Skip to content
|

รีวิว Samsung 65Q8C หรูหราเจิดจ้า ดูดีรอบด้านแบบ 360 องศา !??

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 06 Feb 2022 0 comments

Samsung 65Q8C UHD HDR LED TV

ภาพส่วนหนึ่งจากงานเปิดตัวทีวีรุ่นใหม่ประจำปี 2017 ที่ใช้ชื่อว่า Samsung QLED TV – Light Make Perfect Color เหตุที่เน้นเรื่องของ “เอฟเฟ็กต์แสงสี” มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นภาพลักษณ์สำคัญของ QLED TV ที่ผู้ผลิตต้องการเชื่อมโยงไปถึงคุณสมบัติเด่น

เปิดตัวเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ “QLED TV” ทีวีเจนเนอเรชั่นใหม่ ประจำปี 2017 จากผู้ผลิตทีวียักษ์ใหญ่ Samsung ส่วนตัวผมขอชมจากใจจริงว่างานทำออกมาได้ดี “ดูมีอะไร” มากกว่างานเปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าเดิมๆ โดยเฉพาะเหล่านักร้องประสานเสียง และแฟชั่นโชว์ประกอบแสงสีสุดอลังการ…

ปีนี้ Samsung พยายามนำเสนอ QLED TV ซึ่งเป็นซีรี่ส์เรือธงประจำปี 2017 ด้วยการเสริมภาพลักษณ์ให้เป็นที่จดจำ ทำโดยชูจุดเด่น 3 ด้าน ได้แก่ Q PictureQ Smart และ Q Style

กล่าวโดยย่อ Q Picture คือ คุณสมบัติด้านภาพอันยอดเยี่ยม จากการเน้นให้ความสำคัญกับที่มาของ “แสงสี” ด้วยพื้นฐานจากเทคโนโลยี “Quantum Dot” (ที่มาของตัวอักษรย่อ “Q”) ผนวกเข้ากับเทคนิคพิเศษอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Samsung คุณภาพแสงและสีที่ได้จาก QLED TV จึงสมจริงยิ่งกว่าเคย

Q Style คือ การออกแบบที่ให้ทั้ง “ความสวยงาม” และ “ประโยชน์ใช้สอย” ที่ลงตัว

Q Smart คือ การคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของทีวีที่ง่ายดาย เอื้อต่อไลฟ์สไตล์ หรือรูปแบบการใช้งานอิงตามยุคสมัย

ประเด็นเหล่านี้จริงหรือไม่ เราจะมาพิสูจน์กันต่อไปในรีวิว ช่วงรายงาน Picture Quality – คุณภาพของภาพDesign – การออกแบบ และ Extra – เพิ่มเติมลูกเล่นการใช้งาน

ดีไซน์

ดังที่เกริ่นไปว่า QLED TV ชูจุดเด่น 3 ด้าน ขอเริ่มที่ “Q Styles” ก่อน เพราะถือเป็นจุดที่อาจสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกก่อนจะได้เห็นภาพเสียอีก ซึ่งเรื่องของ “ดีไซน์ทีวี” นั้น Samsung ทำได้โดดเด่นมาแต่ไหนแต่ไร และปีนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น หากสังเกตรูปลักษณ์ของ QLED TV ทั้ง 3 ซีรี่ส์ จะเห็นว่ามีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกันเลย!!

Samsung QLED TV ประจำปี 2017 ทั้ง 3 ซีรีส์ เอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน จากซ้ายไปขวา Q7FQ8C และ Q9F ทั้งนี้ตัวอักษรต่อท้ายชื่อรุ่น F มาจาก “Flat” อิงตามลักษณะพาเนลแบบตรง ในขณะที่ C มาจาก “Curve” หรือพาเนลโค้งนั่นเอง

ความโค้งทำให้ดูสะดุดตา แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การเลือกใช้วัสดุอันหรูหรา ซึ่งเห็นชัดมากโดยเฉพาะด้านหลังของ Q8C นี่แหละ มองงามๆ กันเต็มตา เห็นกันเต็มผืน ดูดีรอบด้านแบบ 360 องศา

ขนาจอภาพของรุ่น Q8C ที่ส่งมาทดสอบครั้งนี้ คือ 65 นิ้ว ขนาดอื่นที่มีวางจำหน่าย คือ 55 และ 75 นิ้ว

ส่วนสำคัญที่เพิ่มแรงดึงดูดเรื่องของดีไซน์ คือ “ฐานตั้งโลหะทรงโค้ง” รับกับความโค้งขอพาเนล ดูกลมกลืนพร้อมๆ กับเสริมความโดดเด่นซึ่งกันและกัน

ไม่ใช่แค่สวย ความพิเศษของฐานตั้ง QLED TV รุ่นใหม่ คือ มาพร้อมโครงสร้างเก็บซ่อนสายให้ดูเรียบร้อยไม่รุงรัง เมื่อมองเผินๆ ดูเหมือนด้านหลังทีวีไม่มีสายใดๆ อยู่เลย ตรงตามคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า Invisible Connection อย่างแท้จริง

หากยังจำกันได้ ทีวีรุ่นระดับสูงของ Samsung จะแยกจุดเชื่อมต่อสัญญาณออกมาจากหน้าจอทีวี โดยมาเป็นกล่องที่เรียกว่า One Connectซึ่งข้อดี คือ ตัดความพะรุงพะรังของเส้นสายต่างๆ ออกไปจากด้านหลังทีวี ช่วยให้การจัดระเบียบสายสัญญาณทำได้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

สายเชื่อมต่อที่หลงเหลืออยู่ด้านหลังทีวีจะมีเพียง สายไฟ และ สาย One Connect เท่านั้น เมื่อผ่านโครงสร้างจัดระเบียบซ่อนสายให้อยู่ภายในขาตั้ง ผลลัพธ์จึงดูลงตัวเรียบร้อยสวยงามกว่าแบรนด์อื่นอย่างเห็นได้ชัด (จากรูป เปิดฝาครอบขาตั้งด้านหลังออกให้เห็นโครงสร้างเก็บซ่อนสายไฟ และสายไฟเบอร์อ็อพติกที่เชื่อมต่อไปยังกล่อง One Connect)

สายเชื่อมต่อ One Connect รุ่นใหม่ของ QLED TV ได้รับการปรับเปลี่ยนเป็น สายไฟเบอร์อ็อพติกใส มีขนาดเล็กมาก เส้นผ่านศูนย์กลางระดับมิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้ไม่สะดุดตา ซึ่งเป็นคุณลักษณะสายที่เอื้อกับคอนเซ็ปต์ Invisible Connection อย่างดี และยังช่วยให้การเดินร้อยและเก็บซ่อนสายทำได้สะดวกกว่าเดิมด้วย

ข้อดีของการส่งผ่านสัญญาณด้วย “แสง” ผ่านสายไฟเบอร์อ็อพติก คือ ดาต้าแบนด์วิดธ์ที่สูง ในขณะที่มีอัตราสูญเสียตามระยะทางต่ำมาก จึงสามารถใช้สายยาวมากๆ ได้โดยไม่กระทบกับคุณภาพของภาพและเสียง ผลที่ตามมาคือการจัดระเบียบสายสัญญาณผ่านกล่อง One Connect ทำได้ยืดหยุ่นเป็นอิสระขึ้นด้วย เพราะไม่จำเป็นต้องตั้งวาง One Connect ไว้ใกล้กับจอทีวีเท่านั้น ซึ่งความยาวสายไฟเบอร์อ็อพติกที่ให้มา คือ 5 ม. สามารถเพิ่มได้ถึง 15 ม.

QLED TV ของ Samsung ยังเป็นแบรนด์เดียวที่มี “ขาตั้งเสริม” เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย พร้อมๆ กับดึงความสวยงามของทีวีให้โดดเด่นเตะตา แตกต่างจากยี่ห้ออื่นเป็นอย่างมาก โดยมีถึง 2 แบบด้วยกัน คือ Gravity Stand ที่เพิ่มความสามารถปรับมุมทีวีเอียงซ้ายขวาได้ และ Studio Stand ขาตั้งพื้น ทีวีจะดูเหมือนภาพวาดงานศิลป์ ดีไซน์เก๋ ไม่เหมือนใคร แน่นอนว่าขาตั้งเสริมทั้งคู่นี้ ยังเผื่อโครงสร้างเก็บซ่อนจัดระเบียบเส้นสายต่างๆ สัมพันธ์กับแนวคิด Invisible Connection ไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่หลุดคอนเซ็ปต์เลยจริงๆ !

เรื่องของวัสดุที่ดูดี ยังรวมไปถึงรีโมตคอนโทรลของ QLED ด้วย ผิวโลหะดูหรูหราแบบเดียวกับทีวีนั่นเอง

ทั้งนี้รีโมตคอนโทรลของ QLED TV จะลดขนาดและจำนวนปุ่มให้ดูเรียบง่ายมากขึ้น แต่เห็นเล็กๆ แบบนี้ ในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานก็ไม่ด้อยกว่ารีโมตปกตินะครับ อีกทั้งยังใช้ควบคุมอุปกรณ์อื่นที่เชื่อมต่ออยู่ในระบบได้อีกต่างหาก ตามแนวคิดที่เรียกว่า One Remote (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้งที่หัวข้อ Extra – เพิ่มเติม ลูกเล่นการใช้งาน)

ช่องต่อ

การเชื่อมต่อสายสัญญาณภาพและเสียงสำหรับ QLED TV จะต้องดำเนินการที่ One Connect Box ซึ่งเป็นกล่องสีดำ ดูเรียบๆ

One Connect ติดตั้งจุดเชื่อมต่อมาครบครัน ไม่ต่างกับทีวีระดับท็อปยี่ห้ออื่น แบ่งได้เป็น 2 ฝั่ง คือ ด้านข้าง ตามรูป เป็นตำแหน่งจุดเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงอะนาล็อก แบบ Composite และ Component พ่วงด้วย Service Input

จุดเชื่อมต่อหลักจะอยู่ทางด้านหลัง ทั้ง HDMI In, USB, Ethernet, Opitcal Out, etc. และหากสังเกตจะเห็นว่ากล่อง One Connect รุ่นใหม่ จะมีช่องสำหรับเสียบสายไฟต่างหากด้วย ! (One Connect รุ่นก่อน สมัย SUHD TV ไม่ต้องเสียบสายไฟ)

หลายท่านอาจสงสัย ทำไมต้องเสียบสายไฟที่ One Connect เพิ่มด้วย ทั้งนี้เนื่องจากสายไฟเบอร์อ็อพติก Invisible Connection นั้น ไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าจากทีวีกลับมาเลี้ยงวงจรที่อยู่ภายในกล่อง One Connect รุ่นใหม่ได้นั่นเอง ซึ่งจุดนี้ผมว่ามันก็เป็นข้อดีนะ ทั้งในแง่เสถียรภาพการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าที่น่าจะสูงขึ้นจากภาคจ่ายไฟของตัวเอง อีกทั้งการสายสัญญาณที่ส่งผ่านสัญญาณภาพและเสียงด้วยแสงเพียวๆ ไม่มีสายไฟพ่วงอยู่ การรบกวนทางไฟฟ้าย่อมเป็นศุนย์ ซึ่งจะส่งผลดีกับคุณภาพของภาพและเสียง (โดยเฉพาะเมื่อต้องลากสายยาว)

การที่มีภาคจ่ายไฟอยู่ภายใน ทำให้กล่อง One Connect รุ่นใหม่ มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าเจนฯ ก่อนอย่างมีนัยสำคัญด้วยครับ ส่วนอุณหภูมิที่บอดี้ขณะใช้งานก็ไม่ได้ร้อนมากมายแต่อย่างใด

หากทำการอ้างอิงจำนวนช่องต่อจาก One Connect Box มีดังนี้

เพิ่มเติม

คุณสมบัติเด่นที่มาส่งเสริมแนวคิด Q Smart คือ ระบบ Smart TV ผ่าน Tizen OS ขณะเดียวกันการควบคุมสั่งการทีวีก็ได้รับการปรับปรุง ผ่านรีโมตคอนโทรลดีไซน์กะทัดรัด แต่มากด้วยประโยชน์ใช้สอย

ปีนี้ Samsung ทำการเปลี่ยนรีโมตคอนโทรลใหม่ โดยลดขนาดและจำนวนปุ่มลงให้ดูกะทัดรัด พร้อมๆ กับเพิ่มความสวยงาม แต่เห็นเล็กแบบนี้ก็ยังเพิ่มความสามารถเข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือแนวคิด One Remote

แนวคิด One Remote คือ รีโมต QLED TV เพียงหนึ่งเดียว สามารถใช้ควบคุมอุปกรณ์อื่นที่เชื่อมต่ออยู่ในระบบได้ทันที ดูแล้วก็สะดวกดี เพราะไม่ต้องถือรีโมตหลายอัน แต่การใช้งานจริงจะเหมาะกับใช้ควบคุมฟังก์ชั่นพื้นฐาน อย่างเช่น ควบคุมการเล่นแผ่นของเครื่องเล่นบลูเรย์ หรือปรับเปลี่ยนช่องของ Cable TV Set top Box เป็นต้น

แต่จุดที่ผมชอบรีโมตของรุ่นนี้ คือ การรับ-ส่งสัญญาณ (เข้าใจว่าจะเป็นบลูทูช) ไม่จำเป็นต้องชี้รีโมตไปที่ทีวี หรือแม้แต่เดินออกห่างไม่เห็นหน้าจอทีวีก็ยังสั่งการผ่านรีโมตได้ แต่น่าเสียดายที่รีโมตของ QLED TV รุ่นใหม่นี้ ยังไม่มีความสามารถ Air Mouse ในตัว การควบคุมบางฟังก์ชั่นของ Smart TV จึงยังคงจำเป็นต้องเพิ่มเติมอุปกรณ์ภายนอกอย่างเมาส์ และ คีย์บอร์ด จะให้ความสะดวกคล่องตัวมากกว่า

Samsung Smart TV ยังคงรองรับ ระบบสั่งการด้วยเสียง โดยกดปุ่มรูปไมโครโฟนแล้วพูดผ่านรีโมตคอนโทรล ซึ่ง “คำสั่งเสียง” ที่รองรับ อาทิ HDMI, TV, USB (เปลี่ยนอินพุตช่องสัญญาณภาพและเสียง)

Play, Pause, Stop, Rewind, Fast Forward (ควบคุมการเล่น)

[Movie] Picture Mode หรือ Set Picture Mode to [Standard] (ปรับเปลี่ยนโหมดภาพ)… เป็นต้น

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งเสียง สามารถพูดว่า Help, What can I say หรือ User guide ได้

เมื่อกดปุ่ม “Home” ที่รีโมต หน้าเมนูหลักของ Tizen OS จะแสดงขึ้นมาจากด้านล่างของทีวี อิงอินเทอร์เฟสเช่นเดียวกับเจนฯ ก่อน จะมีปรับเปลี่ยนไปบ้างก็เล็กน้อย หากเคยผ่านการใช้งานมาบ้างแล้วน่าจะคุ้นเคยดี ส่วนมือใหม่ก็เรียนรู้ได้ไม่ยาก

ความสามารถที่ Smart TV ยุคปัจจุบันต้องมี คือ “ออนไลน์วิดีโอสตรีมมิ่ง” ซึ่งบริการพิเศษเฉพาะผู้ใช้งาน Samsung Smart TV คือ TV+ รายการวาไรตี้จากเกาหลี รับชมกันฟรีๆ แบ่งเป็นความละเอียด SD 15 ช่อง และ HD 15 ช่อง (SD กับ HD ออกอากาศรายการเดียวกัน) บางรายการจะมีซับไตเติลไทยให้ด้วย ซึ่งผลการรับชมช่อง HD ของ TV+ นับว่าโอเค แม้คุณภาพของภาพจะยังไม่ชัดแบบการรับชมดิจิทัลทีวีของบ้านเรา (ช่อง HD 1080i) แต่รายการจาก TV+ ก็ดูชัดกว่าช่อง SD ของบ้านเรา และยังไม่ต้องต่อสายอากาศด้วยครับ แต่ต้องมีอินเทอร์เน็ตนะ

บริการวิดีโอสตรีมมิ่งยอดฮิตคงไม่พ้น Netflix เพราะมีทั้งภาพยนตร์ และซีรี่ส์ชื่อดังมากมาย มีหลายเรื่องที่มีความละเอียดแบบ 4K HDR พร้อมระบบเสียง 5.1 และปัจจุบันเริ่มมีพากย์ไทย-ซับไตเติลไทยบ้างแล้ว ซึ่งคุณภาพของภาพ 4K โอเคเลย รายละเอียดชัดเจนกว่าสตรีมมิ่งวิดีโอทั่วไประดับ HD อย่างเห็นได้ชัด แต่จำเป็นที่ความเร็วอินเทอร์เน็ตต้องเพียงพอ

อีกหนึ่งผู้ให้บริการที่ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ คือ Amazon Video แต่บ้านเราอาจยังไม่แพร่หลายเท่า Netflix เพราะยังไม่มีพากย์ไทย-ซับไตเติลไทย

อีกหนึ่งบริการเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ใช้ Samsung Smart TV คือ Samsung Showtime ซึ่งมีคอนเทนต์จากหลากหลายผู้ให้บริการ แต่บางรายการจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้การรับชม YouTube ผ่าน Web Browser แม้จะเห็นว่าสามารถปรับ Quality (Resolution) เป็น “2160p” ได้ อย่างไรก็ดีด้วยข้อจำกัดด้านการแสดงผลของ Web Browser ของ Smart TV ในอดีต ภาพที่เห็นยังไม่ใช่คุณภาพ 4K เต็ม 100% ครับ (จุดนี้เป็นเช่นเดียวกับ Web Browser ของ Smart TV ยี่ห้ออื่น) อย่างไรก็ดีข้อจำกัดนี้ได้รับการปรับปรุงแล้วกับทีวีหลายๆ รุ่น และ Samsung Q8C ก็เป็นหนึ่งในนั้น การรับชม 4K YouTube ผ่าน Web Browser จึงแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ (แต่ยังไม่รองรับ YouTube HDR นะ) สิ่งที่ต้องกังวล คือ ความเร็วอินเทอร์เน็ตแล้วล่ะครับว่าเพียงพอสำหรับสตรีมมิ่ง 4K ไหม

ทดลองรับชมผ่าน YouTube App ของระบบ Tizen OS ดูบ้าง พบว่า ผู้ใช้ยังไม่สามารถปรับ Quality (Resolution) ด้วยตนเองเช่นเคย เพราะระบบจะปรับในส่วนนี้ให้เองโดยอัตโนมัติ แต่จากการใช้งาน อ้างอิงความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ออฟฟิศของ LCDTVTHAILAND พบว่า โอกาสที่ระบบจะปรับความละเอียดให้เป็น 4K น้อยมาก แม้คลิปต้นฉบับจะมีความละเอียด 4K แต่แอพฯ จะแสดงผลเป็น HD เสียเกือบทุกครั้ง ซึ่งไม่แน่ใจเป็นปัญหาที่อะไร เพราะความเร็วแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตก็สูงอยู่ครับ

หากเทียบกัน โอกาสจะได้ภาพแบบ 4K ผ่านการรับชม YouTube ผ่าน Web Browser จะมากกว่า YouTube App อย่างไรก็ดีสิ่งที่ Tizen YouTube App ทำได้ คือ รองรับการรับชมคลิป YouTube แบบ “HDR” ครับ

นอกจากวิดีโอสตรีมมิ่ง ยังได้รับความบันเทิงผ่านแอพฯ ซึ่งมีความหลากหลายใช้ได้ แบ่งกลุ่มใหญ่ๆ คือ Music & Video, Apps to Kill Time, Smart View Enabled, News & Weather, Smart Life และ Content Preview แต่ในส่วนของเกม ดูจะมีไม่มาก อ้างอิงช่วงเวลาทดสอบมีแค่ 7 แอพฯ เท่านั้น

Smart TV ยุคปัจจุบัน ย่อมรองรับฟีเจอร์แชร์ภาพจากโทรศัพท์มือถือไปรับชมบนจอทีวีที่มีขนาดใหญ่ จึงดูได้เต็มตา คุณภาพเสียงก็สะท้านอารมณ์มากกว่า เป็นการแชร์ความบันเทิงร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนๆ ได้อย่างทั่วถึง

ทดลองไฟล์วิดีโอแบบ 4K HDR ผ่านทาง USB Input ของ 65Q8C พบว่าเล่นได้ทั้ง HDR10 และ HLG แต่มีข้อสังเกต คือ จะไม่มี Info แจ้งการแสดงผล HDR แบบเจนฯ ก่อน ต้องสังเกตสัญลักษณ์ HDR ที่ Player Info มุมซ้ายล่าง (สังเกตที่รูป) แทน หรือสังเกตจากตัวเลือกเมนูตั้งค่าในส่วนของ Gamma ในหัวข้อ Expert Settings โดยตัวเลือก Gamma จะเปลี่ยนไปตามคอนเทนต์ HDR ที่กำลังเล่นอยู่ (ST.2084 = HDR10, HLG = HLG) โดยอัตโนมัติ

ดังที่เกริ่นไปว่า อินเทอร์เฟสของระบบ Tizen OS เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ในส่วนของตัวเลือกเมนูตั้งค่าต่างๆ ของ QLED TV ก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยตัวเลือกสำคัญอย่าง HDMI UHD Color สำหรับปรับตั้งค่า HDMI Input ให้รองรับ 4K HDR ไปจนถึงตัวเลือก Game Mode จะย้ายตำแหน่งมาอยู่ที่หัวข้อ “External Device Manager” แทน (ไม่ได้อยู่ในหัวข้อ Pictures เหมือนเจนฯ ก่อน)

ตัวเลือก Gamma จะปรับเปลี่ยนไปตามมาตรฐานคอนเทนต์ที่ Q8C รองรับ มีทั้งหมด 3 แบบ คือ BT.1886 (SDR Content), ST.2084 (HDR10) และ HLG (HDR แบบ Hybrid Log-Gamma)

ภาพ

ก่อนจะพูดถึงเรื่องคุณภาพของภาพ ต้องขอแสดงความยินดีกับ Samsung ที่ QLED TV ทั้ง 3 โมเดล (Q7F, Q8C, Q9F) รองรับการไฟน์จูนผ่านฟีเจอร์ AutoCal ร่วมกับโปรแกรมปรับภาพระดับโลกอย่าง CalMAN by SpeactraCal เป็นที่เรียบร้อย! โดยความสามารถนี้จะมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ Calman 2017 เวอร์ชั่นล่าสุด ซึ่งเวอร์ชั่นนี้จะเพิ่มในส่วนของการตรวจวัด “Colour Volume” มาด้วย โดยอิงได้ทั้ง 2 มาตรฐาน คือ CIE L*a*b* และ ICtCp แต่รายละเอียดในจุดนี้ขออนุญาตศึกษาก่อน และจะมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งในภายหลังครับ

การจัดเรียงโครงสร้างพิกเซลของรุ่นนี้เป็นแบบ 4K/UHD RGB บนพาเนลแบบ VA อันเป็นเอกลักษณ์ของ Samsung TV มาช้านาน แต่สิ่งที่ได้รับการปรับปรุงจากเดิม คือ มุมมองการรับชมที่กว้างขวางขึ้น

ตอนสมัย SUHD TV แม้ให้ภาพที่ดี แต่หลายท่านอาจติว่าพาเนลแบบ VA มุมมองรับชมแคบไปหน่อย ซึ่งประเด็นนี้สำหรับ QLED TV พบว่าได้รับการปรับปรุงพาเนล VA ให้ดีขึ้นแล้วสำหรับประเด็นนี้ หากมองในมุมเฉียงแม้ความสว่างจะดร็อปลงเล็กน้อยแต่สีจะไม่ซีดจางลงมากเหมือนก่อน ระดับคอนทราสต์ในมุมมองนอกแนวกึ่งกลางจอภาพทั้ง Vertical และ Horizontal ทำได้ดีกว่าเจนฯ ก่อน (ในภาพทำการอ้างอิงจากโหมด Movie)

โหมดภาพจากโรงงานมีจำนวนทั้งสิ้น 4 โหมด โดยโหมดภาพที่ให้ความเที่ยงตรงใกล้เคียงมาตรฐานอ้างอิงมากที่สุด คือ Movie เช่นเคย ระดับความสว่างของโหมดนี้ถูกกำหนดมาไม่สูงนัก เน้นดูสบายตา ใช้งานในห้องที่คุมแสงเล็กน้อย หากจะนำไปใช้งานในห้องรับแขกที่ไม่มีการคุมแสงรบกวน แนะนำให้เพิ่มระดับ Backlight และปรับ Local Dimming เป็น Low ภาพโดยรวมจะดูสว่างขึ้นสำหรับ SDR

อุณหภูมิสีของโหมด Movie อยู่ที่ราว 6633K ในขณะที่ RGB Balance โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ช่วง Shadow Detail จะติดอมเหลือง ภาพจึงติดโทนอุ่นไปนิดหน่อย ส่วนขอบเขตสีเมื่อรับชม SDR content ทำได้ยอดเยี่ยม ครอบคลุมมากกว่า 99% ของมาตรฐาน Rec.709 ทว่าการไล่โทนมืดสว่างหรือระดับ Gamma ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานอ้างอิง เป็นผลกระทบของตัวเลือก Local Dimming ที่ระดับตั้งต้น Standard ส่งผลให้ภาพดูโพลนไปบ้าง แต่สามารถแก้ไขได้ในขั้นตอนปรับภาพ (ระดับ Local Dimming ที่แนะนำ สำหรับการรับชม SDR content คือ Low ผลลัพธ์ใกล้เคียงมาตรฐาน BT.1886 มากที่สุด)

ทีวีระดับสูงอย่าง QLED TV รองรับการไฟน์จูนทั้งในส่วนของ White Balance (Up to 20-point) รวมถึง CMS และ Gamma ภายหลังปรับภาพจึงได้ผลลัพธ์การรับชมคอนเทนต์มาตรฐาน SDR มีความเที่ยงตรง โดยเฉพาะค่าสีเข้าใกล้คำว่า “เพอร์เฟ็กต์” เลยทีเดียว ความเพี้ยนรวมต่ำมาก

มาดูในส่วนของผลลัพธ์การแสดงผลแบบ HDR ดูบ้าง ซึ่งโหมดภาพของ 65Q8C ที่ให้ความเที่ยงตรงใกล้เคียงมาตรฐานอ้างอิงมากที่สุดยังคงเป็น Movie เช่นเคย ในส่วนของสมดุลสีเที่ยงตรงดีกว่าโหมดอื่นๆ แต่ระดับความสว่าง (Peak Brightness) จะเป็นรองอยู่เล็กน้อย โดยทำได้ราว 665 nits ในขณะที่โหมด Dynamic ทำได้ที่ 786 nits (ทาง Samsung แจ้งมาว่า Q8C ตัวที่วางจำหน่ายจริง จะให้ระดับความสว่าง Peak Brightness สูงกว่านี้)

QLED TV เพิ่มเติมรองรับการไฟน์จูนปรับภาพในส่วนของโหมดการรับชมแบบ HDR ทั้งปรับ White Balance แบบละเอียดเพิ่มจาก 10 จุด เป็น 20 จุด และในส่วนของ CMS (Color Management System) ยังเพิ่มในส่วนของตัวเลือก Color Gamut สำหรับอ้างอิงปรับเปลี่ยน Color Space Target เข้ามาด้วย ทำให้การอ้างอิงมาตรฐานขอบเขตสีสำหรับ HDR ทำได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม

ผลพลอยได้จากตัวเลือกไฟน์จูนปรับภาพในโหมด HDR ที่ละเอียดขึ้น ส่งผลให้ได้ภาพ อิงการถ่ายทอดสีสันตรงตามมาตรฐานมากกว่าเจนฯ ก่อน

อ้างอิงจากตัวที่ส่งมาทดสอบ ระดับความสว่างสูงสุด (Peak Brightness) เมื่อรับชม HDR Content ร่วมกับโหมด Movie “หลังจากปรับภาพแล้ว” จะลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 650 nits แต่ทาง Samsung เคลมว่าตัวที่ขายจริงจะให้ความสว่างสูงกว่านี้ หากทีมงานได้ทดสอบตัวขายจริงแล้ว จะมาแจ้งผลการทดสอบเรื่องของ Peak Brightness อีกครั้ง แต่จุดที่เรียกว่าเด่นกว่าเจนฯ ก่อนชัดเจน เห็นจะเป็นเรื่องสี

Samsung ชูประเด็นเรื่องการถ่ายทอดสีสันของ QLED TV ว่าทำได้โดดเด่นกว่าเคย ซึ่งผลการทดสอบพบว่า 65Q8C ให้ขอบเขตสีกว้างขวาง รองรับ Wide Color Gamut ครอบคลุมมากกว่า “95% ของมาตรฐาน DCI-P3” (ดีกว่า SUHD TV ของปีที่แล้ว ที่ทำได้ราว 93%)

แน่นอนรุ่นระดับนี้แล้ว โมชั่นแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว หรือที่ Samsung ใช้ชื่อว่า “Auto Motion Plus” ย่อมต้องมี โดยที่ระดับ Auto จะเน้นประมวลผลแทรกเพิ่มจำนวนเฟรมเสมือนเพื่อให้ภาพเคลื่อนไหวดูลื่นคล้าย High Frame Rate แต่บางครั้งจะสังเกตเห็นเงารบกวนวิ่งตามวัตถุ หรือรู้สึกว่าภาพเคลื่อนไหวดูหลอกๆ ไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง ตรงนี้แนะนำให้เปลี่ยนระดับเป็น Custom แทน ซึ่งค่าเดิมจากโรงงานให้ผลลัพธ์ที่ลงตัวดีทีเดียวในแง่ลดอาการสะดุดของภาพเคลื่อนไหวขณะที่ยังคงดูต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกตา เหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์บลูเรย์ทั่วไป แต่ก็เปิดโอกาสให้ปรับแต่งเองให้เหมาะกับภาพเคลื่อนไหวของคอนเทนต์แต่ละรูปแบบ

ทดลองใช้งานเป็นมอนิเตอร์ด้วยการเชื่อมต่อกับ PC หรือ Laptop พบว่า ระบบของ Q8C จะปรับเปลี่ยนการแสดงผลเป็น “PC Mode” ให้อัตโนมัติ ซึ่งโหมดนี้จะไม่มีปัญหาเรื่อง Input Lag แต่ตัวเลือกปรับภาพบางหัวข้อจะถูกจำกัด เช่น White Balance รองรับเพียง 2-Point, ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือก Color Space Standard และไม่รองรับ CMS (Color Management System) จุดนี้จึงต้องระมัดระวังเรื่องระบบจัดการ Color Space ของโปรแกรมที่ใช้งาน

ประเด็นเรื่องของการใช้งาน QLED TV เป็นจอมอนิเตอร์ รวมถึงการใช้งานทั่วไปอย่างรับชมภาพยนตร์และเล่นเกม มีข้อมูลประชาสัมพันธ์ที่ทาง Samsung อยากให้เน้นเป็นพิเศษ คือ เรื่องของ “Burn-in” ซึ่งผู้ใช้งาน Samsung QLED TV สบายใจได้เลยว่าจะไม่เกิดปัญหาจอเบิร์น (Burn-in) หรือเกิดภาพติดค้าง (Image Retention) 100% ยืนยันได้จากข้อมูลการทดสอบของต่างประเทศหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น RTINGS หรือ AVS Forum

ส่วนการเล่นเกมร่วมกับเครื่องเกมคอนโซล แนะนำให้ On ตัวเลือก Game Mode เพื่อระดับ HDMI Input Lag ต่ำเพียง 23.7 ms (หาก Off  Game Mode ตัวเลข HDMI Input Lag จะอยู่ที่ราว 74 ms)  

เสียง

การออกแบบระบบเสียงของ Q8C ดูเผินๆ ไม่ได้ใช้เทคนิคหวือหวา หากเทียบกับลำโพงทีวีระดับท็อปของยี่ห้ออื่นจึงดูธรรมดาไปบ้าง หลักการก็เหมือนเช่นเจนฯ ก่อน โดยนำตัวขับเสียงติดตั้งไว้ส่วนล่างของจอภาพ แต่แนวทางพื้นๆ นี้ น่าแปลกที่สมดุลเสียงทำได้ดีเกินคาด ไม่อุดอู้ ผมมองไม่เห็นตำแหน่ง “ลำโพงซับวูฟเฟอร์” (เห็นมีแต่วูฟเฟอร์) เลยไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า แต่ปริมาณเบสที่ได้นับว่าเกินตัวเลยทีเดียว น้ำเสียงหนักแน่น รายละเอียดเสียงชัดเจนดี คุณภาพเสียงเกินหน้าเกินตาทีวีอื่นๆ ที่ติดตั้งลำโพงด้านล่างจอภาพ ในแง่คุณภาพเสียงนี้ พูดเลยว่าอัพเกรดให้ดีขึ้นจาก SUHD TV ของปีที่แล้ว ได้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น

Q8C สามารถถอดรหัสเสียง Dolby Digital และ DTS ได้ในตัว ส่วนฟอร์แม็ตไฟล์เสียงเมื่อเล่นผ่าน USB Storage ได้แก่ WAV, FLAC, ALAC, AIFF, MP3, WMA, AAC, APE และ midi แน่นอนว่ารองรับ Hi-res ด้วยครับ

สำหรับท่านใดที่จะเชื่อมต่อ “หูฟัง” กับ Q8C ต้องใช้ Bluetooth Headphone เท่านั้นนะครับ เพราะทีวีไม่มีช่อง Headphone Out แบบ 3.5mm แต่ถ้าเป็น Bluetooth Headphone ก็เชื่อมต่อได้เลย ดีเสียอีกเพราะไม่พะรุงพะรังและไม่ต้องกังวลกับระยะความยาวสายด้วย

ตัวเลือกปรับแต่งในส่วนของเสียง สามารถจัดการอุปกรณ์เชื่อมต่อ และกำหนดในส่วนของ Audio Output ได้ยืดหยุ่น

สรุป

Samsung เปิดตัว QLED TV ได้อลังการ ทุกรุ่นมาพร้อมดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร วัสดุที่ดูหรูหรา พร้อมแนวความคิด Invisible Connection ผสานรวมให้ Q8C เป็นทีวีที่ดูดีรอบด้านแบบ 360 องศา อย่างแท้จริง นอกจากนี้พาเนลยังได้รับการปรับปรุงให้มีมุมมองที่กว้างขวางขึ้น และตอบสนองด้านสีสันโดดเด่นกว่าเคย 

ราคาเปิดตัว 169,990 บาท

ข้อดีของ Samsung 65Q8C

  1. ดีไซน์สวย วัสดุงานประกอบดูดีรอบด้าน ฐานตั้งสวยสะดุดตาไม่ซ้ำกับซีรี่ส์อื่น แต่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นแนวคิด Invisible Connection ที่ทำให้ทีวีดูสวยรวมไปถึงด้านหลังแบบ 360 องศา อย่างแท้จริง การปรับเปลี่ยนสาย One Connect เป็นไฟเบอร์อ็อพติกใสขนาดเล็กมาก เก็บซ่อนง่าย ความยาว 5 ม. ยังช่วยให้การติดตั้งตำแหน่ง One Connect Box ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น 
  2. ฐานตั้งมาตรฐาน และฐานตั้งเสริมทั้ง 2 แบบ (Gravity & Studio Stand) คำนึงถึงการเก็บซ่อนสายได้อย่างลงตัวมาก เข้ากับแนวคิด Invisible Connection ส่งเสริมรูปลักษณ์ให้ดูสวยงาม พร้อมผสานประโยชน์ใช้สอยได้อย่างแท้จริง
  3. Calman-Ready TV รองรับการปรับภาพผ่านโปรแกรม Calman แบบอัตโนมัติ ในส่วนของตัวเลือกปรับภาพละเอียดอิงตามมาตรฐาน ISF เพิ่มเติมจากเจนก่อนตรงที่ปรับ White Balance ได้ถึง 20-point ภายหลังปรับภาพให้ความเที่ยงตรงสูงทั้งโหมดภาพ SDR และ HDR
  4. 10-bit 4K/UHD RGB Quantum Dot VA Panel แบบใหม่ ทำให้ขอบเขตสีกว้างกว่า (95.5% of DCI-P3) และที่สำคัญมุมมองรับชมกว้างขวางขึ้น รองรับ HDR มาตรฐาน HDR10 และ HLG
  5. Game Mode ให้ระดับ HDMI Input Lag ต่ำเพียง 23.7 ms แต่โหมดนี้สมดุลสีจะติดอมฟ้า หากต้องการสีสันที่เที่ยงตรงต้องทำการปรับภาพเพิ่มเติม

ข้อเสียของ Samsung 65Q8C

  1. ยังไม่รองรับมาตรฐาน HDR แบบ Dolby Vision 
  2. ไม่มีช่องต่อหูฟัง (3.5 mm) แต่ทดแทนด้วยการรองรับ Bluetooth Headphone

 

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้