กลมเกลี้ยงเสียงเร้าใจ! รีวิว Jamo 360 S 35 HCS 3 ซิสเต็มลูกแก้วมังกร

กลับมาเจอะเจอกันอีกแล้วนะครับท่านผู้โช้มมม กับรีวิวชุดโฮมเธียร์เตอร์ในสไตล์ Boomerang จะเห็นว่าช่วงนี้ชุดลำโพงเริ่มเข้ามามีเนื้อที่เหนือรีวิวต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรารู้ดีว่าทุกท่านชอบความอึกทึกครึกโครมกันใช่ไหมครับ!! เราจึงเสาะแสวงหาเอาสารพัดลำโพงจากหลากหลายแบรนด์ใต้ฟ้าประเทศไทยมาให้ทุกท่านได้สัมผัสผ่านทางรีวิวกัน และมาครั้งนี้ก็เป็นคิวของลำโพงสัญชาติแคนาดานามว่า Jamo

Jamo เคยปรากฏบนหน้าเว็บเราไปแล้วครั้งหนึ่งกับ S 606 HCS 3 ลำโพงเซ็ต 5.0 แชนแนล ที่ให้เสียงแบบ 5.1 แชนแนล กลับมาครั้งนี้เป็นไซส์ที่เล็กลงมาในแบบแซทเทิลไลท์เซ็ตนามว่า 360 S 35 HCS ซึ่งยังคงความยาวของชื่อรุ่นไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง
สำหรับจุดเด่นที่ใครเห็นเป็นต้องสะดุดนั่นก็คือดีไซน์ตัวลำโพงที่เป็นลูกกลมๆเหมือนลูกแก้วมังกรดราก้อนบอลยังไงอย่างนั้น แต่ถ้ามองในเรื่องของการออกแบบเทคโนโลยีแล้วจะเห็นว่าเค้าได้ทำการหันไดร์เวอร์ทั้งสองตัวทำมุมยิงเสียงเข้าหากัน หรือที่เรียกว่า Omnipolar ซึ่งช่วยให้เสียงที่ออกมาผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว เอาล่ะครับลำโพงดีไซน์ประหลาดกับเทคโนโลยีใหม่อยู่ในมือเราแล้ว อันดับถัดไปของโชว์ก็คือการทดสอบนั่นเอง เรามาลุยกันเลยดีกว่าครับพ่อแม่พี่น้องง!!!
360 S 35 HCS 3 Specification
S 35 Satellite Speaker
System Type: 2-Way
Continuous Power per channel watts: 40W-125W
Frequency Response (Hz, +/-3dB): 108Hz – 23kHz
Impedance (Ohm): 8 Ohm nominal
Sensitivity (dB, 2.8V/1m): 83dB
Tweeter (mm/in): 25 / 1
Overall Dimensions (mm/in, HxWxD): 6.75″ x 5″ x 5″
Speaker Enclosure: ABS Plastic
Product Finish: Black or White
Crossover Point: 1.8KHz
C 35 Center Speaker
System Type: 2-Way
Continuous Power per channel watts: 40W-125W
Frequency Response (Hz, +/-3dB): 80Hz – 25kHz
Impedance (Ohm): 8 Ohm nominal
Sensitivity (dB, 2.8V/1m): 86dB
Tweeter (mm/in): 25 / 1
Overall Dimensions (mm/in, HxWxD): 6″ x 12.5″ x 7″
Speaker Enclosure: ABS Plastic
Product Finish: Black or White
Crossover Point: 2.4KHz
SUB800 Subwoofer
Amplifier Power Output: 800 Watts
Variable Low Pass Filter: 50Hz-200Hz, bypass
Variable Phase Control: 0° – 360°
Power Mode Switch: Off / Auto / On
System Type: Single active, dual passive
Weight (Kg/lb): 4.6 / 10.1
Frequency Response (Hz, +/-3dB): 42Hz-200Hz
Input: L + R Line in/Sub in
Overall Dimensions (mm/in, HxWxD): 200 x 200 x 200 / 8 x 8 x 8
Woofer (mm/in): Active: 6.5-inch (16.5 cm) Black anodized aluminum cone, Passive: 2 x 6.5-inch (16.5 cm) Black anodized aluminum cones
Product Finish: High gloss black / white
Jamo 360 S 35 HCS 3 ราคาขาย 37,800.-
SUB 800 ราคาขาย 22,100.-
ทั้งเซ็ต(360 S 35 HCS 3 + SUB 800) ราคาขาย 59,900.-
—————
** โปรโมชั่นพิเศษวันนี้ ถึง 31 พ.ค. 56 **
**ทั้ง Set เพียง 47,800.-**
พร้อมรับสิทธิ์ซื้อ Sub Jamo ลด 50%
Design – การออกแบบ
ตามธรรมเนียมรีวิวประจำเว็บเราก็ต้องเปิดด้วยดีไซน์นี่แหละครับ เพราะเป็นปัจจัยอันดับแรกที่เราพบเห็นได้ทันทีเมื่อมีสินค้ามาส่ง สำหรับสินค้าตัวที่เราได้มาทดสอบนี้จะเป็นสีขาวนะครับ ถ้าไปชมในเว็บเป็นทางการของ Jamo ก็จะเห็นว่ามีสีดำเป็นอีกสีที่ให้เลือกใช้งานกัน

เริ่มจาก S 35 ที่เป็นตัวแซทเทิลไลท์ทรงกลมคล้ายลูกแก้วดราก้อนบอล

วิธีแกะตะแกรงหน้ากากก็ทำได้ง๊ายง่าย แค่เอานิ้วค่อยๆบรรจงแงะมันออกมาทั้งสองด้าน
ในตำแหน่งตามรูปนี้เลยครับ

เปิดมาปั๊บก็จะเจอกับไดร์เวอร์สองทางสองตัวหันมุมชนกันแบบนี้ที่เค้าเรียกว่า Omnipolar
เป็นการผสานเอาเสียงย่านความถี่ต่างๆเข้าด้วยกันแล้วขับออกมาจากช่องนี้

ฐานด้านล่างเป็นที่ใส่สายลำโพงครับ นอกจากนี้ยังสามารถขันน็อตด้วยประแจหกเหลี่ยม
เพื่อหันฐานมาอีกด้านสำหรับแขวนลำโพงได้ด้วย

ทางด้านนี้เป็น C 35 ลำโพงเซ็นเตอร์ทรงโค้งสวยของเรา
โดยแนวทางในการดีไซน์ก็ออกมาในลักษณะอ่อนโค้งเข้าชุดกับตัว S 35

หน้ากากแกะออกได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องงัดแงะ เพราะเป็นแม่เหล็กดูดติดกับกรอบหน้า
ประกอบไปด้วยไดร์เวอร์สามตัว เป็นทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์

ส่วนทางด้านนี้เป็นซับวูฟเฟอร์ที่จัดชุดกับเซ็ตนี้ครับชื่อรุ่น SUB 800 เป็นแบบ 3 ไดร์เวอร์
เป็นแอคทีฟออกด้านหน้า 1 ดอก และพาสซีฟสั่นตามตัวแอคทีฟออกข้าง 2 ดอก

ถ่ายรูปหมู่ซะหน่อยขาวสวยทั้งเซ็ต สำหรับลำโพงลูกแก้วพยากรณ์ของเรา
Connectivity – ช่องต่อ

สำหรับช่องต่อของชุดลำโพงที่เด่นๆเลยก็จะมีช่องเสียบสายลำโพงนี่แหละครับที่ชัดเจนที่สุด สำหรับเซ็ต Jamo เซ็ตนี้ช่องเสียบสายลำโพงของเค้าจะมีความพิเศษเป็นอย่างมากคือต้องใจกุญแจแปดเหลี่ยมไขเอาสลักยึดสายออกมา แล้วค่อยเสียบสายกลับเข้าไป

รูปแบบวิธีการไขช่องเสียบสายลำโพงจากคู่มือครับ

ใส่สายเสร็จมันก็จะออกมาประมาณนี้ครับ ช่วยให้เราเก็บสายได้แนบเนียนพอสมควร

ลำโพงเซ็นเตอร์ก็เช่นเดียวกันครับ สามารถแกะกรอบด้านหลังออกมาโดยใช้ประแจหกเหลี่ยม
และสามารถร้อยสายมาออกทางด้านล่างได้อย่างแนบเนียน

บริเวณด้านหลังของซับวูฟเฟอร์ก็จะเป็นดังที่เคยเห็นทั่วไปคือมีให้ปรับวอลู่ม, ปรับเฟส, ปรับจุดตัดความถี่
และช่องเสียบสาย Input กับสายไฟ
Setup – การติดตั้ง
มาจะกล่าวบทไปถึงการเซ็ตอัพลำโพงชุดนี้นั้นมิได้ยากแต่อย่างใด มาว่าการเรื่องการจัดวางก่อนเลยละกัน สำหรับคู่หน้านั้นแนะนำให้วางไว้บนขาตั้งความสูงประมาณ 1.5 เมตรก็ได้ครับ หรือถ้าไม่มีก็สามารถวางไว้บนชั้นเดียวกันกับจอทีวีก็ได้เช่นกัน ส่วนคู่หลังนั้นสามารถตั้งไว้ ณ บริเวณด้านหลังจุดนั่งฟังสักนิดหน่อย พอทำมุม 20 องศาโดยประมาณกับตำแหน่งหูเรา ถ้าหากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยสามารถปรับเป็นให้อยู่ระนาบเดียวกัน แล้วหันหน้า 90 องศา รับกับบริเวณคนนั่งได้เช่นเดียวกัน

รูปจำลองการจัดวางตำแหน่งลำโพงแต่ละแชนแนล พร้อมระยะห่างที่เหมาะสม

สำหรับลำโพงเซอร์ราวด์เราสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของฐานให้สะดวกต่อการแขวนผนังได้ครับ
เป็นการออกแบบที่รอบคอบและใช้งานได้อย่างหลากหลายจริงๆ
จากรูปด้านบนน่าจะทำให้หลายๆคนเข้าใจแนวทางของการจัดวางลำโพงทั้ง 5 ตัวมากขึ้น(รวมถึงผมด้วย) ซึ่งเราสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามสภาพห้องที่เราใช้ในการรับชมได้ครับ ไม่มีกฎที่ตายตัวเสมอไป ส่วนซับวูฟเฟอร์นั้นเราสามารถเลือกที่จะวางไว้ตรงมุมขวา มุมซ้ายได้เช่นกัน เพราะเสียงย่านความถี่ต่ำจะไม่มีทิศทางที่แน่นอนอยู่แล้ว จุดที่ต้องคำนึงคือระยะห่างจากผนังมากกว่าครับ เนื่องจากยิ่งใกล้กับผนังมากเท่าไร ยิ่งจะเพิ่มปริมาณเบสให้เพิ่มสูงขึ้น สำหรับท่านที่ห้องฟังค่อนมีขนาดไม่ใหญ่มากก็ควรที่จะวางห่างออกมาสักนิดนึงเป็นการดีครับ
เมื่อวางอะไรกันเรียบร้อยแล้วเราก็มาเริ่มตั้งค่าที่ตัวแอมป์กันครับ หากใครไม่อยากยุ่งยากให้เสียเวลา การใช้งานระบบ Auto Calibrated อย่าง Audyssey หรือ YPAO ในแอมป์ยี่ห้อดังๆที่จะช่วยเซ็ตอัพให้เราทุกอย่างก็เป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วครับ จุดที่ต้องปรับสำหรับการทำ Auto Calibrated ก็เห็นจะมีเพียงซับวูฟเฟอร์ที่ต้องหมุน Phase ให้เป็น 0,Volume ณ ตำแหน่ง 12.00น. แล้วก็ Cut off เป็น Bypass จากนั้นก็เสียบไมค์เริ่มลุยได้เลย

จุดหมุนทั้งสามที่ด้านหลังดูไว้เป็นแนวทางในการหมุนครับพี่น้อง
แต่หากท่านใดอยากที่จะลงลึกลงละเอียด ก็สามารถกระทำได้เองครับ โดยค่าหลักๆที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนก็ภายในแอมป์ก็จะเป็นในส่วน Cut-off Frequency หรือจุดตัดความถี่ของตัวลำโพงในเมนู Speaker Configuration ครับเนื่องจากลำโพงของเรามีขนาดเล็ก ส่งผลให้ไดนามิคเร้นจ์หรือช่วงในการตอบสนองความถี่ค่อนข้างแคบ และค่อนไปทางเสียงสูงมากกว่าเสียงต่ำ เราจึงต้องตัดเสียงต่ำไปให้กับซับวูฟเฟอร์เพื่อที่จะช่วยขับออกมาได้มีน้ำมีนวลมากกว่าจะเร่งให้ออกมาจากลำโพงเล็กๆครับ
ซึ่งค่าความถี่ที่เหมาะสมเราสามารถเปิดคู่มือของลำโพงตัวนั้นดูได้เลยในหัวข้อ Frequency Response อะไรประมาณนี้ แต่ค่าดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามระยะห่างลำโพงจากผนังครับ เพราะยิ่งใกล้ผนัง เรายิ่งได้เบสเยอะถูกต้องไหมครับ ทำให้เราสามารถตัดได้สูงขึ้น สมมติคู่มือแนะนำ 120 kHz แต่เราวางลำโพงค่อนข้างใกล้ผนังเราก็จะตัดได้สูงขึ้นสัก 150 kHz อะไรประมาณนี้ครับผม นอกเหนือจากนี้ก็จะเป็นเรื่องของระยะห่างลำโพงกับจุดนั่งชมซึ่งก็สามารถใช้ตลับเมตรวัดเอาโลดไม่มีรายละเอียดอะไรมากมาย

การเซ็ตอัพค่าจุดตัดความถี่บนแอมป์ครับดูไว้เป็นแนวทางได้เช่นกัน

รูปแนวทางในการปรับค่าของซับวูฟเฟอร์แบบแมน่วลนะครับ แถมมาในคู่มือของ SUB 800
ภายในชุดนี้แหละ ทำออกมาเข้าใจง่ายดีเอาไว้ใช้อ้างอิงได้เลยครับสำหรับท่านที่อยากลองของ
ค่าที่ปรับเองนั้นจะไม่ตายตัวนะครับขึ้นอยู่กับหลายๆอย่างตามรูปเลย
Sound – เสียง
ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดสำคัญที่สุดในการทดสอบแล้วนะครับ เท่าที่เคยเทสต์มาเค้ามักจะไม่ทำให้เราผิดหวังไปกับเม็ดเงินเลยสำหรับลำโพงแบรนด์ Jamo อย่างตัวล่าสุด S 606 HCS 3 ก็เรียกว่าคุ้มค่าน่าประทับใจอย่างแรง มากับตัวนี้เราก็หวังว่าจะได้รับประสบการณ์แบบเดียวกันสำหรับชุด 360 S 35 HCS (แหม่อยากจะเจอ CEO จริงๆ แล้วบอกว่าช่วยตั้งชื่อรุ่นสั้นลงหน่อยไม่ไหวจะเคลียร์เพลียจิตใจ)

มาแนะนำอุปกรณ์ประกอบการทดสอบละกันครับ เราจะใช้ Onkyo TX-NR1008 แอมป์รุ่นเก่าที่ยังเก๋าอยู่ไม่สร่าง นอกจากนี้ก็ต่อผ่านเครื่องกรองไฟ Magnet IRG-600 เพื่อความสะอาดใสของเสียงแบ็คกราวด์ พร้อมกับเพลเยอร์ตัวเดิมที่ยังทำงานได้ดีตลอดมา OPPO BDP-95 และที่สำคัญขาดไม่ได้ “ชั้นวางสีขาว รุ่น Limited Edition” ประจำออฟฟิศเราที่หลายคนถามหานั่นเองครับ
Multichannel Movie Test
เปิดงานด้วยการลองกับภาพยนตร์ที่ให้เสียงแบบ Multichannel ในรูปแบบ 5.1 กันดีกว่าครับ กับภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่คุณโรมันเพิ่งถอยออกมาไว้ทดสอบกันในออฟฟิศ 007 : Skyfall มาในฟอร์แมต DTS-HD Master Audio 5.1 แชนแนล เป็นที่รู้กันนะครับว่าส่วนใหญ่ช่วงเปิดของ 007 แทบทุกภาคจะเป็นฉากที่มีการแอ็คชั่นบู๊สนั่นระเบิดลั่นทุ่งเหมือนเป็นการกระตุ้นต่อมอยากดูของผู้ชมอยู่แล้วซึ่งในภาคนี้ก็เช่นเดียวกัน การถ่ายทอดเวทีเสียงในจังหวะรถวิ่งสวนโยนรับกันระหว่างแชนแนลซ้ายขวาหน้าหลัง ออกมาน่าตื่นเต้นอลังการเกินขนาดลำโพง

การสร้างบรรยากาศภายในฉากต่างๆนั้นถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะวัดขีดความสามารถของชุดลำโพงที่เราทดสอบได้เป็นอย่างดี ณ ที่นี้ผมเลือกเปิด The Dark Knight Rises ในฉากตะลุมบอนกลาง Gotham เพื่อวัดความสามารถของลำโพงทั้งเซ็ตครับ เพราะในฉากมีความวุ่นวายเกิดขึ้นกันสารพัด เริ่มตั้งแต่การระเบิดสนามกีฬา, การยกพวกตีกันของตำรวจกับเหล่าผู้ร้ายใต้อาณัติของ Bane ซึ่งสิ่งที่ได้ออกมาคือการแยกขาดออกจากกันระหว่างเสียงตัวละครหลัก และเสียงบรรยากาศรอบๆ มิติลึกตื้นของลูกระเบิดที่ช่วยสรรสร้างจินตนาการของคนดูได้ถูกถ่ายทอดผ่านเสียงย่านความถี่ต่ำที่ขับออกมาโดย SUB 800 ที่ดูเหมือนลูกเล็กแต่เสียงไม่เล็กตาม
ถัดจากภาพยนตร์ก็มาลุยกันด้วยคอนเสิร์ตของ Eagles – The Farewell 1 Tour ในฟอร์แมตเสียง DTS-HD Master Audio 5.1 แชนแนล แผ่นโปรดประจำออฟฟิศที่ช่วงแรกๆคุณโรมันเห่อถึงขนาดเอามาเปิดแล้วเปิดอีกชนิดที่ว่าถ้าไม่เอาไปซ่อนเราคงต้องร้องได้ทุกท่อน หลังจากหยิบแผ่นใส่เครื่องอ่านพร้อมกับเลือกแทร็คที่คุ้นหูอย่าง Love Will Keep Us Alive ทันใดนั้นวง Eagles ก็มาปรากฏกายในห้องเทสต์ของเราพร้อมบรรเลงเมโลดี้ให้หายคิดถึงออกมา แหม่ว่าไปนั่น! เสียงกีต้าร์อะคูสติกที่ได้ยินนั้นมีลักษณะปลายเปิดสว่างใส บ่งบอกคาแร็คเตอร์ลำโพงชัดเจน เสียงเอื้อนเอ่ยเนื้อเพลงที่หลุดออกมาก็ไพเราะ และที่ขาดไม่ได้ก็คือเสียง ambient บรรยากาศรอบๆเวทีที่ลำโพงคู่หลังคอยถ่ายทอดออกมาให้เราได้ยินเสมือนว่าอยู่ในฮอลล์คอนเสิร์ต

ไม่สามารถเจาะผนังเพื่อแขวนได้ เราก็วางมันบนขาตั้งที่สูงๆหน่อย
เสียงเซอร์ราวด์จะได้วิ่งเข้าหูทางรูเอียร์สของเราพอดี
2.1 Channel Music Test
ดูหนังจนสะใจไปแล้วเปลี่ยนมาฟังเพลงชิลๆกันบ้างดีกว่า โดยขณะฟังเราจะทำการเซ็ต Listening Mode ที่แอมป์ให้เป็นแบบ Stereo หรือ 2.1 แชนแนลครับ เนื่องจากลำโพงของเราตัวเล็ก การที่จะให้รับภาระหนักหน่วงทุกช่วงความถี่ตั้งแต่สูงปรี๊ดยันต่ำเตี้ยเรี่ยดินคงจะทำได้ลำบาก เลยต้องแบ่งความถี่เสียงย่านเบสไปให้กับซับวูฟเฟอร์ช่วยขับออกมา(วิธีเซ็ตและรายละเอียดอยู่ในหน้าที่แล้วเลยครับ)
ในครั้งนี้เราจะสตาร์ทกันด้วยเพลงไทยกันบ้าง แหม่! ฟังกันแต่ออดิโอไฟล์เอียนตายเลย เพลงไทยที่บันทึกเสียงดีๆก็มีครับตัวอย่างเช่นเพลง ที่วันนี้ – BOYdPOD อัลบั้มฟิตตลิ่ง(featuring) ร่วมกันระหว่างนักแต่งเพลงรักผู้มีแนวคิดในการมองโลกในแง่ดี กับเจ้าชายจากยุคอัลเตอร์ฯ ที่มิกซ์เสียงออกมาได้นุ่มละมุนทุกเพลง ช่วง Intro ที่เป็นกีต้าร์อะคูสติกนั้นออกมาใสชัดตามคาแร็คเตอร์ลำโพงเลยทีเดียว พอเริ่มท่อน Verse ที่จะมีกลองและเบสเค้ามาร่วมด้วยเสียงที่ได้ออกมานั้นก็แน่นและมีไดนามิค ต่อกันด้วย จูบ – JETSET”ER อีกหนึ่งแทร็คดีๆจากวงดนตรีคุณภาพ ซึ่งโทนของเพลงนี้จะออกลอยๆหวานๆ ฟังแล้วเคลิ้ม การถ่ายทอดเสียงนักร้องนำของ S 35 คู่หน้า ทำออกมาได้ชัดเจน ออกแนวสว่างใสเป็นเอกลักษณ์

จบจากสองเพลงด้านบนไปแล้วก็ยังคงต่อกันด้วยอีกสารพัดแทร็คที่ผมทะยอยฟังไปเรื่อยๆอย่างเช่น Clock – Coldplay, The Root of All Evil – Dream Theater, Canon – Depapepe, etc. ตั้งแต่เริ่มแกะกล่องเทสต์ ไปจนเบิร์นไปร้อยชั่วโมงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือความแข็งกระด้างที่ลดลง ซึ่งในเรื่องของความแน่นความหนาอาจจะยังสู้แบบ Floorstanding ตัวใหญ่ไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่าไม่ขี้เหร่เลยสำหรับมู้ดและโทน รวมไปถึงมิติเสียงที่ออกมาจากลำโพงไซส์นี้
Conclusion – สรุป
Jamo 360 S 35 HCS 3 เป็นเซ็ตลำโพงที่ไม่ได้มีดีที่ความยาวของชื่อรุ่นเพียงอย่างเดียว ทว่าประสิทธิภาพในการใช้งานนั้นก็ออกมาประทับใจไทยแลนด์เลย ตั้งแต่แรกแกะกับงานออกแบบตามคอนเซ็ปต์ Danish Design ที่เน้นรูปร่างโค้งและวงกลมทำให้ผู้ใช้หลายคนสามารถวางมันบนชั้นวางคู่กับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านอย่างอื่นได้อย่างมั่นใจ นอกจากจะสวยแล้ว ตำแหน่งการต่อสายลำโพงยังช่วยให้เราสามารถซ่อนสายได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย แม้ว่าขั้นตอนการติดตั้งครั้งแรกออกจะดูยุ่งยากไปหน่อยก็ตาม

นอกเหนือจากสีขาวแล้ว ยังมีสีดำ Glossary ดูเคร่งขรึมหรูหราอีกลองติดต่อตัวแทนจำหน่ายได้เลยครับ
ในเรื่องของประสิทธิภาพเสียงนั้นสิ่งที่จะได้รับก็คือเวทีและบรรยากาศที่แน่นเหนือขนาดตัว ย่านกลาง,แหลมที่โดดเด่นจาก S 35 แซทเทิลไลท์ของเราที่ได้เทคโนโลยี Omnipolar มาช่วยเกลี่ยเสียงได้อย่างกลมกลืน เสียงเบสทรงพลังจาก SUB 800 ล้วนแล้วแต่ส่งให้ซิสเต็มนี้ออกมาดูโอ่อ่าไม่แพ้ลำโพงฟลอร์แสตนด์ตัวใหญ่เลยแม้แต่น้อย ทว่าขีดจำกัดของเซ็ตลำโพงขนาดกระทัดรัด ก็คือขนาดห้องที่ต้องไม่ใหญ่โตมโหฬารจนเกินไป หากใครมีห้องที่ค่อนข้างกว้างขนาดใส่สนามฟุตบอลได้สี่สนาม(ก็เกินไป!!!) ท่านอาจจะต้องมองหาลำโพงไซส์ที่ใหญ่กว่านี้เพื่อพาคุณไปถึงฝั่งฝันแห่งสวรรค์ Hi-Fi ทว่าโดยรวมแล้ว Jamo เซ็ตนี้ถือว่าเข้าแก๊ปท่านที่ชอบลำโพงเสียงดีรูปลักษณ์งามเป็นอย่างยิ่ง เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เก็บไว้พิจารณาได้ไม่ยาก
LIKE
– ดีไซน์อินเตอร์ในสไตล์ Danish Design วางแล้วเป็นสง่าราศีแก่ห้อง
– อิมเมจเสียงอลังการเกินตัว ทำงานสอดคล้องกันอย่างดี 5 แชนแนล
– การเก็บสายทำได้แนบเนียนไม่รกสายตา นอกจากนี้ตัวฐานของ S 35 ยังพลิกแพลงติดผนังได้อย่างไม่เสียรูปลักษณ์
DISLIKE AND SUGGESTION
– ขั้นตอนการเก็บสายมีความซับซ้อน ควรใช้ความใจเย็นในการทำ มิฉะนั้นอุปกรณ์อาจเสียหายได้
– ขั้วต่อสายมีขนาดเล็กมาก จึงเกิดข้อจำกัดในการใช้สายลำโพงที่ประสิทธิภาพสูงกว่า