภาพระดับโลก

THX สถาบันมาตรฐานภาพและเสียงระดับโลก
ก่อตั้งโดย George Lucas ผู้กำกับหนังสตาร์วอรส์

PVA : Professional Video Alliance
ก่อตั้งโดย Gregg Loewen
สำหรับวิธีการการทดสอบและตัดสินนั้น ทีมงานได้ทดสอบรับชมในสถานที่ที่สภาพแวดล้อมต่างกันได้แก่
1) ในห้องแล็บโฮมเธียเตอร์ที่คุมแสงได้ 100% ทดสอบทั้งโหมดภาพสำเร็จรูปจากโรงงานที่ใกล้เคียงค่าอ้างอิงมากที่สุดและตลอดจนภาพที่ผ่านการปรับภาพให้ถูกต้องแล้วด้วยอุปกรณ์ทั้งฮารด์แวร์และซอฟท์แวร์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ Dynamic Range, White Balance, Color Gamut เพื่อให้ได้ค่าแสงสีที่ถูกต้องที่สุดและเป็นการขับศักยภาพสูงสุดของทีวีตัวนั้นๆออกมาตามมาตรฐานของ Imaging Science Foundation (ISF) ,THX และ PVA ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานภาพระดับโลก
2) ห้องนั่งเล่นปกติภายในบ้านจริง ทั้งสภาพแสงในช่วงกลางวันและกลางคืน ทดสอบเปิด/ปิดม่านบังแสง เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานทีวี “ของคนไทย” มากที่สุด

ซอฟท์แวร์ปรับภาพที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
CALMAN Calibration Software
Murideo Fresco Six-G 4K Pattern Generator
เครื่องแสดงแพทเทิร์นทดสอบภาพระดับโปรเฟสชั่นแนล
สามารถเอาท์พุตความละเอียดภาพได้สูงสุดถึง 4K/60Hz

อุปกรณ์วัดค่าแสงสีจาก Spectracal C6 Colorimeter และ KLEIN K10A

ในภาพเป็นการทดสอบปรับค่า Color Management System ทั้งแม่สีหลักและแม่สีรอง
เพื่อให้ตรงตามค่ามาตรฐานอุตสาหกรรมวีดีโอ

Video Pattern Generators รุ่นต่างๆที่ใช้ทดสอบตั้งแต่ยุค Full HD ไปจนถึงยุค 4K Ultra HD

จอ Sony Studio OLED Monitor ขนาด 30″ ราคา 1,200,000 บาท
ที่ใช้อ้างอิงในกระบวนการผลิตภาพยนตร์

แผ่นบลูเรย์ที่ใช้ในการทดสอบ

แผ่น 4K Blu-ray Disc (HDR) ล่าสุดที่ใช้ทดสอบ

เครื่องเล่น 4K Blu-ray Player รองรับแผ่น 4K HDR

ทดสอบทั้งห้องแล็บโฮมเธียเตอร์ คุมแสงได้ 100%

และห้องนั่งเล่นภายในบ้านปกติ มีม่านบังแสงเปิด/ปิดได้

ห้องนั่งเล่นที่มี “ม่านบังแสง” เปิด-ปิดได้

ทดสอบ Projector ในห้องโฮมเธียเตอร์
พร้อมอุปกรณ์วัดและปรับภาพเฉกเช่นทดสอบทีวี

อีกหนึ่งส่วนเสริมที่ขาดมิได้คือ “การจัดงานบรรยายเพื่อให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีจอภาพและเครื่องเสียง” ในงานแสดงเครื่องภาพและเสียงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย งาน TAV SHOW (Thailand Audio & Video Show) และ BAV SHOW (Bangkok Audio & Video Show) ที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีช่วงที่ทีมงานนำเอาทีวีตัวท็อปของแต่ละแบรนด์มา “เปรียบเทียบภาพกันตัวต่อตัว” โดยทำการปรับภาพ (Calibration) ให้ถูกต้องตามมาตรฐานทั้งหมดก่อน และหลังจากนั้นได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ของแบรนด์ทีวีนั้นๆ ทุกแบรนด์ก่อนขึ้นประชัน
พร้อมให้ผู้เข้าชมงานบรรยายที่เป็นแฟนเว็บในฐานะ “สักขีพยาน” ร่วมด้วยช่วยดูและตรวจสอบด้วยตาตัวเองให้ประจักษ์ เพื่อให้เกิด “ความชอบธรรม” ในการตัดสินคะแนนและตัดสินรางวัลทีวีที่ดีที่สุดประจำปี หรือหากเป็นการบรรยายเฉพาะแบรนด์ก็จะมีการเปรียบเทียบภาพระหว่างซีรีส์ต่างๆ “รุ่นเล็ก VS รุ่นกลาง VS รุ่นใหญ่” เพื่อให้เห็นว่าแต่ละซีรีส์มีเด่นมีด้อยต่างกันอย่างไร พร้อมทั้งสาธิตฟีเจอร์ล่าสุดที่กำลังจะเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคต อาทิ ภาพ 4K, HDR, Local Dimming, Motion, Black Level และ Android/Smart TV เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นภาพและรับทราบถึงความสำคัญของฟีเจอร์เหล่านั้น หรือถ้าหากในปีนั้นๆแบรนด์ไม่สะดวกส่งทีวีเข้าร่วมประชัน จะต้องส่งทีวีให้ทีมงานทดสอบอย่างเข้มข้นพร้อมนำเสนอรีวิวในรูปแบบเขียน+วีดีโออย่างรอบด้าน เพื่อให้แฟนเว็บได้รับข้อมูลมากที่สุดในทุกรูปแบบ
**ท่านสามารถคลิ๊กที่รูปด้านล่างเพื่อชมกระทู้งานบรรยายประจำปีของ LCDTVTHAILAND








งานบรรยายประจำปีของ LCDTVTHAILAND แสดงประสิทธิภาพของทีวี “เปรียบเทียบกันตัวต่อตัว”
หรือหากเป็นสินค้าแบรนด์เดียวกันก็จะนำทีวีแต่ละซีรีส์มาชนกันเพื่อให้เห็นถึงคุณภาพของแต่ละซีรีส์
โดยทีมงานเปิดให้แฟนเว็บที่สนใจเข้าร่วม “พิสูจน์ด้วยตัวเอง” อย่างใกล้ชิด







ท่านสามารถติดตามข่าวสาร “งานบรรยายประจำปี” ของเว็บ LCDTVTHAILAND ได้ที่-หน้าเว็บไซต์หลัก ตลอดจนทางเฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/LCDTVTHAILAND ซึ่งจะได้ทั้งสาระความรู้ควบคู่ความบันเทิง โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานฟรี !