ภาพลอยเร้าใจ !!! รีวิว LG 42LW6500 Cinema 3D LED TV ทรงเครื่องยิ่งกว่าเย็นตาโฟ
ปี 2010 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่เปิดศักราชใหม่ของวงการทีวี เพราะเทคโนโลยีทีวี 3 มิติได้มีการเปิดตัวแข่งขันกันแทบทุกแบรนด์ ผมเชื่อว่าเกือบทุกท่านอย่างน้อยก็ได้เคย “ลอง” สวมแว่นตา 3 มิติ ไม่ว่าจะเป็นตามห้างร้านหรืองานแสดงสินค้ากันไปบ้างแล้ว คงมีทั้งความรู้สึกติดอกติดใจกับ “มิติภาพ” ที่มีทั้ง “ลอย” และ “ลึก” เหนือทีวี 2 มิติธรรมดาแบบจับต้องได้ แต่ก็ยังมีจุดด้อยบางประการอยู่เช่นกัน จึงทำให้การแข่งขันของค่ายทีวีชั้นนำในการพัฒนาคุณภาพของทีวี 3 มิตินั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น
โดยในปี 2010 นั้นทุกค่ายใช้เทคโนโลยี 3D แบบ Active ซึ่งต้องใช้แว่น 3 มิติแบบ Active Shutter Glasses ที่เปิด-ปิดเลนส์ตาซ้ายและขวาสลับกันในการรับชม ข้อดีก็คือได้ภาพ Full Frame ในการส่งภาพสลับเข้าตาซ้ายและตาขวา อย่างไรก็ตามข้อเสียที่ผมเชื่อว่าหลายท่านเห็นพ้องต้องกับผมก็คือ หากดูในที่สว่าง การกระพริบของภาพก็มักจะเกิดขึ้น เนื่องจากแว่นต้องเปิดปิดเลนส์ตาซ้ายและขวาอย่างรวดเร็วตลอดเวลา รวมถึงปัญหาการ Sync สัญญาณระหว่างตัวทีวีและตัวแว่นตา ตลอดจนแว่น 3 มิตินั้นมีราคาค่อนข้างสูง มีน้ำหนักเยอะ แถมเมื่อแบตเตอรี่หมดก็ต้องชาร์จหรือซื้อแบตเตอรี่ก้อนใหม่เปลี่ยนอีก !!!

ในขณะที่ LG เองก็โชว์ความห้าวหาญ “กล้า” ที่จะ “สวนกระแส” เลิกผลิต 3D แบบ Active แบบที่ทุกค่ายทีวีใช้อยู่และหันไปโฟกัสเทคโนโลยีแบบ Passive ซึ่งใช้แว่นตาแบบ Polarized แทนซึ่งทางผมเองเคยนำเอาเทคโนโลยีแบบนี้มาโชว์ในงาน BAV Show 2010 เมื่อกลางปีที่แล้ว โดยตอนนั้นที่เอามาโชว์คือ JVC 3D LCD Monitor 42″ ซึ่งผลตอบรับเรื่องมิติภาพและความสะดวกสบายและง่ายต่อการรับชมนั้นมาเป็น “อันดับที่ 1” เหนือ 3D TV ค่ายอื่นๆเลยเมื่อเราทำการให้ผู้ชมโหวตหลังจากใส่แว่นดูครบทุกแบรนด์ ซึ่ง LED TV ของ LG ในปี 2011 “ทุกรุ่น” ก็จะหันมาใช้เทคโนโลยี 3D แบบ Passive ทั้งหมด และ LG ได้ให้ชื่อทางการตลาดเทคโนลยี 3D แบบ Polarized ว่า “Cinema 3D” ซึ่งโรงหนังส่วนใหญ่เช่น IMAX และ Dolby 3D (ที่อยู่ในเครือ Major Cineplex และ Major Hollywood) ก็ใช้เทคโนโลยีที่มีพื้นฐานหลักการเดียวกันครับ
ทาง LG เองก็มีการส่ง LG 42LW6500 ให้กับทีมงาน LCDTVTHAILAND ให้ทดสอบกันตั้งแต่สินค้าเพิ่งคลอดออกตลาดใหม่ๆ ด้วยความบ้าเห่อเทคโนโลยีใหม่ๆของทีวีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยทำให้ผมรีบแกะกล่องทดสอบเจ้าทีวีตัวนี้ตั้งแต่เครื่องได้ถูกมาส่งที่หน้า Office เลยครับ
การออกแบบ
ดีไซน์ของ LG 42LW6500 Cinema 3D LED TV ก็เป็นกรอบสีดำเงาพร้อมขอบใสแบบ “คริสตัลดีไซน์” ซึ่ง LG ใช้ชื่อเรียกดีไซน์โดยรวมนี้ว่า “Monotonous Clean & Simple” เรียบๆสไตล์โมโนโทน ซึ่งถือว่า “ดูดี” กว่ารุ่นเดิมในปี 2010 อยู่พอสมควร อาทิเช่นพวก LE5500 หรือ LX6500 ที่ดีไซน์จะเน้นเป็นกรอบสีดำเงาธรรมดา ดูเรียบๆ ซึ่งอาจจะออกดิบไปซักเล็กน้อย ตรงกรอบทีวีด้านล่างซ้ายเป็นปุ่มกดคำสั่งใช้งานเบื้องต้นแบบระบบสัมผัส มีไฟ LED ส่องสว่างบอกสถานะเปิด/ปิดเครื่อง ส่วนฐานตั้งก็พัฒนาคอขาตั้งให้เป็นแกนเหล็กสีโครเมี่ยมซึ่งดูหรูขึ้นไปอีกแบบ อ้อมไปด้านหลังนั้นดีไซน์ก็คล้ายๆ LED TV รุ่นเดิมครับ ตำแหน่งการวางพอร์ตช่องต่อจะมีการเปลี่ยนเอา HDMI ทั้ง 4 ช่องมาอยู่ด้านข้างทั้งหมด ส่วนความบางก็ไม่หนีจากเดิมมากนัก ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ LED TV รุ่น LE5500 ก็มีความบางบางประมาณนี้เลย ซึ่งผมว่ามัน “บางกำลังดี” มันไม่ได้บางจนรู้สึกว่ามันบอบบางจนเกินไป ส่วนรีโมทคอนโทรลก็แทบจะยึดถือแบบรุ่นปีที่แล้วมา วัสดุเป็นสีดำด้าน จับถนัดมือ แต่ขอชมเชยการวางตำแหน่งปุ่มกดและปุ่มลัดต่างๆว่าทำได้ดีมาก “ใช้งานง่ายสุดๆ” ในระดับหัวแถวของทีวีในยุคนี้ !!!

ไฮไลท์มันมาอยู่ที่อุปกรณ์เสริมที่ส่งมาให้ทดสอบเพิ่มอย่าง Magic Motion Remote Control Control รีโมทคอนโทรลแบบเมาส์ไร้สาย+จอย Nitendo Wii ไว้ควบคุมทีวีได้สะดวกขึ้น และแว่นตา 3 มิติแบบ Polarized Glasses ที่มีดีไซน์เรียบๆง่ายๆ วัสดุดูธรรมดามาก แต่เมื่อใส่ไปแล้วให้ความรู้สึกสบายตาอย่างแรง !!!

42LW6500 รูปหน้าตรง ดีไซน์เรียบๆแต่มีเอกลักษณ์

กรอบทีวีออกแนว “คริสตัลดีไซน์” ขอบจะออกใสๆ

ฐานตั้งเป็นสีดำเงาแบบ “คริสตัลดีไซน์” เช่นกัน

พอร์ตช่องต่อด้านหลัง มีแบบทั้งเชื่อมต่อตรงๆและแบบเสียบจากข้างล่างขึ้นข้างบน

ความบางของตัวเครื่องจากมุมมองด้านข้าง
และช่องต่อ HDMI 4 ช่อง USB 2 ช่องซึ่งอยู่ด้านข้างทั้งหมด

รีโมทคอนโทรลแบบปกติก็มีดีไซน์เรียบๆแต่ใช้งานง่ายมาก
ขอชมเชยเรื่อง “ปุ่มลัด” ต่างๆวางตำแหน่งได้ดี เลือกใช้ง่าย เช่น Energy Saving และ AV Mode

แว่น 3 มิติแบบ Polarized หลักการเดียวกับโรงหนัง 3 มิติครับ แถมมาให้ถึง 4 อัน

ต้องเชื่อมต่อตัวรับสัญญาณกับช่องต่อ USB ก่อนถึงจะใช้ได้
สรุปเรื่องดีไซน์ก็ยอมรับว่า “สวยงามขึ้น” จากรุ่นปี 2010 ขึ้นมาอีก Step นึงครับ จากรุ่นเดิมเช่นรุ่น LX6500 (3D) และ LE5500 ที่อาจจะไม่ให้ความรู้สึก “พรีเมี่ยม” เสียเท่าไหร่ แต่พอมาเป็นรุ่นปี 2011 นี้ความรู้สึก “พรีเมี่ยมต่อตัวสินค้า” ก็มีมากขึ้นจากองค์ประกอบดีไซน์โดยรวมที่ดีขึ้นครับ !!!
ภาพ
สำหรับ 42LW6500 นั้นเป็น LED TV รุ่นใหม่ ใช้ Backlight เป็น Edge LED ที่สามารถทำ Local Dimming ได้ ซึ่ง LG เรียกว่า “LED Plus” ส่วนเทคโนโลยีหน้าจอ 3 มิติแบบ Passive ก็มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า “FPR” (Film Patterned Retarder) ทำงานร่วมกับ 3D Polarized Glasses โดย LG เรียกเทคโนโลยีทีวีสามมิติชนิดนี้ว่านี้ว่า “Cinema 3D” เพราะเทคโนโลยี 3D แบบ Polarized ก็ใช้ในโรงหนังอาทิเช่น IMAX เช่นกัน ที่สำคัญได้รับการรับรองจากสถาบัน INTEREK และ TUV ในเรื่องของ “Flicker Free” หรือ “ภาพไม่กระพริบ” เฉกเช่นแบบ 3D ประเภท Active ด้วย พร้อมเทคโนโลยี 3D Light Boost ที่จะช่วยเพิ่มความสว่างในขณะเล่นภาพ 3 มิติ ซึ่งปกติเวลาเราดูภาพ 3 มิติ แสงสว่างจะดร็อปลง มีเทคโลโลยีเปลี่ยนภาพ 2 มิติให้เป็นภาพ 3 มิติได้จากทุกแหล่งสัญญาณ มี TruMotion 240Hz/200Hz ช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหวให้สมูธขึ้น โดยรวมแล้วจัดได้ว่าเป็นทีวีที่มีฟังก์ชั่นด้านภาพใน “ระดับเทพ” เลยทีเดียวครับ
มาเริ่มการทดสอบเลยดีกว่า โดยการทดสอบภาพแบบ 2D จะอยู่หน้านี้ และ แบบ 3D จะอยู่หน้าถัดไป
โหมดภาพสำเร็จรูป :: Picture Mode
โหมดภาพสำเร็จรูปนั้นมีมาให้เลือกหลากหลายเช่นเคย เช่นโหมด Vivid / Standard / Cinema / Game / Expert ซึ่งให้ผมแนะนำนะครับ หากท่านเลือกที่จะดูหนังจากแผ่น Blu-ray หรือ HD Player ก็ขอแนะนำโหมด Expert 1 อย่างยิ่ง เนื่องจากโหมดนี้ถูก Pre-Calibrated มาโดย “ISF” สถาบันปรับภาพระดับโลก เพื่อให้ค่าแสงสีถูกต้องมากที่สุดครับ ซึ่งผมลองใช้แแผ่นปรับภาพร่วมเช็คภาพด้วย พวกสีสันและ Dynamic Range (Contrast/Brightness) ถูกตั้งค่าออกมาอยู่ในระดับค่อนข้างสมบูรณ์เลยทีเดียว โดยจะมีการปิดฟังก์ชั่นเสริมของภาพที่เกินความจำเป็นออกไปด้วย ให้ภาพคงความเป็น Original โดยไม่ถดถอยเรื่องคุณภาพของภาพครับ สัดส่วนภาพจะถูกตั้งไว้ที่ Just Scan แสดงผลออกมาเป็น “1:1 Pixel Matching” แบบสมบูรณ์ คือภาพมา 1920 x 1080 ก็แสดงออกเป็น 1920 x 1080 ครบทุกอณู รายละเอียดที่ได้ครบถ้วน ไม่มีถูก Crop ขอบด้านข้างให้หายไปแม้แต่น้อย

แนะนำโหมด Expert 1 และปรับอุณหภูมิสีให้เป็น Medium
หากท่านจะดูหนังจาก Blu-ray หรือ HD Player ก็แนะนำอย่างยิ่ง
ส่วนอุณหภูมิสีอันนี้แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล เพราะในโหมด Expert นี้จะ Set ไว้ที่ “Warm” สีโทนอุ่นแบบในโรงหนังครับ มันจะติดอมเหลืองเล็กน้อย (ซึ่งเป็นอุณภมิสีที่ถูกต้องตามมาตรฐาน) แต่ถ้าหากท่านคิดว่าสีมันดูตุ่นไปซักนิด ก็ให้ปรับอุณภูมิสีมาเป็น “Medium” ก็จะได้สีสันที่มีความสดสว่างขึ้นมา ซึ่งผมเชื่อว่าถูกใจใครหลายๆคนมากกว่า และไม่ว่าจะเป็นห้อง “มืด” หรือ “สว่าง” เราก็สามารถปรับระดับ Backlight ชดเชยกันได้ครับ
หากดูฟรีทีวี, จานดาวเทียม TrueVision จานแดง เหลือง ส้ม โหมดภาพที่แนะนำก็เป็นโหมด Standard ครับ ภาพสว่างสดใสกำลังดี รายละเอียดแสดงได้ดีครบถ้วนครับ
สัดส่วนภาพ :: Aspect Ratio
มีแบบ 16:9 / Just Scan / Original / 4:3 / 14:9 / Cinema Zoom สามารถเลือกโหมดภาพจากปุ่มลัดบนรีโมทคอนโทรลได้เช่นกันครับ
ทดสอบความดำของภาพ
ตามสูตรครับต้องใช้ Content พระจันทร์ในคืนมืดทดสอบครั้งนี้ โดย LG ใช้ Backlight เป็น Edge LED with Local Dimming (LED Plus) แต่ครั้งนี้เราสามารถปรับระดับของ Local Dimming แบบ “สูง-กลาง-ต่ำ” หรือจะ “ปิด” ไปเลยได้อีกด้วย แนะนำระดับ “ต่ำ” นะครับ คุมไฟได้กำลังดี ไม่กระโชกโฮกฮากและภาพก็ไม่มืดจนเกินไปจนรายละเอียดหายอีกด้วย ส่วนการแสดงสีดำและการคุมไฟ Backlight นั้น ทำได้ในระดับมาตรฐานทั่วไปของ Edge LED คือหากดูในห้องสว่าง สีดำก็ดูดำสนิท เราก็ไม่สังเกตุเห็น Backlight เล็ดลอดออกมาเท่าไหร่ แต่หากเป็นห้องมืดสนิทก็มีรั่วให้เห็นตามสูตรของ Edge LED บ้างครับ แต่โดยรวมแล้ว ด้วยความสามารถในการปรับระดับของ Local Dimming ได้นี่ถือว่าช่วยในการดูหนังจริงๆได้เยอะพอสมควรเลย !!!

สามารถปรับระดับ LED Local Dimming ได้นะครับ
แนะนำเปิดไปในระดับ “ต่ำ” จะช่วยคอนโทรล Backlight ได้ดีขึ้น

ภาพ 2D จากเรื่อง AVATAR เรื่องของรายละเอียดและสีสัน
ดีขึ้นจาก LE5500 แบบทีมงานทุกคนสังเกตุได้

Transformers ภาค Revenge of The Fallen

สรุปเรื่องภาพ 2 มิติ
จากการทดสอบจากหนังที่ดูประจำนั้น ผมได้เห็น “พัฒนาการ” ของคุณภาพของ LG 42LW6500 ที่ดีขึ้นกว่ารุ่นปี 2010 ที่ผ่านมาครับ ลูกเล่นในการปรับภาพระดับมือใหม่และระดับ Professional ก็มีให้เลือกเยอะมาก และด้วยความที่มันมีลูกเล่นในการปรับภาพเยอะมาก ลองเล่นไปเล่นมาก็เริ่มเลยเถิด ผมเองก็หาทางลัดที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ด้วยการเลือกโหมดภาพสำเร็จรูป Expert 1 ทีเดียวอยู่เลยเพราะเป็นโหมดที่ได้รับปรับแต่งโดยสถาบัน ISF ซึ่งเป็นสถาบันระดับโลกที่มีส่วนในการกำหนดมาตรฐานคุณภาพของภาพจากจอ Display ไม่ว่าจะเป็น TV หรือ Projector (Industry Standard) การคุม Backlight ด้าน LED Local Dimming ก็มีการต่อยอดจากปีที่แล้วมาเช่นกัน แต่ปีที่แล้วไม่สามารถปรับระดับ สูง กลาง ต่ำ ได้ (เลือกได้แค่จะ “เปิดหรือปิด” Local Dimming) แต่ปีนี้ปรับได้แล้วครับ ซึ่งช่วยกลบจุดอ่อนของการคุมแสงของ Edge LED ได้ดีขึ้นจริงๆครับ สำหรับภาพ 2 มิติก็ถือว่าสร้างความประทับใจในระดับ “กำลังดี” ให้กับทีมงาน แต่ไฮไลท์มันอยู่ที่ภาพ 3 มิติในหน้าถัดไปต่างหาก !!!
มาถึงไฮไลท์ในรีวิวครั้งนี้ซึ่งก็คือ ภาพ 3 มิติ ครับ เทคโนโลยี “Cinema 3D” คือภาพ 3 มิติที่อาศัยหลักการแบบ Polarization โดยทีวีจะแบ่งเป็นเส้นเลขคู่และเส้นเลขคี่ โดยให้ทีวีแสดงภาพเส้นคู่ 540 เส้น เข้าตาข้างหนึ่ง และส่งเส้นเลขคี่อีก 540 เส้น เข้าตาอีกข้างหนึ่ง ซึ่งแผ่นฟิลม์บนเลนส์ตาซ้ายและตาขวาของแว่นจะเป็นตัวกรองว่าเส้นเลขคู่และเลขคี่จะเข้าตาไหน 540 เส้น + 540 เส้น = 1080 เส้น ซึ่งรวมเป็น 1 เฟรมสำหรับตาทั้งสองข้าง หลักการนี้ผมเองก็เคยนำเอา 3D TV ประเภทนี้มาแสดงโชว์ในงาน BAV Show 2010 ที่โรงแรมเมอร์เคียว ฟอร์จูนเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบรับออกมาว่า “กลุ่มแฟนๆ LCDTVTHAILAND เกือบหนึ่งร้อยชีวิตที่มาฟังบรรยายก็โหวตให้ทีวี 3D LCD ของ JVC ที่เป็น Polarzied ชนะเลิศเหนือ 3D TV แบบ Active ไปแบบค่อนข้างขาดลอยครับ” ซึ่งตอนนั้น JVC เป็นแบรนด์เดียวที่ใช้เทคโนโลยี Passive แบบ Cinema 3D ของ LG
รีวิว 3D TV ปะทะกันตัวต่อตัว
http://www.lcdtvthailand.com/review/detail.asp?param_id=581
มาครั้งนี้ LG ได้เอาเทคโนโลยี 3D แบบ Polarized มาต่อยอดและพัฒนาให้ดีขึ้น แสดงผลภาพสีสันคมชัด ภาพไม่กระพริบ ดูนานๆแล้วไม่มึนหัว บอกได้คำเดียวว่า “ประทับใจที่สุด” ตั้งแต่เคยดู 3D TV มาเลยทีเดียวเชียว !!! และการตั้งชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า Cinema 3D ก็ทำให้คนทั่วไปเข้าใจหลักการได้ง่ายขึ้น ก็เพราะโรงหนัง 3 มิติก็ใช้เทคโนโลยีเช่นกันครับ หากอธิบายหลักการลึกๆบางที่ลูกค้าอาจจะงงก็เป็นได้ นี่ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า “Cinema 3D” ที่ให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น

โดยผมขอสรุปข้อดีของ Cinema 3D หลังจจาการทดสอบได้ตามนี้ครับ
1. Flicker Free = ภาพไม่กระพริบ เพราะเลนส์ไม่ได้เปิดๆปิดๆแบบ Active Shutter ไม่ปวดตา ดูนานๆไม่มึน
2. High Brigtness = ภาพสว่างกว่า เพราะแว่นเปิดตลอดเวลาทั้ง 2 ข้าง
3. Comfortable Glasses = แว่น 3 มิติเบากว่า สบายกว่า ไม่ต้องใส่แบตเตอรี่ ราคาถูกกว่า 490 บาทเท่านั้น
4. No Crosstalk = ไม่มีภาพเหลื่อมซ้อนกัน ซึ่ง LG อ้างไว้แบบนี้ แต่ตอนผมลองยังมีให้เห็นนิดหน่อยครับ
5. True 120Hz = หากเปิด TruMotion 120Hz ทีวีก็จะปล่อย 120 เฟรมภาพต่อวินาทีแท้ๆ (แต่ 1 เฟรมภาพคือ เส้นเลขคู่ 540 เส้นและเส้นเลขคี่ 540 เส้นมารวมกัน) ไม่ใช่ต้องสลับ 60 เฟรมภาพให้ตาซ้ายและอีก 60 เฟรมภาพให้ตาขวาครับ
6. No Sync = ไม่ต้องมีตัว 3D Transmitter คอย Sync ภาพ 3 มิติระหว่างทีวีกับแว่น ไม่ต้องกลัว Sync หลุด
7. All 3D Playback = ก็ยังสามารถเล่นแผ่น 3 มิติที่มีอยู่ในตลาดกับเครื่องเล่น Blu-ray 3 มิติรุ่นปัจจุบันได้ทั้งหมด ไม่ต้องซื้อุปกรณ์อะไรใหม่เพิ่มเติมเลย และเล่นได้แทบทุก Format เช่นกันเช่น Framepack (3D Blu-ray), Side by Side, Top Bottom ได้ทั้งหมด !!!
ส่วนข้อด้อยก็มีเหมือนกัน แต่ก็เล็กน้อยมาก ไม่กระทบการใช้งานจริงเท่าไหร่
1. รอยหยักฟันปลา :: หากไปดูทีวีใกล้ๆตอน “ไม่ใส่แว่น” ในขณะเปิดภาพ 3 มิติ ก็มีรอยหยักฟันปลาของภาพ เพราะเส้นเลขคู่และเส้นเลขคี่มันเหลื่อมกันอยู่ (540 เส้น + 540 เส้น) แต่หากใส่แว่นเข้าไปไม่มีปัญหา ภาพลอยมีมิติและไม่เห็นรอยหยักฟันปลาแล้ว และดูไม่รู้เลยว่า Resolution ถูกแบ่งครึ่งให้ตาซ้ายและตาขวา (ซึ่งเป็นข้อจำกัดของ 3D แบบ Polarized – Line by Line) เพราะภาพที่ดูผ่านแว่นมันดูสมบูรณ์
2. มุมมองในการรับชมใน “แนวตั้ง” อาจจะยังไม่สมบูรณ์นัก มิติภาพไม่แหล่ม (คงต้องรอพัฒนา) หากไปทดสอบในห้างให้มั่นใจว่าทีวีอยู่ในระดับสายตาเรานะครับ

ปรับ 3D Viewpoint ได้ด้วยนะครับ ว่าจะชอบภาพ “ลึกๆ” ก็ปรับเลื่อนไปทางซ้ายเยอะๆ
หากชอบภาพ “ลอยๆ” ก็ปรับไปทางขวาเยอะๆ

นี่เลยครับ แว่น 3D Polarized น้ำหนักเบา ใส่สบายตา ไม่ต้อง Sync ไม่ต้องกลัวกระพริบ
ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ ที่สำคัญแถมมาให้ 4 อัน
เผื่อท่านไหนมีกิ๊กเยอะ เอ้ย !!! สมาชิกในครอบครัวเยอะ

การใส่แว่นนั้นฟิลม์ที่เป็นเลนส์มี “ขนาดใหญ่พอ” ที่จะ “ครอบคลุม” ทั้งดวงตาของเรา
(อยากเป็นนายแบบแว่นตากันแดด แต่ขอซ้อมด้วยแว่น 3 มิติก่อน อิอิ)

มิติภาพผมยกให้ “ดีที่สุด” หากเทียบกับรุ่นที่เคยรีวิวมา (30/3/2011)
เกร็ดความรู้
ในขณะที่แว่น Polarized ของโรงหนัง Dolby 3D เช่นเครือ Major Cineplex ผมขอ “ติ” อย่างแรง เลนส์อันกระปิ๋วเดียว (เมื่อครึงปีแรกของ 2010 นะครับ ส่วนครึ่งปีหลังปรับปรุงแล้ว !!!) แถมเคลือบ Polarized ไม่ทั่วถึงด้านล่างเลนส์อีก ทำให้การรับชมภาพ 3 มิติมันไม่ครอบคลุมทั่วดวงตาต้องนั่งตรงๆไม่กระดุกดิกหรือทำสายตาเริกรั่ก มิเช่นนั้นสายตาจะหลุดไปที่ตำแหน่งของเลนส์ที่ไม่ได้เคลือบ Polarized เอาไว้ ภาพมันก็จะเกิดเหลื่อมซ้อนเลยทันทีซะงั้น น่ารำคาญใจมาก หากให้เปรียบเทียบกับแว่น Active Shutter ก็คล้ายๆกับอาการ Sync หลุดนี่แหละครับ

มาดู 3D แบบ Side by Side กันบ้าง เป็น Content ฟุตบอลโลกรอบชิงปีล่าสุด
1. เปิดออกมาภาพจะแบ่งเป็นหน้าต่างซ้ายและขวา
2. ให้กดปุ่ม 3D บนรีโมท และเลือกเป็นแบบ Side by Side
3. ภาพก็จะรวมร่างกันเป็น 3 มิติ ใส่แว่นและรับชมได้เลยครับ

เปลี่ยนภาพ 2 มิติเป็น 3 มิติได้ด้วยนะครับ !!!

สรุปเรื่องภาพ 3 มิติ
ไม่ว่าเราจะเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า “Cinema 3D” ซึ่งเป็นชื่อทาง “การตลาด” ที่ LG ตั้งขึ้นมาเอง หรือจะเรียก “3D แบบ Polarized” ที่เป็นชื่อเรียกตาม “ศัพท์เทคนิค” ในวงการทีวีสามมิติ ผมก็กล้าใช้คำว่า “ภาพที่ได้มันสุดยอดจริงๆ” ผมแนะนำให้ท่านต้องไปสัมผัสด้วยตาตัวเองตามร้านค้าต่างๆซักครั้ง เพราะมันกลบจุดด้อยของ 3D แบบ Active ได้เกือบทั้งหมด เช่นการกระพริบของภาพ เราไม่ต้องกังวลเรื่องการคุมแสงจากหลอดไฟอีกต่อไป ภาพมีความนิ่ง ไม่เต้น ไม่ต้องกลัวหลอดไฟ ไม่จำเป็นต้องดูในห้องที่มืดสนิท ภาพสบายตามาก มิติภาพหลุดลอยกว่า 3D แบบ Active Shutter อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอันนี้ผมได้ดูเปรียบเทียบกันแบบตัวต่อตัวเลย !!! โดยผมลองเดินถอยไปดูแบบไกลๆซัก 8-10 เมตรก็ยิ่งลอยมีมิติเข้าไปใหญ่ แว่นมีน้ำหนักเบาใส่สบาย ดูนานๆแล้วอาการมึนหัวน้อยมาก !!!
การรับชมภาพ 3 มิติจาก Content 3D แท้ๆเช่นจากแผ่น 3D Blu-ray (Framepack), Side by Side, Top Bottom จะเห็นผลของภาพที่มีมิติอย่างชัดเจนมาก ส่วนการ Convert 2D เป็น 3D ก็ได้ผลอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อาจจะไม่ลอยเด่นชัดเท่า แต่ท่านสามารถเลือกปรับ “ระดับความมีมิติของภาพ” หรือ “Depth” เพิ่มขึ้นไปอีกได้ครับ ยิ่งระดับสูงมิติภาพยิ่งดีขึ้น ลอยเด่นชัดขึ้น ซึ่งอาจจะมีดูหลอกตาไปบ้าง และจะแลกมากับอาการมึนหัวที่จะตามมาเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วคุณภาพของภาพ 3 มิติอยู่ในระดับ “น่าทึ่ง” และ ดูแล้ว “สบายตาที่สุด” เท่าที่ผมเคยรับชมทีวีสามมิติมาเลยครับ ของแบบนี้ผมอยากแนะนำให้ท่านไปใส่แว่น “ดูด้วยตาตัวเอง” ในห้างหรือร้านค้ากันจริงๆครับ เพราะความรู้สึกนี้มันต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น !!!
เสียง
ระบบเสียงของ LG เป็น Invisible Speaker แบบติดตั้งลำโพงไว้ข้างใต้เครื่อง มีกำลังขับ 10 + 10 Watts มีระบบเสียง Infinite Surround 3D รอบทิศทาง เสริมสร้างให้เสียงโอบล้อมมากยิ่งขึ้นเวลาดูหนัง 3 มิติ โหมดเสียงสำเร็จรูปมีแบบ Standard / Music / Cinema / Sport / Game ให้เลือกปรับตามคอนเทนต์ที่เรากำลังรับชม มีฟังก์ชั่น Clear Voice II ไว้ช่วยยกระดับ “เสียงกลาง” ที่เป็นเสียงบทสนทนาให้ชัดเจนขึ้น ผลการทดสอบจากเพลงๆต่างอาทิเช่นคอนเสริ์ตของ Michale Buble คุณภาพเสียงที่ได้อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่ “น้ำหนักเสียง” และ “ความอิ่มของเสียง” ดีกว่ารุ่นเก่า LE5500 แบบได้น้ำได้เนื้อขึ้นมาพอสมควร ซึ่งรุ่น LE5500 ปีที่แล้วลำโพงจะเสียงแห้งๆไม่สดฉ่ำซักเท่าไหร่นัก ถือว่าแค่พอฟังได้ทั่วไป ทดสอบการฟังเพลง .mp3 – I Dont want to miss a thing ของ Aerosmith เสียงของนักร้องมีความหนักแน่นและชัดเจน เปิด Volume ดังสุดๆ อาการแตกก็ไม่ได้มีให้พบแต่อย่างใด โดยรวมแล้วผมมให้สอบผ่านครับ LW6500 เป็น LED TV ขนาดบางที่มีลำโพงยิงเสียงลงล่างแบบ Down Firing ที่ให้เสียงอยู่ในเกณฑ์ใช้งานดูหนังฟังเพลงปกติได้สบายๆ

โหมดเสียงสำเร็จรูป เลือกใช้ตามคอนเทนต์ที่รับชมได้เลย

เพิ่มเติม
Smart TV :: สมาร์ททีวี รับชมและเล่นคอนเทนต์อย่างไร้ขีดจำกัด
คำว่า Smart TV เป็นคำที่หลายๆท่านอาจจะงงอยู่ครับ หากนึกไม่ออกก็ให้นึกถึงคำว่า “Smart Phone” เข้าไว้ครับ คอนเซ็ปต์เดียวกันเลย ซึ่งมันก็คือทีวีที่ต่ออินเตอร์เน็ตได้และเล่นเว็บไซต์ต่างๆ ดูวีดีโอคลิป อัพเดทข่าวสารต่างๆ เล่น Social Network และอื่นๆอย่างไร้ขีดจำกัด ผ่าน “Apps” บนทีวีนั่นเองครับ เห็นไหมครับเดี๋ยวนี้ทีวีมันฉลาดขึ้นแล้วนะ !!!
โดย LG มีจุดเด่นที่เหนือกว่า Smart TV ทั่วไป 2 อย่างหลักๆก็คือ
– Local Contents (Apps) :: คอนเทนต์จากประเทศไทย อาทิเช่น MTHAI และ Nation
– Magic Motion Remote Control :: รีโมทคอนโทรลที่เปรียบเสมือน “ไม้คฑาวิเศษ” ควบคุมแบบเมาส์ไร้สาย คล้ายๆ Nintendo Wii ครับ ทำให้การควบคุมเลือกคลิ๊ก Apps หรือ คำสั่งต่างๆเป็นไปอย่างอิสระและง่ายดาย ถือว่ากิ๋บเก๋ยูเรก้ามาก เพราะผมเองก็กำลังติดเกมส์ PlayStation Move อยู่ หลักการมันเหมือนกันเลย
หมายเหตุ :: Magic Motion Remote Control เป็นอุปกรณ์เสริม ราคาจำหน่ายอยู่ประมาณ 1,900 บาท

ช่องต่อ USB ผมเชื่อมต่อ Extenral HDD 320GB ของ WD แล้วลองไฟล์ MP3

เล่นไฟล์หนัง MKV แบบ 1080p ได้ครับ แต่ยังมีปัญหากับซับไตเติ้ลภาษาไทยบ้างตามสูตร

หน้าตาของ LG Smart TV มีเว็บและ Apps ให้เลือกเยอะ
เด่นๆก็พวก MTHAI / NATION / Facebook / YouTube

MTHAI Video คอนเทนต์ คลิปวีดีโอ ของคนไทย เพื่อคนไทย

เว็บ Nation Channel ครับ อัพเดทข่าวสารกันสดๆ
และลองสังเกตุ “ลูกศร” ที่คล้ายๆเคอร์เซอร์ของ Mouse
ผมใช้ Magic Motion Remote Control ควบคุมอยู่

ฟังวิทยุจาก VTuner คลื่นโปรด Get 102.5
สรุป
ข้อดี
1. Cinema 3D ภาพสามมิติแบบ Polarized ภาพมีมิติดีเยี่ยม ไม่กระพริบ ไม่ต้องกลัวหลอดไฟ ดูในห้องสว่างๆได้ สีสันและความสว่างภาพดีเยี่ยม ดูนานๆแล้วไม่มึนหัว แว่นใส่แล้วรู้สึกสบาย น้ำหนักเบามาก แถมมาตั้ง 4 อัน (รองรับแผ่น 3D Blu-ray และเครื่องเล่น 3D Blu-ray Player รุ่นอดีตและปัจจุบันทั้งหมด) ลบข้อจำกัดเดิมๆของ 3D TV รุ่นที่แล้วได้แทบทั้งหมด
2. ลูกเล่นการปรับภาพ 3 มิติ ให้เป็น “ลึก” หรือ “ลอย” แล้วแต่เราชอบ รวมถึงการเปลี่ยนภาพ 2 มิติธรรมดาๆให้เป็นภาพ 3 มิติได้
3. มีโหมด Expert Mode ซึ่งปรับแต่งภาพโดยสถาบัน ISF ทำให้ Dynamic Range และสีสัน ถูกต้องดีเยี่ยมตั้งแต่ต้น ไม่ต้องมาปรับภาพกันให้เมื่อยตุ้ม
4. Smart TV มีคอนเทนต์ที่เป็นของคนไทยเองเช่น MTHAI และ Nation Channel
5. รองรับอุปกรณ์เสริมต่างๆในอนาคตได้เช่น Magic Motion Remote Control และ Wireless AV Link
ข้อเสีย
1. ภาพ 3 มิติใน Motion บางจังหวะยังเห็น CrossTalk หรือภาพเหลื่อมซ้อนกันอยู่
2. เมื่อเล่นภาพ 3 มิติ Resolution ถูกแบ่งให้ตาซ้ายและขวาข้างละ 540 เส้น x 2 รวมเป็น 1080 เส้น ตามหลักแล้วถือว่าความละเอียดถูกทอนลงไป
3. แว่นตา 3 มิติ ถึงแม้ใส่สบาย แต่ก็วัสดุก็แอบดูก็องแก็งไปซักนิด
4. มุมมองแนวตั้ง (Vertical) สำหรับ 3D แบบ Polarized ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ต้องรอการพัฒนาในส่วนนี้ต่อไป ดังนี้เวลาไปห้างเพื่อลองรับชม ต้องมั่นใจว่าทีวีอยู่ในระดับสายตาเรานะครับ ไม่ใช่ว่ามันไม่ตั้งบนชั้นสูงๆ ส่วนแนวกว้าง (Horizontal) ที่เป็นมุมมองในการรับชมจริงๆ เช่นมุมเฉียง ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ภาพลอยแม้กระทั้งมุมเฉียงสุดๆ
สรุป
LG 42LW6500 คือ Cinema 3D LED TV ที่มา “ยกระดับ” คุณภาพของภาพ 3 มิติได้อย่าง “น่าทึ่ง” หากเทียบกับ 3D TV ปีที่ผ่านมา ผมกล้าการันตีเลยว่ามัน “แตกต่างแบบจับต้องได้” ถ้าหากเปรียบเทียบกับแบบที่ใช้ 3D Active Shutter กันแบบ “ตัวต่อตัว” ปัญหาจุกจิกจากทีวี 3 มิติ ใน Generation ที่แล้ว อาทิเช่น Sync หลุด, ภาพกระพริบ, แบตเตอรี่ของแว่นต้องชาร์จหรือเปลี่ยนบ่อยๆก็แทบถูก “กำจัด” ไปจนหมดสิ้น ผมจึงอยากให้ท่านทั้งหลายไปลองใส่แว่น 3 มิติแบบ Polarized ของ LG และไปเปรียบเทียบกับแบบ 3D Active Shutter เช่นรุ่น LX6500 ซะก่อน ไปสัมผัสที่ห้างด้วย “ตาของคุณเอง” แล้วผมเชื่อว่าท่านจะประทับใจกับเทคโนโลยี Cinema 3D เฉกเช่นผมที่กำลังถูกมนต์สะกดของเจ้า Cinema 3D เข้าให้อย่างจัง และถือว่าเป็นตัวที่ “คุ้มค่ามากที่สุดตัวนึง” หากเปรียบเทียบกับราคาเปิดตัว !!