ประสิทธิภาพเหนือชั้นด้วยแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ !!? รีวิว Epson EH-LS10000 Hi-End Home Theater Projector
Hi-End Home Theater Projector
Epson EH-LS10000
ประสิทธิภาพเหนือชั้นด้วยแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ !!?

ในวงการโปรเจ็คเตอร์เวลานี้คงไม่มีอะไรฮ็อตเท่ากับการนำ “เทคโนโลยีเลเซอร์” มาใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสง ซึ่งในแง่คุณสมบัติถือว่าทดแทนหลอดไส้ที่ใช้งานกันมาก่อนหน้านี้ได้ดีกว่าในทุกๆ ด้าน วันนี้เราจะมาทดสอบประสิทธิภาพของโปรเจ็คเตอร์ที่ใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบใหม่นี้กันว่าจะยอดเยี่ยมสมคำเล่าลือเพียงใด!
หลายท่านคงทราบข่าวคราว “Epson เปิดตัวไฮเอ็นด์เลเซอร์โปรเจ็คเตอร์” อย่างเป็นทางการในประเทศไทยจาก บทความนี้ (<<คลิกเพื่ออ่านรายละเอียด) บัดนี้ทีมงานทีมงาน LCDTVTHAILAND จะมาเปิดเผยประสิทธิภาพจากการทดสอบใช้งานจริงว่าดีจริงดังคำโฆษณาหรือไม่… แต่ก่อนอื่น สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่า “เทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสงแบบเลเซอร์” คืออะไร? แนะนำให้อ่านรายละเอียดจากบทความด้านล่างก่อนครับ

Laser Projector นวัตกรรมใหม่ที่จะมาปฎิวัติวงการโฮมเธียเตอร์จอยักษ์ !!?
ดีไซน์

ด้วยดีกรีระดับโฮมเธียเตอร์โปรเจ็คเตอร์รุ่นเรือธง LS10000 ก็เป็นเช่นโปรเจ็คเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ทั่วไป ที่มักจะมาพร้อมขนาดที่ใหญ่โต เกี่ยวเนื่องไปถึงน้ำหนักตัวซึ่งหนักถึง 39.7 ปอนด์ หรือราว 18 กก. จัดวางเลนส์ไว้กึ่งกลางแบบสมมาตร ขนาบข้างด้วยช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่

จุดเด่นของรุ่นไฮเอ็นด์ระดับนี้ คือ โครงสร้างระบบเลนส์ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ตั้งแต่ฝาปิดหน้าเลนส์จะทำงานอัตโนมัติตามการเปิดปิดโปรเจ็กเตอร์ จากนั้นการปรับตั้งระยะฉาย Zoom In/Out, Focus, Lens Shift ก็เป็นระบบควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์เช่นกัน

มีโลโก้กำกับยืนยันคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมของ LS10000 อาทิ 4K Enhancement Technology, RF 3D Active Glasses, ISF และ THX Display Certified ฯลฯ

ใกล้กับไฟสถานะ เยื้องลงมาด้านล่างเป็นตำแหน่งแผงสวิตช์ควบคุม ปกติจะถูกพับซ่อนเก็บไว้ ดูกลมกลืน ลงตัวดี

ใช้มือกดเข้าไปเบาๆ แผงควบคุมจะเด้งออกมาเอง การควบคุมจะดำเนินการผ่าน Joystick เล็กๆ ใช้งานได้สะดวกดีทีเดียว

ด้านหลังของ LS10000 ดูเรียบๆ ทั้งนี้เพราะมีตะแกรงปิดซ่อนช่องต่อสัญญาณด้านหลังไว้อยู่ครับ การติดตั้งเชื่อมต่อสายสัญญาณใดๆ จะต้องเอาตะแกรงนี้ออกก่อน ซึ่งสามารถเอาออกได้ง่ายๆ แค่ใช้นิ้วมือขันสกรู 2 จุดด้านล่างเท่านั้น ไม่ต้อง ใช้อุปกรณ์อื่นใดช่วย

เมื่อถอดตะแกรงด้านหลังออกจะเห็นช่องต่อสายสัญญาณเรียงรายอยู่ มีอะไรบ้างจะกล่าวถึงอีกครั้งช่วง Connectivity – ช่องต่อ ขณะเดียวกันตรงกลางจะเป็นตำแหน่งฟิลเตอร์ ซึ่งผู้ใช้สามารถถอดออกมาทำความสะอาดหรือเปลี่ยนฟิลเตอร์เองได้ง่ายๆ สะดวกดี ไม่ต้องงัดแงะตัวเครื่องให้ยุ่งยาก

แน่นอนว่ารุ่นนี้รองรับการรับชมระบบวิดีโอสามมิติ จึงมีแว่นสามมิติแบบ RF 3D Active Glasses แถมมาให้ 2 อัน ภายในติดตั้งแบ็ตเตอรี่แบบรีชาร์จได้ โดยใช้วิธีประจุไฟผ่านช่อง Micro USB

รีโมตคอนโทรลไร้สายสำหรับควบคุมสั่งการจากระยะไกล มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทุกปุ่มมีไฟ Backlit สีส้ม สว่างเรืองรองเห็นชัดแม้ใช้งานในห้องมืด
ช่องต่อ
ช่องต่อรับสัญญาณต่างๆ ของ LS10000 ที่อยู่ทางด้านหลังนั้น ประกอบไปด้วย HDMI In จำนวน 2 ช่อง สามารถรับสัญญาณวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ 4K/30Hz และที่พิเศษ คือ รองรับมาตรฐาน HDCP 2.2 ด้วยครับ (เฉพาะ HDMI 1)

นอกจากช่องต่อสัญญาณภาพแบบดิจิทัล LS10000 ยังสามารถรับสัญญาณวิดีโอแบบอะนาล็อกผ่าน Video Composite/Component และ PC In (D-Sub) สำหรับ Ethernet (LAN) port สำหรับใช้งานร่วมกับระบบควบคุมโปรเจ็คเตอร์ผ่านเน็ตเวิร์กเท่านั้น มิได้มีไว้สำหรับรับชมคอนเทนต์วิดีโอออนไลน์นะครับ

จุดเชื่อมต่อสายไฟเอซีจะอยู่เยื้องลงมาด้านล่าง ใกล้ๆ กันจะเห็นที่คล้องสายสำหรับจัดระเบียบสายสัญญาณต่างๆ ช่วยให้สามารถปิดตะแกรงครอบได้ง่ายขึ้น

หลังจากปิดประกอบตะแกรงครอบแล้ว จะดูเรียบร้อยเช่นนี้แล…
เพิ่มเติม
ขั้นแรกก่อนการใช้งานโปรเจ็คเตอร์คือขั้นตอนติดตั้ง มาดูว่าโปรเจ็คเตอร์ระดับสูงเครื่องนี้จะเอื้อต่อการติดตั้งอย่างไรบ้าง?

จุดสำคัญอันดับแรก คือ การปรับตำแหน่งองศาของโปรเจ็คเตอร์ให้ได้ระนาบ ทัังมุมก้มเงยและองศาเอียงซ้าย-ขวา อาจต้องอ้างอิงควบคู่กับระดับน้ำ ซึ่งกรณีที่ยึดแขวนห้อยเพดาน ขาแขวนควรต้องมีโครงสร้างที่เอื้อกับการปรับในจุดนี้ได้อิสระ แต่หากวาง โปรเจ็คเตอร์บนโต๊ะหรือบนชั้น สามารถไฟน์จูนระนาบของโปรเจ็คเตอร์เพิ่มเติมด้วยปรับจากขารองรับด้านล่าง
ระยะฉายภาพขึ้นจอ 80 นิ้ว (16:9) จะต้องตั้งวาง LS10000 ห่างจากระนาบจอฉายขั้นต่ำ 2.22 ม. และต้องถอยห่างออกมาเป็น 2.83 ม. สำหรับจอ 100 นิ้ว ซึ่งไม่ใช่ระยะฉายที่ใกล้มากเหมือน Short-throw Projector แต่ก็ไม่ใช่ระยะที่ไกลเกินไปนัก

ในการปรับตั้งตำแหน่งการฉายภาพให้ตรงพอดีกับจอนั้น LS10000 มี Test Pattern ในตัว สามารถเรียกใช้งานโดยกดปุ่ม Pattern ที่รีโมตได้เลย (จากรูป แพทเทิร์นที่ใช้มีชื่อว่า Display Position)

ฟังก์ชั่น Lens Shift ช่วยให้การติดตั้งตำแหน่งโปรเจ็คเตอร์ยืดหยุ่นมากขึ้น
กรณีที่ไม่สามารถตั้งวางโปรเจ็คเตอร์ให้อยู่ตำแหน่งกึ่งกลางพอดีกับจอฉายได้ สามารถปรับชดเชยตำแหน่งการฉายภาพของโปรเจ็คเตอร์ให้พอดีกับตำแหน่งจอฉายด้วยฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Lens Shift สำหรับ LS10000 รองรับการปรับ Lens Shift ได้ทั้ง 2 แกน (ขยับเลื่อนได้ทั้งทิศทางบน-ล่าง และซ้าย-ขวา) ควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ เช่นเดียวกับการปรับย่อ-ขยายภาพ (Zoon In/Out) และปรับโฟกัส รุ่นนี้จะไม่มีวงแหวนให้ปรับที่กระบอกเลนส์โดยตรง
การควบคุมปรับตั้ง Lens Shift, Zoom In/Out และ Focus ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ของ LS10000 สามารถดำเนินการปรับตั้งผ่านแผงปุ่มควบคุมที่ตัวโปรเจ็คเตอร์หรือผ่านรีโมตคอนโทรลไร้สายก็ได้ แน่นอนว่าจุดที่น่าประทับใจเห็นจะเป็นการปรับตั้งผ่านรีโมตจากระยะไกล เพราะสามารถยืนดูความเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่จอฉายแบบใก้ลชิดได้ ซึ่งจะให้ความเที่ยงตรงกว่า

เปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อน และหลังปรับตั้ง Panel Alignment
สำหรับโปรเจ็คเตอร์ระดับสูงหลายๆ รุ่น ที่มาพร้อมฟีเจอร์การติดตั้งละเอียดลออ จะมีขั้นตอนการปรับตั้งเพิ่มเติมจากโปรเจ็คเตอร์ทั่วไปเล็กน้อย ซึ่ง LS10000 ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งนี้หากต้องการคุณภาพของภาพที่ดีที่สุด จะเลี่ยงการปรับ Panel Alignment (หรือ Color Convergence) ไปมิได้
ขั้นตอน Panel Alignment อาจจะดูยุ่งยากซับซ้อนอยู่บ้าง แต่มันมีส่วนช่วยให้การแสดงรายละเอียดของโปรเจ็คเตอร์เข้าใกล้อุดมคติยิ่งขึ้น สามารถพิสูจน์ได้จากรูปด้านบน จะเห็นว่าภายหลังปรับ Panel Alignment อาการเหลื่อมซ้อนของแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน ลดน้อยลง การแสดงรายละเอียดจะดูคมชัดมากขึ้น

LS10000 ยังมีลูกเล่นเพิ่มเติมอย่าง HDMI Picture in Picture หรือการแสดงภาพจาก HDMI 2 แหล่งพร้อมๆ กันได้ สามารถสลับการแสดงภาพจากช่องสัญญาณหลัก (Main) และรอง (Sub) ได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีภาพจากช่องสัญญาณรอง (Sub) จะมีอัตราเฟรมเรตที่ตกลงบ้าง จึงไม่เหมาะกับการรับชมภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ
ภาพ
การทดสอบคุณภาพของภาพ ผมขออ้างอิงเป็น 5 หัวข้อ ได้แก่ ความสามารถในการแสดงสีสัน, การถ่ายทอดระดับความเปรียบต่างของแสง, ประเด็นด้านภาพเคลื่อนไหว, การอัพสเกล (4K Enhancement), และระบบสามมิติ
ความสามารถในการแสดงสีสัน

การทดสอบคุณภาพของภาพ ผมขออ้างอิงเป็น 5 หัวข้อ ได้แก่ ความสามารถในการแสดงสีสัน, การถ่ายทอดระดับความเปรียบต่างของแสง, ประเด็นด้านภาพเคลื่อนไหว, การอัพสเกล (4K Enhancement), และระบบสามมิติ
ความสามารถในการแสดงสีสัน

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่าหลายๆ โหมดให้ผลลัพธ์ได้เที่ยงตรงดี แต่ที่โดดเด่นจะมีอยู่ 3 โหมด

โหมดภาพโหมดแรกที่อยากแนะนำคงไม่พ้น THX เห็นชื่อนี้ก็มั่นใจได้ว่าไม่ธรรมดา จากการทดสอบพบว่า อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6434K White Balance แม้จะไม่เที่ยงตรงมากเท่ากับ AdobeRGB ก็อยู่ในเกณฑ์ดีมากทีเดียว ในส่วนของ Color Space จะอิงมาตรฐาน Rec.709 เหมาะสำหรับการรับชมคอนเทนต์ HDTV ที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน อาทิ ภาพยนตร์บลูเรย์ (Full HD) รายการดิจิทัลทีวี ฯลฯ

ลำดับถัดมา คือ โหมด Digital Cinema ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่เป็นคำตอบยืนยันชัดเจนว่า LS10000 สามารถแสดงขอบเขต Color Space ครอบคลุม DCI-P3 ได้จริงตามที่กล่าวอ้าง!
ทั้งนี้ DCI-P3 เป็นมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงสำหรับโปรเจ็คเตอร์ในโรงภาพยนตร์ การรับชมภาพยนตร์ภายในบ้านเวลานี้คงยังไม่ได้อานิสงส์จากมาตรฐานนี้นัก เนื่องจากไม่มีคอนเทนต์วิดีโอตามบ้านที่อ้างอิงมาตรฐานนี้ แต่ก็น่าจะใช้เป็นโหมดภาพสำรองสำหรับการรับชม 4K Content ในอนาคตได้

โหมดภาพสุดท้าย ที่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการโปรเจ็คเตอร์ที่มีคุณสมบัติใช้อ้างอิงในงานกราฟิก และการถ่ายภาพ คือ Adobe RGB
ความสามารถในการแสดงขอบเขต Color Space ของ LS10000 ในโหมดนี้ทำได้ครอบคลุมมาตรฐาน Adobe RGB ตามชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นในโหมดนี้ยังให้ความเที่ยงตรงของ White Balance สูงมากๆ อีกด้วย เรียกว่าเปิดเครื่องปุ๊บก็ใช้อ้างอิงในขั้นตอน Post Production สำหรับงานถ่ายภาพหรืองานกราฟิกอื่นๆ ที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีสันได้ยอดเยี่ยมไปเลย! สีดีกว่ามอนิเตอร์หลายๆ รุ่นอีกนะเนี่ย ฮา

จากคุณสมบัติข้างต้น ใครที่มีกล้องดีๆ เก็บค่าสีได้กว้างขวาง ก็จะได้ใช้งานเต็มศักยภาพกันเสียที หากเป็นเมื่อก่อนถ่ายมาแล้วรายละเอียดบางอย่างจะถูกมอนิเตอร์ทั่วๆ ไปจำกัดเอาไว้ บัดนี้ LS10000 จะปลดปล่อยสีสันที่ไม่เคยได้เห็นอย่างตื่นตาตื่นใจและดูสมจริงกว่าเคย และไม่ต้องกังวลกับอายุการใช้งานของโปรเจ็คเตอร์ การันตีด้วยแหล่งกำเนิดแสงแบบเลเซอร์ 3 หมื่นชั่วโมง พร้อมระบบตรวจสอบและปรับชดเชยอัตโนมัติตามอายุ จะติก็ตรงการใช้งานโปรเจ็คเตอร์ในห้องมืดดูจะไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมการทำงานเท่าใดนัก

โหมดภาพสำเร็จรูปจาก LS10000 หลายๆ โหมด ให้ความเที่ยงตรงสูงก็จริง ทว่าหากต้องการความเที่ยงตรงสูงสุดตามอุดมคติ สามารถคาลิเบรทเพิ่มเติมได้ เช่น รองรับการปรับ White Balance แบบ 2-point (ที่หัวข้อ RGB) และ CMS (ที่หัวข้อ RGBCMY)

นอกจากนี้ยังสามารถไฟน์จูน Gamma แบบละเอียดได้ด้วย จะอิงมาตรฐาน Gamma สำหรับงานภาพยนตร์หรือคอมพิวเตอร์กราฟิก หรือจะชดเชยตามสภาพแสงรบกวน ก็เลือกปรับเอาตามสะดวก สมกับเป็นรุ่นท็อป!

แน่นอนหลังจากคาลิเบรตแล้ว คุณภาพของภาพก็ยอดเยี่ยมกระเทียมดองยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งโหมด THX ผลลัพธ์ชัดเจนมากโดยเฉพาะ White Balance

ส่วนความเปลี่ยนแปลงภายหลังคาลิเบรตของ Adobe RGB อาจไม่มากเท่า เนื่องจากค่าเริ่มต้นจากโรงงานมาดีมาก แต่ผลลัพธ์โดยรวมก็ไปในแนวทางที่ดีขึ้นครับ
การถ่ายทอดระดับความเปรียบต่างของแสง
จุดเด่นของ LS10000 ที่ได้รับการกล่าวขานถึง คือ การถ่ายทอดไดนามิกเรนจ์จากความเปรียบต่างของแสงได้สูงมาก จุดหนึ่งที่ทาง Epson เคลมมา คือ การถ่ายทอดสีดำที่ดำมืดสนิทระดับ 0 lm ในจุดนี้หากทดสอบด้วย Full Black Pattern พบว่า มืดจริง ไม่มีแสงสว่างใดๆ เล็ดลอดออกมาจากหน้าเลนส์ทั้งสิ้น

ซึ่งเคล็ดลับความดำสนิทแบบ 0 lm อยู่ที่การตั้งค่าตัวเลือก Dynamic Contrast
การที่ LS10000 สามารถปรับลดระดับแสงลงจนมืดสนิทได้ เป็นเพราะแหล่งกำเนิดแสงแบบ Dual Laser มิใช่เกิดจาก Lens Iris ดังนั้นการสลับระหว่างฉากมืด (Full Black) และสว่าง (Full White) จึงทำได้แบบฉับไว ไม่วูบวาบเหมือนโปรเจ็คเตอร์ที่ใช้ Lens Iris ในการคุมระดับ Black Level ซึ่งตอบสนองได้ช้ากว่า

อย่างไรก็ดีในการรับชมภาพยนตร์จริง ผลลัพธ์จาก Dynamic Contrast อาจไม่ได้เพิ่มความเปรียบต่างของแสงได้ชัดเจนมากเท่ากับการทดสอบด้วย Test Pattern แต่ก็สามารถสังเกตได้ว่า Black Level ดีกว่าโปรเจ็คเตอร์ทั่วไป
หมายเหตุ:
– บางท่านอาจรู้สึกว่าสายตาต้องทำงานหนักจากระดับความเปรียบต่างของแสง สามารถ Off ตัวเลือก Dynamic Contrast ได้ ซึ่งกรณีที่เลือกโหมดภาพแบบ THX และ AdobeRGB ตัวเลือก Dynamic Contrast จะถูก Off เอาไว้อยู่แล้ว ผลลัพธ์จะคล้ายกับการรับชมโปรเจ็คเตอร์ทั่วไป ทั้งนี้ถึงแม้จะไม่ได้เปิดใช้งาน Dynamic Contrast แต่ Black Level ของ LS10000 ก็ยังดีกว่าโปรเจ็คเตอร์หลายๆ เครื่องอยู่ดี
– สามารถจำกัดความสว่างสูงสุดไม่ให้จ้าเพื่อลดทอนความเปรียบต่างของแสงลงได้ผ่านตัวเลือก Lens Iris แต่ไม่แนะนำครับ (การทำหน้าที่ของ Lens Iris สำหรับ LS10000 จึงตรงข้ามกับโปรเจ็คเตอร์ทั่วไป เพราะส่งผลกับ Maximum Luminance ไม่ใช่ส่งผลกับระดับ Black Level)
ประเด็นด้านภาพเคลื่อนไหว
LS10000 มีอัตรา Refresh Rate สูงสุดถึง 240Hz สำหรับการรับชมคอนเทนต์ 2D สูงกว่าโปรเจ็กเตอร์ ทีวี หรือมอนิเตอร์ทั่วๆ ไปที่ 60 – 120Hz ถึง 2 – 4 เท่า ถามว่า Refresh Rate สูงขนาดนี้ส่งผลกับการรับชมอย่างไร? จุดนี้สัมพันธ์ไปถึงการตอบสนองต่ออัตราเฟรมเรตของภาพเคลื่อนไหวนั่นเอง (คนละอย่างกับกระบวนการแทรกเฟรม หรือ Frame Interpolation นะครับ)
ผลพลอยได้จะส่งผลในการรับชมคอนเทนต์ 24p ที่รองรับ 10:10 Pull-down จึงลดทอนปัญหาภาพสะดุดจากกระบวนการ 3:2 Pull-down ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่ได้เปิดใช้งาน Frame Interpolation แต่ภาพเคลื่อนไหวจากภาพยนตร์บลูเรย์เมื่อรับชมกับ LS10000 ก็ยังให้ความต่อเนื่องที่ดีมาก

อย่างไรก็ดีหากต้องการความลื่นไหลมากขึ้นจากการประมวลผลเพิ่มอัตราเฟรมเรตด้วยการแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวจำลอง ฟังก์ชั่น Frame Interpolation ของ LS10000 ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นเดียวกัน มีให้เลือก 3 ระดับ คือ Low, Normal และ High เรียงตามปริมาณการประมวลผลแทรกเฟรมเพิ่ม
ระดับ Low จะช่วยลดอาการภาพสั่น ภาพเบลอ จากคอนทนต์เฟรมเรตต่ำได้ดีตามการประมวลผลแทรกเฟรมจำลองที่ไม่มาก ในขณะที่ภาพเคลื่อนไหวโดยรวมจะยังคงดูเป็นธรรมชาติไม่ต่างจากต้นฉบับ ส่วน High จะประมวลผลแทรกเฟรมมากที่สุด ภาพเคลื่อนไหวจะดูไหลลื่นไปเลย ผลลัพธ์หากเทียบกับฟังก์ชั่นเดียวกันบนทีวี จะพบว่า artifacts จากเฟรมภาพจำลองที่ระดับ High จะน้อยกว่า แต่ยังสังเกตุเห็นความบกพร่องได้บ้างในบางช่วงครับ ส่วน Normal ออกจะครึ่งๆ กลางๆ ไปหน่อย เหมือนระดับการแทรกเฟรมไม่คงที่ เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า จุดนี้หากชอบภาพเคลื่อนไหวแบบลื่นๆ ก็เลือกระดับ High ไปเลยดีกว่า แต่ถ้าชอบภาพเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับก็เลือก Low
อย่างไรก็ดี Frame Interpolation ของ LS10000 มีข้อจำกัด เพราะสามารถเปิดใช้งานได้กับคอนเทนต์ 1080/24p (ทั้ง 2D และ 3D) และ 1080/60p เท่านั้น หากคอนเทนต์ต้นฉบับมีความละเอียดแตกต่างไปจากนี้ จะไม่สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชั่นแทรกเฟรมได้
ภาพ
การอัพสเกล (4K Enhancement)
โดยพื้นฐาน LS10000 มี Native Resolution เท่ากับ Full HD (1080p) มีจำนวนพิกเซลเท่ากับ 2 ล้าน ทว่าด้วยความสามารถพิเศษ 4K Enhancement สามารถปรับการแสดงผลให้มีจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านพิกเซล เทียบเท่า 4K ได้

เมื่อซูมเข้าไปพินิจรายละเอียดในระดับพิกเซล ภาพซ้าย – เป็นการแสดงผลตามปกติ ในขณะที่ ภาพขวา – เป็นผลลัพธ์เมื่อเปิดใช้งาน 4K Enhancement
จะเห็นว่าจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นจริงๆ ผลลัพธ์ความเปลี่ยนของภาพบนจอที่เห็นชัดเจน คือ รอยหยัก ตามขอบวัตถุจะหายไป ภาพจะดูนวลตา ไม่เห็นเม็ดพิกเซลหยาบ ทว่า จะติดเบลออยู่บ้าง ในจุดนี้ระบบฯ จึงต้องมีการเพิ่มเติมรายละเอียดอย่าง Edge Enhancement เข้าไปในกระบวนการอัพสเกล

4K Enhancement กับผลการเปรียบเทียบเมื่อรับชมภาพยนตร์ ระหว่างปิด (รูปบน) และเปิด (รูปล่าง)
ผลลัพธ์คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะภาพเปรียบเทียบน่าจะอธิบายได้ดีอยู่แล้วนะครับ ส่วนการที่ 4K Enhancement มีหลายระดับให้เลือกนั้นเพื่อความยืดหยุ่น อิงคุณภาพสัญญาณหลายๆ แบบ ต้องทดลองและพิจารณาตามผลลัพธ์ที่ได้ครับ
หมายเหตุ:
– 4K Enhancement ไม่รองรับการเปิดใช้ร่วมกับคอนเทนต์แบบ 3D
– เมื่อใช้งานด้านกราฟิก แนะนำให้ Off ตัวเลือก 4K Enhancement เพื่อการแสดงผลแบบ Native Full HD 1:1 Pixel
– Super-Resolution ทั้ง 5 ระดับ จะแตกต่างจาก 4K Enhancement ตรงที่ใช้เทคนิคการอัพสเกลตามปกติเหมือน Full HD Projector ทั่วไป (ที่ไม่มีการปรับโครงสร้างพิกเซลเป็น 4K)
ระบบสามมิติ
การรับชมระบบภาพ 3 มิติ นั้น LS10000 แถมแว่นสามมิติมาให้ 2 อัน ไว้ดูหนุงหนิงกับแฟน 2 คนได้ การใช้งานพบว่าสามารถนำแว่น Active 3D (RF) ที่แถมมากับโปรเจ็กเตอร์ยี่ห้ออื่นมาซิงก์ใช้งานร่วมกันได้นะครับ คงไม่สามารถยืนยันว่ารองรับทุกรุ่นหรือเปล่า แต่ให้ข้อมูลไว้เป็นอีกทางเลือกเผื่อหยิบยืมใคร จะได้ไม่ต้องซื้อแว่นเพิ่มกรณีรับชม 3D แบบหมู่คณะ (มากกว่า 2 คน)

การนำแว่น 3D ของโปรเจ็คเตอร์เครื่องอื่นมาใช้ร่วมกับ LS10000 แม้จะพบปัญหา color shift หรือโทนสีของภาพบิดเบือนไปบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่การการรับชมโดยรวมไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งภาพสามมิติจากโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ไม่เน้นดึงมิติลอยลึกกระแทกตามากนัก จะออกไปทางเป็นมิตรต่อการรับชมมากกว่า ท่านใดที่เคยดู 3D ได้ไม่นานแล้วเวียนหัว เชื่อว่าน่าจะดูผ่านโปรเจ็กเตอร์เครื่องนี้ได้ และสำหรับท่านที่อยากได้ความหวือหวาจากมิติลอยลึกมากขึ้น Epson ก็มิได้ใจร้าย เพราะเปิดโอกาสให้ปรับแต่งเพิ่มลดตัวเลือก 3D Depth ให้เหมาะตามรสนิยมได้ครับ
อัตรา Refresh Rate สูงสุดสำหรับการรับชม 3D ที่ 480Hz ช่วยให้ Active Shutter Glasses ทำงานได้นิ่งดีมาก
ไม่พบการกะพริบรบกวนเมื่อมองภาพบนจอ ขณะเดียวกันแม้เปิดไฟสลัว
แสงจากหลอดไฟนั้นก็ดูไม่กะพริบ อย่างไรก็ดีหากมองผ่านแว่นออกไปนอกหน้าต่างเวลากลางวัน จะพบการกะพริบบ้างก็มิใช่ข้อติติงของ 3D Active Projector เพราะอย่างไรเสียการใช้งานโปรเจ็คเตอร์ควรเน้นรับชมในห้องที่ควบคุมแสงสว่างจากภายนอกได้ดีอยู่แล้ว

เมนู 3D Format กรณีเลือก Auto ระบบจะปรับสู่โหมด 3D อัตโนมัติถ้าคอนเทนต์เป็น 3D Frame Packing
แต่สำหรับ 3D SBS และ 3D T/B ผู้ใช้อาจต้องเลือกเองแบบแมนนวล
โหมดภาพสำหรับการรับชม 3D มี 3 โหมด คือ 3D Dynamic, 3D Cinema และ 3D THX ซึ่งทั้ง 3 โหมด ระบบฯ จะปรับ Power Consumption ไปที่ High โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ LS10000 อยู่ในสถานะที่ถ่ายทอดความสว่างสูงที่สุด ชดเชยการสูญเสียแสงไปบางส่วนจากการดูดกลืนของแว่นสามมิติ ถึงกระนั้นโหมด 3D Dynamic จะให้ภาพสามมิติที่ดูสว่างที่เจิดจ้า สีสันโดดเด้งที่สุด ในขณะที่คงความเป็นธรรมชาติของสีสันไว้ไม่สดเวอร์เกินไป แต่ถ้าใครชอบสามมิติแบบดูสบายๆ ความสว่างกลางๆ สีสันไม่หวือหวา โหมด 3D THX นับว่าน่าสนใจ
สรุป
ผลการทดสอบสามารถยืนยันประสิทธิภาพจาก Laser Light Source ที่ขยายศักยภาพหลายประการให้แก่โปรเจ็คเตอร์ได้เป็นอย่างดี แต่แน่นอนว่าด้วยความที่ยังใหม่ราคาของเทคนโลยีจึงสูงอยู่บ้าง กระนั้นหากพิจารณาคุณสมบัติอื่นๆ ทั้งคุณภาพของภาพจากเทคโนโลยี 3LCD ระดับเรือธง ที่ให้ Color Brightness ได้สูงและไร้ซึ่งปัญหา Rainbow Effect รบกวน การปรับตั้งหน้าเลนส์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ความเที่ยงตรงสูง รองรับการคาลิเบรทปรับภาพระดับโปรที่ให้ความเที่ยงตรงและขอบเขตการแสดงสีกว้างขวาง พร้อมยืนยันคุณภาพจากสถาบัน THX และ ISF ก็นับว่าสมเหตุสมผลกับการเป็น “Hi-End Home Theater Projector” โดยแท้!
จุดเด่นของ Epson EH-LS10000
– ระบบปรับหน้าเลนส์ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ทั้ง Zoom, Focus และ Shift ให้ความละเอียดเที่ยงตรงและยืดหยุ่น
– มาพร้อมระบบ 4K Enhancement เหนือกว่า Full HD Projector ทั่วไปตรงที่สามารถปรับการแสดงผลเป็น 4K ตั้งแต่พื้นฐานโครงสร้างพิกเซล และสามารถรับสัญญาณ 4K/24-30 Hz ได้ รองรับ HDCP 2.2 ด้วย
– เทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสง Dual Laser Light Source เพิ่มศักยภาพให้กับโปรเจ็คเตอร์ได้มากอย่างมีนัยสำคัญ ระดับ Black Level โดดเด่น แถมอายุการใช้งานยาวนานสูงสุดถึง 30,000 ชม. (Eco)
– ได้รับการรับรองจาก ISF และ THX โหมดภาพจากโรงงานจึงให้ความเที่ยงตรงสูงมาก ในขณะที่รองรับการคาลิเบรทปรับภาพได้ละเอียด
– ขอบเขต Color Space กว้างขวางครอบคลุมมาตรฐาน Adobe RGB และ DCI-P3 เหนือกว่าทีวีและมอนิเตอร์ระดับท็อปหลายรุ่น
– Refresh Rate (2D) สูงถึง 240Hz รองรับ 10:10 pull-down สำหรับการรับชมคอนเทนต์ 24p จึงให้ความต่อเนื่องของภาพเคลื่อนไหวดี ไม่สะดุด ขณะเดียวกันมี Frame Interpolation ประมวลผลแทรกเฟรมเพิ่มความไหลลื่นและลดทอน Motion Blur โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับคอนเทนต์ต้นฉบับเฟรมเรตต่ำ (24p)
– Refresh Rate (3D) 480Hz การใช้งานในห้องคุมแสงภายนอกพบว่า Active Shutter Glasses ทำงานไร้การกะพริบรบกวน ภาพไม่เน้นมิติกระแทกตาแต่เน้นดูสบาย ดูได้นาน แต่ก็สามารถปรับระดับ 3D Depth เพิ่มเติมได้ตามรสนิยม
– เสียงรบกวนในสถานะ Power Consumption: Normal และ Eco ถือว่าต่ำ ในขณะที่โหมด Power Consumption: High เสียงจะดังขึ้นบ้างก็นับว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ Home Theater Projector
จุดด้อยของ Epson EH-LS10000
– ต้องการพื้นที่ติดตั้งมาก โต๊ะ-ชั้นต้องใหญ่หน่อยจึงจะวางได้มั่นคง การยึดแขวนต้องการโครงสร้างที่แข็งแรงเพื่อให้รองรับน้ำหนักที่มากถึง 18 กก. ได้
– 4K Enhancement แม้จะเพิ่มศักยภาพการแสดงผลเมื่อรับชมคอนเทนต์ Full HD ให้สูงขึ้น แต่ความคมชัดที่ได้ยังไม่เท่า 4K Projector แท้
– อาจดูยุ่งยากไปบ้างกับขั้นตอนการปรับตั้ง Panel Alignment (Color Convergence) ทว่าเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้หากต้องการให้โปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้แสดงผลได้ดีที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับมาไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอนครับ
– Frame Interpolation เปิดใช้งานได้กับคอนเทนต์ความละเอียด 1080p (24Hz และ 60Hz) เท่านั้น
– ไม่มีลำโพงในตัว การใช้งานโปรเจ็คเตอร์ระดับนี้ต้องการชุดโฮมเธียเตอร์เต็มระบบจึงจะคู่ควร