รีวิว BenQ X12000 Worlds First 4K DLP Home Cinema Projector with HLD LED Light Source!!
Hi-End Home Theater Projector
BenQ X12000

Worlds First 4K DLP Home Cinema Projector with HLD LED Light Source !!

ก่อนสิ้นปี 2016 BenQ สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการโฮมเธียเตอร์ไฮเอ็นด์ด้วยการเปิดตัว W11000 DLP Home Cinema Projector ตัวท็อป (เวลานั้น) พร้อมเทคโนโลยี 4K XPR และพ่วง THX HD Certified Display เป็นเครื่องแรกของโลก แต่ความเทพยังไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น เพราะบัดนี้ผู้ผลิตฯ ได้นำเสนอ X12000 ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า สมกับการเป็น “รุ่นเรือธง” อย่างแท้จริง!
ด้วยดีกรี >>The Best Projector Award<< ประจำปี 2016 ศักยภาพของ W11000 ย่อมไม่ธรรมดา แต่เมื่อมี X12000 ที่มีศักยภาพเหนือกว่าออกมา… ก็ได้เวลาทดสอบเพื่อหาคำตอบถึงความเหนือชั้นของรุ่นเรือธงกัน

พิ้นฐานเทคโนโลยีแสดงผลของ X12000 ใช้หลักการเดียวกับ W11000 นั่นเอง คือ 4K UHD DMD Chip ที่มีจำนวน micromirrors ทั้งสิ้น 2716 x 1528 หรือเท่ากับ 4.15 ล้านพิกเซล ผนวกกับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ XPR ซึ่งใช้ Optical Actuator ที่ทำงานรวดเร็วมากจนสร้างเป็นภาพนิ่ง (frame) ที่มีรายละเอียดจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือรวมกันทั้งสิ้นเท่ากับ 8.3 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับความละเอียด 4K ที่เราคุ้นเคยนี่เอง…
หลักการนี้ได้การรับรองจาก Consumer Technology Association หรือ CTA ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงาน Consumer Electronic Show หรือ CES ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี
ผลเกี่ยวเนื่องจากแนวทาง 4K XPR ข้างต้นนี้ BenQ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากรายละเอียดของภาพที่สูงขึ้นกว่า Full HD Projector อย่างชัดเจนแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดปัญหา Screen-door Effect หรือการรบกวนของเส้นตารางพิกเซล
อีกทั้งยังไม่มีปัญหา Misconvergence หรืออาการเหลื่อมสี ที่อาจพบได้กับเทคโนโลยีการแสดงผลของโปรเจ็คเตอร์รูปแบบอื่น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากผลการทดสอบ W11000 แล้วว่า เป็นความจริง! (อ่านรีวิวได้ >>ที่นี่<<) ว่าแต่อะไร ที่ทำให้ X12000 เหนือกว่า W11000 ขึ้นไปอีกขั้น?

ปัจจัยหลักที่ส่งให้ X12000 มีศักยภาพเหนือกว่า W11000 คือ การผสานเทคโนโลยี CinematicColor เข้ากับเทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสงล่าสุด ColorSpark HLD LED จาก Philips ด้วยระดับความสว่างที่สูงกว่าเทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสงแบบ LED ทั่วไปถึง 3 เท่า แต่ที่พิเศษ คือ “คุณภาพแสง” อันส่งผลถึงการแสดงขอบเขตสีของโปรเจ็คเตอร์ที่กว้างขวางครอบคลุมถึงมาตรฐาน DCI-P3 เหนือกว่าความสามารถของ W11000 ที่ทำได้ครอบคลุมที่มาตรฐาน Rec.709

จุดนี้สามารถยืนยันได้อีกเช่นเคยกับผลการทดสอบ CIE Color Gamut ตามภาพ บ่งบอกถึงศักยภาพของ X12000 ว่าเหนือกว่า W11000 จริง ขณะเดียวกันแหล่งกำเนิดแสง HLD LED ยังมีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานสูงกว่า มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่าถึง 3 เท่าเป็นอย่างน้อย (อ้างอิงที่ 20,000 ชม.) เรียกว่าใช้นานไม่ต่างจากทีวีเลย และค่าดูแลรักษาในระยะยาวก็ย่อมจะต่ำลงด้วย
รายละเอียดและคุณสมบัติด้านภาพของ X12000 เพิ่มเติม จะกล่าวถึงอีกครั้ง แต่ก่อนอื่นมาดูในส่วนของดีไซน์-รูปลักษณ์ภายนอก กันก่อนครับ
ดีไซน์

เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก จะเห็นว่า X12000 ถอดแบบมาจากรุ่น W11000 มาแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขนาดที่ใหญ่โตตามแบบฉบับรุ่นสูง วัสดุสีสัน เท็กเจอร์ที่ดูดี หรือแม้แต่การออกแบบจัดวางตำแหน่งชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ก็เหมือนกัน โดยรุ่นนี้จัดวางตำแหน่งเลนส์ฉายภาพไว้กึ่งกลาง เพื่อให้ง่ายในการอ้างอิงจุดติดตั้งโดยเฉพาะเมื่อยึดเข้ากับขาแขวนเพดาน

จุดเชื่อมต่อสายสัญญาณต่างๆ ถูกจัดวางไว้ด้านข้างเช่นเดียวกับ W11000 ซึ่งเอื้อสำหรับการเชื่อมต่อสายกรณีที่จำเป็นต้องติดตั้งโปรเจ็คเตอร์ชิดผนังด้านหลัง อย่างไรก็ดีไม่มีฝาครอบหรือช่องสำหรับเก็บซ่อนสายแต่มิได้เป็นปัญหาใหญ่… ใกล้กันเยื้องลงมาด้านล่างจะเป็นแผงสวิตช์ควบคุม สามารถเลื่อนฝาปิดได้เมื่อมิได้ใช้งาน ซึ่งดูลงตัวดี

รีโมตคอนโทรลดูพรีเมียม ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ W11000 มี Back-lit สีส้ม สว่างเห็นชัดทุกปุ่มแม้ใช้งานในห้องมืด และที่ตัวเครื่องโปรเจ็คเตอร์ติดตั้งเซ็นเซอร์รับสัญญาณทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องชี้รีโมตตรงไปที่ตัวโปรเจ็คเตอร์ก็ยังควบคุมได้ดีมาก

จุดที่ต่างจาก W11000 พอให้สังเกตได้มีเพียงเล็กน้อย หนึ่งในนั้น คือ “การตัดขอบด้วยสีทอง” ของ X12000 ที่ตำแหน่งเลนส์ฉาย

ด้านหลังตัวเครื่องของ X12000 เป็นตะแกรงโปร่ง มิได้ปิดทึบเหมือนรุ่น W11000

ซึ่งการเปิดช่องด้านหลังนี้เป็นการปรับเปลี่ยนระบบระบายลมร้อนใหม่ให้แตกต่างจากรุ่น W11000 กล่าวคือ X12000 จะใช้หลักการนำลมเย็นเข้าจากด้านหลังทั้ง 2 ฝั่งซ้าย-ขวา แล้วระบายออกทางด้านหน้า ทางเดินของมวลอากาศที่ไหลผ่านจึงสั้นกว่า W11000

นอกจากนี้โลโก้มาตรฐานต่างๆ ที่กำกับไว้บนตัวเครื่องสำหรับรุ่น X12000 จะไม่มี THX HD Display Certified Logo แตกต่างจากที่เคยมีในรุ่น W11000 ซึ่งรายละเอียดในจุดนี้จะส่งผลกับคุณภาพของภาพหรือไม่ จะกล่าวถึงอีกครั้งตอนรายงาน “คุณภาพของภาพ” ครับ
ช่องต่อ
ตำแหน่ง และจำนวนช่องต่อนั้นไม่ต่างกับ W11000 กล่าวคือ สามารถรับสัญญาณภาพความละเอียดระดับ 4K Ultra HD ผ่านทาง HDMI Input จำนวน 2 ช่อง โดย HDMI 1 เท่านั้นที่เป็น Version 2.0 (with HDCP 2.2) รองรับสัญญาณภาพความละเอียดสูงสุดที่ 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4 ดังนี้การเชื่อมต่อกับแหล่งโปรแกรมภาพระดับ 4K Ultra HD คุณภาพสูง (อาทิ 4K/UHD Blu-ray Player) จึงแนะนำให้เชื่อมต่อที่ช่องนี้
ส่วน HDMI 2 เป็น Version 1.4 (with HDCP 1.4) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/30Hz 8-bit

ช่องรับสัญญาณวิดีโออื่น มีเพียง Analog D-Sub (VGA) In 1 ช่อง เท่านั้น แต่สามารถรับสัญญาณได้ทั้ง PC (RGB) และ Component (YPbPr/YCbCr)
เพิ่มเติม

การถ่ายทอดภาพที่ดีเยี่ยมจากโปรเจ็คเตอร์นั้น คุณภาพของเลนส์ก็มีส่วนสำคัญยิ่งเพราะเป็นทางผ่านในขั้นสุดท้ายก่อนที่ภาพจะถูกฉายออกไป ซึ่ง BenQ ได้เลือกใช้ชิ้นเลนส์คุณภาพสูงจำนวน 14 ชิ้น แบ่งเป็น 6 กลุ่ม มีการฉาบผิวเพื่อลดการคลาดสี ติดตั้งในกระบอกโลหะที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อผลลัพธ์ภาพที่คมชัด และถ่ายทอดคุณภาพของภาพดีที่สุด

ความยอดเยี่ยมที่เอื้อต่อการติดตั้งจาก X12000 ยังรวมไปถึงระบบซูม 1.5 เท่า ยกตัวอย่าง หากต้องการฉายภาพบนจอขนาด 100 นิ้ว จะสามารถกำหนดระยะจัดวางโปรเจ็คเตอร์ได้ยืดหยุ่นมาก ตั้งแต่ 3.03 ม. ไปจนถึง 4.56 ม. นอกจากนี้ยังมีระบบ Lens Shift ที่สามารถชดเชยระยะติดตั้งได้ทั้งแนวตั้ง (+/-65%) และแนวนอน (+/-27%)

สำหรับท่านที่จะใช้งานรับชมแบบ Ultra-wide 2.35:1 ร่วมกับ X12000 ก็มี Anamorphic Lens จาก Panamorph เป็นอ็อพชั่นเสริมด้วยเช่นกัน (สามารถใช้ร่วมกับรุ่น W11000 ได้)

X12000 มีตัวเลือก Test Pattern ไว้ให้อ้างอิงในการติดตั้ง โดยใช้ในการปรับตำแหน่ง Lens Shift และซูมขนาดภาพฉาย ให้พอดีกับขนาดของจอรับภาพได้อย่างเที่ยงตรง
ภาพ
เช่นเดียวกับ W11000 คือ คุณภาพเลนส์ที่ใช้ นอกจากได้ภาพที่ชัดเจนแล้ว อาการคลาดสีโดยเฉพาะบริเวณขอบจอนี่แทบไม่มี แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นรายละเอียดคมชัดอันไร้ซึ่งปัญหาเหลื่อมสี หรือ Misconvergence อานิสงส์จากเทคโนโลยี DLP แบบ 4K XPR อันยอดเยี่ยม (อ่านรายละเอียดการทดสอบยืนยันในจุดนี้ได้จากรีวิว W11000 >>ที่นี่<<)

การปรับซูมและโฟกัสของ X12000 ดำเนินการโดยใช้มือหมุนวงแหวนที่กระบอกเลนส์ ซึ่งดำเนินการได้ยากกว่าโปรเจ็คเตอร์รุ่นไฮเอ็นด์อื่นๆ ที่ใช้มอเตอร์ควบคุมและสั่งการผ่านรีโมตคอนโทรลไร้สายอยู่บ้าง แต่ถ้าทำได้ผลลัพธ์ก็จะเป๊ะมาก คำแนะนำคือควรมี 2 คนช่วยกัน คนหนึ่งคอยหมุนปรับวงแหวนโฟกัสที่โปรเจ็คเตอร์ ส่วนอีกคนยืนใกล้จอรับภาพแล้วคอยดูผลลัพธ์เพื่อแจ้งบอก ทั้งนี้การปรับโฟกัสมีความสำคัญเพราะจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ปราศจากการเหลื่อมสี 100% โฟกัสจะต้องเข้า 100% ด้วย
มาดูในส่วนของโหมดภาพที่ให้มากันบ้าง ดังที่แจ้งไปในตอนต้นว่า X12000 ไม่มีโลโก้ THX HD Display Certified กำกับไว้ที่ตัวเครื่อง ต่างจากรุ่น W11000 ในจุดนี้ส่งผลถึงรายละเอียดของโหมดภาพจากโรงงานที่แตกต่างกันหรือไม่? พบว่า X12000 จะไม่มีโหมดภาพที่ชื่อว่า “THX” ทว่าถูกแทนที่ด้วย “DCI-P3” แล้วความเที่ยงตรงแตกต่างกันไหม?

หมายเหตุ: กรณีที่ปลดล็อคในส่วนของ ISFccc จะมีโหมดภาพเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 โหมด ได้แก่ ISF Night และ ISF Day
จากการทดสอบพบว่า เกือบทุกโหมดภาพของ X12000 ให้ความเที่ยงตรงไม่แพ้ W11000 โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของสมดุลสี (เกี่ยวเนื่องไปถึงอุณหภูมิสี) ทำได้ดีกว่า W11000 เล็กน้อยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี หลายๆ โหมดภาพของ X12000 ถูกเร่งดีเทลจนรายละเอียดภาพติดหยาบอยู่บ้าง ซึ่งสังเกตได้โดยเฉพาะเมื่อทำการรับชมคอนเทนต์ 4K ที่มีรายละเอียดมาก อย่างภาพยนตร์ในฟอร์แม็ต 4K/UHD Blu-ray Disc

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการตั้งค่าในส่วนของ Sharpness และโดยเฉพาะ Pixel Enhancer 4K นั้น ถูกปรับตั้งจากโรงงานมาเยอะเกินไป คำแนะนำคือ ให้ทำการปรับลดน้ำหนักของทั้ง 2 ตัวเลือกนี้ลงอย่างเหมาะสม จะเป็นการดี

มาดูในส่วนของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันของโหมด DCI-P3 ซึ่งมาแทนโหมด THX ของ W11000 เดิม พบว่า ในส่วนของสมดุลสีทำได้ดีไม่แพ้กัน ในขณะที่ความสามารถแสดงขอบเขตสี (Color Space) ทำได้ครอบคลุมราว 96.7% ของมาตรฐาน DCI-P3 ซึ่งกว้างกว่าที่ W11000 ทำได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนระดับความสว่างนั้น ถึงแม้โหมดนี้จะถูกกำหนด Light Mode ไว้ที่ Eco ระดับความสว่างจึงไม่สูงมากเท่ากับโหมด Vivid แต่ก็ยังสู้แสงได้ดีระดับหนึ่ง โดยรวมยังดูสว่างไม่รู้สึกทึมมากเหมือนโหมด THX ของ W11000 (ซึ่งเหมาะใช้งานในห้องที่คุมแสงรบกวนได้ 100% เท่านั้น)
นอกจาก DCI-P3 โหมดภาพแนะนำของ X12000 ลำดับถัดมาที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน คือ Silence โดยจะได้ระดับความสว่างสูงกว่า DCI-P3 ขึ้นอีกนิดหนึ่งราว 12% (อ้างอิงที่ Light Mode = Eco เหมือนกัน) โดยทั้ง 2 โหมดนี้ให้ความเที่ยงตรงของสีสันเหนือกว่าโหมด Cinema และ User จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในห้องมืดที่คุมแสงรบกวนได้ 100% ไปจนถึงห้องที่มีแสงรบกวนเล็กน้อย ระดับความสว่างที่ไม่เจิดจ้ามาก นอกจากช่วยประหยัดไฟ (Maximum 162W – 182W) ระดับเสียงพัดลมระบายความร้อนเบา อายุการใช้งานของแหล่งกำเนิดแสงจะขยายขึ้นไปได้สูงสุดถึง 20,000 ชม. ด้วย

ถึงแม้สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานโปรเจ็คเตอร์ คือ “ห้องมืด” ทว่าสำหรับกรณีที่ต้องสู้กับแสงรบกวน คงไม่มีโหมดใดทำได้ดีเกิน Vivid สมดุลสีของโหมดนี้ทำได้ดีเช่นเคยตามมาตรฐานโปรเจ็คเตอร์ BenQ จุดเด่นที่เพิ่มเติม คือ ระดับความสว่างจะสูงกว่าโหมด DCI-P3 ราว 45% แต่การใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นราว 63% (ที่ Maximum 264W) ด้วย ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากตัวเลือก Light Mode ที่ถูกกำหนดไว้ที่ระดับ Normal

โหมด Vivid จึงมีศักยภาพสู้กับแสงรบกวนได้ดีในขณะที่ไม่ย่อหย่อนเรื่องของสีสัน ทว่ามีคำแนะนำเบื้องต้นก่อนใช้งานโหมด Vivid คือ นอกจากต้องปรับลดในส่วนของ Sharpness และ Pixel Enhancer 4K เพื่อให้ภาพดูหยาบน้อยลง ดังเช่นที่ต้องกระทำกับโหมดภาพอื่นๆ แล้ว ลำดับถัดมา คือ ต้องทำการไฟน์จูน Contrast โดยปรับลดระดับลงเล็กน้อยเพื่อให้สามารถแสดงรายละเอียดไฮไลท์ได้อย่างครบถ้วน เพียงเท่านี้ Vivid ก็พร้อมใช้งานร่วมกับทุกสถานการณ์และทุกแหล่งโปรแกรมอย่างแท้จริง
ข้อสังเกต: ในรุ่น X12000 พบว่า โหมด Bright ให้ระดับความสว่างสูงกว่า Vivid อยู่มาก เกือบๆ 2 เท่าเลยทีเดียว ความเจิดจ้าสู้แสงทำได้ดีน้องๆ Presentation Projector แต่เช่นเคยว่าสมดุลสีของโหมดนี้จะย่อหย่อนลงไปมากพอควร หากไม่คำนึงถึงความเที่ยงตรง เน้นสวา่งเป็นหลักก็อาจจะใช้งานได้ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้งานโหมด Bright

แน่นอนหากสามารถทำการปรับภาพละเอียดเพิ่มเติมตามมาตรฐาน ISFccc โหมด Vivid ที่มีศักยภาพสูงอยู่แล้ว จะมีความเที่ยงตรงจนตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายสภาวการณ์ ครอบคลุมไปถึงการเป็นจอภาพอ้างอิง

ถายหลังปรับภาพละเอียด ด้วยรายละเอียดภาพระดับ 4K Ultra HD พร้อมๆ กับมาตรฐานการแสดงขอบเขตสีครอบคลุมมาตรฐาน DCI-P3 ที่ 96.3% หรือทำได้ราว 91.8% ของมาตรฐาน AdobeRGB พร้อมสมดุลสี (White Balance) ที่เที่ยงตรง หากจะใช้ X12000 มอนเิเตอร์งานกราฟิก ตัดต่อ แต่งภาพ ก็ย่อมทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย เปิดเผยดีเทล สีสันของคอนเทนต์ได้อย่างเข้มข้น สดใส และมีชีวิตชีวากว่า

ทุกโหมดภาพสามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือก Light Mode ได้อิสระ 2 ระดับ คือ Normal และ Eco (ไม่มี Smart Eco แบบ W11000 แต่คิดว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็นสำหรับแหล่งกำเนิดแสงแบบใหม่)
ในส่วนของการแสดงผลแบบ HDR (High Dynamic Range) พบว่า X12000 ไม่มีโหมดภาพหรือตัวเลือก HDR โดยเฉพาะ และไม่มี Info ยืนยันการแสดงผล จึงเข้าใจว่าน่าจะยังไม่รองรับแบบตรงๆ อย่างไรก็ดีด้วยความสามารถด้านการแสดงขอบเขตสี และ Color Depth ที่ทำได้เหนือข้อกำหนดสำหรับ HDR10 Standard บวกกับศักยภาพของแหล่งกำเนิดแสงใหม่ที่ให้คุณภาพแสงดีกว่าเดิม ผลลัพธ์การรับชมภาพยนตร์ฟอร์แม็ต 4K/UHD Blu-ray ด้วย X12000 จึงมีความใกล้เคียงกับการแสดงผลแบบ HDR ซึ่งในบางด้านนั้นให้ศักยภาพเหนือกว่าจอภาพระดับเริ่มต้นที่รองรับการแสดงผลแบบ HDR เสียอีก
ด้านภาพเคลื่อนไหวยังไม่มีฟังก์ชั่นประมวลผลแทรกเฟรมเช่นเดียวกับ W11000 แต่ก็ให้ความต่อเนื่องของเฟรมต้นฉบับที่ดูเป็นธรรมชาติจนอาจไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งระบบดังกล่าว

ทดสอบการเล่นเกมดูบ้าง ความคมชัดระดับ 4K และการแสดงขอบเขตสีสันของ X12000 ที่เหนือกว่ามาตรฐานโปรเจ็คเตอร์ยุค Full HD จึงส่งอานิสงส์สร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเคย ภาพดูกระจ่าง มีพลัง สีสันสดใสมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยได้สัมผัสจาก W11000 ในส่วนของ HDMI Input Lag แม้ว่าจะเป็นรอง W11000 แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ส่งผลให้การเล่นเกมเสียจังหวะแต่อย่างใด
สรุป
คุณภาพสมกับเป็นรุ่นเรือธง ด้วยความละเอียดแบบ 4K XPR ผสานโครงสร้างเลนส์คุณภาพสูงที่ให้อัตราการคลาดสีน้อย ที่สำคัญคือไม่มีการรบกวนจากปัญหา Misconvergence รายละเอียดจึงมีความคมชัดสูง และที่สำคัญ คือ เทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสง ColorSpark HLD LED จาก Philips ขยายขีดความสามารถทั้งคุณภาพแสง ส่งอานิสงส์ไปถึงการแสดงขอบเขตสีที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ครอบคลุมถึงมาตรฐาน DCI-P3 อายุการใช้งานที่ยาวนาน อีกทั้งช่วยประหยัดพลังงานได้มากอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้ BenQ X12000 จึงนับโปรเจ็คเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ประจำปี 2017 ที่น่าจับจ้องเป็นพิเศษ!

จุดเด่นของ BenQ X12000
– การแสดงผลแบบ 4K XPR ให้ความคมชัด รายละเอียดพิกเซลดีกว่า Full HD Projector อย่างเห็นได้ชัดเจน
– ปราศจากปัญหา Misconvergence ไม่จำเป็นต้องทำ Panel Alignment ใดๆ ในขั้นตอนติดตั้ง และ Screen-door Effect ก็บางมากจนแทบไม่เห็น
– แหล่งกำเนิดแสง ColorSpark HLD LED เทคโนโลยีล่าสุดจาก Philips ให้ระดับความสว่างสูง และที่สำคัญ คือ คุณภาพแสงและอายุการใช้งานยาวนานสูงสุดถึง 20,000 ชม.
– ให้ขอบเขตสีครอบคลุมมากกว่า 95% ของมาตรฐาน DCI-P3
– ให้ช่องต่อ HDMI มาทั้งหมด 2 ช่อง เป็น Version 2.0 จำนวน 1 ช่อง รองรับสัญญาณ 4K 60Hz 4:4:4 และ HDCP 2.2 ส่วนอีกช่องเป็น HDMI 1.4a รองรับสัญญาณ 4K 30Hz
– เลนส์ฉายคุณภาพสูง ให้อัตราคลาดสีน้อย และมีระยะซูมถึง 1.5 เท่า พร้อมด้วย Lens Shift ปรับชดเชยตำแหน่งได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ทำให้กำหนดจุดติดตั้งโปรเจ็คเตอร์ได้ยืดหยุ่น
– ให้ระดับความสว่างสูงสุดตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน เท่ากับ W11000 แต่การใช้งานจริงดูเหมือนให้แสงที่มีพลัง จัดจ้านกว่า
จุดด้อยของ BenQ X12000
– ตัวเครื่องใหญ่โตตามดีกรีรุ่นท็อป อาจใช้พื้นที่ติดตั้งและต้องคำนึงถึงความมั่นคงเมื่อทำการยึดแขวนอยู่สักหน่อย
– ความเที่ยงตรงของโหมดภาพโรงงานโดยรวมยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่บางจุดดูจะย่อหย่อนลงเล็กน้อยหากเทียบกับรุ่น W11000 (ที่ได้การรับรองมาตรฐานจาก THX) กระนั้นหากสามารถปรับภาพละเอียดในภายหลัง อิงตามมาตรฐาน ISFccc จะให้ผลลัพธ์ที่เข้าใกล้ความเพอร์เฟ็กต์ไม่ต่างกัน และอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
– การปรับหน้าเลนส์ทั้ง Zoom, Focus และ Shift ควบคุมด้วยมือ ยังไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในแง่ความละเอียดเที่ยงตรงและยืดหยุ่นได้อย่างดีเยี่ยม
– ไม่รองรับการแสดงผล 3D
– ไม่มี Frame Interpolation แต่การรับชมภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มิได้รู้สึกว่าสะดุด หรือขาดความต่อเนื่อง
– ไม่มีลำโพงในตัว การใช้งานโปรเจ็คเตอร์ระดับนี้ต้องการชุดโฮมเธียเตอร์เต็มระบบจึงจะคู่ควร
หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2017
ราคา BenQ X12000
299,000 บาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท เบ็นคิว(ประเทศไทย) จำกัด
โทร. 02670 0310-1
สนใจสั่งซื้อสินค้าได้ที่ตัวแทนจำหน่าย อาทิ
Clef Audio, Save Audio & Video, Khonkaen HIFI, Cinema-nia, Magnet, Theater House, Neo Entertainment, Grand Audio & Visual, Projector Pro, Projector Outlet และ Projector 108