รีวิว Samsung 77S90F ดำลึก ภาพคมเข้ม สไตล์ OLED TV พร้อมอัพเดทการใช้งานต่อเนื่องนาน 7 ปี

เทคโนโลยี OLED Panel ที่ใช้ผลิตทีวีในปัจจุบัน มีอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ QD OLED และ WRGB OLED สำหรับ Samsung จะเลือกใช้ทั้งคู่ โดย “S90F” ซึ่งเป็นซีรีส์รองท็อป ประจำปี 2025 จะเน้นใช้ “WRGB OLED” เป็นหลักครับ… รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ติดตามจากรีวิวนี้ได้เลย

ปัจจุบัน S90F มีให้เลือก 6 ขนาด คือ 42, 48, 55*, 65, 77 และ 83 นิ้ว ซึ่งรุ่นที่จะทำการรีวิวต่อไปนี้ คือ “77S90F” ขนาด 77 นิ้ว ครับ
*หมายเหตุ: Samsung S90F เกือบทุกขนาด จะใช้ WRGB OLED Panel ยกเว้นขนาด 55 นิ้ว ที่ใช้ QD OLED Panel
Design – รูปลักษณ์

การนำวัสดุผิวสัมผัสแบบโลหะมาใช้ในหลาย ๆ จุด ได้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคง

Samsung ใช้คำว่า LaserSlim Design ตอกย้ำความสลิมบางของจอทีวี ซึ่งดึงจุดเด่นของ OLED Panel ที่ “บางเฉียบ” มาใช้ได้อย่างชัดเจน โดยส่วนที่หนาที่สุด บางเพียง 4.5 ซม. เท่านั้น !

ขาโลหะคู่ตั้งรับที่กึ่งกลางจอ มีฝาครอบพลาสติกปิดด้านบนเพื่อความเรียบร้อย เว้นความสูงให้วางซาวด์บาร์ใต้จอได้

การยึดขาตั้งเข้ากับจอทีวีรุ่นนี้ทำได้สะดวก เพราะเป็นสลักล็อคไม่จำเป็นต้องใช้ไขควงในการติดตั้ง

ด้านหลังดูเรียบ ๆ ไม่มีเท็กเจอร์ หรือร่องสำหรับเหน็บสายไฟ

One Remote ขนาดกะทัดรัด มาพร้อมแบตเตอรี่และแผงโซล่าเซลล์ สามารถรีชาร์จได้ในตัว (ต้องคว่ำหน้าหันโซล่าเซลล์ขึ้น แสงไฟ Indoor ก็ชาร์จได้) หรือเสียบสายชาร์จทางช่อง USB Type-C, มีไมโครโฟนรับคำสั่งเสียงภาษาไทยผ่าน Bixby Voice Assistant
หรือจะควบคุมทีวี ผ่านแอป SmartThings บนโทรศัพท์มือถือก็ทำได้ และถ้าใครสวมใส่ Galaxy Watch อยู่ สามารถใช้ควบคุมทีวีด้วยการขยับมือลักษณะต่าง ๆ ผ่านคุณสมบัติที่เรียกว่า Universal Gestures ได้ด้วย
Connectivity – การเชื่อมต่อ
ช่องต่อ - ด้านข้าง

ช่องต่อ - ด้านล่าง

จุดเชื่อมต่อสัญญาณจัดวางอยู่ฝั่งซ้าย (หากมองจากด้านหลังทีวี) ให้ช่องต่อ HDMI 2.1 รองรับ 4K 144Hz พร้อม VRR ครบทั้ง 4 ช่อง ! ส่วน ARC/eARC รองรับที่ HDMI In 3
ช่องต่ออื่นๆ ที่ให้มา ได้แก่ Digital Optical Audio Output, Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ DVB-T2 Antenna In แต่ไม่มีช่องต่อ Audio/Headphones Out สามารถเชื่อมต่อหูฟังไร้สายผ่าน Bluetooth ได้
ช่องต่อ USB 2 ช่อง สามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD (5V/1A) และอาจรวมถึง Keyboard, Mouse ฯลฯ

จะรับชมทีวีไปพร้อม ๆ เปิดแอป หรือแคสต์หน้าจอจากโทรศัพท์มือถือก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะมี Multi View แบ่ง 2 หน้าจอ ดูไปพร้อมกันได้เลย รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple AirPlay ด้วย
สรุปจำนวนช่องต่อของ Samsung 77S90F ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 2 (ด้านข้าง), 2 (ด้านล่าง) เป็น HDMI 2.1 ทั้งหมด |
| USB | 2 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านล่าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | – |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านล่าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | – |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านล่าง) |
| Audio/Headphones Out | – |
| Bluetooth Audio | Yes |
Picture Quality
“ผิวจอดำเงา พร้อมภาพคมเข้มที่ถูกขับเน้นจากเทคโนโลยี OLED ด้วยความดำสนิท ไร้ซึ่งแสงรั่ว-แสงลอด โดยสิ้นเชิง !”
ปีนี้ Samsung ยังคงเก็บคุณสมบัติการเคลือบผิวหน้าจอ แบบตัดเงาสะท้อน (Glare Free) ไว้เฉพาะกับทีวีรุ่นท็อป (S95F) เหมือนเคย เหตุนี้ S90F ที่เป็นรุ่นรอง จึงใช้จอดำเงา แบบที่เรา ๆ ท่าน ๆ คุ้นเคยกันเป็นปกติ ซึ่งข้อดีของจอเงาเมื่อเราสามารถคุมแสงรบกวนและจัดการกับเงาสะท้อนในห้องได้ คือ ภาพจะคมเข้ม ดำลึก ให้ความกระจ่าง สีสันสดใส
เมื่อผนวกกับข้อเด่นของเทคโนโลยี OLED ที่ไร้ซึ่งแสงรั่ว-แสงลอดโดยสิ้นเชิง จึงได้ความเปรียบต่าง (Contrast) อันยอดเยี่ยม ได้รายละเอียดของแสงเงา และสีสันที่ลึกเข้ม !

หากเปรียบเทียบกับรุ่นท็อป (S95F – QD OLED) ความสว่าง (Peak Brightness) และขอบเขตสี (Color Space) ของรุ่นรอง อย่าง 77S90F (WRGB OLED) จะย่อหย่อนกว่าตามคาด (2000 nits vs 1,300 nits และ 90% vs 76% Rec.2020 coverage) แต่ถ้าใครมีงบไม่สูงมาก ประสิทธิภาพของรุ่นรองนี้ ก็ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างคุ้มค่า
ความสว่าง 1300 nits นับว่าสูงทีเดียวหากเทียบกับมาตรฐาน WRGB OLED ในท้องตลาด ที่สำคัญหัวใจหลักของเทคโนโลยี OLED คือ “คอนทราสต์แสงเงาอันเกิดจากความดำที่แท้จริงนั้น” ทำได้ยอดเยี่ยม

มีข้อสังเกต สำหรับทีวีที่ใช้เทคโนโลยี OLED อย่าง 77SS90F จะไม่มีตัวเลือก Local Dimming ให้ปรับแบบ QLED TV นะครับ เพราะ OLED Pixel สามารถสว่างเองได้ (ไม่ต้องพึ่งแหล่งกำเนิดแสงอื่น อย่าง LED Backlight) จุดที่เราสามารถปรับจูนได้สำหรับ OLED คือ ตัวเลือก Peak Brightness มีไว้ “จำกัดความสว่าง”
ข้อดี คือ ช่วยลดอาการตาล้าจากแสงทีวีที่อาจจ้าเกินไป ลดทอนการใช้พลังงาน และ ลดความเสี่ยงที่จะเกิด Image Retention (ภาพติดค้าง) ลงได้
โดยปกติ ถ้าเป็นการรับชมตอนกลางคืนในห้องคุมแสง ตัวเลือก Peak Brightness – Medium ก็ให้ภาพที่สว่างเพียงพอกับการรับชม SDR Content แต่ถ้าต้องการสู้แสงตอนกลางวันในห้องที่สว่าง และโดยเฉพาะเมื่อรับชม HDR Content ก็เลือกใช้ที่ระดับ High

Panel Care อีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญที่ผู้ใช้งาน OLED TV ควรต้องทราบ เพราะจะช่วยถนอมการใช้งานทีวีให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ต่อไปได้อย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องเปิดภาพนิ่งค้างไว้เป็นเวลานาน ซึ่งคุณสมบัตินี้จะลดโอกาสเกิด และช่วยแก้ปัญหา Image Retention (ภาพติดค้าง) กับหน้าจอ OLED ได้ครับ

มุมมองรับชมกว้างตามสไตล์ OLED ไม่จำเป็นต้องนั่งตรงกับจอทีวีก็รับชมได้ โดยคอนทราสต์และสีสันไม่ได้ดร็อปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีนิดนึงตรงภาพจะออกเขียวนิดหน่อย หากองศารับชมเบี่ยงออกจากจุดกึ่งกลางมาก ๆ

ใครที่ชอบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว อยากได้โมชั่นลื่น ๆ รุ่นนี้ก็ทำได้ผ่านตัวเลือก Picture Clarity Settings ซึ่งฟีเจอร์ทำนองนี้ของทีวีทุกค่าย ควรปรับให้พอเหมาะ หากแทรกเฟรมจำลองมากไป มันหลอกตา ดูไม่เป็นธรรมชาติครับ ทดลองปรับดูตามที่เห็นสมควร หรือถ้าอยากดูต้นฉบับเดิม ๆ ไม่แทรกเฟรม จะ Off ไปเลยก็ได้
SDR Picture Modes

ด้านความเที่ยงตรงของการแสดงสีสัน SDR จากผล Lab Test พบว่า โหมดภาพ Movie และ Filmmaker Mode ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

ความต่างระหว่าง Movie กับ Filmmaker Mode คือ Filmmaker จะ On ตัวเลือก Brightness Optimisation ไว้ กล่าวคือ ระบบจะปรับระดับความสว่างหน้าจออัตโนมัติโดยอิงจากเซ็นเซอร์วัดสภาพแสงภายในห้อง ใครที่ชอบปิดหรือดิมไฟในห้องเพื่อดูทีวีตอนกลางคืน หรือใช้งานในห้องสภาพแสงไม่คงที่ แสงเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาน่าจะชอบ เพราะทีวีจะปรับลดความสว่างเอง
ส่วน Movie จะฟิกซ์ความสว่างตายตัว เหมาะกับห้องที่คุมแสงแวดล้อมได้คงที่ สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม
ทั้ง 2 โหมด ภาพจะดูนุ่มนวลสบายตา ไม่เร่งความคมชัด ปรุงแต่งสีสัน (Filmmaker ไม่แทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว) จึงให้ความเป็นธรรมชาติสูงเหมาะแก่การรับชมในบ้าน แต่แน่นอนว่าถ้าเทียบกับโหมดภาพอื่น ความสว่างจะต่ำกว่า และสีสันจะดูไม่สดจี๊ดจ๊าดนัก ทั้งนี้ในบางสภาพแวดล้อมหากรู้สึกว่าภาพ Movie หรือ Filmmaker Mode ดูสว่างหรือมืดเกินไปเมื่อรับชม SDR content ก็สามารถปรับเพิ่มลดความสว่างที่ตัวเลือก Brightness (OLED Light) หรือปรับเปลี่ยนตัวเลือก Peak Brightness ตามที่เห็นสมควร
Rec.709 - Post ColorChecker

SDR- Post Calibration

SDR- Pre Calibration

โหมดภาพ Movie (หรือ Filmmaker Mode ที่ Off – Brightness Optimisation) ของ 77S90F มีความเที่ยงตรงของสีสันอยู่ในเกณฑ์ดี อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6795K ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาวเฉลี่ย (Grayscale Avg dE) 3.1 ในส่วนขอบเขตสีอิงมาตรฐาน Rec.709 มีค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) 2.1
หลังปรับภาพ ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) และค่าความผิดเพี้ยนสี (Color Space Avg dE) ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 0.9 และ 0.6 ตามลำดับ
Rec.709 Color Checker หลังดำเนินการปรับภาพ ค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวมแบบเฉลี่ย (Saturation Avg dE) ที่ 0.9 (Max dE = 1.8) ดีมาก ! ใช้เป็นมอนิเตอร์สำหรับอ้างอิงสีได้
HDR Picture Modes
รุ่นนี้รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR รองรับมาตรฐาน HDR10+
ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window @ 1 sec Delay) ของ 77S90F ทำได้สูงสุดที่ 1332 nits ใน Game Mode และ 1220 nits ในโหมด Movie/Filmmaker
ขอบเขตสีครอบคลุม Wide Color Gamut ที่ 98.12/99.2% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 72.84/76.6% Rec2020 (xy/uv) ขับเน้นแสงสีจาก HDR Content ได้
3P - Post Saturation Sweeps

HRD - Post Calibration

HRD - Pre Calibration

ความเที่ยงตรงของสีสัน HDR ในโหมด Movie/Filmmaker ของ 77S90F (Grayscale Avg dE 4.4, Colorspace Avg dE 5.4) ถือว่าปรับจูนมาได้เที่ยงตรงดี
แต่ถ้าดำเนินการปรับภาพ HDR ในโหมด Movie/Filmmaker ก็ดีขึ้นอีก โดย Grayscale Avg dE และ Colorspace Avg dE ลดลงเหลือเพียง 3.3 และ 3.1 ตามลำดับ ส่วนความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 1109 nits
Game Mode
การรองรับสัญญาณ High Frame Rate ของ 77S90F ทำได้สูงสุดที่ 4K 144Hz พร้อมเปิด VRR/FreeSync Premium Pro และ HDR10+/HDR10 ร่วมกับการเล่นเกมได้ไม่มีปัญหา ผ่านทาง HDMI 2.1 ครบทั้ง 4 ช่อง

ทดลองเชื่อมต่อสัญญาณกับ PC ยืนยันว่า 77S90F รองรับ 4K 144Hz พร้อม VRR ได้จริง หากต้องการ สามารถกำหนด Refresh Rate อื่น ๆ อาทิ 60Hz, 120Hz ได้

ในส่วน Game Bar ใช้ตรวจสอบสถานะเฟรมเรต (FPS) และ VRR แบบ Real Time รวมถึงฟีเจอร์เสริม ช่วยเพิ่มความได้เปรียบเวลาเล่นเกม อย่าง Virtual Aim Point และ Minimap Zoom ที่ช่วยแสดงตำแหน่งของผู้เล่นและศัตรูบนแผนที่ ได้ชัดเจนขึ้น

โทนภาพ Game Mode จาก Samsung จะดูคล้าย Dynamic คือ เน้นคอนทราสต์จัด สีสด แต่ติดอมฟ้า หากต้องการโทนภาพกลาง ๆ แบบเดียวกับ Movie/Filmmaker สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือกภาพเป็น Original (ต้นฉบับ) ได้ นอกจากนี้ยังรองรับการปรับค่าภาพละเอียดเพิ่มเติมได้ สำหรับใครที่จริงจัง
ค่า HDMI Input Lag (Game Mode) ของ 77S90F ให้การตอบสนองฉับไวสัมพันธ์กับการควบคุมของผู้เล่น ซึ่ง 60Hz วัดได้ 9.3 ms, 120Hz ที่ 4.6 ms และ 144Hz ที่ 3.9 ms
รุ่นนี้สามารถเปิดแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวที่เรียกว่า Game Motion Plus ร่วมกับการเล่นเกมได้ รองรับเฉพาะกับสัญญาณ 60Hz และจะส่งผลให้ค่า Input Lag สูงขึ้นเล็กน้อย (21.8 ms @60Hz)
Sound Quality
ในสเปค 77S90F แจ้งว่าให้ลำโพงแบบ 2.1 แชนเนล กำลังขับรวมที่ 40 วัตต์ ทดลองฟังแล้วพบว่า ให้ระดับเสียงที่ดังเพียงพอใช้งานในห้องรับแขก การถ่ายทอดบรรยากาศเสียงกว้างดี แยกแยะทิศทางเสียงซ้าย-ขวาได้ชัดเจน อันเป็นข้อได้เปรียบของทีวีจอใหญ่ซึ่งมีพื้นที่ติดตั้งลำโพงมากพอ จนมีระยะห่างที่เหมาะกับการถ่ายทอดตำแหน่งทิศทางเสียงที่มาจากลำโพงฝั่งซ้ายและขวา

ในส่วนของการรับฟังระบบเสียงรอบทิศทางอย่าง Dolby Atmos พบว่า สามารถ Pass-through สัญญาณเสียงผ่าน HDMI ARC/eARC ได้ โดยอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่าง AV Receiver หรือ Soundbar จะต้องรองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Atmos ด้วยนะครับ ส่วนระบบเสียง DTS ทุกรูปแบบ 77S90F จะไม่รองรับครับ (ทั้งถอดรหัสภายใน และ Pass-through)

กรณีที่เชื่อมต่อกับ Samsung Soundbar (ต้องเป็นรุ่นที่รองรับ) ทีวีสามารถส่งสัญญาณเสียง Dolby Atmos แบบไร้สายได้ และจะมีทางเลือกเพิ่มให้เปิดใช้งานฟีเจอร์ Q-Symphony โดยระบบจะประสานเสียงของลำโพงซาวด์บาร์ เข้ากับลำโพงทีวี เพื่อขยายบรรยากาศเสียง
Features – คุณสมบัติเพิ่มเติม

หน้า Home จาก Tizen OS ที่คุ้นเคย รวบรวมแอปฯ ที่ใช้งานประจำ ไปจนถึงคัดคอนเทนต์น่าสนใจมารวมไว้ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ล่าสุดทาง Samsung ยังมีนโยบายอัพเดทซอฟต์แวร์ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องยาว ๆ นานถึง 7 ปี !

SmartThings สามารถเชื่อมต่อควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหมดในบ้าน ผ่านหน้าจอทีวีได้เลย รวมถึงตรวจสอบการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุง เช่น ตู้เย็น แอร์ เครื่องซักผ้า รวมถึงทีวีรุ่นที่รองรับ สามารถเปิด “AI Energy Mode” ช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย

Ambient Mode เปลี่ยนจอทีวีเวลาที่ไม่ได้ใช้งานรับชมรายการความบันเทิงต่าง ๆ มาเป็นกรอบรูปแสดงงานศิลป์ในแกลลอรี

Samsung เพิ่มเติมแอปความบันเทิงเข้ามาเรื่อย ๆ ที่ไม่มีในทีวียี่ห้ออื่นอย่างเช่น Samsung TV Plus รับชมช่องรายการหลากหลายจากต่างประเทศฟรี

คอบอล รับชมแม็ตช์สำคัญจาก Monomax ได้

Disney+ รองรับการแสดงผล 4K HDR การรับฟังระบบเสียง 5.1 และ Dolby Atmos (DD+) แนะนำให้เชื่อมต่อกับ Soundbar หรือ Home Theater

HBO Max รองรับการแสดงผล 4K HDR การรับฟังระบบเสียง 5.1 และ Dolby Atmos (DD+) แนะนำให้เชื่อมต่อกับ Soundbar หรือ Home Theater

Apple TV รองรับการแสดงผล 4K HDR การรับฟังระบบเสียง 5.1 และ Dolby Atmos (DD+) แนะนำให้เชื่อมต่อกับ Soundbar หรือ Home Theater

Netflix รองรับการแสดงผล 4K HDR การรับฟังระบบเสียง 5.1 และ Dolby Atmos (DD+) แนะนำให้เชื่อมต่อกับ Soundbar หรือ Home Theater

Conclusion – สรุป
อีกหนึ่ง OLED TV ตัวเต็งประจำปี 2025 แน่นอนว่าหากเทียบกับ S95F ตัวท็อป 77S90F จะเป็นรองบางจุด แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐาน WRGB OLED นับว่าโดดเด่นมากทีเดียว กับความสว่าง HDR Peak Brightness ที่สูงถึง 1300 nits สูงมากทีเดียวสำหรับมาตรฐาน WRGB OLED ลักษณะการเคลือบผิวจอเงา หากคุมแสงและเงาสะท้อนภายในห้องได้ จะให้ภาพที่ลึกเข้ม คอนทราสต์กระจ่างชัด ถ่ายทอดความดำที่แท้จริงแบบไร้ซึ่งแสงลอด-แสงรั่ว ตามสไตล์ OLED ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้มาพร้อมกับราคาที่เอื้อมถึงได้ง่ายกว่า เป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาถ้าหากว่างบไปไม่ถึงรุ่นท็อปครับ

ราคาเปิดตัว Samsung S90F OLED 4K
42 นิ้ว 35,990 บาท
48 นิ้ว 44,990 บาท
55 นิ้ว 54,990 บาท
65 นิ้ว 71,990 บาท
77 นิ้ว 104,990 บาท
83 นิ้ว 159,990 บาท
