ภาพใหญ่ ถูกใจ!! รีวิว Predator Z650 โปรเจคเตอร์สำหรับชาวเกมเมอร์
สำหรับบรรดาชาวเกมเมอร์ สิ่งสำคัญรองลงมาจาก PC หรือเครื่องเล่นเกมคอนโซล Xbox One, PlayStation 4 ที่ใช้ในการประมวลผลเกมต่างๆ แล้ว นั่นก็คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผล ซึ่งบรรดาเกมเมอร์ส่วนใหญ่มักจะต่อกับมอนิเตอร์ หรือไม่ก็ทีวี ทว่าวันนี้ผมจะพาทุกคนไปเปิดประสบการณ์ใหม่ กับการเอาโปรเจคเตอร์มาใช้ในการแสดงผลแทน และโปรเจคเตอร์ที่ผมว่ามานี้ก็ไม่ใช่โปรเจคเตอร์ธรรมดาๆ ทั่วไป หากแต่เป็นโปรเจคเตอร์ที่ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ นั่นคือ Predator Z650!!!

สเปคเบื้องต้นของ Predator Z650
– Native Resolution 1920 x 1080
– Native aspect ratio of 16:9
– sRGB 100%
– Throw ratio of 0.69 to 0.76:1
– DTS Sound
– Bluetooth Support
– Price : 43,900 บาท
ดีไซน์
หากใครเป็นแฟน Acer หรือผู้ที่อยู่ในวงการเกม ย่อมรู้จักซีรีส์ Predator กันเป็นอย่างดี ซีรีส์นี้จะมาพร้อมกับ “สีแดง” ที่เป็นเอกลักษณ์ และโลโก้ที่ดุดันโดดเด่น สำหรับ Predator Z650 เครื่องนี้ จะใช้โทนสีแดงตัดสีดำด้าน ทำให้ตัวเครื่องดูรุกเร้าน่าสนใจ ลักษณะกายภาพภายนอกตัวโปรเจคเตอร์จะใช้รูปลักษณ์เดียวกับรุ่น Acer H7550ST ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นก็จะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง ที่ด้านบนเครื่องใกล้กับตัวเลนส์ จะมีวงแหวนซูม และปรับระยะโฟกัส ส่วนด้านล่างใกล้กับแผงช่องต่อจะเป็นแผนเมนูควบความตัวเครื่อง

หน้าเลนส์ใหญ่ มีฝาครอบปิดเลนส์ ป้องกันการเกิดรอย

ด้านล่างมีปุ่มปรับยกระดับ

ขารองด้านใต้ก็สามารถหมุนเพื่อยกระดับได้เช่นกัน

วงแหวนโฟกัส และวงแหวนย่อ/ขยาย

แผนเมนูครอบคลุมทุกการสั่งงาน
แผงช่องต่อส่วนใหญ่จะจัดอยู่บริเวณด้านท้ายเครื่องทั้งหมด แบ่งกลุ่มก้อนกันเป็นอย่างดี นอกจากช่องต่อภายนอกที่เห็นแล้วยังมีช่องสำหรับเสียบ Wireless USB Dongle ซ่อนอยู่ด้วย เพียงแต่ว่าเครื่องที่เราได้รับทดสอบไม่ได้มีตัว Dongle มาให้ ผมจึงไม่ได้เปิดให้ดู แต่ว่าก็นำภาพกราฟิกจากเว็บไซต์ Acer มาให้ชมครับ

ที่ติดตั้ง Wireless USB Dongle

ภาพช่องต่อด้านหลัง
ช่องต่อทั้งหมดของ Acer Predator Z650
- HDMI x 2
- RS232
- USB
- s-Video
- VGA In
- VGA Out
- Y Pb/Cb Pr/Cr
- Audio In
- Audio Out
- Wireless USB Dongle

รีโมทของ Predator Z650 แม้จะเล็กไปบ้างแต่ก็มีปุ่มสั่งงานครบครัน
ภาพ
Predator Z650 มี Native Resolution อยู่ที่ 1080p หรือก็คือ Full HD ซึ่งด้วยลักษณะทางโครงสร้างภายนอก และภายในที่คล้ายคลึงกับ H7550ST จึงทำให้รุ่นนี้สามารถฉายภาพในระยะใกล้ (Short Throw) ได้ ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งมากนัก โดยระยะฉายประมาณ 1.5 เมตร ก็สามารถให้ภาพได้ใหญ่ถึง 100นิ้ว นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างแรกที่ทีวีและมอนิเตอร์ให้ไม่ได้ อีกทั้งตำแหน่งที่ติดตั้งเครื่องค่อนข้างยืดหยุ่น รองรับการติดตั้งแบบปกติ บนฝ้าเพดาน หรือแบบฉายกลับหลังได้ และเพื่อให้ได้ภาพที่ดีไปอีกขั้น ผู้ใช้ยังสามารถระบุได้ด้วยว่าจอฉายที่ใช้อยู่นั้นเป็นสีอะไร

รองรับการติดตั้งหลากหลายรูปแบบ

ปรับจูนภาพ พร้อมเลือกสีของจอฉายที่ใช้ได้
ข้อประโยชน์ของการได้เล่นเกม หรือการดูหนังจอใหญ่ๆ นั้น ได้อรรถรสในการเข้าถึงความสนุก ความเข้าใจในเนื้อหาได้มากกว่าจอเล็กๆ เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นตามบูธแสดงสินค้า หรืองานเกมต่างๆ ที่มักจะเอาจอมอนิเตอร์หลายๆ จอ มาแสดงผลเป็นภาพเดียวกัน แล้วเกมที่ใช้เปิดก็มักเป็นเกมประเภท Racing ซึ่งสาเหตุที่ว่าทำไมต้องต่อมอนิเตอร์หลายเครื่องให้กลายเป็นภาพใหญ่ๆ ก็เพราะต้องการให้ผู้เล่นที่อยู่หลังจอยบังคับควบคุมได้รู้สึกราวกับว่าได้ไปอยู่ในเกม อยู่บนหลังพวงมาลัยจริงๆ แน่นอนว่าเหตุผลดังกล่าว ไม่ได้จำกัดเฉพาะเกมประเภท Racing เท่านั้น ยังมีเกมประเภท FPS, Fighting, RPG เมื่อเล่นผ่านจอใหญ่ก็จะได้อรรถรสไปอีกแบบ ยิ่งเกมประเภท FPS ยิ่งได้รับอานิสงส์เยอะ เพราะการเล็งเป้า หรือค้นหาศัตรู ทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก เพราะภาพใหญ่ขึ้น

เกมแบบ FPS แบบนี้ เล่นบนจอใหญ่ๆ ยิงได้แม่นกว่าเดิม

โหมดภาพอัตโนมัติของตัวเครื่อง

เล่นเกมต่อสู้ ตัวละครดูใหญ่ สมจริง
เมื่อเครื่องนี้ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์ ย่อมต้องมีโหมดภาพสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยถ้านับจากโหมดภาพทั้งหมด 10 โหมด มีโหมดสำหรับการเล่นเกมถึง 3 โหมด ด้วยกัน แบ่งเป็น Game Auto, Dark FPS, Bright FPS ทั้งสามโหมดมีความแตกต่างกันในเรื่อง Response Time ไม่มาก ทว่าจะให้ระดับความสว่างและสีสันแตกต่างกันเล็กน้อย กลับกันถ้าผู้ใช้เปลี่ยนเป็นมาดูหนัง ก็ขอแนะนำโหมดภาพ Movie ที่จะให้สีโทนอุ่น (อมเหลือง) เหมาะกับการรับชม ส่วนอาการของ Rainbow Effect ที่มักจะได้พบกับ DLP Projector ก็ถือว่าพบเห็นได้น้อยครั้งมากๆ จากการนั่งชมประมาณ 4 ชั่วโมง พบเห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

อารมณ์เหมือนกับยกโรงภาพยนตร์มาไว้ในบ้าน
ไม่ใช่แค่เพียงภาพ 2D แต่ Predator Z650 สามารถฉายภาพแบบ 3D ได้ด้วย ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นที่ทีวีในปัจจุบันให้ไม่ได้ เพราะถ้าใครติดตามข่าว คงจะทราบกันดีว่าทีวีทุกแบรนด์ในซีรีส์ปี 2017 ต่างก็ตัดฟีเจอร์เรื่อง 3D ทิ้งหมดแล้ว นั่นหมายความว่าใครที่มีแผ่น 3D Blu-ray อยู่กับบ้านคงจะต้องนอนเป็นหมันไป ซึ่งต่างกับ Predator Z650 เพราะแผ่นเก่าก็ใช้ได้ แผ่นใหม่ก็ใช้ดี ส่วนเทคโนโลยี 3D ที่เครื่องนี้ใช้นั้นเป็นแบบ Active 3D ซึ่งภาพจะมีความคมชัดมากกว่าแบบ Passive 3D มีข้อแนะนำเล็กน้อยในการดูภาพ 3D คือห้องควรจะมืดสนิท เนื่องจากพอสวมแว่นเข้าไปแล้วความสว่างของภาพจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

รองรับ 3D

แว่น 3D ที่ส่งมาทดสอบร่วมกับ Predator Z650
เสียง
มีคนมักพูดกันว่าลำโพงที่อยู่ในเครื่องโปรเจคเตอร์มักจะเป็นไม้ประดับ คือแค่พอให้รู้ว่ามี แต่สำหรับ Predator Z650 ลำโพงสามารถใช้ได้จริง มีกำลังขับ 2 x 10 Watts รองรับเสียงแบบสเตอริโอ ถึงแม้ว่ากำลังขับจะไม่มาก แต่หากเป็นห้องที่ปิดสนิท ก็จะได้ยินเสียงอย่างชัดเจน แม้เสียงที่ออกมาจะขาดความหนักแน่น แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับการเชื่อมต่อกับหูฟังไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth ทำให้เวลาเล่นเกม หรือดูหนัง ก็เพิ่มความสนุกไปอีกขั้น

ลำโพงติดตั้งทางด้านข้างซ้าย-ขวา ของตัวเครื่อง

ต่อหูฟัง Bluetooth ดูการ์ตูนได้อารมณ์ไปอีกแบบ
สรุป
ข้อดีของ Predator Z650
1.ช่องต่อครบครัน
2.รองรับการเชื่อมต่อกับหูฟังผ่าน Bluetooth
3.รองรับ 3D
4.ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งมาก
5.มีโหมดภาพสำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ
ข้อเสียของ Predator Z650
1.ใช้ตัวถังเดียวกับ H7550st ทำให้ดูไม่พิเศษเท่าที่ควร
2.วงแหวนซูมขยายภาพได้น้อย หากต้องการภาพใหญ่ต้องอาศัยการขยับของโปรเจคเตอร์เอา
3.Wireless USB Dongle ต้องซื้อแยกต่างหาก

Predator Z650 ถึงแม้จะถูกวางตัวให้เป็นโปรเจคเตอร์สำหรับเกมเมอร์ แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เล่นเกมได้อย่างเดียว สังเกตได้จากโหมดภาพหลักๆ ที่ให้มา มีทั้ง Game Auto, Dark FPS, Bright FPS, Movie, Dark Cinema รวมไปถึงการที่รองรับเทคโนโลยี 3D ผมจึงสามารถบอกได้เลยว่าครบถ้วนทุกความบันเทิง อีกทั้งด้วยความที่ตัวเครื่องเป็น Short throw Projector ทำให้ไม่ต้องกินพื้นที่ในการติดตั้งอะไรมากมาย แค่ระยะฉาย 1.5 เมตร ก็ได้ภาพใหญ่ถึง 100″ แล้ว สิ่งที่น่าเสียดายคือหากตัวเครื่องมีการออกแบบที่พิเศษ ไม่ได้เอาตัวถังเดียวกับ H7550ST มา จะมีความเป็นเอกลักษณ์มากกว่านี้