รีวิว Pioneer UDP-LX800 เครื่องเล่น 4K Universal Blu-ray Player รุ่นท็อปของท็อปที่สุด
Pioneer UDP-LX800 4K/UHD HDR Universal Blu-ray Player

4K/UHD Universal Blu-ray Player
รุ่นท็อปของท็อปที่สุด !?
ใครที่ถือคติว่า จะซื้อทั้งทีขอดีที่สุด เชื่อว่าจะถูกใจ 4K Universal Blu-ray รุ่นเรือธงของ Pioneer เครื่องนี้แน่นอน เพราะปัจจุบันจะหาเครื่องอื่นที่จัดเต็มเท่านี้ไม่ได้แล้ว…
Pioneer ไม่ใช่ชื่อใหม่ในวงการเครื่องเล่นแผ่นระดับไฮเอ็นด์ ที่ผ่านมาเคยผลิต CD, DVD, SACD, Full HD Blu-ray Player มาแล้ว เมื่อมาถึงยุค 4K/UHD Blu-ray Player ก็ดูจะทำได้โดดเด่นกว่าใคร และในรุ่นรุ่นเรือธงนี้ หลายจุดทำได้เหนือกว่าตำนานอย่าง Oppo 205 ที่หยุดผลิตไปแล้วด้วย

ดีไซน์

หลายท่านคงผ่านตากับรุ่น LX500 มาแล้ว รุ่น LX800 นี้ ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างกันเพราะใช้บอดี้เดียวกันเลย แต่ถ้าได้ลองยกดูก็จะสามารถแยกแยะได้ไม่ยาก เพราะรุ่นท็อปหนักกว่าชัดเจน

เดิมในรุ่น LX500 ก็มีโครงสร้างที่แน่นหนามั่นคงกว่าเพลเยอร์อื่นใดในท้องตลาด โดยสะท้อนออกมาด้วยตัวเลขน้ำหนักที่มากถึง 10.3 กก. ซึ่ง “หนัก” กว่า Oppo 205 อยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ เมื่อถึงคราวของรุ่นท็อปอย่าง LX800 ก็แน่นอนว่า ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มเข้ามา น้ำหนักจะมากขึ้นอีก 3 กก. รวมเป็น 13.8 กก. !! หนักที่สุดในบรรดา 4K Universal Blu-ray Player เลยทีเดียว ว่าแต่มีดีอะไร ถึงได้หนักขนาดนี้…

ทั้ง LX500 และ LX800 อิงโครงสร้างที่เรีกยว่า Ultra-Rigid Construction โดยตัวถัง (Chassis) จะเป็นแบบ 2 ชั้น ด้านข้างมีการประกบซ้อนแผ่นอะลูมิเนียม และด้านล่างเสริมด้วยแผ่นเหล็กหนาถึง 3 มม. ดูแข็งแกร่งบึกบึน ต้านทานแรงสะเทือนจากภายนอกได้อย่างดียิ่ง
โครงสร้างที่เพิ่มเข้ามาในรุ่น LX800 คือ คานเสริมคู่คาดขวางด้านใน และในส่วนของวงจรภาคจ่ายไฟจะมีชีลด์โลหะเคลือบทองแดงครอบทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายรบกวนทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สีดำที่เห็นไม่ใช่เพื่อความสวยงามเป็นหลัก แต่เป็นสีพิเศษแบบ Anti-vibration Paint ทำหน้าที่สลายคลื่นสั่นค้างที่อาจจะเกิดขึ้นภายใน
ภาคจ่ายไฟของรุ่น LX800 นอกจากรูปแบบ Switching สำหรับจ่ายกระแสให้วงจรดิจิตอลและภาคขับเคลื่อนแผ่นดิสก์ ยังเพิ่มเติมภาคจ่ายไฟแบบ Linear (ใช้หม้อแปลง) เพื่อใช้จ่ายพลังงานให้กับวงจรอะนาล็อกโดยเฉพาะ เพื่อผลด้านความเสถียรและการรบกวนที่ลดน้อยลงนั่นเอง

เดิมที Pioneer ก็เชี่ยวชาญด้านการผลิต Disc Drive อยู่แล้ว เมื่อทำเพลเยอร์ระดับไฮเอ็นด์ก็เลยจัดเต็ม ในส่วนของฝาครอบที่เป็นแบบรังผึ้งนั้นทำเพื่อสลาย Resonance ที่เกิดจากกลไกขับเคลื่อนภายใน ถาดรับแผ่นเสริม Damper Spring เพื่อให้เสียงเงียบ ทั้งหมดติดตั้งอยู่บนโครงสร้างแบบแขวนลอย (Floating structure) ด้วยการรองสปริงและยางชนิดพิเศษ แม้จะขับเคลื่อนด้วยความเร็วรอบหมุนสูงก็จะมีความมั่นคง โอกาสจะเกิดการกระทบกระเทือนจนทำให้อ่านข้อมูลผิดพลาดก็ย่อมจะน้อยลง

หากเปรียบเทียบกับรุ่น LX500 ขนาดแผงวงจรอะนาล็อกของรุ่น LX800 ใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า ! นั่นเป็นเพราะ Pioneer พยายามนำประสบการณ์ที่เคยออกแบบ Hi-End SACD Player รุ่น PD-70AE มาใช้กับรุ่นนี้ โดยเพิ่มวงจรแบบ Full-balanced แยกฝั่งทางเดินสัญญาณแชนเนลซ้ายและขวาออกจากกัน และติดตั้ง ES9026PRO 768kHz/32-bit DAC chip จาก ESS Technology จำนวนถึง 2 ตัว (แยกแชนเนลละตัว) พร้อม Custom Electrolytic Capacitors แบบออดิโอเกรด และใช้แท่งทองแดง Bus Bar เพื่อจูนระบบกราวด์ให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกใจหากรุ่นนี้จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า 4K Blu-ray Player อื่นใด

นอกเหนือจาก Pure Audio Direct Mode ที่ให้ความสมบูรณ์กับการเชื่อมต่อสัญญาณแบบอะนาล็อก รุ่น LX800 ยังเพิ่มความโดดเด่นให้กับรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงแบบดิจิตอล ด้วย Transport Mode (Pure Digital) โดยหลักการระบบฯ จะทำการปิดวงจรที่ไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาณดิจิตอลลง เพื่อลดทอนสัญญาณรบกวนภายใน เป็นแนวทางที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงดิจิตอลความละเอียดสูง

สามารถเปิดใช้งานได้ Transport Mode และ Pure Audio Direct Mode โดยกดปุ่ม Direct/Transport ที่หน้าเครื่อง หรือกดปุ่ม Direct ที่รีโมตคอนโทรลก็ได้

รีโมตคอนโทรลใช้รุ่นเดียวกับ LX500 อิงดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ของ Pioneer มีไฟส่องสว่างสีส้มเมื่อกดปุ่มสัญลักษณ์หลอดไฟที่มุมขวาล่าง
ช่องต่อ

ดังเช่นเครื่องเล่น 4K/UHD Blu-ray ระดับสูง LX800 มาพร้อม Dual HDMI Out สามารถแยกสัญญาณภาพทาง HDMI Out Main (v2.0) และสัญญาณเสียงทาง HDMI Out Sub (v1.4) ได้ พร้อม S/PDIF Digital Audio Out ทั้ง Coaxial และ Optical มี Ethernet port แต่ไม่มี Wi-Fi Built-in นัยว่าเพื่อไม่ให้มีคลื่นรบกวนวงจรภาพและเสียง จุดเชื่อมต่อสายไฟเอซีเป็นมาตรฐาน IEC ถอดเปลี่ยนสายไฟได้

ดังที่เกริ่นไปว่า LX800 เน้นให้ความสำคัญกับวงจรอะนาล็อกออดิโอ (Stereo) มากเป็นพิเศษ ในส่วนของช่องต่อสัญญาณจึงมีให้ทั้ง Unbalanced RCA และ Balanced XLR ตามแบบฉบับเพลเยอร์ระดับไฮเอ็นด์ และยังมี RS-232 และ Trigger Input/Output รองรับฟีเจอร์ระดับโปรฯ ด้วย

มี USB 2.0 ที่ด้านหลัง จำนวน 1 ช่อง และด้านหน้าอีก 1 ช่อง สามารถเชื่อมต่อกับ Storage Devices อย่าง Flash Drive หรือ External HDD

ช่องต่อแปลกๆ ที่มีเฉพาะ Pioneer คือ Zero Signal Terminal ช่องต่อนี้จะไม่มีสัญญาณใดๆ ออกมา หน้าที่มีไว้สำหรับเชื่อม “ระบบกราวด์” ระหว่างเพลเยอร์ และ AVR ให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น สามารถใช้กับ AVR ยี่ห้อใดก็ได้นะครับไม่จำเป็นต้อง Pioneer โดยใช้สายเชื่อมต่อไปยังช่อง RCA Input ของ AVR ช่องไหนก็ได้ที่ว่างอยู่
เพิ่มเติม

LX800 ทำหน้าที่เป็น Universal Disc Player จึงเล่นฟอร์แม็ตแผ่นเพลงและภาพยนตร์ได้อย่างครบถ้วน ที่เป็นมาตรฐานอยู่ในปัจจุบันก็ 4K/UHD HDR Blu-ray Disc และแน่นอนว่าเล่นแผ่น Full HD Blu-ray Disc ทั้งแบบ 2D และ 3D ตรงตามความต้องการของคอโฮมเธียเตอร์ฮาร์ดคอร์

เห็นอินเทอร์เฟสเมนูก็คงจะจำกันได้ เพราะเป็นรูปแบบที่ Pioneer ใช้กับอุปกรณ์โฮมเธียเตอร์มาช้านาน ถึงแม้จะดูไม่หวือหวา และบางจุดก็ใช้งานไม่สะดวกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องซีเรียส

คุณสมบัติที่ต้องมีสำหรับเพลเยอร์ยุคนี้ คือ HDR หรือ High Dynamic Range จาก 4K HDR Blu-ray Disc ปัจจุบัน LX800 รองรับฟอร์แม็ต Static HDR อย่าง HDR10 และ Dynamic HDR อย่าง Dolby Vision ทดสอบจริงกับทีวี LG 77C9 และ Sony 65A9G แสดงผลได้ปกติ สามารถ HDMI Bitstream ระบบเสียงดิจิตอลเซอร์ราวด์ไปยัง Onkyo TX-RZ740 ครบทั้ง Dolby Atmos, Dolby TrueHD, Dolby Digital, DTS:X, DTS-HD MA, DTS, ฯลฯ

สดๆ ร้อนๆ เมื่อปลายเดือนมิถุนายน Pioneer เพิ่งแถลงการณ์ชัดเจนว่า เพลเยอร์รุ่น LX800 และ LX500 จะรองรับ Dynamic HDR ฟอร์แม็ต HDR10+ อย่างแน่นอน แต่ต้องรออัพเดทเฟิร์มแวร์นานจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ราวสิงหาคม – พฤศจิกายน) และอาจจะรวมไปถึงได้การรับรองมาตรฐาน IMAX Enhanced ด้วย

LX800 รองรับการเล่นมีเดียไฟล์หลากหลายผ่าน USB 2.0 ซึ่งรวมไปถึงไฟล์วิดีโอมาตรฐาน 4K HDR ที่คุ้นเคยอย่าง MKV, MP4 ก็เล่นได้ไม่สะดุด และส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนเสียงพากย์-ซับไตเติลได้ รองรับฟอร์แม็ตเสียง Dolby Atmos/DTS:X อย่างไรก็ดีในส่วนของไฟล์วิดีโอที่เข้ารหัสภาพแบบ Dolby Vision การแสดงผลจะยังผิดเพี้ยนอยู่ (เป็นเฉพาะเมื่อเล่นรูปแบบไฟล์ เล่นกับแผ่น 4K BD ปกติ) จุดนี้เชื่อว่าน่าจะได้รับการแก้ไขผ่านเฟิร์มแวร์ในภายหลังครับ

Fly Me to The Moon (192kHz/24-bit DVD Audio rip Version) ระดับ LX800 ไม่แปลกที่จะเล่นฟอร์แม็ตเสียงแบบ Hi-res ขวัญใจออดิโอไฟล์ได้ รวมถึง DSD (Direct Stream Digital) ทั้งรูปแบบแผ่น SACD และไฟล์ DSF/DFF ทั้ง Stereo (Analog/HDMI Audio Out) และ Multi-ch (HDMI Audio Out) แต่ยังไม่รองรับฟอร์แม็ต MQA (Master Quality Authenticated) ส่วน Lossy Formats อย่าง AAC, MP3, OGG etc. นี่ได้เป็นปกติอยู่แล้ว เช่นเดียวกับไฟล์ภาพนิ่ง JPG, PNG, GIF
ภาพ

คุณสมบัติพิเศษจาก Pioneer 4K Blu-ray Player คือ การแจ้งข้อมูล HDR Mastering Info โดยจะบอกข้อมูลเชิงลึกอย่าง MaxFALL (Maximum Frame Average Light Level) และ MaxCALL (Maximum Content Light Level) ซึ่งถ้าแผ่นไหนให้ค่าสูง ก็มักจะให้ไดนามิกเรนจ์ที่ดี ภาพจะดูโดดเด่นกว่าแผ่นอื่น แต่ปัจจุบันจะแจ้งได้เฉพาะฟอร์แม็ต HDR10 เท่านั้นครับ

Picture Adjustment Menu ตัวเลือกตั้งค่าเพิ่มเติมสำหรับกระบวนการอัพสเกลภาพของ Pioneer 4K Blu-ray Player สมบูรณ์ยิ่งขึ้น มีตัวเลือก HDR-SDR Adj. ที่แปลงภาพ HDR และแสดงผลบนจอภาพ SDR ได้อย่างลงตัว สามารถเมมโมรี่ค่าภาพต่างๆ เก็บไว้ได้

ทดสอบจากแผ่น 4K HDR Blu-ray Disc หลายๆ ไตเติล LX800 สามารถถ่ายทอดมิติภาพออกมาดีดังคาด ให้ความเปรียบต่างของแสงได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฟอร์แม็ต Dolby Vision

ตอนนี้ แม้ Pioneer จะยังไม่มีการอ้างถึง IMAX Enhanced Certified และ LX800 เองก็ยังไม่สามารถเอาต์พุต HDR10+ ได้ (แต่จะรองรับในอนาคต) กระนั้นเมื่อทดสอบกับ IMAX Enhanced 4K Blu-ray Disc โดยรับชมแบบ HDR10 ก็ยังสังเกตได้ว่าภาพดีกว่ามาตรฐานทั่วไปชัดเจน ไดนามิกดีมาก อาจกล่าวได้ว่า LX800 เป็นสื่อกลางถ่ายทอดภาพมาตรฐานสูงของ IMAX ไปยังจอภาพได้โดยสมบูรณ์
เสียง
การทดสอบคุณภาพเสียงของ LX800 ผมจะแยกรายงานผลเป็น 2 ส่วน ลำดับแรก จะกล่าวถึงผลการใช้งานเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณ Digital HDMI Out ในระบบโฮมเธียเตอร์ และลำดับถัดมาจึงเป็นการรายงานผลการเชื่อมต่อสัญญาณ Analogไปยังซิสเต็มฟังเพลงแบบ 2.0/2.1
มีเคล็ดลับวิธีการให้ได้ภาพและเสียงที่ดีที่สุดจาก LX800 เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณ Digital (HDMI) ไปยังระบบโฮมเธียเตอร์ คือ

เชื่อมต่อสัญญาณแบบ Dual HDMI โดยใช้สาย HDMI 2 เส้น ต่อจากช่อง HDMI Out Main ไปยังจอภาพ และจากช่อง HDMI Out Sub ไปยัง AVR หรือ Pre Processor

2. กำหนดตัวเลือก HDMI เป็น Separate เพื่อแยกสัญญาณภาพและเสียงจากกัน

3. เปิด Transport Mode (Pure Digital)
หากทำได้ดังนี้ ก็จะได้ภาพและเสียงสำหรับระบบดิจิตอลโฮมเธียเตอร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะหาได้ตอนนี้ ซึ่งผลลัพธ์ด้านเสียงผ่านการเชื่อมต่อสัญญาณแบบดิจิตอลนั้น ดูจะเหนือกว่าตำนานอย่าง Oppo 205 ด้วยซ้ำ จุดเด่น คือ น้ำหนักเสียง ดูมีพลังจะแจ้งกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความสงัดที่ส่งผลให้การรับรู้รายละเอียดต่างๆ ดูชัดเจนขึ้นมาอีกเล็กน้อย

แล้วถ้าเชื่อมต่อใช้งาน LX800 แบบปกติ โดยใช้สาย HDMI เส้นเดียว (Single) และ Off – Transport Mode จุดเด่นข้างต้นอาจจะย่อหย่อนลง แต่ผลลัพธ์ยังดีอยู่ครับ ยังให้ความแตกต่างเหนือกว่ารุ่น LX500 ของ Pioneer เอง ทั้งการถ่ายทอดไดนามิก ความหนักแน่น เสียงร้องมีบอดี้อิ่มหนากว่า และรายละเอียดเล็กๆ น้อยย่านปลายเสียงไปจนถึงเบสลึก เหล่านี้ถึงแม้จะใช้งานร่วมกับซิสเต็มธรรมดาราคาไม่แพงอย่าง Onkyo TX-SR373 และชุดลำโพง SKF-4800/SKS-4800 ก็จับความแตกต่างได้ แต่จะให้ชัด จับคู่กับซิสเต็มโฮมเธียเตอร์ระดับสูงจะดึงศักยภาพออกมาได้สุด คุ้มกับค่าตัว LX800 มากกว่า
ลำดับถัดมา ทดลองกับการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบอะนาล็อกดูศักยภาพของ DAC ภายใน LX800 ดูบ้าง โดยทำการเชื่อมต่อสายสัญญาณ Analog Balanced XLR จาก LX800 ไปยัง Analog Balanced Audio In ของ Onkyo PR-SC5507 กับ PA-MC5501 ใช้งานแบบ 2.0 (Front Bi-amp) ร่วมกับลำโพง Quad 22L บางช่วงอาจลองใช้งานแบบ 2.1 โดยเพิ่มเติมลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ Polk Audio HTS10 พบว่า หากเปรียบเทียบกับ Oppo 205 สไลต์เสียงมีความแตกต่างอยู่ในที
LX800 ให้ความกระฉับกระเฉงและรุกเร้ากว่าเล็กน้อย ฟังกับอัลบั้มทั่วไปไม่เจาะจงแนวเพลงโดยเฉพาะจะสนุกมาก รายละเอียดชัดเจน เบสกระชับ เก็บตัวดี ในขณะที่ Oppo เด่นเรื่องความไหลลื่นในน้ำเสียง ฟังผ่อนคลายเน้นเพลงร้องอิ่มหวานจะเด่นมาก ประเด็นนี้ผมถือว่าไม่มีแพ้ชนะ ขึ้นอยู่กับว่าแนวเสียงแบบไหนที่ต้องกับรสนิยมมากกว่า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ฟันธงเลยว่าเสียงอะนาล็อกจาก LX800 ดีกว่า LX500 “แบบคนละชั้น” ! พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่า LX500 ไม่ดี แต่ LX800 ทำได้เหนือกว่ามาก บอดีเสียงเป็นสามมิติ และไล่น้ำหนักจับต้องได้ชัดเจนกว่า โดยจะสังเกตความต่างได้ชัดเมื่อเล่นกับฟอร์แม็ต Hi-res ท่านใดที่มองๆ หาเพลเยอร์รุ่นใหม่ไปใช้งานทั้งรับชมภาพยนตร์ และฟังเพลงกับซิสเต็มอะนาล็อก 2 แชนเนล ลงทุนกับ LX800 ก็จะเป็นอะไรที่คุ้มมากครับ
มีคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการรับฟังเสียงผ่านการเชื่อมต่อสัญญาณแบบอะนาล็อกจาก LX800 คือ การเปิด Direct Mode (Pure Audio) ระบบฯ จะปิดการทำงานของภาควิดีโอลง (จะไม่มีสัญญาณภาพออกไปที่จอทีวี) เพื่อลดทอนสัญญาณรบกวนจากวงจรภายใน เสียงจะมีความสงัดมากยิ่งขึ้น หากซีเรียสสามารถปิดจอแสดงผลที่อยู่หน้าเครื่อง LX800 ได้ โดยกดปุ่ม Dimmer ที่รีโมต
ด้วยราคาที่สูงกว่ารุ่น LX500 เท่าตัว อาจดูเป็นการลงทุนที่สูงไม่น้อย อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้น หลายจุดเป็นการเอาใจใส่แม้ในจุดเล็กๆ แต่มันมีส่วนช่วยส่งเสริมให้การถ่ายทอดคุณภาพของภาพและเสียงสมบูรณ์แบบใกล้เคียงอุดมคติมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลก หาก LX800 จะเป็นหนึ่งใน 4K Universal Blu-ray Player ที่ดีที่สุดเวลานี้

ข้อดี
- 4K Universal Blu-ray Player ที่มีโครงสร้างงานประกอบแน่นหนา จัดการกับสัญญาณรบกวนและให้ความมั่นคงสูงมาก ใส่ใจกับวัสดุอุปกรณ์ภายในคุณภาพโดดเด่นที่สุดเวลานี้
- เล่นฟอร์แม็ตแผ่นดิสก์ได้หลากหลาย ทั้ง 4K/Full HD Blu-ray, 3D, DVD, CD ไปจนถึง SACD และ DVD-Audio รองรับมัลติมิเดียไฟล์ทั่วไปได้ครอบคลุม
- ฟังก์ชั่น Pure Digital Transport Mode ร่วมกับ Dual HDMI Output ให้ภาพ-เสียงดิจิตอลที่สมบูรณ์เหนือ 4K Blu-ray Player อื่นใด
- วงจรอะนาล็อกออดิโอโดดเด่นกว่ารุ่น LX500 มาก เพิ่ม Balanced XLR แยกทางเดินสัญญาณซ้าย-ขวา พร้อม Twin 768kHz/32-bit DAC chip จาก ESS
ข้อเสีย
- Home Menu และอินเทอร์เฟสต่างๆ ดูเชยไปสักนิด บางจุดอาจจะใช้งานไม่สะดวกมากนักแต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
- ไม่มี HDMI Input, Digital Audio Input (Asynchronous USB, S/PDIF) และ Built-in Headphone Amp ความอเนกประสงค์จึงยังเป็นรองตำนานอย่าง Oppo 205
- ไม่มี Wi-Fi Built-in แต่ถ้ามองอีกมุมถือเป็นข้อดี เพราะเป็นการตัดวงจรที่จะสร้างสัญญาณรบกวนออกไป
- ไม่มีลูกเล่นรองรับ Online Video/Music Streaming Services แต่คุณสมบัตินี้สามารถเล่นผ่าน Smart TV หรือ AVR ในปัจจุบันได้อยู่แล้ว