ฟินได้ใจ !!! รีวิว Samsung Smart TV 55ES8000 หน้าตาดี มีรถขับ โทรศัพท์ถ่ายรูปได้ [2012]

ฟินได้ใจ !!! รีวิว Samsung Smart TV 55ES8000 หน้าตาดี มีรถขับ โทรศัพท์ถ่ายรูปได้
ตอนเด็กๆผมมีโอกาสดูหนังฮอลลีวูดที่มักโชว์เทคโนโลยีในโลกอนาคตอันสุดล้ำเช่น การสแกนใบหน้า, นิ้วมือ หรือฝ่ามือเวลาเปิดประตู (The Sixth Day และ The Island) , ทีวีหรือภาพ 3 มิติแบบโฮโลกราฟฟิกลอยออกมานอกจอแบบแสดงบนอากาศจริงๆ (Starwars, The Sixth Day และ Paycheck), การใช้โทรศัพท์มือถือสั่งงานทีวี เช่นโยนภาพหรือวีดีโอจากมือถือเข้าจอทีวี (Iron Man) พอมาถึงปี 2012 นี้ ผมรู้สึกตัวเองว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นเริ่มเข้าใกล้ตัวผมอย่างเต็มทน ผมได้มีโอกาสขอยืม Samsung Smart TV 55ES8000 ทีวี LED ตัวท็อปที่สุดในครึ่งปีแรกของปี 2012 จาก Samsung เพื่อมาทำการทดสอบและเขียนรีวิว ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ได้มีโอกาสไปงานเปิดตัว Samsung 55ES8000 ตัวนี้มาหลายรอบ รวมถึงมีโอกาสได้ไปบรรยายเปิดตัว 60ES8000 ที่ร้าน Akihabara เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จึงยอมรับว่ามีโอกาส “คลุกวงใน” กับเจ้า Smart TV ตัวนี้มากเป็นพิเศษ ดังนี้เราไปเจาะลึกกับทีวีที่ผมให้คำจำกัดความว่า “หน้าตาดี มีรถขับ โทรศัพท์ถ่ายรูปได้” กันเลยครับ

Samsung Smart TV 55ES8000 ราคา 119,990 บาท
Samsung 55ES8000
– LED TV 55″
– Full HD 1920 x 1080
– Ultra Clear Panel
– Micro Dimming Ultimate
– Clear Motion Rate 800Hz/960hz
– Smart Interaction
– Smart Content
– Smart Evolution
– HDMI x 3
– USB x 2
– WiFi Built-In
– Camera Built-In
ราคาเปิดตัว 119,990 บาท
ดีไซน์
การดีไซน์ของ Samsung 55ES8000 มีการต่อยอดความสำเร็จจากคอยเซปต์ปีที่แล้วคือ “One Design” หรือการดีไซน์ขอบทีวีสีเงินโครเมี่ยมอันบางเฉียบจนดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อจอ ประโยชน์ในเชิงคุณภาพของภาพก็คือในเมื่อกรอบมันเล็กลง ภาพจากจอทีวีมันก็ดูเหมือนไม่มีอะไรมาขาวงกั้นแบบเทอะทะ ภาพมันจึงดูเหมือนลอยอยู่บนอากาศ หากได้กำแพงขาวๆเป็นฉากหลัง ยิ่งสวยสมใจอยากแน่นอน ด้านล่างตรงกลางของขอบจอมีโลโก้ Samsung เรืองแสงสีขาวๆแสดงสถานะเปิด-ปิด ด้านบนเป็นกล้อง Built-In Camera พร้อมรูปไมโครโฟนรับเสียงแบบติดตั้งกับตัวเครื่องมา ในขณะที่ฐานตั้งแบบ “Arch Flow Stand” มีดีไซน์ที่พลิ้วไหวมากยิ่งขึ้น ความโค้งเว้าของขาตั้งรูปตัว U สอดรับกับดีไซน์ขอบจอบางเฉียบได้เป็นอย่างดี ผมมาลองปิดจอทีวีซึ่งใช้ Panel แบบ Ultra Clear จึงให้สีดำมันวาว ซึ่งในขณะปิดจอไว้เฉยๆก็ดูสวยงามไปอีกแบบ เปรียบดั่งเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านชิ้นหรู อย่างไรเสียผมก็ขอติเล็กน้อยว่าด้วยดีไซน์ขาตั้งแนวอาร์ทเยี่ยงนี้ มันมิอาจหมุนซ้าย-ขวาแบบรุ่นน้อง Series 7500 ได้ แต่โดยส่วนมากแล้วทีวีขนาดจอใหญ่อย่าง 55″ หรือ 60″ มันก็ใหญ่พอที่จะเก็บมุมมองการรับชมในมุมกว้างๆอยู่แล้วครับ พอเอาเข้าจริงในภาคปฏิบัติก็ถือว่ามิได้กระทบอะไรนัก

หน้าตรงของ Samsung 55ES8000 นี่ไงที่ผมบอกว่าปิดทีวีแล้วยังหล่อ !

Arch Flow Stand มันทำให้ดีไซน์มีความพลิ้วด้วนเส้นสายมากยิ่งขึ้น

โลโก้ Samsung “เรืองแสงสีขาวเย็น” แสดงสถานะเปิด-ปิด

กล้อง Built In Camera พร้อมรูไมค์สำหรับรับคำสั่งเสียงให้มาด้วย ด้านหลังจะเห็นแกนปรับระดับมุมองศาของกล้อง

ตัวเครื่องบางเฉียบเพียง

หันหลังให้ดูกันบ้าง

มี Sticker ปิดช่อง Evolution Kit ซึ่งในปี 2013 จะจำหน่ายชุด Evolution Kit ให้ไปเสียบเพื่ออัพเกรดประสิทธิภาพทีวีเรามิให้ตกรุ่นกันได้ เช่นจาก CPU – Dual Core เป็น CPU – Quad Core เป็นต้น

ปุ่มกดเปิด-ปิดเครื่อง อยู่ด้านหลังมุมนี้เอง

รีโมทให้มา 2 แบบ มีแบบพิเศษใส่ไข่และแบบธรรมดา แบบพิเศษจะใช้นิ้วเลื่อนสั่งงานได้แบบเมาส์และรองรับการสั่งงานด้วยเสียง
ภาพ
เชื่อว่าหลายๆท่านคงมีโอกาสได้ไปดูภาพเป็นๆของ Samsung 55ES8000 กันมาบ้างแล้วตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านดีลเลอร์ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าทุกท่านน่าจะเห็นด้วยกับผมคือ “คาแรกเตอร์ภาพ” ของ Samsung รุ่นท็อปๆแทบทุกรุ่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะออกแนว สีสวย ภาพสดเด้ง มันวาว ชุ่มฉ่ำ มิติภาพลึกเป็นชั้นๆ จึงเป็นที่ตรึงตราให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเป็นอย่างมาก วันนี้ผมจึงตั้งเป้าจะปรับภาพให้ดูต้องโดยมิไห้ทิ้งคาแรกเตอร์ภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของ Samsung ไปมากนัก เป็นคอนเซปต์การควมรวมแนวภาพที่ “ถูกต้อง” + “ถูกใจ” เอาไว้ด้วยกันให้จงได้ !
Picture Spec
– 55″- Full HD 1920 x 1080
– Ultra Clear Panel
– Clear Motion Rate 800Hz/960Hz
– Micro Dimming Ultimate
โหมดภาพสำเร็จรูป : Picture Mode
มี 4 โหมดหลักๆด้วยกันได้แก่ Dynamic / Standard / Natural / Movie ขยายความเล็กน้อยอย่างโหมด Dynamic จะเป็นโหมดที่สว่างสุด สีสันโดดเด้งมากที่สุด อุณหภูมิสีจะเป็นโทนเย็น ภาพจะชุ่มฉ่ำเป็นพิเศษ แต่อาจจะไม่เหมาะกับการใช้ดูปกติภายในบ้านเสียเท่าไหร่ โหมด Movie เป็นโหมดที่เรา “แนะนำ” ให้ใช้รับชมภายในบ้านมากทีสุด สีสันค่อนข้างถูกต้อง นวลตาเป็นธรรมชาติมากกว่า อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมคือ “ความมันเงาของจอ” จาก Ultra Clear Panel ยังส่งเสริมความมีมิติของภาพให้โดดเด่นขึ้นไปอีก คาแรกเตอร์ภาพของ Samsung จึงค่อนข้างเป็นตัวตนชัดเจน หลังจากนั้นลองใช้เครื่องปรับภาพ (Calibration) ปรับ White Balance และ Color Management อย่างละเอียดดูอีกทีให้ตรงตามมาตรฐาน ภาพ 2 มิติจากโหมดภาพสำเร็จรูปก็สวยเป็นธรรมชาติขึ้นมาอีกระดับ รายละเอียดในที่มืด-สว่างมาครบถ้วน โดยผมเลือกระดับ Backlight ซัก 5 สำหรับห้องที่มืด และ ซัก 10-12 สำหรับห้องที่สว่าง ส่วนค่าต่างๆทั้งการปรับภาพเบื้องต้นและเบื้องลึกลองดูตามรูปได้ ผมเอามาโชว์บางส่วนครับ

โหมดภาพสำเร็จรูป หากดูหนังพวก Hidef หรือ Blu-ray แนะนำโหมด Movie

ใช้โหมด Movie ปรับค่าภาพได้ D65 ลงล็อคเป๊ะ ภาพสวยเป็นธรรมชาติขึ้นอีกเป็นกอง ตัวนี้ปรับภาพค่อนข้างง่ายหากเปรียบเทียบกับตัวท็อปๆของค่ายอื่น
หมายเหตุ : ค่าภาพที่ปรับมา Capture เอามาส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีลึกกว่านี้อีก และเป็นการอ้างอิงในสภาพแวดล้อมทดสอบ

หลังจากปรับภาพทั้ง White Balance และ Color Management ให้ถูกต้อง (ปรับง่ายดี) ภาพแหล่มขึ้น สีสันที่แสดงออกมาเป็นธรรมชาติกว่าเดิม ไม่ติดอมแดง หรือมน้ำเงินแบบค่าโรงงาน
สัดส่วนภาพ : Picture Sizeสามารถกดปุ่ม P.Size บริเวณด้านล่างของรีโมทเพื่อปรับสับดส่วนภาพได้ทันที ส่วนสัดส่วนภาพที่ผมแนะนำหากดูหนัง HD หรือ Blu-ray ก็ได้แก่ Screen Fit (1:1 Pixel Mathcing) ภาพมาครบทุกพิกเซล ไม่มีครอปด้านบน, ด้านล่าง, และด้านข้างให้หายไป ในขณะที่ดูฟรีทีวีหรือเคเบิลทีวีแบบปกติก็แนะนำแบบ 16:9 ภาพจะเต็มจอเช่นกัน

ดูหนัง Hidef หรือ Blu-ray ให้เลือก Picture Size เป็น Screen Fit
ทดสอบภาพ 2 มิติ
หลังจากปรับภาพที่สามารถทำให้แนวภาพที่มัน “ถูกต้อง” และ “ถูกใจ” มาผสมอยู่บนจอเดียวกันได้แล้ว ขอลองแผ่น Blu-ray ใหม่ที่เพิ่งควักตังค์ไปถอยมาจากร้าน CAP ซะหน่อย เรื่อง JOURNEY 2 : The Mysterious Island นำแสดงโดย Dwayne “The Rock” Johnson อดีตนักมวยปล้ำชื่อดังจาก WWE ในฉากป่าดงพงไพร สีสันมีความเอิบอิ่มสวยงาม สีเขียวของใบไม้และต้นไม้มีความฉ่ำกำลังดี ไม่ได้สดเกินจริงจากธรรมชาติอย่างเช่นโหมด Dynamic หากเปรียบ “ทีวี” ในฐานะ “ตัวกลาง” ในการถ่ายทอดภาพจากภาพยนตร์ที่ผู้กำกับต้องการสื่อให้เราได้รับชมและสัมผัส ก็ถือว่าว่า 55ES8000 สอบผ่าน เพราะทีมงานสัมผัสความรู้สึกความชุ่มชื่น+ชุ่มฉ่ำท่ามกลางแมกไม้นานาพรรณ ความมันเงาจากหน้าจอ Ultra Clear Panel ช่วยให้มิติของภาพในส่วนของฉากหลังมีความลึกลงไปอีก ในขณะเดียวกันมันยังช่วยเสริมให้ตัวละครและวัตถุมีความเป็นก้อนจับต้องได้มากขึ้น จึงเป็นการฉีกความมีมิติของภาพให้ไปได้ไกลกว่าเดิมอีก ดังนี้หากผมเปรียบเปรยว่าทีวี 3 มิติทั่วไป คือการ “ยัดเยียด” วัตถุและฉากต่างๆให้ “ลอยออกมาหาเรา” ทว่า ภาพ 2 มิติจาก Samsung ES8000 กลับทำได้ดีกว่าในทางตรงกันข้าม คือมันสามารถ “ดึง” ให้เรา “ทะลุ” เข้าไปในมิติของภาพได้ !!!! และยิ่งไปกว่านั้นการดีไซน์แบบ One Design ขอบจอบางเฉียบจนทำให้ภาพของเรื่องนี้ที่เต็มจอสะใจอยู่แล้ว เหมือนลอยอยู่บนอากาศขึ้นไปอีก ยอมรับว่าหากเปิดหนังเรื่องนี้ดูกับทีวีเครื่องอื่นๆในระดับราคาเดียวกัน ภาพที่ได้จาก Samsung 55ES8000 สามารถสร้างความรู้สีก “ว้าว” ได้มากที่สุด ! มิใช่แค่ผมและทีมงานนะครับ ผมเคยปรับภาพ 60ES8000 ไปบรรยายงานเปิดตัว Smart TV ที่ร้าน Akihabara สีลม แอบสังเกตุเห็นผู้ชมที่ได้เบิ่งภาพกันแบบสดๆอมยิ้มกันเป็นแถว !
มีข้อสังเกตว่าหากเปิด Motion Plus ซึ่งเป็นพีเจอร์ช่วย “แทรกเฟรมภาพ” ให้ฉากแพนกล้องลื่นไหลขึ้นและมิติภาพระหว่างวัตถุกับฉากหลังจะเด่นชัดขึ้น ผลคือมิติภาพเรื่อง Journey 2 นี้แทบจะหลุดลอยเข้าขั้นภาพ 3 มิติแบบไม่ต้องใส่แว่นเลย หากใครมี ES8000 ให้ลองปรับเล่นทดสอบดู อย่างไรก็ตาม มิติภาพที่หลุดลอยมากขึ้นก็ต้องแลกด้วยความเป็นธรรมชาติของภาพเคลื่อนไหวที่สูญเสียไปพอตัว ดังนี้สามารถลองเปิด/ปิด Motion Plus เล่นก่อนได้ แต่โดยส่วนตัวผมแบบ “ปิด” นะ ชอบอะไรแบบธรรมชาติๆมากกว่า หุหุหุ !

ภาพจากเรื่อง Jouney 2 : The Mysterious Island ดูมิติภาพจากทีวีกรอบบางตัวนี้ซะก่อน แหล่มไหมหละ ?!

สีสันหลังจากปรับภาพแล้ว มีความเป็นธรรมชาติสูง ไม่ได้สดจัดจ้านจนกระแทกตา ความอิ่มเอิบของเม็ดสีที่แฝงอยู่ช่วยให้มิติภาพโดดเด้ง

ไม่กี่ครั้งหรอกนะครับที่ผมและทีมงานรู้สึกว่า “ภาพที่ถูกต้องและถูกใจ” สามารถไปด้วยกันได้
ในขณะที่รายละเอียดของภาพทั้งในทีมืดและที่สว่างก็ทำได้ดีเช่นกัน จากการทดสอบฉากป๋า Bruce Willis สามารถแสดงรายละเอียดหนวดเคราหยุมหยิม+รอยเหี่ยวย่นออกมาได้อย่างครบถ้วน หากเป็นทีวีรุ่นที่ราคาไม่สูงนัก รายละเอียดมักจะจมหายไปกับความมืด ดังนี้ตัวช่วยพวก Dynamic Contrast ต่างๆนี่แทบไม่ต้องไปแตะมันเลยเสียด้วยซ้ำ ส่วน Motion ภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในเกณฑ์ดี ทำได้ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ เล่นเกมส์ต่างๆที่เน้น Response Time อาทิเช่น Street Fighter ก็ไม่ปรากฏ Ghost ให้เห็น ในขณะเล่นเกมส์ สามารถปรับเป็น Game Mode ได้นะครับ โดยเมนูมันถูกซ่อนอยู่ใน System => General => Game Mode => On การเปิด Game Mode จะช่วยให้ภาพมีความสดใสขึ้น และตัดระบบประมวลผลที่มักจะคอยแต่งเติมภาพหรือแม้กระทั่งกรองสัญญาณรบกวนทิ้งไป (ซึ่งไม่จำเป็นสำหรับเกมส์) ทำให้การตอบสนองของภาพในขณะเล่นเกมส์มีความฉับไวมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดในที่มืดในฉาก Die Hard 4.0 หนวดเคราของป๋าบรู๊ซ วิลลิส

ขอโม้หน่อย ! ช็อตนี้ผมใช้ เคน” ยิง “ฮาโดเคน” ใส่คุณ Chanom ที่ใช้ “ริว” จึงคว้าชัยไปแบบบีบหัวใจ การพนันเราไม่ยุ่ง แต่ผมก็แค่ได้รับการเลี้ยงข้าวไป 1 มื้อก็เท่านั้นเอง (ฮา) เล่นเกมส์ อย่าลืมไปเปิด Game Mode ในเมนู System นะครับ

ข้อดีของหน้าจอแบบ Ultra Clear Panel คือหากกล่องดาวเทียมบ้านเราชัด ภาพฟรีทีวีก็จะชัดแบบเด้งพอตัว
สรุปแล้วก็กล้าฟันธงว่า Samsung 55ES8000 เรื่องภาพ 2 มิติ ในห้องนั่งเล่นปกติหรือห้องสว่างๆ ซึ่งมักเป็นที่ที่คนทั่วไปใช้ดูทีวีมากที่สุดจัดได้ว่า “แหล่มเฟี้ยวเงาะ” มิได้เป็นสองรองใครเลย สีสันอิ่มแบบชุ่มฉ่ำโดยมิได้ทิ้งความเป็นธรรมชาติ มิติภาพโดดเด้ง จอสู้แสงและกันสะท้อนได้ดีมากๆ จัดได้ว่าภาพอยู่ในระดับ “หัวกะทิ” ของ LED TV ในปัจจุบันนี้
ภาพ
ทดสอบความดำของภาพ
Samsung 55ES8000 ใช้หลอด Backlight พร้อมความสามารถในการทำ Micro Dimming Ultimate (Local Dimming) หากเราดูในห้องนั่งเล่นปกติ หรือ ห้องที่สว่างๆ ในฉากมืด เจ้า ES8000 ก็ถือว่าพอใช้ได้ ตัวจอแบบ Ultra Clear Panel มันค่อนข้างดำมันเป็นทุนเสริมอยู่แล้ว ทว่าหากเป็นห้องมืดเราก็อาจจะเห็นแสงรั่วตามฉากหลังบ้างตามสูตรของ Edge LED โดยเจ้า Micro Dimming Ultimate ที่เป็นฟังก์ชั่นจะช่วยหรี่หลอดไฟทั้งแผงให้สอดรับกับฉากมืด-สว่างของภาพ จะเปิดใช้งานอัตโนมัติให้ในโหมด Dynamic และ Standard เท่านั้น ในส่วนของโหมด Movie ที่ผมปรับภาพเพื่อใช้งานการรับชมจริงๆจะใช้งานไม่ได้ซะงั้น จริงๆแล้วน่าจะมีโหมดให้ปรับระดับ Micro Dimming ให้เลือก ต้องยอมรับว่าเจ้า ES8000 จะเจิดจรัสในห้องสว่างมากกว่าห้องมืด ดังนี้ “เทคนิคไม่ลับ” ในการช่วยเสริมให้พื้นหลังแสดงสีดำได้ดีมากยิ่งขึ้นหากรับชมในห้องมืดๆได้แก่
1.ลดระดับ Backlight ให้เหลือประมาณ 2-5 (ในห้องมืด)
2. เปิด Eco Sensor ให้เซนเซอร์วัดระดับแสงในห้องของเรา และจะลดระดับ Backlight ลงอัตโนมัติตามสภาพแสง
ไปที่ System / Eco Solution / Eco Sensor => On

ทดสอบความมืดของภาพและความสามารถในการคุม Backlight

ทดสอบอัตราการกินไฟ โหมด Movie ที่ Calibrate ภาพแล้ว
ก็กินไฟประมาณ 92 Watts ในฉากทดสอบของแผ่น DVE ซึ่งถือว่าไม่สูงเลย
ทดสอบภาพ 3 มิติ
Samsung 55ES8000 มีเทคโนโลยี 3D แบบ Active ใช่แว่นแบบ Active ดีไซน์ใหม่ มีการซิงค์สัญญาณด้วย Bleutooth ซึ่งแม่นยำและได้ระยะที่ครอบคลุมกว่าแบบ Infrared ตัวเครื่องรองรับภาพ 3 มิติทุกรูปแบบอาทิเช่น Framepacking, Side by Side (Left Right) , และ Top Bottom รวมถึงความสามารถในการแปลงภาพ 2 มิติเป็น 3 มิติ (2D to 3D Conversion) คุณภาพของภาพ 3 มิติจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างดี คือหากเทียบกับ 55C8000 3D LED TV ยุคบุกเบิกถือว่าอาการ Crosstalk หรือภาพเหลื่อมซ้อนกันน้อยลงไปมาก มิติภาพในเชิงลึกก็ทำได้ดี มีน้ำหนัก วัตถุและรวมถึงตัวละครให้ความรู้สึกว่าเป็นก้อนจับต้องได้มากขึ้น ลูกเล่นการปรับภาพ 3 มิติอย่างเช่น 3D Perspective และ 3D Depth ก็มีมาให้อยากได้มิติภาพลอยกว่าค่าเริ่มต้น แต่จากที่ผมได้ลองรับชมจริงๆดู ผมว่าระดับ Default คือค่าเริ่มต้นที่ 0 ใน 3D Perspective สำหรับ Content ที่เป็น 3D แท้ๆ ก็มีความสมดุลทั้งเรื่องมิติภาพที่จับต้องได้กับความสบายตาในการรับชมครับ จัดได้ว่าเรื่องฟีเจอร์ 3D ทาง Samsung เองก็มิได้เน้นอะไรมากเป็นพิเศษแล้วในช่วงนี้ ทิศทางจะมุ่งเน้นพัฒนา Smart TV ให้เทพไปเลยซะมากกว่า

ลองรับชมภาพ 3 มิติจากแผ่น Blu-ray เรื่อง The Flying Dragon Swords of Dragon Gate

หากดูภาพ 2 มิติธรรมดาๆ ก็สามารถแปลงให้เป็นภาพ 3 มิติได้สบายมาก แค่กดปุ่ม 3D แล้วเลือก 2D=>3D ตามภาพ

ลูกเล่นการปรับภาพ 3 มิติทั้ง 3D Effect ที่มี Perspective และ Depth ให้เลือกเสริมเติมแต่งระดับความลอยของภาพ 3 มิติ
เสียง
ระบบเสียงของ 55ES8000 ให้ลำโพงแบบ 10+10 Watts มีดีไซน์ลำโพงแบบ Down Firing Speaker ยิงลงล่าง โหมดเสียงสำเร็จรูปได้แก่ Standard / Music / Movie / Clear Voice / Amplify มีลูกเล่นยิ่บย่อยลงไปอีกอย่าง Sound Effect ประกอบไปด้วย Virtual Surround สร้างเสียงโอบล้อมแบบจำลอง หรือ Dialog Clarity เพื่อเพิ่มความชัดเจนให้กับเสียงบทสนทนา และก็ยังมี 3D Audio ที่จะจำลองสร้างระดับเสียง ลึก-ตื้น ให้สัมพันธ์กับหนัง 3 มิติในฉากที่ตัวละครกำลังโดดเด้งออกมาเป็นต้น คุณภาพเสียงโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเท่านั้น ตัวเครื่องมีความบางระดับสุดยอด จึงบีบพื้นที่ในการใส่ไดรเวอร์ลำโพงไปในตัว อย่างไรเสียก็ถือว่าเพียงพอกับการให้งานดูหนังและดูฟรีทีวีทั่วไป
ช่องต่อ
มาดูในส่วนของช่องต่อกันบ้างครับ 55ES8000 ให้ HDMI มา 3 ช่อง (จริงๆอยากได้ซัก 4 อะ อิอิ) มีช่องต่อ USB ที่รองรับ External Harddisk และไฟล์หนังไฮเดฟ รวมถึงการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย Wireless Built In และแบบมีสายด้วยช่องต่อสาย LAN
ช่องต่อ Samsung 55ES8000
– 3 HDMI
– 3 USB
– 1 หูฟัง
– มี LAN ไร้สายแบบในตัว
– Component In (Y / Pb / Pr) x 1
– Composite In (AV) x 1 (ใช้สำหรับ Component Y)
– สัญญาณเสียงดิจิตอลออก (ออพติคอล) x 1
– RF In
– สัญญาณ DVI เข้า (ช่องเสียบขนาดเล็ก) x 1
– อีเธอร์เน็ต (LAN) x 1
– MHL = มี

HDMI 3 ช่อง พร้อมรองรับ Feature อย่าง MHL / ARC และ External Harddisk

AV 2 ยังใช้เป็น Adapter 3 in 1 อยู่

ช่องต่อ Component ใช้ร่วมกับช่องต่อ AV 1

ช่องต่อ USB รองรับ External Harddsik และการเล่นไฟล์หนังไฮเดฟอย่างพวก .mkv. .tp, .ts แบบ 2 มิติหรือ 3 มิติแบบ Side by Side / Top Bottom ได้
เพิ่มเติม
Smart TV 2012 : ในปีนี้ Samsung ต่อยอดพัฒนาความสามารถของ Smart TV มาไกลอีกหนึ่งขั้น ด้วยคอนเซปต์หลัก 3 ประการอันได้แก่
1. Smart Interaction : สั่งงานด้วยเสียง, ท่าทาง, และการจดจำใบหน้า
2. Smart Content : แอพพลิเคชั่นหลากหลายเหมาะสมกับ Lifestyle ของทุกคนในครอบครัว
3. Smart Evolution : สามารถอัพเกรดทีวีของท่านในปีถัดไปให้ทันสมัยไม่ตกรุ่น
ผมขอเริ่มจากพวกแอพพลิเคชั่นก่อนนะครับว่าในปี 2012 นี้มีอะไรใหม่และน่าสนใจบ้าง

หน้าหลักเรียกว่า Smart Hub เพียงแค่กดปุ่มรูป Smart TV บนรีโมทคอนโทรล

กดเข้าไปที่ Samsung Apps จะมี Apps มากมายให้เลือกโหลดมาติดตั้งไว้ในเครื่อง ว่าแล้วเห็น Icon ของเว็บ Sanook ด้านขวาล่าง ขอโหลดมาเล่นซะหน่อย
หมายเหตุ : หน่วยความจำตัวเครื่องจะมีประมาณ 765MB ถูกใช้ไปตั้งแต่ต้นแล้วประมาณ 400 MB กว่าๆ

อ่านข่าวหลากหมวดหมู่พร้อมภาพประกอบจากแอพพลิเคชั่นของ Sanook ได้ด้วยเด้อ !

Traffy เป็นแอพพลิเคชั่นดูสภาพการจราจรในกทม.แบบ “ป้ายจราจรอัจฉริยะ”

Explore 3D เป็นแอพพลิเคชั่นพวกวีดีโอ 3 มิติ ให้ดูกันฟรีๆ

ลองดูหนังตัวอย่าง Transformers : Dark of The Moon ซะหน่อย

Fitness เป็นแอพพลิเคชั่นวีดีโอออกกำลังกาย คือสามารถเต้นตามผู้ฝึกสอนได้เลย

Kids นิทานแนวการ์ตูนสดใสน่ารัก เสริมความรู้และความคิดให้กับคุณหนูๆ

ViKi Premier เป็นหนังซีรีย์เกาหลีและฝรั่งให้ดูเต็มเรื่อง

ตอนนี้ Smart TV รุ่นท็อปๆใช้ CPU แบบ Dual Core แล้ว สามารถดูหนังพร้อมกับการเล่นพวก Social Media อย่าง Facebook / Twitter ในเวลาเดียวกัน

Skype เห็นหน้าและสนทนาโต้ตอบด้วยกล้องแบบ Built-In Camera
หลังจากดูแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจกันมาบ้างแล้ว คราวนี้มาดูไฮไลท์ซึ่ง Samsung พยายามโปรโมทฟีเจอร์นี้มากนั่นก็คือ Smart Interaction อันได้แก่
1. Motion Control : การสั่งงานด้วยท่าทาง
2. Voice Control : การสั่งงานด้วยเสียง
3. Face Recognition : ระบบจดจำใบหหน้า
Smart Interaction
1. Motion Control :: กาาสั่งงานด้วยท่าทาง กล่าวคือการสั่งงานด้วย “มือ” นั่นแหละ ตัวทีวีมีกล้อง Built-In เป็นเหมือน Sensor จับท่าทางของเราได้ หลักการก็คล้ายๆกับ Kinect ที่กล้องจะจับท่าทางและตัวทีวีก็คอยจะตอบสนองคำสั่งตามท่าทางของเรา ตัวอย่างเช่น “การแบมือ” โชว์หน้ากล้อง = เริ่มต้นคำสั่ง หลังจากนั้นตัว Cursor ลูกศรก็จะปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ เลื่อนมือไปในทิศทางต่างๆเพื่อเลื่อนตัวลูกศรที่เป็น Cursor ไปในทิศทางที่เราต้องการ หากต้องการกดปุ่มใดๆบนหน้าจอ ก็เพียงแค่ “กำมือ” ซึ่งเปรียบเสมือนการคลิ๊กเมาส์ หากลดมือลงจากจอจนกล้องจับไม่ได้ก็เป็นการปิด Motion Control
“คำสั่งมือ” เพื่อสั่งงานด้วยท่าทาง
แบมือ/ยกมือขึ้น = เริ่มการใช้งาน
กำมือ = คลิ๊กหรือกด Enter
กำมือค้าง = คลิ๊กหรือกด Enter ค้าง
ปัดมือวนเป็นวงกลม = ย้อนกลับ

ใช้มือเลื่อนสั่งงานแทนเมาส์แบบนี้เลย หากต้องการคลิ๊กก็แค่กำมือ หรือจะคลิ๊กค้างก็แค่กำมือค้าง เป็นต้น

หากจะเข้าหน้า Smart Hub หรือหน้าศูนย์รวมของ Smart TV ให้กำมือที่หน้าเปล่าๆ 1 ครั้ง เพื่อให้แถบตัวเลือกแสดงออกมา
ประโยชน์ที่จับต้องได้มากที่สุดของ Motion Control ให้ลองนึกภาพดูว่าหากเกิดทำรีโมทคอนโทรลหาย จริงๆอาจจะไม่ได้หายหรอก เพียงแต่หาไม่เจอเพราะไม่รู้ไปซุกไว้ไหน เคยเจอสถานการณ์นี้กันทุกคนแหละ..ไม่ต้องเถียง ! ^ ^ การควบคุมการใช้งานด้วย “มือเปล่า” แบบนี้นี่แหละจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวด อาจจะพูดได้ว่าไม่ต้องพึ่งรีโมทก็ว่าได้ ผมไม่ได้บอกว่ามันใช้งานสุดแสนง่ายดายขนาดนั้นนะครับ แต่หากลองใช้ไปซักพักจะเริ่มชินและรู้จังหวะมากขึ้นเอง
2. Voice Recognition : การสั่งงานด้วยเสียง
Voice Control หรือการสั่งงานด้วยเสียง เพียงแค่พูดว่า “HI TV” เพื่อเปิดหรือปิดการใช้งาน Voice Control หลังจากนั้นจะมี “แถบชุดเมนูคำสั่ง” ขึ้นมาด้านล่าง โดยเราไม่จำเป็นต้องจำคำสั่งเหล่านั้นนะครับ เพราะมันจะมีคำศัพท์กำกับเลยว่าเราต้องพูดอะไรเพื่อสั่งงานอะไร โดยเราสามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยพูดโดยตรงกับตัว “ทีวี” หรือจะผ่าน “รีโมทพิเศษ” ของ Samsung อีกอันก็ได้ ประโยชน์ที่เห็นแบบเต็มๆคือ หาก “มือ” ของเราเปื้อนพิซซ่า ไม่อยากจะจับรีโมทคอนโทรลให้เปื้อนเลอะเทอะ (เดี๋ยวคุณภรรยาว่าเอา ^ ^) การใช้ “เสียง” ของเราในการสั่งงานทีวีจึงเป็นทางออกที่ชาญฉลาดมาก แถมเป็นฟีเจอร์ที่แก้ไขปัญหานิสัยไม่ดีในการ “จกส้มตำไก่ย่าง” ของทีมงานจนมือเลอะแล้วมาจับรีโมทคอนโทรล ไม่ใช่แค่รีโมททีวีอย่างเดียวนะ รีโมทแอร์หรือแม้กระทั่งจอยเกมส์ PS3 ที่ออฟฟิศของของเรามันแผล่บมาทั้งหมดแล้ว !!!

แถบชุดคำสั่ง 7 อย่างที่แสดงขึ้นมาด้านล่างจอหลังจากเราพูด HI TV
ยกตัวอย่างตอนนี้เราดูทีวีจากช่อง AV1 อยู่ อยากเปลี่ยนเป็นช่อง HDMI 2 ก็พูดตามนี้
HI TV ==> Source ==> HDMI Two
ไฮ ทีวี ==> ซอส ==> เอชดีเอมไอ ทู
การเข้าหน้า Smart Hub ศูนย์รวมความบันเทิงและโลกออนไลน์ก็แค่พูดว่า
HI TV ==> More Commands ==> Smart Hub
ไฮ ทีวี ==> มอร์ คอมมานดส์ ==> สมาร์ท ฮับ
ชุดคำสั่ง Voice Control
1. “TV Power Off” : ปิดทีวี
2. “Source” : เปลี่ยนแหล่งสัญญาณ
3. “Channel Number” : เลือกช่องทีวีตามที่ต้องการ
4. “Channel Up หรือ Down” : เลื่อนช่องทีวีขึ้นหรือลงทีละช่อง
5. “Volume Up/Down” : เพิ่มระดับเสียงดัง/เบา
6. “Mute” : ปิดเสียง
7. หากต้องการชุดคำสั่งการในการเล่นฟีเจอร์อื่นๆเพิ่มเติมอีกก็ให้พูดว่า “More Commands”
ข้อสังเกต
– สภาพแวดล้อมภายในห้องอาจจะต้องเงียบพอสมควร เพื่อให้ไมค์ตัวรับเสียงรับฟังเสียงของเราได้อย่างชัดเจน
– สำเนียงมีผลอยู่พอตัว ณ ตอนนี้จะรองรับภาษาอังกฤษ 2 สำเนียงหลักๆได้แก่ UK English และ US English ส่วนผม Thailand English ก็ยังมีปัญหาเรื่องการจับสำเนียงบ้างนิดหน่อย
– สามารถใช้ค้นหาสิ่งต่างๆใน Search All ได้ แต่ท่านต้องเก๋าเรื่องสำเนียงพอตัว หากจบมาจาก “ลันดั่น” (ลอนดอน) น่าจะมิใช่ปัญหา อิอิ
3. Face Recognition : ระบบจดจำใบหน้า
เราเคยประสบปัญหาตามนี้ไหม เช่นจะ Login เล่น Facebook หรือ Twitter ก็ต้องมานั่งกรอก Username และ Password ตัวยาวๆด้วยรีโมทคอนโทรลทีวีซึ่งดูจุกจิกน่ารำคาญสุดๆกว่าจะกรอกเสร็จ หรืออย่างดีเราก็ต้องใช้ QWERTY Keyboard ใน Smart Phone ในการป้อนตัวอักษรและตัวเลขเข้าไป แต่ปัญหานี้จะหมดไปด้วยเทคโนโลยี “Face Recognition” หรือระบบการ Login ด้วยใบหน้าโดยใช้กล้อง Built-In Camera สารพัดประโยชน์ พูดไปพูดมาก็ถือว่า “ล้ำยุค” เหมือนกับหนังฮอลลีวูดที่จดจำใบหน้าเพื่อเปิดประตูลับได้ วิธีการคือแค่กดเข้าเข้า Smart Hub แล้วกดปุ่ม A สีแดงบนรีโมทคอนโทรล เพื่อเริ่มสร้าง Account ของตัวเอง เพียงแค่การ Login ด้วยใบหน้าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หน้า Smart Hub ก็จะเป็นหน้าสำหรับของคุณเดียวโดยเฉพาะ กล่าวคือทั้ง Facebook, Twitter และแอพพลิเคชั่นทาง Social Media อื่นๆก็จะถูกจำค่า Login ด้วย Account ของเราทั้งหมดอย่างเสร็จสรรพ โดยมิต้องมานั่งกรอก Username และ Password ทีละอันอีกต่อไป สะดวกสบายและล้ำสมัยมั่กๆ !!!!
เทคนิคการจัดการ Account เพื่อ Login ด้วยใบหน้าทีเดียวก็เอาอยู่
ในหน้า Smart Hub เพียงแค่กดปุ่ม C สีเหลืองบนรีโมทคอนโทรลเพื่อเข้าจัดการระบบ Account Manager เราก็สามารถผูก Account ใหญ่ใน Smart Hub ของเราไว้ที่แอพพลิเคชั่น Social Media ต่างๆได้อาทิเช่น Facebook, Twitter, SugarSync, Withings, Noom ได้ เพื่อให้การ Login ด้วยการจดจำใบหน้าเพียงครั้งเดียวเป็นการ Login ให้กับแอพพลิเคชั่นที่กล่าวมาทั้งหมด

กล้องเริ่มประมวลผลในการจดจำใบหน้านายโรมันและคุณบูมเมอแรง

จับได้หลายใบหน้านะด้วยนะเนี่ย ในที่นี่ก็จับหน้านายโรมันและหน้าคุณ Boomerang ทีนี้เราก็เลือกว่าจะเอาใบหน้าไหนในการสร้าง Account ใหม่

ตัวกล้องเองยังรองรับแอพพลิเคชั่นเกมส์แบบที่ใช้ Motion ในการเล่น อาทิเช่นเกมส์ปาลูกดอก แบมือเวลาเลือกทิศทางและกำมือเวลาปา
Samsung Remote : หากท่านไหนใช้โทรศัพท์มือถือ Smart Phone ที่เป็น Android ก็สามารถโหลดแอพพลิเคชั่น Samsung Remote มาติดตั้งบนเครื่อง เพื่อใช้ในการควบคุม Smart TV ได้ จริงๆแล้วหลายค่ายก็มีแอพพลิเคชั่นในลักษณะนี้เช่นกัน ผมจึงขอหยิบยกในส่วนที่ต่างจากชาวบ้านมารีวิวครับ อย่างที่ทราบกันว่าแอพพลิเคชั่นที่เป็นเกมส์มีให้เลือกโหลดเยอะเป็นกองสำหรับ Smart TV ปี 2012 และเรายังเราสามารถใช้เจ้า Samsung Remote อันนี้แหละเป็นจอยควบคุมเกมส์ได้แบบในภาพเลย สามารถเลือกไปในหมวดของ Game Control หน้าจอโทรศัพท์ก็จะแสดงอินเตอร์เฟซเช่นนี้ออกมา

หน้าจอของ Game Control ในแอพ Samsung Remote

ใช้โทรศัพท์มือถือ Smart Phone เป็นจอยควบคุมเวลาเล่นแอพพลิเคชั่นเกมส์ซะเลย ว้าว..ว้าว..ว้าว !!! ตัวอย่างในภาพคือเกมส์ตกปลา Fishing King
สรุป
ข้อดี
1. ภาพ 2 มิติมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน สีสวยโดดเด้ง มิติลึกตื้นสมจริง
2. Smart Interaction ลูกเล่นการสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง เพิ่มทางเลือกในการควบคุมทีวี
3. กล้อง Built-In camera สารพัดประโยชน์เกินคาด ทั้งถ่ายรูป, Skype, จับท่าทาง, เล่นเกมส์ที่ใช้ Motion เป็นต้น
4. ระบบ Face Recognition ทำให้การ Login ด้วย “ใบหน้า” เพื่อเล่น Social Media ต่างๆกลายเป็นเรื่อง “ปอกกล้วย”
5. ดีไซน์พรีเมี่ยมสวยงามโค้งเว้าสอดรับกันได้ดีทั้งตัวเครื่องและฐานวาง
ข้อเสีย
1. ฐานตั้งปรับหมุนซ้ายขวาไม่ได้
2. Voice Control การสั่งงานด้วยเสียงยังต้องให้ห้องที่เรารับชมเงียบพอสมควร รวมถึงสำเนียงการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ยังไม่เป๊ะกับสำเนียงบ้านเรามากนัก (คาดว่าจะมี Firmware รองรับพวกภาษาไทยในอนาคต)
3. ให้ HDMI มาแค่ 3 ช่อง ในขณะที่ 55D8000 ปีที่แล้วให้มา 4 ช่อง
สรุป
ความโดดเด่นที่ผมได้สังเกตเห็นจาก Samsung Smart TV 55ES8000 คือแนวภาพที่มีมิติ สีสวยโดดเด้ง เม็ดสีมีความมันวาวชุ่มฉ่ำเป็นประกาย จึงกล้าบอกว่าแนวภาพ 2 มิติมันทำหน้าที่เฉกเช่นภาพ 3 มิติ ในการดึงอารมณ์ร่วมของผู้รับชมให้เสมือน “ทะลุเข้าไปอยู่ข้างในภาพบนจอทีวีได้จริงๆ” ยิ่งกับหนัง HD เต็มจอเรื่อง Journey 2 มันแทบดูดกลืนเราเข้าไปอยู่ในมิติของมันเลย ส่วนลูกเล่นสุดอัจฉริยะอย่างพวก Smart Interaction การสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง เป็นการเพิ่มอรรถประโยชน์ในการควบคุมจอทีวีของเรา การใช้งานจริงอาจจะไม่ได้เร็วปรู๊ดปร๊าดดั่งใจบ้าง แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความล้ำสมัยในการสั่งงานทีวีที่นอกเหนือจากรีโมทคอนโทรลแบบปกติ ส่วนที่ผมว่ามันแหล่มเฟี๊ยวเงาะมากคือเจ้ากล้อง Built-In Camera สารพัดประโยชน์ทั้ง การถ่ายภาพนิ่ง, เล่น Video Call – Skype และ การ Login แบบจดจำใบหน้า ซึ่งล้วนแต่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการใช้งานจริงๆได้ทั้งสิ้น ดังนี้คำจำกัดความขำขำที่ว่า “หน้าตาดี มีรถขับ โทรศัพท์ถ่ายรูปได้” คงอธิบาย “ตัวตน” ของ Samsung Smart TV 55ES8000 ได้อย่างแจ่มแจ้ง จึงแนะนำสำหรับท่านที่มีชั้นวางในห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่าอยู่ครับ !
แนะนำการใช้งาน
– ห้องนั่งเล่นทั่วไป ห้องสว่าง ไม่จำเป็นต้องคุมแสง ทีวีสู้แสงได้ดีโฮก
– มุมมองการรับชมแนวตรง 90 องศา ให้สีสันที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด