รีวิว LG 65QNED91 อีกหนึ่ง Mini LED TV พัฒนาการเด่นด้านสีสันและคอนทราสต์ พร้อม HDMI 2.1 2 ช่อง

หากจะเรียกปีนี้ว่าเป็นปีแห่ง Mini LED คงไม่ผิดนัก เราได้เห็นผู้ผลิตหลายยี่ห้อทยอยวางจำหน่ายจอภาพเล็กใหญ่ ตั้งแต่ Tablet ไปจนถึง TV ที่ใช้เทคโนโลยีนี้ และแน่นอนว่า LG ถือเป็นหนึ่งในนั้น โดยวางจำหน่าย QNED TV ลงตลาดมา 2 ซีรีส์ 3 รุ่น ด้วยกัน
QNED คือ ชื่อทางการตลาดของ LG LED TV รุ่นล่าสุด ที่ผสานเทคโนโลยี NanoCell (Quantum Dot) เข้ากับ Mini LED Backlight Technology โดยปีนี้วางจำหน่าย 2 ซีรีส์ แบ่งเป็นรุ่นความละเอียดจอภาพ 4K 1 ซีรีส์ คือ QNED91 และรุ่นความละเอียด 8K 1 ซีรีส์ คือ QNED99
ดีไซน์
QNED91 ปัจจุบันมีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 65 นิ้ว ที่ได้ทำการทดสอบอยู่นี้ และ 75 นิ้ว
QNED91 ปัจจุบันมีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 65 นิ้ว ที่ได้ทำการทดสอบอยู่นี้ และ 75 นิ้ว
ผลพลอยได้จากโครงสร้าง Mini LED Backlight ที่เล็กลง ส่งผลให้จอทีวีมีขนาดที่บางลงชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Full-array LED Backlight รูปแบบเดิม
ด้านล่างเป็นตำแหน่งไฟสถานะ และปุ่ม Power
ด้านหลังไม่มีเทกเจอร์ใด ๆ ขาตั้งสามารถถอดฝาครอบออกเพื่อรวบสายลดความรุงรังได้ จุดเชื่อมต่อสัญญาณต่าง ๆ จะอยู่ฝั่งขวา
Magic Remote ที่มีความสามารถแบบ Air Mouse รูปลักษณ์เปลี่ยนไปจากรุ่นปีก่อนพอควร ส่วนความแตกต่างจากรุ่นที่แถมมากับ G1/C1 OLED TV (รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกัน) คือจะยังไม่มีคุณสมบัติ “NFC” นอกนั้นเหมือนกันหมด อาทิ มีปุ่ม Shortcut สำหรับ Netflix, Amazon Prime Video, Disney+, Google Assistant, Amazon Alexa ฯลฯ (บางปุ่มยังไม่สามารถใช้งานได้) และแน่นอนว่ามีไมโครโฟนรับคำสั่งเสียงด้วย
ช่องต่อ
จุดเชื่อมต่อสัญญาณต่างๆ ที่อยู่ด้านข้าง ประกอบไปด้วย HDMI In จำนวน 4 ช่อง เป็นเวอร์ชั่น 2.1 2 ช่อง รองรับ ARC/eARC ที่ HDMI In 3, Digital Optical Out และ USB 2.0 1 ช่อง
ด้านล่างติดตั้งช่องต่อ USB อีก 2 ช่อง, DVB-T2 Antenna In, Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ Audio/Headphones Out (3.5 mm)
ส่วนที่ขาดหายไป คือ Analog Video (Composite)/Audio Input ซึ่งไม่น่าจะมีใครใช้แล้ว
สรุปจำนวนช่องต่อของ LG 65QNED91 ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 4 (ด้านข้าง) เป็น HDMI 2.1 2 ช่อง |
| USB | 1 (ด้านข้าง), 2 (ด้านล่าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านล่าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | – |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านล่าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | – |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านข้าง) |
| Audio/Headphone Out | 1 (3.5mm ด้านล่าง) |
| Bluetooth Audio | Yes |
เพิ่มเติม
จุดเด่นของ webOS จาก LG Smart TV ประจำปี 2021 ปรับเปลี่ยนอินเทอร์เฟส Home Menu ดูเป็นทางการมากขึ้น รวมทุกอย่างที่น่าจะใช้งานบ่อยไว้ในหน้าเดียวให้เข้าถึงได้ง่าย และปีนี้น่าจะใช้งาน Google Assistant ได้แล้ว (แต่ขณะทดสอบยังไม่รองรับ) การรับคำสั่งเสียงทั้งไทย-อังกฤษ น่าจะตอบสนองได้ดีขึ้นไปอีกขั้น
webOS Home Dashboard จัดการอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน พร้อมตรวจสอบสถานะการทำงานได้ผ่านหน้าจอทีวี
ยังคง “แอปความบันเทิง” ที่มีทั้งคุณภาพ และความหลากหลายไว้อย่างเหนียวแน่น มีเกมให้เล่นด้วย
Netflix รองรับการแสดงผล 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+) ด้วย (แนะนำให้เชื่อมต่อ HDMI ARC ไปยังชุดโฮมเธียเตอร์หรือซาวด์บาร์ เพื่ออรรถรสเสียงรอบทิศทางจาก Dolby Atmos ที่ดีที่สุด)
Apple TV app รับชม iTunes Movies & tv+ ในแบบ 4K Dolby Vision ระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)
Amazon Prime อีกหนึ่งผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งคุณภาพ มี 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)
HBO Go สามารถรับชมภาพยนตร์ซีรีส์ Exclusive หลากหลาย
Viu รับชมซีรีส์เอเชียกันแบบจุใจ
YouTube app สามารถรับชมที่ความละเอียด 4K (2160p) HDR
น่าเสียดายช่วงที่ทำการทดสอบ ยังไม่รองรับ Disney+ Hotstar อย่างเป็นทางการ เมื่อกดปุ่ม Disney+ ที่รีโมท จะเข้าหน้าเว็บดังภาพ หากต้องการรับชมช่วงนี้ต้องใช้วิธีซิกแซ็กนิดหน่อย
ภาพ
QNED ย่อมาจาก Quantum Nanocell Mini LED ซึ่ง LG ใช้เป็นชื่อเรียกทางการตลาดของเทคโนโลยี Quantum Dot + Mini LED Backlight โดยพื้นฐาน Mini LED ก็คือหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ว สามารถติดตั้งชิดกับ LCD Panel ได้แนบสนิทมากขึ้น และจัดวางต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่จอภาพได้ถี่ละเอียดกว่าเดิม การควบคุมจัดการแสงลอดจึงทำได้โดดเด่นยิ่งกว่า หากอ้างอิง 8K QNED TV ตัวท็อป ขนาดจอภาพ 86 นิ้ว จะติดตั้ง Mini LED มากถึง 28,800 หลอด จัดการคุมแสงได้ละเอียดสูงสุดถึง 2400 โซน !
สำหรับ 65QNED91 4K QNED TV จะย่อหย่อนลงมา โดยสามารถแบ่งโซนคุมแสงได้ราว 900 กว่าโซน ซึ่งถ้าเทียบกับ NANO91 (4K NanoCell LED TV ตัวท็อปของ LG ปีก่อน) ที่ทำได้ไม่ถึง 100 โซน ความแตกต่างจะชัดเจนมาก ๆ บวกกับความสว่าง Peak Brightness ที่สูงเกิน 1,000 nits QNED จึงให้ระดับคอนทราสต์โดดเด่นกว่า![]()
อีกจุดหนึ่งที่ 65QNED91 แตกต่างจาก NanoCell รุ่นปีก่อน นอกเหนือจากอัปเกรด Backlight มาเป็น Mini LED แล้ว ยังเปลี่ยน LCD Panel เดิม ที่ LG ยึดมั่นใช้งานมาต่อเนื่อง คือ IPS (In-Plane Switching) มาเป็นแบบ ADS หรือ Advanced Super Dimension Switch ที่มีโครงสร้าง Sub-pixel เปลี่ยนไป แต่ในแง่การแสดงผล อย่างมุมมองรับชมทำได้กว้างไม่ต่างกัน
ADS ให้มุมมองรับชมกว้าง สีไม่ซีดเมื่อมองมุมเฉียง แต่ในซีนสว่างอาจเกิดแสงฟุ้งรบกวนและลดทอนระดับคอนทราสต์ลงบ้าง ทว่าประเด็นนี้ก็ถูกชดเชยด้วยความสามารถควบคุมแสง Backlight ของ QNED ที่ละเอียดขึ้นด้วย Mini LED Technology
Center Viewing (Normal)

Center Viewing (Overexposed)

Side Viewing (Overexposed)

Mini LED (รวมถึง LCD TV ที่ใช้ LED Backlight รูปแบบอื่น ๆ) จะคุมแสงลอดได้ดีที่สุดเมื่อรับชมในมุมตรง ซึ่งนอกจากช่วยให้การถ่ายทอด Balck Level ดูดีขึ้นแล้ว ความสว่างระดับ 1,000 nits ยังขับเน้นแสงเอฟเฟกต์ HDR ได้อย่างโดดเด่น (จะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานคุณภาพของภาพ HDR)
QNED91 สามารถปรับ Mini LED Local Dimming ได้ 3 ระดับ หรือจะ Off เลยก็ได้
การรับชม SDR เมื่อปรับความสว่าง (Panel Brightness) ให้เหมาะกับสภาพแสงในห้องแล้วเลือก LED Local Dimming – Low การเปลี่ยนแปลงระดับแสงจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ความสว่างในแต่ละซีนจะดูคงที่ สบายตากว่า แต่ก็ทดลองที่ระดับ Medium หรือ High ดูได้ การหรี่แสงจะทำได้มืดสนิทกว่า ความเปรียบต่างของแสงชัดเจนขึ้น เหมาะกับการรับชม HDR
– SDR –
มาดูความเที่ยงตรงสีสันของโหมดภาพต่าง ๆ กันบ้าง โหมดภาพของ QNED91 ที่เหมาะกับรับชม SDR Content มี 3 โหมด ต่างกันที่ Cinema เหมาะใช้งานในห้องรับแขกสภาพแสงทั่วไป (ภาพคล้าย ISF Expert Bright แต่เที่ยงตรงกว่า), ISF Expert Dark ความสว่างจะเพลาลงเล็กน้อย ช่วยให้รับชมได้สบายตาขึ้น และ Filmmaker Mode เหมาะกับห้องโฮมเธียเตอร์ที่จัดการกับแสงรบกวนได้ หรือรับชมในเวลากลางคืน

ผล Lab Test ของ Filmmaker Mode (SDR) ในรุ่น 65QNED91 ให้ความเที่ยงตรงดีกว่าโหมดอื่นเล็กน้อย ภาพจะดูนุ่มนวลสบายตา ไม่เร่งความคมชัด ปรุงแต่งสีสัน หรือแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว จึงให้ความเป็นธรรมชาติสูงเหมาะแก่การรับชมในบ้าน แต่แน่นอนว่าถ้าเทียบกับโหมดอื่น ความสว่างจะต่ำกว่า และสีสันจะดูไม่สดจี๊ดจ๊าดนัก ทั้งนี้ในบางสภาพแวดล้อมหากรู้สึกว่าภาพ Filmmaker Mode ดูสว่างหรือมืดเกินไปเมื่อรับชม SDR content ก็สามารถปรับเพิ่มลดความสว่างที่ตัวเลือก “Panel Brightness”* ได้ตามความเหมาะสม
*หมายเหตุ: LG เปลี่ยนชื่อตัวเลือกที่ใช้สำหรับปรับระดับความสว่าง จาก Backlight เป็น Panel Brightness และเปลี่ยนตัวเลือก Brightness เดิม เป็น Screen Brightness
Rec.709 – Post ColorChecker

SDR – Post Calibration

SDR – Pre Calibration

Filmmaker Mode อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6687K ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาวเฉลี่ย (Grayscale Avg dE) ต่ำเพียง 1.3 ขอบเขตสีก็ทำได้เที่ยงตรงอิงมาตรฐาน Rec.709 ค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) ดีไม่แพ้กันเพียง 1.3 การใช้งานตามบ้านอาจไม่จำเป็นต้องปรับภาพเพิ่มเติม
การปรับภาพเชิงลึกให้ความเที่ยงตรงดีขึ้นอีกเล็กน้อย (Grayscale Avg dE 1, Color Space Avg dE 1.2) และส่งผลให้ค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวม (Saturation Avg dE) ต่ำลงเหลือ 1.6 (Max dE = 4.7)
– HDR –
การแสดงผล HDR รุ่น 65QNED91 รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR รองรับมาตรฐาน Dolby Vision โดยสามารถให้ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window) ที่ 1,116 nits ในโหมด Vivid ขณะที่โหมดความเที่ยงตรงสูงอย่าง Cinema/Filmmaker ความสว่างจะเพลาลงมาอยู่ที่ 1,065 nits (สว่างกว่า NANO91 2 เท่า !)
P3 – Post Saturation Sweeps

HDR – Post Calibration

HDR – Pre Calibration

ความเที่ยงตรงของสีสัน HDR ในโหมด Filmmaker ของ 65QNED91 นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี (Grayscale Avg dE 2.6, Colorspace Avg dE 2.3) ส่วนขอบเขตสี HDR Color Space ทำได้ครอบคลุม 94.83/95.87% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 69.39/73.93% Rec2020 (xy/uv) โดยศักยภาพถือว่าเทียบเท่ามาตรฐาน Ultra HD Premium !
หลังปรับภาพ HDR ในโหมด Cinema/Filmmaker ให้ความเที่ยงตรงที่โดดเด่นชัดเจนกว่าตอนดำเนินการในโหมด SDR โดย Grayscale Avg dE และ Colorspace Avg dE ลดลงเหลือเพียง 1.5 และ 0.3 ตามลำดับ ความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงเล็กน้อยที่ 1,009 nits

กรณีที่รับชม Dolby Vision HDR จะไม่มี Filmmaker Mode แต่สามารถเลือกใช้โหมดที่ให้สีสันเที่ยงตรงอย่าง DV Cinema หรือ DV Cinema Home ก็ได้ ความต่างคือ DV Cinema Home จะชดเชย Highlight/Shadow Details ให้เหมาะกับห้องที่มีแสงรบกวนมากกว่า
กรณีที่รู้สึกว่าภาพ Dolby Vison จ้าเกินไป ดูแล้วแสบตาในบางสภาพห้อง สามารถใช้คุณสมบัติ “Dolby Vision IQ” ระบบ AI และเซนเซอร์วัดแสงของทีวี จะปรับระดับความสว่างของภาพให้อัตโนมัติอิงตามสภาพแสงแวดล้อม สามารถเปิดใช้งานได้ที่ตัวเลือก General > AI Service > AI Brightness Settings
ตัวเลือก TruMotion ระบบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว รุ่นปี 2021 มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยโดยเพิ่มตัวเลือก “Cinematic Movement” เข้ามา (ระดับการแทรกเฟรมต่ำ เน้นความเป็นต้นฉบับ) แต่ยังสามารถปรับระดับการแทรกเฟรมเองได้ผ่านตัวเลือก User Selection
65QNED91 ให้ช่องต่อ HDMI 2.1 จำนวน 2 ช่อง นอกจากรองรับ 4K 120Hz พร้อมคุณสมบัติ Variable Refresh Rate (40-120Hz VRR/AMD FreeSync Premium) แล้ว ยังเพิ่มเติมการแสดงผล Dolby Vision for Gaming กับ Xbox Series X ด้วย โดย F/W ปัจจุบันจะรองรับที่ 4K 60Hz
คุณสมบัติ ALLM หรือ Auto Low Latency Mode จะปรับสถานะการแสดงผลเข้าสู่ “Game Optimizer Mode” อัตโนมัติเพื่อลด Input Lag แถบสถานะแบบใหม่สามารถปรับตัวเลือกตั้งค่าภาพได้สะดวกครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ค่า Input Lag อ้างอิงที่ 4K 60Hz ของรุ่นนี้วัดได้ต่ำเพียง 13 ms และแน่นอนหากปรับการแสดงผลเป็น 4K 120Hz ได้ ผลลัพธ์ Input Lag จะยิ่งต่ำลงอีก
ดุลสีของ 65QNED91 โหมดภาพ Game Optimizer ยังติดโทนเย็นเหมือนเคย อุณหภูมิสีเฉลี่ย 8562K ใครที่จริงจังเรื่องสีสันอิงตามต้นฉบับ อาจปรับเปลี่ยนตัวเลือก Color Temperature เป็น Warm 50 สมดุลแสงขาวก็จะใกล้เคียงมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้น (ภาพคล้าย Cinema/ISF Expert Bright Room แต่ผลลัพธ์ Input Lag จะเหมาะกับการเล่นเกมมากกว่า)
เสียง
ในสเปคระบบเสียงของ 65QNED91 แจ้งว่าลำโพงแบบ 2.2 แชนเนล ติดตั้งที่บริเวณส่วนล่างของจอภาพ พร้อมภาคขยายรวมที่ 40 วัตต์ ปริมาณเบสอาจจะย่อหย่อนลงจากรุ่นสูงบ้าง แต่ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้ชัดเจนดี เสียงสนทนาชัดเจน โดยรวมยังถือว่าให้น้ำหนักเสียงได้พอเหมาะ ไม่รู้สึกว่าแห้งบาง ระดับเสียงก็ดังกำลังดีรองรับการใช้งานในห้องรับแขกตามบ้านทั่วไป
ทีวีของ LG ถือว่าจัดการเรื่องเสียงได้ยืดหยุ่นที่สุด สามารถนำลำโพงไร้สาย Bluetooth มาใช้เป็นลำโพงเซอร์ราวด์ด้านหลังเพื่อเสริมเอฟเฟกต์เสียงโอบล้อมรอบตัวผู้ฟัง โดยเป็นการทำงานประสานกับลำโพงในตัวของทีวี หรือจะกำหนดในส่วนของตัวเลือก Sound Out เพื่อให้เสียงออกพร้อมกันหลายช่องทางก็ได้ เช่น ให้เสียงออกลำโพงทีวี พร้อมหูฟังบลูทูธ หลากหลายดี
HDMI eARC ของ 65QNED91 ช่วยให้ “Pass-through” ระบบเสียงรอบทิศทางได้สูงสุดถึง Dolby Atmos/TrueHD* ทว่าจะไม่รองรับระบบเสียง DTS ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ DTS 5.1, DTS-HD MA ไปจนถึง DTS:X กรณีที่ต้องการ แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากเพลเยอร์ตรงเข้า AVR/Soundbar
*หมายเหตุ: อ้างอิง HDMI eARC โดยเชื่อมต่อสัญญาณจาก Oppo UDP-203 4K BD Player ผ่าน 65QNED91 ไปยัง Pioneer VSX-LX504 AVR
สรุป
อีกหนึ่งตัวเลือก QNED TV จากแบรนด์ LG ที่ผสานรวม Mini LED Backlight Technology อัปเกรดคุณภาพของภาพโดดเด่นขึ้นจาก NanoCell TV ของปีก่อนชัดเจนมาก ทั้งความสว่างที่สูง และควบคุมแสงลอดได้ละเอียดกว่าเดิม จึงถ่ายทอดระดับคอนทราสต์ได้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น บวกกับคุณสมบัติการแสดงผลด้านเกมครบครันผ่าน HDMI 2.1 จำนวน 2 ช่อง และความบันเทิงหลากหลายในแบบ Online Streaming รองรับ Dolby Vision/Atmos หลายแพลตฟอร์ม จึงตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุม

ข้อดีของ LG 65QNED91
1. Mini LED คุมแสง Backlight ได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม แนะนำรับชมในมุมตรงเพื่อประสิทธิภาพการควบคุมแสงลอดที่ดีที่สุด
2. การถ่ายทอดคอนทราสต์ จากระดับ Peak Brightness และความดำจาก Local-dimming คุมแสงลอด ทำได้โดดเด่นกว่า LG รุ่น NanoCell TV ปีก่อน ชัดเจนมาก
3. HDMI 2.1 2 ช่อง รองรับ 4K 120Hz VRR (FreeSync), อัปเดต Game Optimizer แจ้งสถานะและตั้งค่าภาพต่าง ๆ เวลาเล่นเกมได้สะดวกกว่าเดิม
4. แอปความบันเทิงครบครัน หลายแอปรองรับระบบภาพและเสียงอย่าง Dolby Vision/Atmos
ข้อจำกัดของ LG 65QNED91
1. ADS Panel มุมมองรับชมกว้าง แต่ซีนสว่างอาจมีแสงฟุ้งลดทอนระดับคอนทราสต์บ้างเล็กน้อย (เป็นข้อจำกัดของ Wide viewing angle LCD Panel)
2. ช่องต่อ Analog Video (Composite)/Audio In ถูกตัดออกไป
3. ช่วงที่ทำการทดสอบ ยังไม่รองรับ Disney+ Hotstar อย่างเป็นทางการ (ต้องใช้วิธีซิกแซ็กหน่อยถ้าต้องการดูช่วงนี้), ยังไม่รองรับ Google Assistant
ราคาเปิดตัว LG QNED91
75QNED91 139,990 บาท
65QNED91 104,990 บาท