Skip to content
|

รีวิว LG 65OLEDG2 ดีไซน์สวยติดผนัง ภาพตัวท็อป เกรด OLED evo

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 31 Oct 2022 0 comments

G2 ของ LG เป็นชื่อซีรีส์หัวตารางของทีวีตระกูล OLED TV ที่เป็นการรวมกันระหว่าง “เทคโนโลยี” และ “ศิลปะ” เอาไว้ด้วยกัน ทำให้มีชื่อเรียกอย่างเก๋ ๆ อีกชื่อ ว่า “Gallery” นั่นหมายความว่ารุ่นนี้ นอกจากจะเป็นทีวีที่เอาไว้ดูหนังฟังเพลงแล้ว ยังสามารถเป็นกรอบเพื่อแสดงผลงานภาพศิลปะได้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เพียงแค่เอาภาพต่าง ๆ มาเปิด แต่เป็นฟีเจอร์การแสดงภาพศิลปะที่มีอยู่ใน G2 โดยเฉพาะ ทำให้ทีวีไม่ใช่แค่ทีวีอีกต่อไป

สเปกเบื้องต้นของ LG 65OLEDG2

  • 4K (3840 x 2160)
  • ลำโพง 4.2 Ch กำลังขับ 60W
  • ชิปประมวลผล α9 Gen5
  • รองรับ Dolby Vision / Dolby Atmos
  • รองรับ G-Sync / FreeSync
  • webOS 22
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียง LG ThinQ AI / Google Assistant

Design – การออกแบบ

เนื่องจาก LG ซีรีส์ G2 มีจุดประสงค์ในการออกแบบให้เหมือนกับเป็นชิ้นงานภาพศิลปะ ดังนั้นรูปแบบการติดตั้งทีวีจึงเป็นลักษณะแขวนกับผนังเป็นหลัก ภายในกล่องของซีรีส์นี้จึงได้แถมขาแขวนแบบพิเศษเอาไว้ให้ด้วย เป็นขาแขวนที่พอติดตั้งกับทีวีแล้ว ตัวทีวีแทบจะแนบชนิดไปกับผนังเลย แต่ถ้าใครไม่อยากแขวนก็สามารถหาซื้อขาตั้งแบบพิเศษที่ชื่อ Gallery Stand มาเสริมได้อย่างในรีวิวนี้

*Gallery Stand ใช้ได้เฉพาะกับรุ่น 55” และ 65

แขวนแล้วแนบชิดติดผนัง

ขาตั้ง3แฉก

ด้านหลังซ่อนสายไฟได้

การออกแบบจอของ G2 ถือว่าอยู่ในทางสมัยนิยม กรอบจอบางพื้นที่แสดงผลแทบจะเต็มพื้นที่ ที่ขอบด้านข้างของรุ่นนี้จะมีความหนา และเป็นทรงเหลี่ยมมากกว่า OLED ซีรีส์อื่น แต่นี่เป็นการออกแบบอย่าง “ตั้งใจ” สาเหตุก็เพราะเวลาที่เอาทีวีไปแขวนจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นกรอบรูปนั่นเอง สมกับชื่อการออกแบบที่ LG ให้ไว้ Gallery Design

กรอบจอจะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายกรอบรูป

ด้านล่างตรงกลางจะเป็นปุ่มเซ็นเซอร์ ปุ่มฮาร์ดคีย์

ช่องต่อทั้งหมดของ 65 LGOLED G2

  • HDMI 2.1 x 4
  • USB x 3 x 3
  • Antenna / Cable
  • Ethernet (LAN)
  • Wireless LAN
  • Bluetooth 5.0

เผื่อใครที่ไม่ได้อัปเดตข่าวสาร ก็อยากบอกให้รู้กันว่า Magic Remote ของ LG ก็ยกโฉมปรับปรุงกันมาสักพักแล้ว รีโมทรุ่นใหม่จะมีความเพรียวบางมากขึ้น ด้านหลังเซาะร่องได้ถูกตำแหน่ง ทำให้สามารถจับได้อย่างถนัดมือ คุม Air Mouse ได้ง่ายขึ้น บนรีโมทก็มีปุ่มลัดครบครัน

*ปุ่ม Disney+ บนรีโมทจะเป็นการเปิด Disney+ Hotstar บนเว็บบราวเซอร์ไม่ใช่จากตัวแอปฯ แนะนำว่าเวลาใช้ควรเปิดจากตัวแอปฯ หน้าหลัก

Magic Remote โฉมใหม่

Picture – ภาพ

LG 65OLEDG2 ก็อย่างที่รู้กันคือมาแทนตัว G1 ของปีที่แล้ว เป็นทีวี OLED ความละเอียด 4K รองรับ HDR แบบ Dolby Vision / Dolby Vision IQ จุดเด่นของพาเนล OLED นอกเหนือไปจากความดำ ที่ดำสนิท ชนิดหาตัวเองไม่เจอ ก็คือสไตล์ภาพที่ใส เปิดสว่าง มุมมองดี เพียงแต่จะขุดรายละเอียดได้ดีแค่ไหน อันนี้เราต้องมาดูกัน เพราะนอกจากเรื่องพาเนลแล้วยังขึ้นกับชิปประมวลผลด้วย อย่างในปีนี้ก็ได้ใช้ชิป α9 Gen5 ที่มีความฉลาดในการอ่านสัญญาณมากขึ้น คอนเทนต์ที่ผู้เขียนได้หยิบเอามาทดสอบในเรื่องของรายละเอียดภาพโดยเฉพาะ คือเรื่อง LOU จาก Netflix ในช่วงที่ตัวละครหลักกำลังจะไปสตาร์ทรถเพื่อหลบหนีในเวลากลางคืน

จากที่สังเกตดูพบว่ารุ่นนี้สามารถเกลี่ยแสงได้เนียนขึ้น รายละเอียดในที่มืดก็ทำได้ดี จุดไหนที่ควรเห็นก็ต้องเห็น จุดไหนที่ไม่ควรเห็นก็ไม่เห็น อย่างจุดที่ต้องเห็นก็เช่นแสงไฟที่ส่องเข้ามากระทบตัวละครแล้วค่อย ๆ ไล่ความสว่างลงไปจนถึงมืดสนิท ยกตัวอย่างเช่นดีเทลของเสื้อผ้า หมวก เส้นผมต่าง ๆ พอจุดถึงที่ต้องมืดก็มืดสนิทไม่โพลน สิ่งเหล่านี้พอรวมกันก็ยิ่งทำให้ภาพดูมีมิติไม่แบน ส่วนโหมดภาพที่แนะนำให้ใช้ในการรับชมคอนเทนต์แบบ HDR คือ Filmmaker Mode เช่นเคย

ดูภาพนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้น เกลี่ยแสงได้ดีจริง ๆ

ด้วยความที่ซีรีส์ G2 จัดเป็น OLED TV ระดับท็อป พาเนลที่ใช้จึงไม่ใช่พาเนล OLED ธรรมดา แต่เป็น OLED evo ที่พัฒนามาจากพาเนล WRGB OLED เดิม โดยจุดเด่นที่สุดคือในเรื่องของความสว่างสูงสุด หรือ Peak Brightness ที่ทำได้มากขึ้น จึงทำให้ตัวทีวีสามารถสู้แสงได้มากกว่าเดิม ภาพ HDR เจิดจรัสมากขึ้น และจากที่ลองใช้เครื่องมือในการวัดก็พบว่าเพิ่มสูงขึ้นจริง อย่างในโหมด Vivid สามารถวัดค่า Peak Brightness ได้ราว 1008 nits แต่แน่นอนเวลาใช้งานจริงเราต้องการภาพที่สบายตา ถ้าสลับมาใช้ Filmmaker Mode ก็จะได้อยู่ที่ราว 961 nits ส่วนขอบเขตสีสามารถทำได้กว้างราว 97.51% ของมาตรฐาน DCI-P3

HDR Precalibration


HDR Postcalibration

การชมคอนเทนต์ประเภท SDR ก็จะมีโหมดภาพมาตรฐานที่นิยมใช้งานอย่าง Filmmaker Mode, Cinema, ISF Expert Bright / Dark เพียงแต่การปรับจูนอุณหภูมิสีของโหมดภาพเหล่านี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 5700K ซึ่งถือว่าติดโทนอุ่นเกินไปหน่อย ถ้าถามว่าใช้งานได้ไหม ? ตอบว่าได้ครับ เพราะโทนที่ออกมาอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ แต่พอได้ปรับภาพแล้วค่าที่ออกมาถือว่าดีมาก อุณหภูมิสีอยู่ที่ 6498K ค่าเฉลี่ยความผิดเพี้ยนของ Grey Scale และ Color ก็วัดได้เพียงแค่ 1 เท่านั้น

ด้านการอัปเสกลภาพ จากที่ดูรายการทีวีออนไลน์ หรือหนังที่ความละเอียดภาพไม่ถึง 4K หากดูแบบไม่จับผิด และดูในระยะที่เหมาะสม ภาพเป็นรองในระดับ 2-3 สเตป (ขึ้นอยู่กับหนังใหม่หรือเก่า) ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว

SDR Precalibration


SDR Postcalibration

ด้านภาพเคลื่อนไหว หรือ TruMotion โหมดอัตโนมัติอย่าง Cinematic Movement ก็ทำได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว เพียงแต่จะติดกระชากไปสักนิดในบางจังหวะ ถ้าอยากให้ดียิ่งขึ้นแนะนำว่าเลือกปรับเอง เลือก De-Judder ระดับ 5 และ De-Blur ระดับ 8

*ค่าดังกล่าวอ้างอิงจากขนาด 65″

ด้วยคุณสมบัติของ HDMI 2.1 ทำให้ LG 65OLEDG2 รองรับสัญญาณภาพ 4K@120Hz, VRR (Variable Refresh Rate) ด้วย ซึ่งเข้ากันได้กับทั้งค่ายเขียว G-Sync และค่ายแดง FreeSync จึงค่อนข้างตอบโจทย์หากใครจะเอาไปต่อเพื่อใช้เล่นเกม ใช้คู่กันกับโหมดภาพ Game Optimizer และฟีเจอร์ Game Optimizer (ชื่อเดียวกัน) ก็จะยิ่งทำให้การเล่นเกมสนุกขึ้น

โหมดภาพ Game Optimizer เป็นโหมดภาพที่มี Input Lag ต่ำ อย่างในกรณีที่รับสัญญาณ 4K@60Hz ค่า Input Lag ก็จะอยู่ที่ 12.9ms ส่วนถ้าเป็นสัญญาณแบบ 1080p@120Hz ก็จะเหลือแค่ 4.8ms เท่านั้น ส่วนฟีเจอร์ Game Optimizer ก็จะมีหน้าต่าง Game Dashboard ให้ผู้ใช้สามารถดูค่าต่าง ๆ ได้ในขณะเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็น FPS, สถานะ VRR, โหมดภาพย่อยสำหรับเล่นเกม ฯลฯ พร้อมทั้งยังสามารถปรับแต่งค่าเพิ่มเติมได้ด้วย อย่างเช่นใครที่ชอบเล่นเกมในห้องที่ค่อนข้างมืด ก็สามารถเปิดใช้ Dark Room Mode ได้ เมื่อเปิดใช้งานแล้วทีวีก็จะดรอประดับความสว่างลงมาโดยที่จะไม่กระทบกับการตั้งค่าในส่วนอื่น

Dark Room Mode มีสองระดับ

ทิ้งท้ายเรื่องภาพสักเล็กน้อย รุ่นนี้รองรับฟีเจอร์ Dolby Vision IQ + Precision Rendering สำหรับตัว Dolby Vision IQ หลายคนคงคุ้นกันอยู่แล้วว่าเป็นการปรับความสว่างตามแสงแวดล้อม ส่วน Precision Rendering นั้นค่อนข้างใหม่ เป็นส่วนเสริมที่จะมีอยู่ในชิป α9 เท่านั้น มันจะช่วยเสริมรายละเอียดภาพได้มากขึ้น ซึ่ง Precision Rendering จะเป็นการเปิดใช้งานแบบอัตโนมัติเลยหากเรารับชมคอนเทนต์ Dolby Vision

Sound – เสียง

ลำโพงของ LG 65OLEDG2 จะมีทั้งหมด 4.2 แชนแนล กำลังขับรวม 60 วัตต์ รองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Atmos จากที่ได้ลองฟังเสียงทั้งจากการดูหนัง และฟังเพลง พบว่ารุ่นนี้มีเนื้อเสียงที่ค่อนข้างดี ไม่แห้ง เบสผสานกับเสียงพูด เสียงชิ้นดนตรีได้อย่างลงตัว เวทีเสียงครอบคลุมผู้นั่งฟังบริเวณด้านหน้า 3-5 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเก่งแล้วสำหรับทีวี สำหรับโหมดเสียงที่แนะนำให้ใช้งานโดยส่วนตัวผมค่อนข้างชอบอยู่สองโหมด โหมดแรกคือ Cinema ที่จะเพิ่มเสียงเบสให้มากกว่าโหมดอื่น เสียงพูด เสียงร้องจะหลบด้านหลัง ส่วนอีกโหมดคือ Clear Voice Pro ที่เสียงพูด เสียงร้อง จะเด่นกว่าเสียงอื่น แต่ก็ต้องแลกมากับที่เบสจะบางลง

ถึงตัวทีวีจะรองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Atmos และมีโหมด AI Sound Pro จำลองให้เป็นระบบ 7.1.2 ได้ สำหรับคนที่อยากจะฟังเสียงแบบ Dolby Atmos ขอแนะนำว่าควรหาซื้อซาวด์บาร์มาต่อเพิ่มเติม อาจใช้รุ่น LG SP9A ก็ได้ แล้วต่อผ่านช่อง HDMI 2 เพราะช่องนี้รองรับ eARC/ARC สามารถ Pass-through ระบบเสียง Dolby Atmos ได้

Feature – ลูกเล่น

Always Ready ฟีเจอร์เด็ดบน LG TV ตัวท็อปเท่านั้น และเป็นลูกเล่นที่เข้ากันกับซีรีส์ G2 มากที่สุด เพราะเข้ากันกับหลักการออกแบบ เพราะเมื่อปิดทีวีฟีเจอร์นี้จะทำงานอัตโนมัติ ดึงเอาภาพขึ้นมาแสดงผลแทน เปลี่ยนจากทีวีจอดำธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นจอแสดงภาพผลงานศิลปะก็ได้ โดยภาพที่ดึงมาแสดงก็จะอ้างอิงกับภาพที่เราได้เลือกไว้ อย่างกรณีนี้ได้เลือกไว้ให้แสดงภาพใน Art Gallery

ฟีเจอร์นี้สามารถเลือกที่จะเปิด หรือปิด ได้ เข้าไปตั้งค่าได้ที่ Setting > General > Always Ready

มีผลงานให้เลือกมากมายใน Art Gallery

webOS ของ LG ในปีนี้มีชื่อรหัสว่า webOS22 หน้าตายูสเซอร์อินเตอร์เฟซแม้ไม่ได้แตกต่างจากปีก่อนมากนัก แต่ได้เพิ่มลูกเล่นที่น่าสนใจเข้าไปหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการสร้างโปรไฟล์ซึ่งถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ดีมาก เพราะในบ้านหนึ่งหลังมีคนใช้ทีวีหลายคน แต่ละคนก็มีพฤติกรรมการดูคอนเทนต์แตกต่างกันไป การที่สามารถสร้างโปรไฟล์แยกได้แบบนี้ก็ช่วยให้ผู้ใช้แต่ละคน ใช้ทีวีได้อย่างสะดวกมากขึ้น

 

LG G2 รองรับการสั่งงานด้วยเสียงทั้ง LG ThinQ AI และ Google Assistant ในการใช้งาน LG ThinQ AI สามารถสั่งงานได้เลยโดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนการตั้งค่าอะไร และยังสามารถสั่งงานแบบ Hands-free Voice Control สั่งงานโดยที่ไม่ต้องใช้รีโมท ส่วนการสั่งงานผ่าน Google Assistant จะต้องเปลี่ยนภาษาเครื่องให้เป็นภาษาไทยเสียก่อน

ถ้าอยากใช้ Google Assistant ต้องเปลี่ยนภาษาเครื่องเป็นภาษาไทย

Multi View ฟีเจอร์ที่สามารถแสดงภาพจากสองอินพุตพร้อม ๆ กัน โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้แสดงแบบ Side By Side หรือ Picture in Picture เพียงแต่ในเฟสแรกฟีเจอร์นี้ยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนัก หากเราเลือกจอแรกเป็นสัญญาณจาก Live TV, HDMI, YouTube อีกหนึ่งจอจะต้องเป็น USB Camera, Miracast หรือ YouTube เท่านั้น ต้องรอเฟสถัดมาถึงจะเปิดใช้งานร่วมกับแหล่งสัญญาณอื่น ๆ ได้หลากหลายมากขึ้น เช่น YouTube + Airplay

Screen Mirroring ได้ทั้ง Android / iOS

จัดการอุปกรณ์ IOT ภายในบ้านได้จาก Home Dashboard

Conclusion – สรุป

ข้อดีของ LG 65OLEDG2

  • กรอบทีวีสวย แขวนแล้วแนบชิดติดผนัง
  • พาเนล OLED evo ให้ความสว่างมากกว่าพาเนล OLED ทั่วไป ทั้งยังได้ความดำที่ดำสนิท
  • ปรับภาพแล้วได้สีสันที่เที่ยงตรงแม่นยำ ทั้ง SDR / HDR
  • ได้ HDMI 2.1 ทั้ง 4 ช่อง รองรับ VRR (G-Sync, FreeSync) พร้อม Game Optimizer ช่วยให้การเล่นเกมดีขึ้น
  • ฟีเจอร์ Always Ready เปลี่ยนทีวีให้กลายเป็นกรอบภาพแสดงผลงานศิลปะ
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงทั้ง LG ThinQ AI / Google Assistant
  • มีแอปฯ Disney+ Hotstar

ข้อจำกัดของ LG 65OLEDG2

  • ออกแบบมาสำหรับแขวนผนัง (ขาแขวนแถมให้อยู่แล้ว) หากใครอยากจะเอาไปตั้งต้องซื้อขาตั้งเพิ่มเอง
  • การจะใช้งาน Google Assistant ต้องเปลี่ยนภาษาเครื่องเป็นภาษาไทย ถ้าใช้ได้แบบไม่ต้องเปลี่ยนจะดีมาก
  • ปุ่ม Disney+ บนรีโมท ไม่ได้ลิงก์กับแอปฯ Disney+ Hotstar แต่พาเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ Disney+ Hotstar แทน

ถือว่ารวมเอาที่สุดของเรื่องภาพ และดีไซน์มาไว้แล้วบน 65OLEDG2 ไม่ว่าจะเป็นขาแขวนในกล่องแบบพิเศษที่พอติดตั้งแล้วจะทำให้ทีวีแขวนได้แนบชิดติดผนัง รวมกับเทคโนโลยีภาพ OLED evo ที่ให้ความสว่างได้สูงมากขึ้น ได้ HDMI 2.1 ทั้ง 4 ช่อง ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องต่อกับช่องไหนเป็นพิเศษ ด้านอุณหภูมิสี / ความเที่ยงตรงถึงจะไม่ได้เป๊ะมาตั้งแต่โรงงาน หลังปรับจูนแล้วก็ถือว่าเยี่ยมมาก ด้านสมาร์ททีวีก็ใช้งานง่ายอยู่แล้วเพราะมี Magic Remote แถมเป็นเจ้าแรก ๆ ที่มีแอปฯ Disney+ Hotstar รองรับการสั่งงานด้วยเสียงด้วย

ราคาของ LG OLEDG2

  • 55OLEDG2 86,990 บาท
  • 65OLEDG2 114,990 บาท
  • 77OLEDG2 169,990 บาท
  • ขาตั้ง Gallery Stand ราคา 11,990 บาท

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification

Leave your email and we will notify as soon as the product/variant is back in stock

is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้