รีวิว Samsung HW-Q950A Atmos/DTS:X Soundbar ตัวท็อป จัดเต็มด้วยจำนวนตัวขับเสียงสูงสุด 11.1.4 แชนเนล

สานต่อตำนานลำโพงซาวด์บาร์ตัวท็อป ที่จัดเต็มเรื่องจำนวนแชนเนลลำโพง ร่วมกับฟีเจอร์ถอดรหัสเสียง และ Pass-through ระบบภาพ HDR ครบครัน มาพิสูจน์กันว่า รุ่นใหม่ประจำปี 2021 จะตอบโจทย์ในแง่การดูหนังและฟังเพลงโดดเด่นขึ้นจริงหรือไม่…
HW-Q950A คือ ซาวด์บาร์ตัวท็อป ประจำปี 2021 ของ Samsung โดยจะมาเป็นชุดลำโพง Soundbar + Subwoofer + Surround แกะกล่องติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดแล้วก็พร้อมถอดรหัสเสียงรอบทิศทางอย่าง Dolby Atmos และ DTS:X
Design – การออกแบบ
รูปลักษณ์ภายนอกของ Q950A ยังคงอิงมาจากรุ่น Q950T โดยเน้นวัสดุสีดำ ดูเรียบ ๆ แต่ก็กลมกลืนเข้ากับทีวีได้ง่าย
จุดที่อัพเกรดเพิ่มเติมเข้ามาของรุ่นใหม่ คือ ที่ลำโพงเซอร์ราวด์คู่หลัง จะเพิ่มการยิงเสียงออกไปด้านข้าง (Rear Side) เมื่อรวมกับตัวขับเสียงทั้งหมดในระบบของ Q950A จะเท่ากับ 11.1.4 แชนเนล (เพิ่มจาก 9.1.4 แชนเนล ในรุ่น Q950T)
ลำโพงเซอร์ราวด์มองเผิน ๆ ขนาดและรูปลักษณ์ดูคล้ายรุ่นก่อนก็จริง แต่หากสังเกตดี ๆ ด้านข้างตู้ลำโพงจะมีหน้ากากผ้าครอบอยู่เหมือนกับด้านหน้าและด้านบน เนื่องจากมีตัวขับเสียงติดตั้งอยู่ เท่ากับว่าลำโพงเซอร์ราวด์ในแต่ละข้างของรุ่นนี้ ยิงเสียงออกไปได้ถึง 3 ทิศทางพร้อมกัน ! การสร้างสนามเสียงโอบล้อม จากรุ่นใหม่จึงทำได้ครอบคลุมกว่า
เนื่องจากเป็นลำโพงแบบแอ็คทีฟ คือ มีภาคขยาย และวงจรรับสัญญาณเสียงแบบไร้สายอยู่ภายใน การใช้งานลำโพงเซอร์ราวด์จึงต้องเสียบปลั๊กไฟ (เชื่อมต่อสายไฟที่ด้านล่าง) แต่สายให้มาไม่ยาวนัก อาจจำเป็นต้องเตรียมปลั๊กพ่วงไว้ สำหรับเคสที่ไม่ได้เผื่อติดตั้งปลั๊กผนังตรงตำแหน่งที่จะตั้งวางลำโพงเซอร์ราวด์
ปุ่มควบคุมพื้นฐาน และหน้าจอแสดงสถานะและใช้ตั้งค่าต่าง ๆ ของซาวด์บาร์ Q950A ถูกติดตั้งด้านบน เยื้องไปด้านหลังไม่ต่างจากเดิม เมื่อกดปุ่มใด ๆ ที่ตัวเครื่องหรือที่รีโมท จอจะติดสว่างขึ้นแล้วจะดับลงอัตโนมัติเพื่อกันแสงรบกวน แต่ด้วยตำแหน่งจอ เวลาใช้งานจริงมองเห็นยาก เวลาจะตรวจสอบการตั้งค่าใด ๆ ก็ต้องลุกจากที่นั่งเพื่อมาดูจออยู่บ่อย ๆ
จำนวน ชนิด และขนาดตัวขับเสียงในส่วนของซาวด์บาร์ และลำโพงซับวูฟเฟอร์ อิงรุ่นก่อนมาเหมือนเดิม เฉพาะในส่วนของซาวด์บาร์ติดตั้งตัวขับเสียง 7 แชนเนล สำหรับยิงเสียงออกด้านหน้าและด้านข้าง และอีก 2 แชนเนล ยิงเสียงขึ้นด้านบน (Up-firing)
ซับวูฟเฟอร์ตัวตู้ทรงสลิมประกอบขึ้นจากไม้ ติดตั้งภาคขยาย 160 วัตต์ ตัวขับเสียงขนาด 8 นิ้ว จัดวางด้านข้าง ส่วนท่อจูนเบสขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง ไม่มีจุดเชื่อมต่อสายสัญญาณ เนื่องจากรับสัญญาณเสียงความถี่ต่ำจากซาวด์บาร์แบบไร้สาย
รีโมทซาวด์บาร์ (ขวา) เทียบกับ รีโมททีวี (ซ้าย) ยี่ห้อเดียวกัน อิงดีไซน์คล้ายกันดูกลมกลืนกันดี
Connectivity – ช่องต่อ
ช่องต่อรับสัญญาณของ Q950A ประกอบไปด้วย HDMI 2.0 Out 1 ช่อง รองรับ eARC/ARC และ HDMI 2.0 In จำนวน 2 ช่อง ถัดมาคือ Digital Optical In 1 ช่อง ไม่มีช่องต่อ Analog AUX In ให้ครับ
แน่นอนว่า Q950A รับสัญญาณเสียงแบบไร้สายได้ด้วย โดยเชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth (SBC) และ Wi-Fi กรณีของ Android สามารถแคสต์เพลงจากแอป Spotify โดยตรง ส่วน iPhone/iPad/Mac จะรองรับ AirPlay 2 คุณภาพเสียงผ่าน Wi-Fi จะเหนือกว่า Bluetooth (รองรับถึง Lossless/Hi-res)
หมายเหตุ: การเปลี่ยนช่องสัญญาณของ Q950A ทำได้โดยการกดปุ่ม Source (Input) ที่รีโมทซ้ำ ๆ โดยไล่วนจาก eARC > HDMI1 > HDMI2 > WiFi > BT > D.IN
Features – ลูกเล่นพิเศษ

การเชื่อมต่อ Q950A ทาง ARC เมื่อเล่นกับแอปของ Smart TV ที่รองรับ เช่น Netflix, Apple TV จะรับสัญญาณและถอดรหัสเสียง Dolby Atmos (DD+) ได้ ส่วน Dolby Atmos/TrueHD หากเชื่อมต่อ 4K Blu-ray Player ทีวีจะ Pass-through สัญญาณผ่าน eARC มาถอดรหัสที่ Q950A ได้
หมายเหตุ: Q950A สามารถรับสัญญาณและถอดรหัสเสียง DTS:X, DTS-HD MA ทาง eARC ได้ แต่รุ่นทีวีที่สามารถ Pass-through ระบบเสียงดังกล่าว ปัจจุบันยังมีไม่มาก (เป็นข้อจำกัดเรื่องการอนุญาตใช้สิทธิ์ของทีวี ไม่ใช่ที่ซาวด์บาร์) ส่วนการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงตรงเข้า HDMI In ของ Q950A จะไม่มีข้อจำกัดในประเด็นนี้
กรณีที่จับคู่ Q950A กับ Samsung TV รุ่นที่รองรับ จะเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้เป็นทางเลือกใช้งานได้ 2 อย่าง
อย่างแรก ผสานการทำงาน TV + Soundbar ในแบบ “Q-Symphony” เป็นการใช้งานลำโพงของทีวี และลำโพงซาวด์บาร์ร่วมกัน (เสียงออกทั้งคู่)
ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งานจริง คือ อิมเมจของเสียงจะถูกยกให้สูงขึ้น โดยเฉพาะเสียงสนทนาจะอยู่ที่กลางจอ จะเห็นผลชัดเจนขึ้นในกรณีที่ตำแหน่งติดตั้งซาวด์บาร์ต่ำกว่าจอทีวีมาก ๆ ทว่าผลลัพธ์ด้านเสียงจะแตกต่างไปตามรุ่นของทีวีที่จับคู่ใช้งานด้วย ทีวีรุ่นสูง ๆ จะได้เปรียบกว่าในเรื่องของน้ำหนักเสียง ความรู้สึกแปลกแยกแตกต่างจากซาวด์บาร์น้อยกว่า ไปจนถึงตัวช่วยจากลำโพงทีวีที่มีตัวขับเสียงติดตั้งที่ส่วนบนของจอภาพก็มีส่วน
อย่างที่ 2 สามารถ เชื่อมต่อสัญญาณเสียงกับทีวีแบบ “ไร้สาย” ผ่าน “Wi-Fi” ได้ แตกต่างจากการแคสต์ (Music Streaming via Network) ตรงที่เป็นการรับสัญญาณเสียงขณะรับชมความบันเทิงต่าง ๆ บนหน้าจอทีวีแบบเรียลไทม์ ซึ่งให้คุณภาพเสียงเหนือกว่า Bluetooth รองรับระบบเสียงได้ถึง 5.1 และโอกาสเจอปัญหาเสียงดีเลย์ก็น้อยกว่าด้วย เป็นแนวทางแนะนำสำหรับใครที่อยากติดตั้ง TV + Soundbar แบบไม่ให้มีสายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์
แอป SmartThings นอกจากใช้จัดการอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแล้ว กับ Soundbar ยังใช้ควบคุม ปรับแต่งเสียง ตั้งค่าต่าง ๆ ได้สะดวกกว่าปุ่มที่ตัวซาวด์บาร์และบนรีโมท นอกจากนี้ยังเข้าถึงแอดวานซ์ฟีเจอร์อย่างการทำ Auto EQ ได้ด้วย
Auto EQ ของ Q950A อาจช่วยลดทอนปัญหาเสียงความถี่ต่ำ (เบสบวม) จากข้อจำกัดเรื่องจุดตั้งวางลำโพงซับวูฟเฟอร์ให้เบาบางลง อย่างไรก็ดีฟีเจอร์นี้จะไม่ครอบคลุมถึงการบาลานซ์ระดับเสียงของลำโพงแต่ละแชนเนล และลำโพงซับวูฟเฟอร์ กรณีที่ต้องการให้เสียงกลมกลืนสอดประสานกันทั้งหมด ผู้ใช้ยังคงต้องดำเนินการปรับชดเชยในจุดนี้ด้วยตนเอง
การปรับชดเชยระดับเสียงของลำโพงแต่ละแชนเนล ทำได้โดยกดปุ่ม Settings (รูปฟันเฟือง) ที่รีโมทซ้ำ ๆ แล้วสังเกตหน้าจอบนซาวด์บาร์ จะเจอ
CENTER LEVEL, SIDE LEVEL, FRONT TOP LEVEL, REAR LEVEL, REAR TOP LEVEL, REAR SIDE LEVEL สามารถปรับชดเชยได้ตั้งแต่ -6 ถึง +6
ส่วนระดับเสียงของซับวูฟเฟอร์กำหนดได้โดยตรงที่ปุ่มปรับ Woofer Level บนรีโมท สามารถปรับชดเชยได้ตั้งแต่ -12 ถึง +6
หากจริงจังเรื่องการบาลานซ์ระดับเสียงของลำโพงแต่ละแชนเนลให้เที่ยงตรง แนะนำให้ใช้แผ่นอ้างอิง อย่าง Dolby Atmos หรือ DTS:X Demo Disc ร่วมกับ Sound Level Meter

Q950A สามารถเลือกรูปแบบการถอดรหัสเสียงได้ 4 แบบ โดยกดที่ปุ่ม Sound Mode บนรีโมทซ้ำ ๆ
Standard จะเป็นรูปแบบการถอดรหัส “Direct Decoded” คือ ต้นฉบับเป็นอย่างไรระบบก็ถอดรหัสเสียงไปตามนั้น หากสัญญาณต้นทางเป็น Stereo เสียงก็ออก 2.1 ถ้าต้นฉบับบันทึกมา 5.1 เสียงก็ออก 5.1 เป็นต้น
แต่จะมีข้อสังเกต คือ กรณีฟอร์แมตเสียง Object-based Audio อย่าง Dolby Atmos/DTS:X การถอดรหัสในแบบ Standard ของ Q950A จะได้เสียงรอบทิศทางแบบ 7.1.4 แชนเนล กล่าวคือ ลำโพงที่ยิงเสียงออกด้านข้าง (Front Wide, Surround Wide) จะไม่มีเสียงออกมา
กรณีที่ต้องการให้ลำโพงที่ยิงเสียงออกด้านข้างทำงาน (+Front Wide, +Surround Wide รวม 11.1.4 แชนเนล) จะต้องเปิดใช้โหมดจำลองเสียง (Up-mixing) อย่าง Surround, Game Pro และ Adaptive Sound ซึ่งให้ลักษณะการปรุงแต่งเสียงต่างกัน เลือกได้ตามแต่รสนิยมครับ
Picture – ภาพ
HDMI In ทั้ง 2 ช่องของ Q950A เป็นเวอร์ชัน 2.0 เมื่อเชื่อมต่อกับ 4K HDR Blu-ray Player อย่าง Oppo UDP-203/205 จะสามารถ Pass-through สัญญาณภาพ HDR ได้ครบทั้ง HDR10+ และ Dolby Vision* โดยรองรับที่ความละเอียดสูงสุด 4K 60Hz (ซึ่งเป็นความละเอียดสูงสุดของแผ่นบลูเรย์ภาพยนตร์ในปัจจุบัน)
*หมายเหตุ: อ้างอิงกับ Oppo 4K HDR Blu-ray Player ทั้งนี้ทีวีต้องรองรับระบบภาพดังกล่าวด้วย จึงจะแสดงผลได้
อย่างไรก็ดี หากทำการเชื่อมต่อเครื่องเล่นเกม ผ่าน HDMI In ของ Q950A สัญญาณภาพจะถูกจำกัดไว้ที่ 4K 60Hz หรือ 1440p 120Hz (รองรับ VRR) กรณีที่ต้องการ 4K 120Hz หรือ 8K 60Hz แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณภาพจากเครื่องคอนโซล/พีซี ตรงเข้า HDMI 2.1 In ของทีวี
Sound – เสียง
รุ่นก่อนอย่าง Q90R ถึงแม้จะดูหนังได้หวือหวาสะใจ แต่เสียงติดกระด้างไปนิดหนึ่ง ฟังนาน ๆ แล้วล้า เมื่อ Q950T ออกมาก็ทำแนวเสียงผ่อนคลายลง แต่บางคนอาจฟังรู้สึกว่าขาดความเฟี้ยวฟ้าวไปบ้าง การมาถึงของ Q950A จึงเป็นการทลายขีดจำกัดของรุ่นเก่า เพราะนำจุดเด่นของรุ่นที่ผ่านมารวมไว้ด้วยกัน และยังเพิ่มจุดเด่นของรุ่นใหม่เข้ามาอีก
แชนเนลลำโพง Rear Side ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้ลำโพงเซอร์ราวด์ของรุ่นใหม่ทำงานคล้ายลำโพงแบบ Bipole/Dipole ช่วยขยายมุมกระจายเสียงให้ครอบคลุมพื้นที่รับฟังได้กว้างขวางกว่า และยังส่งผลให้ตำแหน่งติดตั้งลำโพงเซอร์ราวด์ภายในห้อง มีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย (ไม่เลือกตำแหน่งว่าจะต้องอิงตามสูตรสำเร็จมากนัก)
จะติดตั้งที่ผนังด้านข้างตำแหน่งพอดีกับระนาบโซฟา หรือเยื้องไปด้านหลังก็ได้ หรือจะติดตั้งบนผนังด้านหลังจุดนั่งฟังก็ลงตัว การโท-อิน เอียงหน้าลำโพงเข้าหาจุดนั่งฟังหรือไม่ ไม่ส่งผลมากนักสำหรับรุ่นนี้ การเติมเต็มเสียงโอบล้อมได้บรรยากาศที่กว้าง ไม่ฟ้องตำแหน่งลำโพงเซอร์ราวด์มากเกินไป แต่ควรวางลำโพงให้ห่างจากจุดนั่งฟัง (ยิ่งห่าง บรรยากาศเสียงยิ่งกว้าง) และความสูงจะต้องไม่ต่ำกว่าระดับหู สูงกว่าเล็กน้อยได้ การบาลานซ์ระดับเสียงแชนเนลต่าง ๆ ที่ลำโพงหลังให้ลงตัวสัมพันธ์กับเสียงจากแชนเนลด้านหน้าของซาวด์บาร์ ก็เป็นอีกจุดที่ควรคำนึงถึง
ในแง่ประโยชน์ที่ได้จากลำโพง Rear Side ที่เพิ่มเข้ามา สามารถเติมเต็มผลลัพธ์ได้ชัดเจนกว่า Front Side ที่ติดตั้งอยู่ข้างหน้าที่ด้านข้างของลำโพงซาวด์บาร์ (ซึ่งเพิ่มมาตั้งแต่รุ่น Q950T) แต่ทั้ง Front Side และ Rear Side สำหรับ Q950A จะทำงานร่วมกับโหมดจำลองเสียงเท่านั้น (ไม่ทำงานในโหมด Standard)
มองเผิน ๆ ลำโพงซาวด์บาร์ดูไม่แตกต่างจากรุ่นก่อน (Q950T) ทั้งรูปทรงภายนอกและจำนวนตัวขับเสียงที่ติดตั้งอยู่ภายใน แต่ทาง Samsung (ซึ่งน่าจะได้ Know-how จาก Harman Kardon ไปแล้ว) ก็ปรับจูนเสียงให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น การถ่ายทอดรายละเอียดเสียงโดดเด่นกว่า Q950T เสียงจะออกไปทางเปิดเผยกว่า ทดลองกับเรื่อง Kate จาก Netflix ระบบเสียง Dolby Atmos/DD+ ให้ความสะใจดีมาก มาทั้งความหนักแน่นและเสียงโอบล้อมตื่นตาตื่นใจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความนุ่มนวลไว้บ้าง เสียงไม่แข็งแบบ Q90R โดยเฉพาะเมื่อเร่งระดับเสียงค่อนข้างดัง
ลำโพงซับวูฟเฟอร์เหมือนจะจูนเสียงมาให้แรงปะทะดุดันขึ้นอีกเล็กน้อย ปริมาณเบสลึกไม่ต่างจากเดิมมากนัก Auto EQ อาจช่วยให้เสียงความถี่ต่ำลงตัวขึ้น (เบสบวมน้อยลงในบางสภาพแวดล้อม) วูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว ยังคงให้ความกระชับ และยังได้อานิสงส์ช่วยให้เสียงย่านกลางต่ำลงไปถึงเบสต้นมีความต่อเนื่องกลมกลืนเข้ากับซาวด์บาร์ได้ง่ายกว่าซับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับตำแหน่งและการกำหนดระดับเสียงของลำโพงซับวูฟเฟอร์ของผู้ใช้งานด้วย หากยังไม่ลงตัว เสียงย่านต่ำที่อื้ออึงจะขาดโฟกัส เสียงอาจจะแปลกแยกจนฟ้องตำแหน่ง และกลบความเด่นของเสียงย่านอื่นได้ จึงควรให้ความสำคัญกับตำแหน่งตั้งวางภายในห้อง และกำหนดระดับเสียงของซับวูฟเฟอร์ให้พอเหมาะ
จะว่า Q950A เด่นเฉพาะการดูหนังคงไม่ใช่ ในด้านฟังเพลงถือว่ามีการไฟน์จูนเสียงได้ลงตัวน่าฟังขึ้นกว่ารุ่นก่อนด้วย ทดลองกับ Celine Dion: Live In Las Vegas: A New Day (Blu-ray: DD TrueHD, LPCM 24-bit/96kHz) ให้เสียงร้องใสเคลียร์น่าฟังดีมาก บาลานซ์กับความอิ่มของน้ำเสียงกำลังดีไม่ถึงกับจัดจ้านจนเกินไป ฟังได้นาน ฟังได้เพลิน เบสกระชับหนักแน่น
มีทริคเล็ก ๆ เผื่อใครจะลองทำดู คือ ให้หาอะไรมารองข้างใต้เพื่อยกลำโพงซาวด์บาร์ให้สูงขึ้นนิดนึง เมื่อส่วนที่แนบกับชั้นวางน้อยลง การส่งผ่านแรงสั่นค้าง (Resonance) จะน้อยตามไปด้วย บางย่านเสียงที่เคยติดคลุมเครือนิด ๆ จะปลดเปลื้องออกมาได้อิสระ โฟกัสเสียงร้องนิ่งมากขึ้น รายละเอียดเสียงต่าง ๆ ก็จะชัดเจนกว่า
Q950A ยังเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เพิ่มอรรถรสการเล่นเกมได้สนุกยิ่งขึ้น บรรยากาศเสียงโอบล้อมอันน่าตื่นเต้น และเสียงความถี่ต่ำที่ดุดัน สามารถแยกทิศทางของศัตรู และเสียงบรรยากาศแวดล้อมต่าง ๆ ได้ กรณีที่เล่นกับเกมที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ยังได้มิติเสียงด้านสูงเพิ่มขึ้นมา ด้วยลำโพง Up-firing ทั้ง 4 แชนเนล หน้า-หลัง ทำงานประสานกัน ตำแหน่งจับต้องชี้ชัดได้ง่ายกว่าหูฟัง และแน่นอนว่าลำโพงทีวีไม่มีทางเทียบได้เลย !
Conclusion – สรุป
แม้จุดที่เพิ่มเข้ามา คือ แชนเนลลำโพง Rear Side ที่ด้านข้างลำโพงเซอร์ราวด์ แต่ Samsung ก็ยังทำการปรับจูนเสียงจนได้ผลลัพธ์โดยรวมลงตัวยิ่งขึ้น เป็นการนำจุดเด่นแนวเสียงด้านการดูหนังฟังเพลงของ 2 รุ่นก่อน มารวมเข้าไว้ด้วยกัน ในขณะที่ฟีเจอร์การถอดรหัสเสียง และ Pass-through ฟอร์แมต HDR จากภาพยนตร์ก็รองรับได้ครบเหมือนเดิม แต่เหนืออื่นใด คือ ระดับราคาเมื่อเทียบกับคุณสมบัติที่ได้ ถือว่าเป็นมิตรมากครับ

ข้อดีของ Samsung HW-Q950A
1. รูปลักษณ์อิงดีไซน์เดิม ผ้าหุ้มสีดำ ดูเรียบ ๆ แต่ก็กลมกลืนเข้ากับทีวีได้ง่าย จะวางบนชั้นก็ดีหรือแขวนผนังก็ลงตัว
2. ติดตั้งตัวขับเสียงรอบทิศทางจำนวนมาก มี Side และ Height speakers อย่างละ 4 แชนเนล หน้า-หลัง รวมทั้งหมดเป็น 11.1.4 แชนเนล ช่วยขยายสนามเสียงให้โอบล้อมครอบคลุมพื้นที่กว้างมากขึ้น ตำแหน่งติดตั้งลำโพงเซอร์ราวด์ยืดหยุ่นขึ้น
3. ถอดรหัสเสียงครบทั้ง Dolby Atmos/TrueHD, DTS:X/HD-MA
4. HDMI 2.0 In 2 ช่อง สามารถ Pass-through สัญญาณภาพจากภาพยนตร์ทั้ง HDR10+ และ Dolby Vision รวมถึง VRR เมื่อเชื่อมต่อกับเครื่องเกม, HDMI 2.0 Out รองรับ eARC
ข้อจำกัดของ Samsung HW-Q950A
1. จอหลักใช้บอกสถานะและตั้งค่า จัดวางในตำแหน่งที่มองเห็นได้ยาก
2. Auto EQ อาจช่วยจัดการเสียงความถี่ต่ำ แต่ยังไม่ครอบคลุมเรื่องของการกำหนดบาลานซ์ระดับเสียงของลำโพงแต่ละแชนเนลและซับวูฟเฟอร์ ให้กลมกลืนกัน (ผู้ใช้ยังต้องปรับเองในจุดนี้)
3. Android หากทำการแคสผ่านแอป Music Streaming โดยตรง จะรองรับแค่ Spotify เท่านั้น (ไม่รองรับ Chromecast)
*คุณภาพเสียงอิงมาตรฐานซาวด์บาร์
ราคาเปิดตัว Samsung HW-Q950A
28,900 บาท
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม และสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bit.ly/3EO0thA บนเว็บไซต์มีโปรโมชั่นจากทางแบรนด์อยู่เรื่อยๆ เข้าไปติดตามกันได้ครับ