จอใหญ่ระยะเผาขน!! รีวิว BenQ W1080ST+ (Short-Throw) Full HD Projector ภาพดีดีกรีเรือธง - LCDTVTHAILAND
จบจาก W1070+ ไปได้หมาดๆ ทาง BenQ ก็จัด W1080ST+ เครื่องนี้มาเข้าคิวให้ทีมงานได้รีวิวกันต่อ และแน่นอนว่าเพื่อการเปรียบเทียบอย่างมีประสิทธิภาพ นาย Boomerang จึงต้องอาสาเป็นรับโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้มาทดลองใช้งานให้ทุกท่านได้ชมกัน

W1080ST+ เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่อัพเกรดจากซีรี่ย์ก่อนอย่าง W1080ST ซึ่งชูจุดเด่นในเรื่องของระยะฉายที่สามารถแสดงภาพขนาดใหญ่ๆ ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องถอยตัวเครื่องไปไกลจากฉาก ที่สำคัญคือ DLP DarkChip 3 ตัวประมวลผลภาพอันใหม่แบบเดียวกับรุ่น W1070+ ซึ่งให้สีสันอิ่มสดใสสมจริงแบบอัพเกรดกว่ารุ่นก่อนหน้าชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ สเปคเทพฟีเจอร์เพียบแบบนี้ จะใช้งานจริงได้ดีขนาดไหน ผมจะมาพิสูจน์ให้ทุกท่านได้ชมกันในรีวิวนี้ครับ
BenQ W1080ST+ Full HD DLP Projector
– 3D Full HD 1080p
– DLP DarkChip 3
– Projection Distance 100″ at 1.5m
– 10W Speaker built-in
– Lamp Life : Normal 3,500 / ECO 5,000 / Power Save 6,000
– ISFccc® Calibration Certified
ราคาตั้ง 46,900 บาท
ดีไซน์



ด้านหน้ามีที่ปรับระดับก้มเงยแบบเป็นสเต็ป ทว่าโดยส่วนใหญ่เราจะพยายามที่จะไม่ใช้ เพราะมันจะทำให้ภาพที่ฉายออกไปมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูครับ


ส่วนนี้เป็นแหวนหมุนปรับซูมและโฟกัสตามตำแหน่งสากล น่าเสียดายที่ไม่มีตัวปรับ Vertical Lens Shift มาให้

รูระบายลมร้อนของ BenQ W1080ST+ จะมีลักษณะยิงออกด้านหน้าช่วยให้เรายกเครื่องขณะทำงานได้แบบไม่ต้องกลัวลวกมือ



แว่นตา 3 มิติ สามารถใช้ร่วมกันได้เกือบทุกรุ่นครับ เป็นแว่นแบบ Active ต้องซื้อแยกต่างหาก ไม่มีแถมมากับตัวเครื่อง
ช่องต่อ

1. HDMI v1.4 x2 (MHL@HDMI2)
2. DC 12V Trigger
3. USB Type A/MINI B
4. RS232
5. PC IN (VGA Port)
6. Component Video
7. Audio in (L/R)
8. Audio in/out
นับว่าดีไซน์แบบออกมาเป็นพี่น้องกันเลยระหว่างรุ่น W1080ST+ และ W1070+ ถือว่าเป็นสายเลือดเดียวกันแบบไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันที่เลนส์ฉายภาพกับตัวปรับ Lens Shift นอกจากนี้เหมือนกันหมดทุกอย่างครับผม
ภาพ
ความซับซ้อนของการใช้งานโปรเจ็กเตอร์แบบช่วงฉายสั้นจะอยู่ในช่วงแรกที่ต้องมีการจูนภาพให้พอดีฉาก ด้วยความที่เป็นเลนส์มุมกว้าง จึงทำให้ตอนเราเปิด Test Pattern จะพบว่าภาพที่ได้มีอาการบวมตรงกลาง หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Barrel Distortion ฉะนั้นก่อนที่จะทำการวางระนาบให้ตรง ผมจึงอยากจะแนะนำให้ทำการปรับซูมและโฟกัสให้เรียบร้อยก่อนเลยครับ โดยใช้เมนูของเครื่องโปรเจ็กเตอร์นี่แหละเป็นตัวอ้างอิง

เราสามารถเปิด Test Pattern ขึ้นมาได้โดยกดไปที่ Menu > System Setup : Advanced > Test Pattern : On เราก็จะเจอกับตารางสีขาวแบบนี้สำหรับทำการปรับภาพให้ตรงและพอดีกับฉาก
เมื่อภาพบนจอชัดแล้วก็ได้เวลามาปรับระนาบให้ตรง โดยสังเกตที่เส้นสีขาวของ Test Pattern พยายามอย่าให้มันลู่เข้าหากัน หรือเบนออกจากกัน ถ้าเป็นไปได้พยายามอย่าให้โปรเจ็กเตอร์ก้มหรือเงยครับ เว้นแต่ว่าวางไม่ลงจริงๆ ก็พอจะปล่อยให้มันเบี้ยวนิดหน่อย แล้วมาใช้ฟีเจอร์ Keystone แก้ไขเอาครับ ทว่าการปรับค่าดังกล่าวจะส่งผลต่อความคมของภาพเล็กน้อย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องวางโปรเจ็กเตอร์ให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

2D Keystone ช่วยให้เราสามารถแก้ไขอาการภาพบิดเบี้ยวจากตำแหน่งการวางของโปรเจ็กเตอร์ แต่ทว่าการปรับค่าดังกล่าวจะทำให้ความคมของภาพลดลงนั่นเอง

เริ่มการทดสอบด้วยแอนิเมชั่นเรื่อง Rio ที่มีฉากหลังเป็นป่าดงดิบอะเมซอนในประเทศบราซิล เพื่อดูความเขียวแบบแอนิเมชั่นที่ตัวโปรเจ็กเตอร์ถ่ายทอดออกมา ซึ่งสีสันที่ออกมาดูดีมีระดับอย่าบอกใคร เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ติดตัวในแบบฉบับของโปรเจ็กเตอร์ในซีรี่ส์นี้ของ BenQ เพราะจากที่ได้ทดสอบตัว W1070+ ภาพก็ออกมาสวยแจ่มตั้งแต่ต้นอยู่แล้วแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม

สีสันต่างๆ ดูสวยสดเด้งให้อารมณ์ครื้นเครงไปตามสถานการณ์ของตัวคอนเทนต์ ณ ขณะนั้น

วกมาดูภาพยนตร์ที่เป็นคนซะหน่อย สีผิวและรายละเอียดในที่มืดถูกถ่ายทอดออกมาได้ดี สมราคาชิพประมวลผลภาพ DLP DarkChip 3 จริงๆ

X-Men First Class ภาพยนตร์ปฐมบทรีบูธมนุษย์กลายพันธุ์ที่เราหยิบเอาฉากท้ายของเรื่องมาใช้ในการทดสอบภาพ

หลายคนอาจจะกังวลกับรายละเอียดของภาพในโซนมืดเพราะการทำงานของโปรเจ็กเตอร์จะเป็นการยิงแสงไปอัดกับกำแพง ฉะนั้นถ้าเกิดเราวางโปรเจ็กเตอร์ใกล้ฉากรับมากๆ (ซึ่งเป็นขอจำกัดที่เลี่ยงได้ยากของโปรเจ็กเตอร์แบบระยะฉายสั้น) ก็จะทำให้ภาพที่ได้ดูจะขาวโพลน ตรงจุดนี้เราสามารถบรรเทาอาการดังกล่าวได้โดยการเปิดโหมด ECO ช่วย* ซึ่งจะทำให้ความสว่างภาพลดลงและลดอาการขาวโพลนลงได้
*ขั้นตอนดังกล่าวจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อห้องที่รับชมสามารถคุมแสงรบกวนได้ค่อนข้างดีหรือเปิดดูตอนกลางคืน เพราะมิฉะนั้นแล้วจะทำให้ความสดใสของภาพลดลงได้
ดูภาพด้วยค่าจากโรงงานกันพอสมควรก็ได้เวลาส่งโปรเจ็กเตอร์ขึ้นเขียงแล้วทำการปรับภาพสักหน่อย ต้องบอกก่อนว่าเราจะปรับภาพกันแบบพื้นฐานไม่ลงลึกไปยุ่งกับฟีเจอร์ ISF ที่ต้องใช้พาสเวิร์ดจากผู้ได้ใบรับรองการปรับภาพของสถาบันนี้ในการปลดล็อค ฉะนั้นแล้วค่าหลักๆ ที่เราจะใช้การปรับก็คือพวก Brightness, Contrast, 2P White Balance และค่าพื้นฐานอื่นๆ ที่สามารถปรับได้โดยที่ไม่ต้องใส่พาสเวิร์ดเพิ่มเติม
| Picture Mode | CTT | Gamma | Consumption (Watts) | CTT Mode | |||
| Normal | Eco | Normal | Eco | Normal | Eco | ||
| Bright | 7295 | 2.05 | 280 | Lamp Native | |||
| Standard | 7008 | 2.23 | 278 | Normal | |||
| Cinema | 7236 | 2.24 | 278 | Normal | |||
| User | 7074 | 2.23 | 278 | 224 | Normal | ||
| User (Calibrated) | 6536 | 2.2 | 203 | Normal |
ตารางด้านบนคือตัวเลขของค่าต่างๆ ที่วัดได้ก่อนและหลังทำการปรับภาพ โดยโหมดภาพที่ดูจะเข้าท่าที่สุดแบบไม่ต้องปรับภาพก็ยังคงเป็น Standard อยู่นะครับ เพราะให้ค่าที่ใกล้เคียงมาตรฐานมาก คราวนี้มาลองดูที่ช่อง User (Calibrated) ซึ่งก็คือค่าที่ได้หลังจากทำการปรับภาพ โดยเราได้อุณหภูมิสีที่ 6536 ซึ่งเป็นค่าที่ดีทีเดียว โดยจะต้องเปิดใช้งานโหมด ECO ควบคู่กันไปด้วย คราวนี้มาดูกราฟสีแบบละเอียดกันครับ


หลังจากการปรับภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วจะพบว่าพวกค่าอุณหภูมิสีมาตรฐานสามารถปรับได้ลงล็อคไม่ยาก ที่สำคัญคือไม่มีบั๊กเรื่อง Color Space เหมือนในรุ่น 1070+ ที่จะไม่สามารถปรับค่า 2P White Balance ได้ถ้าไม่ได้ปรับ Color Space ให้เป็น RGB จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องบั๊กของซอฟต์แวร์นะครับ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก็ให้ค่าที่น่าพอใจทั้งคู่อยู่ดี
มาดูภาพหลังจากทำการปรับภาพกันดีกว่าครับ…..



ไปดูภาพ 3 มิติ ในเรื่อง Oz the Great and Powerful ภาพมีมิติลึกตื้นเพิ่มขึ้นแต่ภาพยังติดอมแดงเหมือนรุ่น W1070+

แม้ว่าภาพก่อนใส่แว่นจะติดสีแดง แต่เมื่อสวมแว่นแล้วอาการดังกล่าวก็ลดน้อยลง โดยเฉพาะบริเวณขอบภาพนี่หายห่วงได้เลยครับไม่กระทบต่อสีจริงที่ฉายออกมา

ทดสอบภาพเคลื่อนไหวกันแบบฮาร์ดคอร์ด้วยการเล่นเกมเหมือนเดิมฮะ อัตราการตอบสนองของโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้ทำได้ไว ไม่ค่อยรู้สึกถึงอาการ Input Lag สักเท่าไร

ระหว่างใช้งานอาจจะมีรุ้งให้เห็นบ้างเมื่อกลอกตาไปมาเร็วๆ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอาการปกติของโปรเจ็กเตอร์ DLP ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาให้กงล้อสีหมุนเร็วขึ้นจนรุ้งน้อยลงกว่าช่วงแรกที่เทคโนโลยีนี้ออกมาสู่ตลาด

เก็บมาให้ดูเล็กน้อยกับโหมดภาพ ISF ที่เป็นอีกขั้นของการปรับภาพ ซึ่งจะเปิดใช้งานได้ก็ต่อเมื่อได้รับรหัสจากตัวแทนปรับภาพ ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน ISF ซึ่งทางทีมงานได้ลองดูคร่าวๆ แล้วพบว่าเมื่อใช้งานโหมด ISF Day ภาพที่ได้ก็ดูลึกมีมิติมากขึ้นสีสันที่แสดงออกมามีความอิ่มสดใสและใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานไปอีกระดับ
เสียง
สำหรับ BenQ W1080ST+ ได้ทำติดตั้งลำโพงขนาด 10W มาให้ในตัวเครื่องด้วย สร้างความยืดหยุ่นให้กับการใช้งานได้มากขึ้น สำหรับคนที่ไม่ซีเรียสทางด้านเสียงก็สามารถต่อรับชมได้โดยไม่ต้องพึ่งลำโพงภายนอกก็สามารถเสียบเครื่องเล่นแล้วฉายภาพขึ้นฉากได้เลยโดยที่ไม่ต้องพะวงเรื่องเสียง

อยากจะบอกว่าเสียงจากลำโพง 10W ของ W1080ST+ ดังแบบเล็กพริกขี้หนูมาก โดยส่วนตัวที่ฟังชัดเจนเลยว่าดังกว่ารุ่น W1070+ ในระดับเสียงเท่ากันอยู่พอสมควร ใครที่ดูในห้อง 4×6 เมตร รับรองว่าได้ยินกันทั่วถึงไม่แบบไม่ต้องเงี่ยหูฟัง
สรุป
หลังจากที่ได้ทดสอบโปรเจ็กเตอร์ของ BenQ มาสองรุ่นในไลน์อัพเดียวกัน ทั้ง W1080ST+ และ W1070+ ต้องยอมรับเลยว่าทั้งคู่เป็นโปรเจ็กเตอร์ที่ให้ภาพดีมาตั้งแต่ต้นจริงๆ เหมาะกับท่านที่ชอบอรรถรสการดูหนังแบบโรงภาพยนตร์เป็นอย่างมาก เพียงซื้อมาเสียบเข้าเครื่องเล่นแล้วฉายขึ้นฉากหรือผนังบ้าน ก็สนุกสุดมันส์ไปกับคอนเทนต์บนจอใหญ่ยักษ์กว่า 100 นิ้วได้ไม่ยาก โดยโหมดภาพที่ผมแนะนำให้ใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการปรับภาพละเอียดก็คือ Standard ซึ่งมีค่าอุณหภูมิสีเบื้องต้นจากโรงงานที่ค่อนข้างใกล้เคียงมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์

ข้อแตกต่างระหว่าง W1080ST+ และ W1070+ จะเป็นเรื่องของลูกเล่นในการฉายภาพล้วนๆ ซึ่ง W1080ST+ จะมีระยะฉายสั้นทำให้เราสามารถขยายขนาดจอได้ใหญ่โตมโหฬารกว่า 300″ โดยที่ไม่ต้องวางโปรเจ็กเตอร์ไกลจากฉาก นอกนั้นแล้วสไตล์ภาพที่ได้จะใกล้เคียงกันมากเพราะใช้ชิพประมวลผลภาพ DLP DarkChip 3 ตัวเดียวกัน ฉะนั้นแล้วถ้าจะให้เลือกก็คงจะต้องพิจารณากันตามการใช้งานทั่วไปมากกว่าครับ

แม้ว่าภาพที่ได้สีจะเทพขนาดไหนแต่จุดอ่อนของโปรเจ็กเตอร์แบบระยะฉายสั้นที่ใช้เลนส์มุมกว้างก็คืออาการบวมของภาพ หรือที่เรียกกันว่า Barrel Distortion ทำให้การวางโปรเจ็กเตอร์ให้ตรงระนาบทำได้ลำบากนิดนึง จนบางครั้งต้องใช้การปรับ Keystone Correction ช่วย และนั่นก็จะกระทบกับความคมชัดของภาพที่แสดงผลโดยตรง ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาการใช้งานให้ดีครับ ถึงจะสามารถรีดประสิทธิภาพของ BenQ W1080ST+ ตัวนี้ออกมาได้สูงสุด เพราะนอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว นี่คือโปรเจ็กเตอร์ที่ภาพดีตรงมาตรฐานภาพยนตร์อีกหนึ่งตัวที่สามารถเนรมิตห้องนั่งเล่นเล็กๆ ของคุณให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์จอใหญ่ร้อยนิ้วได้ไม่ยากเย็น
LIKE
– โปรเจ็กเตอร์ระยะฉายสั้น ที่สามารถฉายภาพขนาดใหญ่กว่า 300 นิ้วได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องวางตัวเครื่องให้ห่างจากฉากมากนัก
– ชิพประมวลผลภาพ DLP DarkChip 3 ให้สีสันที่แม่นยำและใกล้มาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากๆ ประสิทธิภาพการแสดงผลโดยรวมไม่ต่างจากรุ่น W1070+ เลย
– ลำโพง 10W ที่ติดเครื่องมาเสียงดังมาก ดังสูสีกับทีวี 50 นิ้วเลยก็ว่าได้ ครอบคลุมห้องขนาด 4×6 นิ้วสบายๆ ช่วยให้เราดูหนังจอใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งชุดเครื่องเสียง
DISLIKE AND SUGGESTION
– ภาพที่ฉายออกมาจะมี Barrel Distortion หรืออาการภาพบวมของคู่กันกับเลนส์มุมกว้างในโปรเจ็กเตอร์ช่วงฉายสั้น ซึ่งนั่นทำให้เราต้องปรับ Keystone Correction ช่วย และก็จะส่งผลต่อความคมชัดของภาพเล็กน้อย
– เมื่อฉายภาพ 3 มิติภาพจะมีสีแดงติดมาบริเวณกลางๆ จอ ซึ่งเป็นเหมือนกันทั้งสองรุ่นที่ได้รีวิวมา แต่พอใส่แว่นแล้วผลกระทบจากสีแดงที่ขึ้นมาก็จะลดน้อยลง