รีวิว Klipsch Reference Theater Pack 5.1 คมชัดจัดจ้าน เสียงกลางเด่นสะท้าน ให้อารมณ์ระดับอ้างอิง
5.1 Speaker System
Klipsch Reference Theater Pack 5.1

ราคา 35,900 บาท
เอื้อนเอ่ยนามของแบรนด์เครื่องเสียงยอดนิยมจากอเมริกาอย่าง Klipsch ใครๆ ต่างก็ต้องพูดถึงชุดลำโพงระดับอ้างอิง Reference Series ที่ให้เสียงดุดัน คมชัด หรือซับวูฟเฟอร์พลังสูง พร้อมกระหึ่มได้ทุกเวลา จนชื่อชั้นของ Klipsch ติดอันดับต้นๆ ของแบรนด์ลำโพงระดับโลก แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด Klipsch ยังมีขุมพลังซุกซ่อนอยู่อีกมากมายที่รอให้ได้ฟังกัน
ซึ่งรีวิวครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งขุมพลังจากแบรนด์ Klipsch มาในรูปแบบของชุดลำโพง 5.1ch ไซส์เล็กกะทัดรัด ใช้ชื่อรุ่นว่า Reference Theater Pack แม้กระทั่งชุดลำโพงขนาดเล็กแบบนี้ ยังคงนิยมความเป็นลำโพงระดับอ้างอิงเอาไว้ในชื่อด้วย จะให้เสียงดุดันคมชัดสมจริงดั่งที่ว่าเอาไว้หรือไม่ ต้องทำการพิสูจน์ให้รู้กันไปเลย!
Design – การออกแบบ
แรกสัมผัสจับต้องเนื้อผิวของลำโพงชุดนี้ ต้องให้นิยามว่า เรียบหรูดูมีระดับจริงๆ ตัวลำโพง Satellite เป็นพลาสติกผิวด้าน ออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายลิ่ม ชวนให้นึกถึงซีรีส์ Quintet ที่ออกมาก่อนหน้าแน่นอน ดีไซน์ด้านหน้าก็ยังคงคล้ายกัน โดยวูฟเฟอร์ของรุ่น Reference Theater Pack จะใช้เป็นสีทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Klipsch และที่ขาดไม่ได้เลยคือดอกลำโพง Tractrix Horn ก็ยังคงอยู่ด้วยเช่นกัน

ดูมุมไหนก็หล่อลงตัว เหมาะที่จะตั้งในบ้านจริงๆ
ลำโพง Sattellite กำลังขับ 50W (8 โอห์ม) มีความสูงเกือบ 20 ซม. และหน้ากว้างประมาณ 11 ซม. น้ำหนักเบาเพียง 1.4 กก. หน้ากากใช้วัสดุที่ค่อนข้างหนานุ่ม บริเวณขอบหน้ากากเป็นแม่เหล็ก สะดวกต่อการถอดแกะ ด้านหลังมีรูสำหรับแขวน ซึ่งเป็นรูเกลียวที่รองรับต่อการขันยึด ฐานด้านล่างมีพื้นผิวเป็นหนัง ช่วยซับแรงสะเทือนสำหรับการติดตั้งแบบวางหิ้ง ออกแบบได้ตอบโจทย์ต่อการติดตั้งทั้ง 2 แบบเลยทีเดียว

ด้านล่างเป็นรูเสียบสายลำโพง อาจยากต่อการเสียบต่อ แต่ช่วยให้สายลำโพงไม่พับงอได้
ดอกลำโพงวูฟเฟอร์ขนาด 8.9 ซม. สีทองแดงนั้น ใช้วัสดุเป็นกราไฟต์แบบ Injection Molded ให้ความแข็งแรงสูง ในขณะที่มีทั้งความบางและเบา ช่วยสนองต่อเสียงย่านความถี่ต่ำได้ดีกว่าเดิม ส่วนทวีตเตอร์มีขนาด 1.9 ซม. ใช้วัสดุเป็นอะลูมินัม ครอบด้วย 90° x 90° Tractix Horn เพื่อเสริมให้เสียงย่านสูงได้ไดนามิกที่มีน้ำหนักมากขึ้น ขับเนื้อเสียงชัดใสสะอาด ตามสูตรสำเร็จของ Klipsch

มองเผินๆ อาจเหมือนช่องเสียบแบบบานาน่า แต่ไม่ใช่… ช่องต่อเป็นแบบหนีบต้องดันเข้าไป เพื่อให้รูหนีบเปิด
ลำโพง Sattellite และลำโพงเซ็นเตอร์สามารถตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 110Hz – 23kHz โดยลำโพงเซ็นเตอร์จะมีหน้ากว้าง 27.3 ซม. และน้ำหนักกว่า 2.3 กก. ซึ่งจะเพิ่มดอกลำโพงวูฟเฟอร์มาอีก 1 ดอก มีทวิตเตอร์คั่นกลางระหว่างคู่วูฟเฟอร์ กำลังขับ 75W ทางด้านหลังจะมีช่องคายเสียงอยู่ตรงกลาง สามารถติดตั้งแบบแขวนได้ด้วย

โฉมหน้าของลำโพงที่ทำหน้าที่เสมือนปาก เปล่งเนื้อเสียงออกมาได้ชนิดถึงใจ
ไฮไลต์ของชุดนี้คงหนีไม่พ้นซับวูฟเฟอร์ไร้สาย ใช้งานง่าย AVR รุ่นเก่าก็สามารถใช้ได้ เพียงแค่นำ Transmitter ไปเสียบที่ช่องต่อสายซับวูฟเฟอร์ ตัวเครื่องส่งสัญญาณก็พร้อมใช้งานได้ทันทีในคลื่นความถี่ 2.4GHz ซึ่งซับวูฟเฟอร์บิลต์อินแอมป์ดิจิตอลมาในตัว มีกำลังขับอยู่ที่ 50W (พีคสุดที่ 150W) รูปลักษณ์ภายนอกไม่ต่างจากรุ่นอื่น ตัวตู้เป็นทรงลูกบาศก์ ดีไซน์แบบยิงเสียงลงพื้น หน้ากว้าง 29.9 ซม. ความสูง 33.7 ซม. และน้ำหนักอยู่ที่ 6.8 กก.

ลูกบาศก์ดำสง่า ผิวแปะเป็นลายไม้ ฐานยกสูงเล็กน้อยตามสไตล์ Down-Firing หรือยิงเสียงลงพื้น

จ๊ะเอ๋! ดอกซับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว สถิตอยู่ตรงนี้เอง
ตัวตู้เป็นไม้ MDF ใช้ดอกลำโพงยิงเสียงลงพื้นขนาด 8 นิ้ว ซึ่งท่อคายเสียงเองก็อยู่ด้านล่างเช่นกัน สามารถปรับแต่งเสียงให้ถูกใจได้ด้วยปุ่มต่างๆ ทางด้านหลัง ได้แก่ Gain – เพิ่มปริมาณมวลเบส, Low Pass – จุดตัดความถี่เสียงระหว่างซับวูฟเฟอร์และลำโพง, สวิตช์ปิด/เปิด, Phase – สำหรับปรับคลื่นเสียง และสุดท้ายคือช่องต่อ RCA

บิลต์อินแอมป์ดิจิตอลมาในตัว เพื่อให้ประสิทธิภาพความแม่นยำสูง

ประตูด่านใหญ่สำหรับส่งสัญญาณจาก AVR ไปยังซับวูฟเฟอร์ เสียบปุ๊บก็พร้อมใช้ได้ทันที
Setup – การติดตั้ง
ส่วนของการเซ็ตอัพนั้น ได้จับคู่ชุดลำโพง Klipsch Reference Theater Pack 5.1 เข้ากับ AV Receiver สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Onkyo เป็นรุ่น TX-NR1008 อันมีจุดเด่นในเรื่องกำลังขับที่สูง และให้โทนเสียงที่นุ่มนวล ปลายเสียงกลม ซึ่งธรรมชาติของ Klipsch จะมีความเจนจัดในย่านเสียงแหลมสูง จึงอาจช่วยให้มีความกลมกล่อมมากขึ้น ผสานกับสายลำโพง Velocita Naples I เป็นสายทองแดงบริสุทธิ์ ให้แนวเสียงเปิดกระจ่าง แต่ยังความอิ่มของเนื้อเสียงเอาไว้ จะเข้ากันได้ดีหรือไม่ คลิกหน้าถัดไปกันเลย!

แม้แต่ห้องทดสอบที่เป็นโทนสีขาว Klipsch ชุดนี้ก็ยังสร้างความโดดเด่นสวยงามให้กับห้องได้
Sound – เสียง
เมื่อแกะกล่องแล้วเปิดฟังในช่วงต้น โทนเสียงจาก Klipsch ชุดนี้มีความคมจัดแจ้งสูง โดยเฉพาะในย่านเสียงแหลม จนต้องมีสะดุ้งกันบ้าง แต่หลังจากทำการเบิร์นไปได้ประมาณเกือบๆ ร้อยชั่วโมง ความสนุกเพลิดเพลินได้บังเกิดขึ้น สมดุลย์เสียงในแต่ละย่านเข้าที่เข้าทาง เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงชุดลำโพงนี้ออกมาให้ได้ฟังกัน

ดอกลำโพงกราไฟต์กับทวีตเตอร์อะลูมินัมของชุดนี้ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา อยากลองท้าให้ทุกท่านได้ฟังเสียง
เริ่มต้นการทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Baby Driver มีจุดเด่นเรื่องของฉากแอคชั่นสุดมัน การผสานกันระหว่างเสียงการขับรถไล่ล่าบนถนนกับเสียงเพลงร็อค สอดประสานพร้อมการลำดับภาพที่ เป๊ะ! ทุกฉาก เพิ่มความสนุกรุกเร้า เสียงเซอร์ราวด์โยนเสียงต่อเนื่อง เหมาะแก่การทดสอบชุดลำโพงพันธ์ดุเป็นอย่างยิ่ง
ขอยกตัวอย่างจากซีนแรกของเรื่องนี้ Klipsch สามารถให้มิติเสียงที่ชัดเจน โดยเสียงเพลงประกอบของฉากนี้ ได้เนื้อเสียงร้องและแยกเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้ชัดเจน ส่วนรายละเอียดความแอ็คชั่น เช่น เสียงเครื่องยนต์, เสียงยางรถ, เสียงการเข้าเกียร์ หรือกระทั่งเสียงพูดคุยตัวละคร สามารถเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน ไม่โดนเพลงประกอบกลบจน สร้างความตื่นเต้นระหว่างรับชมชนิดถึงพริกถึงขิง

ดูหนังแอคชั่นแบบนี้ ถ้าเสียงไม่โลดโผนว่องไว แล้วมันจะสะใจได้อย่างไร
Klispch ถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์ได้แผดคำราม รับรู้ถึงพละกำลังของเครื่องยนต์ที่ถูกขับออกมา
ตรงจุดนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่ทวีตเตอร์และ Tractix Horn ที่สามารถขุดรายละเอียด เผยออกมาได้อย่างหมดจดทุกเม็ด ซึ่งรายละเอียดที่ชัดเจนเช่นนี้ บางท่านอาจคิดแล้วว่า จะสร้างความตึงเครียดระหว่างการฟังหรือไม่ ต้องบอกเลยว่า “ไม่ครับ” เพราะไดนามิกและเวทีการฟังที่ได้จากชุดนี้ มีความกว้างและน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ ไม่เร่งเร้าให้ผู้ฟังอึดอัดเท่าไรนัก แต่หากท่านใดรู้สึกว่าจัดจ้านไป แก้ไขง่ายๆ ด้วยการใส่หน้ากาก ซึ่งหน้ากากของรุ่นนี้เป็นลักษณะค่อนข้างหนา กรองความเสียดคมได้อย่างดี
ส่วนเสียงเบสจากซับวูฟเฟอร์ก็ช่วยดันสนามเสียงให้มีความครอบคลุมรอบพื้นที่ ด้วยความสามารถของการยิงเสียงลงพื้น ทำให้เสียงเบสแผ่ได้ลึกกว่าทั่วไป ซึ่งตัวซับวูฟเฟอร์รองรับการปรับจุดตัดเสียงได้ระหว่าง 40Hz-120Hz และ LFE แถมปรับระดับ Gain ได้ด้วย อีกทั้งความที่เป็นไร้สาย จึงเป็นข้อดีิอย่างมาก ช่วยให้ปรับเคลื่อนย้ายตำแหน่งการติดตั้งได้อย่างอิสระ ซึ่งตำแหน่งของซับวูฟเฟอร์นั้นเป็นหัวใจสำคัญเลย หากไม่เหมาะสม เสียงเบสอาจมีอาการเบสเบลอหรือเบสบวม ชวนให้เสียอารมณ์ ทาง Klispch เลยได้ใส่ฟีเจอร์เหล่านี้เข้ามา ส่งสัญญาณในความถี่ 2.4GHz ให้ความเสถียรสูง รับสัญญาณได้ดี ไม่มีเรื่องเสียงดีเลย์ให้กังวลใจ
พูดถึงความกว้างของเวทีเสียงแล้ว ไปพิสูจน์ให้แน่ชัดกันต่อด้วยแผ่นคอนเสิร์ต Imagine Dragons : Smoke + Mirrors Live อีกหนึ่งคอนเท็นต์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการบันทึกเสียงแสดงสด รวมถึงตัวผมเองเคยมีโอกาสชมการแสดงจากวงนี้ เลยจะเทียบสักหน่อยว่าให้อารมณ์ความสนุกใกล้เคียงคอนเสิร์ตจริงๆ หรือไม่

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ดอกวูฟเฟอร์กราไฟต์ ช่วยหนุนเสียงแต่ละช่วงให้มีความอิ่มกำลังพอดี เต็มปากเต็มคำ ฟังสนุก ทำงานเข้ากันกับภาคเสียงแหลมจากทวีตเตอร์ได้อย่างกลมกลืน ได้รสจัดจ้านดุดัน สมเอกลักษณ์ Klipsch
โดยในเพลง Demon ที่เน้นเสียงร้องแบบเข้มข้น ตัวลำโพงเซ็นเตอร์สามารถเค้นน้ำเสียงอันดุดันได้ชัดเจน รับรู้ถึงลมหายใจและการร้องแบบขึ้นจมูก มีบางช่วงในเพลงนี้ที่นักร้องยื่นไมค์ให้คนดูช่วยร้อง ซึ่งเสียงจะคนดูที่เข้าไมค์นักร้อง กับเสียงคนดูที่เป็นเซอร์ราวด์รอบด้าน มีมิติอย่างน่าตื่นใจ มีทิศทางและระยะความลึกของเสียง สร้างอารมณ์ความเป็นคอนเสิร์ตได้ดีเลยทีเดียว เสียงเครื่องดนตรีก็เป็นชิ้นเป็นอัน ถูกใจผู้ที่ชอบแนวเสียงแยกชิ้นดนตรีแน่นอน
ลับมาลองฟังแบบ 2 แชนแนลจากลำโพงคู่หน้ากันบ้าง ด้วยอัลบั้ม Divide จาก Ed Sheeran ที่เน้นเสียงร้องและเสียงกีตาร์โปร่ง เสียงที่คู่หน้าของชุดนี้ให้มานั้น มีความโปร่งกระจ่างใสชัดเจนมาก เผยทุกรายละเอียด แต่ด้วยวูฟเฟอร์ที่มีขนาดเล็ก แม้จะสนองย่านเสียงต่ำสุดที่ 110Hz อาจยังเสริมความนวลได้ไม่มากเท่าไร จึงต้องขยับมาฟังในรูปแบบสเตอริโอ 2.1 แชนแนล

หากฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าเสียงดุเกินไปอย่าเพิ่งตกใจ เบิร์นไว้สัก 80 ชม. ขึ้นไป ความกระจ่างชัดใส จะทำให้หยุดฟังไม่ได้จริงๆ
พอได้เสียงจากซับวูฟเฟอร์เข้ามา ความอิ่มเสียงก็ปรากฏให้เห็น และหลังจากฟังเพลงหลายๆ สไตล์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งชุดที่ฟังเพลงค่อนข้างสนุก เสียงโปร่งกระจ่างใส โดยเฉพาะเรื่องเสียงร้อง ที่นำมาก่อนใครเลย รายละเอียดต่างๆ ของเครื่องดนตรีก็ครบถ้วนชัดเจน มีมิติเสียงกว้าง ให้อารมณ์ระดับอ้างอิง ซึ่งย่านเสียงกลางสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติสมจริง ย่านเสียงต่ำและเสียงสูงไม่เบียนเบียนเสียงกลางจนเกินไป สมชื่อซีรีส์ Reference ได้อย่างไม่ผิดหวัง
แต่ก็มีข้อแนะนำเล็กน้อยว่า เพลงสไตล์ร็อกที่เน้นเบสเป็นลูกๆ โน๊ตชัดๆ ควรที่จะปรับ Gain ของซับวูฟเฟอร์ลงกว่าปกติสักหน่อย ด้วยลักษณะของซับวูฟเฟอร์ที่เป็นแบบยิงเสียงลงพื้น เสียงเบสจึงค่อนข้างแผ่ลึก เก็บตัวช้า เมื่อปรับ Gain ลงจะได้ความกระชับที่สูงขึ้น เท่านี้ความมันจะก็พุ่งเข้าหาในทันที หากอยากรู้ว่าเสียงจะเร้าใจแค่ไหน คลิกชมคลิปบันทึกเสียงสดด้านล่างเลย…!
เสียงทดสอบจริงของ Klipsch Reference Theater Pack 5.1
Conclusion – สรุป
สรุปได้ว่า Klipsch Reference Theater Pack 5.1 ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Klipsch เอาไว้อย่างครบถ้วน ถึงจะเป็นชุดลำโพงไซส์เล็ก แต่ก็ยังได้อารมณ์ความซีรีส์ระดับอ้างอิง ตรงที่น้ำเสียงอันจัดจ้าน โดดเด่นย่านเสียงกลาง ให้เนื้อเสียงร้องหรือเสียงพูดที่เข้มข้น มีไดนามิกที่ดีชนิดสัมผัสได้ ถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการฟังสไตล์ Vocal แน่นอน

ชุดลำโพงรุ่นเล็กที่เดินตามรอยรุ่นใหญ่ เอาใจใส่ในรายละเอียดเสียง ตามนิยามของ Reference Series
ในการดูหนังและฟังเพลงนั้น หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความโครมครามตูมตามจากซับวูฟเฟอร์ ยังอยู่ที่การแยกรายละเอียดของเสียงต่างๆ รวมถึงความลึกตื้นของมิติเสียง เป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสได้อย่างมาก ซึ่งชุดนี้ก็สอบผ่านอย่างไร้ที่ติ ขุดทุกเสียงทุกรายละเอียด เสิร์ฟถึงหูได้อย่างมีรสชาติ ผสานกับเสียงเบสที่แผ่ลึก จากซับวูฟเฟอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับกับห้องทุกรูปแบบ ด้วยความสามารถของการรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย สร้างความอิสระในการจัดวาง แถมดีไซน์สวยงาม ประดุจเฟอร์นิเจอร์ประจำบ้าน จนอดไม่ได้ที่จะเทใจให้กับ Klipsch ชุดนี้
ข้อดีของ Klipsch Reference Theater Pack 5.1
1. ให้เสียงที่คมชัด เผยรายละเอียดได้อย่างหมดจน ให้เสียงร้องที่ชัดถ้อยชัดคำ
2. ตัวลำโพงมีดีไซน์สวยงามน่าดึงดูด ขนาดเล็กติดตั้งง่าย
3. ซับวูฟเฟอร์ยืดหยุ่นต่อการจัดวาง และปรับจูนได้หลากหลาย
ข้อเสียของ Klipsch Reference Theater Pack 5.1
1. เสียงอาจจัดจ้านสักหน่อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหวานนุ่ม สามารถปรับแก้ง่ายๆ ด้วยการใส่หน้ากากลำโพง
2. ช่องเชื่อมต่อค่อนข้างเล็ก ยากต่อการเสียบต่อ แต่แน่นหนาต่อการติดตั้งมาก สายไม่หักงอ
3. ราคาค่อนข้างสูง แต่คุณภาพที่ได้นั้นสมน้ำสมเนื้อเลย
สนใจสินค้าติดต่อ
บริษัท โฮม ไฮ ไฟ จำกัด
สำนักงานใหญ่และศูนย์บริการ (ตรงข้ามสายใต้ใหม่):
284, 286 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี
เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 Tel. 02-448-5489, 448-5465-6 Fax. 02-408-8172
www.facebook.com/soundrepublic.th