รีวิว Polk Audio Signa S1 ซาวด์บาร์ดีไซน์เรียบหรู คู่แท้แฟน Netflix

Polk Audio Signa S1 ซาวด์บาร์อีกหนึ่งซีรีส์จาก Polk Audio ชูจุดเด่นด้านดีไซน์กระทัดรัดไม่กินพื้นที่ ติดตั้งง่ายแค่ยก, วาง และเสียบสาย ซึ่งจะแตกต่างจากซีรีส์ MagniFi ที่เน้นเรื่องระบบเสียงรอบทิศทางกับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอีกระดับ
แม้ว่าจะเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว แต่ Signa S1 ถือเป็นโมเดลใหม่ในบ้านเรา หลังจากก่อนหน้าส่ง MagniFi Mini และ MagniFi One มาทำตลาดก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งทั้งสองรุ่นทางทีมงานรวมถึงผมเองได้ทดสอบกันไปเรียบร้อย ในคราวนี้มาลองดูกันนะครับว่าซาวด์บาร์ในซีรีส์ใหม่ จะมาตอบสนองถึงความต้องการทางด้านเสียงให้กับลูกค้าได้มากน้อยขนาดไหน
ข้อมูลโดยย่อของ Polk Audio Signa S1
- เป็นซาวด์บาร์ที่ลำโพงหลักสูงเพียงแค่ 2 นิ้ว ทำให้ไม่บังทีวีเวลาที่วางคู่กัน
- รองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Audio
- ซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายซึ่งจะจับคู่กันอัตโนมัติ
- ฟีเจอร์ Voice Adjust ปรับระดับความดังของเสียงพูดได้ 3 แบบ เพื่อความเหมาะสมของคอนเทนต์ที่กำลังรับชม
- มีแถมสาย Optical และ AUX ให้ในกล่อง
- รองรับการใช้งานผ่านบลูทูธ
ราคา 9,900 บาท
Design – การออกแบบ
ว่ากันด้วยเรื่องดีไซน์ของซาวด์บาร์ ก็คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากลำโพงแท่งยาว ๆ หนึ่งอัน กับซับวูฟเฟอร์ทรงลูกบาศก์ขนาดเล็กสำหรับพอวางหลบบริเวณชั้นวางทีวี โจทย์ดูไม่ค่อยยาก แต่ทำให้ดูดียากใช่ไหมล่ะครับ เอาง่าย ๆ ลองเทียบกับสองรุ่นที่มีวางจำหน่ายก่อนหน้า MagniFi One กับ MagniFi Mini จะมีการใช้เส้นโค้งเป็นหลักเพื่อสร้างให้ดูหวือหวา เพราะเป็นเหมือนกับสินค้าตัวแรก ๆ จากแบรนด์นี้ และให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันในซีรีส์ ส่วน Signa S1 ตัวนี้เลือกที่จะใช้เส้นตรงซึ่งให้อารมณ์ที่แตกต่างแทน

เริ่มไล่ดูไปที่ลำโพงตัวหลักก่อน ทาง Polk เน้นออกแบบให้ตัวลำโพงดูเรียบกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ นอกจากนี้ยังพยายามทอนความสูงให้เหลือเพียงแค่ 2 นิ้ว เพื่อไม่ให้ไปบังจอภาพและเซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมทของทีวี ภายใต้ตู้ลำโพงความยาว 90 ซม. นี้ประกอบไปด้วยไดร์เวอร์มิดเรนจ์และทวีตเตอร์อย่างละ 2 ตัว ซึ่งพวกเขาเองก็ได้ออกแบบช่องแขวนแบบ keyhole วางไว้ด้านหลัง เพื่อให้สามารถแขวนซาวด์บาร์ตัวนี้ไว้บนผนังได้เช่นกัน

ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล

ด้านบนลำโพงมีปุ่มควบคุมมาตรฐานที่มักจะใช้กันบ่อย ๆ


ขาแขวนมาตรฐานบริเวณด้านหลังลำโพงหลัก

ช่องต่อถูกกระจายไว้สองฝั่ง ฝั่งนี้คือช่องเสียบสายไฟ

อีกฝั่งคือสายสัญญาณสองรูปแบบ ได้แก่ Aux 3.5 มม. กับ Optical
ส่วนซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายประกอบไปด้วยไดร์เวอร์ขนาด 5.25 นิ้ว พร้อมท่อยิงลมออกทางด้านหน้า ช่วยให้เรามีตัวเลือกในการจัดวางลำโพงมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องคอยกังวลว่าท่อลมจะติดกำแพงมากเกินไปจนทำให้เบสบวม ที่สำคัญตัวตู้ยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก น่าจะพอสอดเข้าใต้ชั้นวางทีวีที่มีความสูงไม่เกิน 6.7 นิ้ว โดยการวางนอนได้อยู่เหมือนกัน

ซับวูฟเฟอร์ไซส์มินิขนาดกระทัดรัด กำลังดีพร้อมท่อลมแบบยิงออกด้านหน้า

ด้วยขนาดตัวที่เล็กทำให้สามารถนำไปวางหลบไว้ตรงมุมไหนของห้องก็ได้
อีกทั้งท่อยิงลมยังออกทางด้านหน้า ทำให้สามารถวางชิดผนังได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลมากว่าเบสจะบวม

รีโมทควบคุมขนาดหนึ่งฝ่ามือ มีปุ่มเพิ่มระดับเสียงสองปุ่ม ด้านล่างเป็นปุ่มเปลี่ยนโหมดเสียงต่าง ๆ และ VoiceAdjust
ใช้ถ่าน AAA หนึ่งก้อน ทำให้มีน้ำหนักเบาพอสมควร

Sound – เสียง
สำหรับการทดสอบเสียง ทีมงานเลือกที่จะเริ่มทดสอบด้วยวิธีเสียบสาย Optical ที่แถมมาให้ในกล่องเข้ากับทีวีโดยตรง ก่อนเป็นอันดับแรก โดยเลือกปรับที่ตัวทีวีให้ปล่อยเสียงดิบออกมาไม่ต้องทำการ downscale อะไร เพื่อทดสอบความสามารถในการถอดรหัสเสียง Dolby Audio เพราะคอนเทนต์จากบริการดูหนังออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Netflix ปัจจุบันมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางแล้ว

ถ้าซิสเต็มสามารถตรวจสอบได้ว่าไฟล์เสียงที่ได้รับมาจากทีวีมีความเป็น Dolby อยู่ ตัวเครื่องก็จะทำการถอดรหัสเสียงและขับมันออกมา โดยสังเกตุได้จากไฟแสดงสถานะบริเวณหน้าเครื่องที่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวนั่นเอง นอกจากเรื่องเสียงแล้ว ดวงไฟตรงนี้ยังบ่งบอกถึงการปรับตั้งค่าต่าง ๆ อีกมากมาย เราสามารถเปิดคู่มือมาเช็คดูได้ว่ารูปแบบไฟ ณ ขณะนั้นหมายถึงอะไร

แม้จะเป็นซาวด์บาร์รุ่นเล็ก แต่ก็ยังคงมีฟีเจอร์การปรับแต่งเสียงติดตัวมาให้นิดหน่อย ซึ่งก็ได้แก่โหมดเสียง 3 แบบ Movie, Night และ Music พร้อมกับ VoiceAdjust 3 ระดับ โดยทั่วไปเราคงคิดว่า VoiceAdjust และโหมดเสียงน่าจะทำงานรวมกันได้ เช่นเราอาจจะเลือกโหมด Music และเพิ่ม VoiceAdjust ไปที่ 2 เพื่อดันย่านเสียงกลางขึ้นมา แต่ความเป็นจริงแล้วทั้ง 6 ปุ่มบริเวณด้านล่างรีโมทนั้นทำงานแยกออกจากกัน ตัวอย่างเช่น แม้ว่าเราจะปรับ VoiceAdjust ไว้ที่ระดับ 3 แต่เมื่อเรากดปุ่มเลือกโหมด Movie รูปแบบเสียงก็จะเปลี่ยนไปเป็น Movie ทันทีในทุก ๆ ย่านเสียง มีเพียงตัวปรับเพิ่มระดับ Bass เพียงเท่านั้นที่สามารถทำงานร่วมกับโหมดเสียงและ VoiceAdjust ได้

การทดสอบฟังเสียงค่อนข้างจะหลากหลายแนว ไล่เรียงจากดิจิตอลทีวีที่รับเสียงผ่านดาวเทียม, Netflix รวมถึงการฟังเพลงผ่าน Bluetooth เพื่อจำลองวิธีการใช้งานให้ครบมากที่สุดในทุก ๆ ความเป็นไปได้ในการใช้งานซาวด์บาร์หนึ่งตัว
ผลลัพธ์จากการทดลองฟัง ซาวด์บาร์ตัวนี้มีเนื้อเสียงติดขุ่น แต่ไม่ถึงกับอุดอู้ฟังไม่ออก คือถ้าใครคุ้นชินกับการฟังเพลงผ่านลำโพงอยู่แล้วอาจจะรู้สึกอึดอัดอยู่ลึก ๆ เวทีเสียงที่ขับออกมาดูมีมิติเหนือกว่าลำโพงทีวีอยู่พอสมควร สามารถรู้สึกได้ถึงความแตกต่างได้แบบไม่ต้องตั้งใจฟัง

การทำงานควบคู่กับซับวูฟเฟอร์ไร้สายก็ดูจะตอบสนองได้ดี สามารถใช้ฟังเพลงและดูรายการปกติทั่วไปได้อย่างไม่ขัดเขิน ช่วยเพิ่มสีสันให้กับมิติเสียงให้น่าสนใจขึ้น แต่ถ้าเกิดคอนเทนต์ที่กำลังรับชมมีเสียงแบบ Dolby Audio ติดมาด้วย ตัวอย่างเช่นซีรีส์ Netflix เป็นต้น ก็จะช่วยให้น้ำเสียงมีความกระชับและใสสะอาดขึ้นอีกขั้น
เสียงทดสอบจริงของ Polk Signa S1

Conclusion – สรุป
Polk Audio Signa S1 เป็นซาวด์บาร์ราคามิตรภาพที่สร้างความแตกต่างจากลำโพงทีวีได้ชัดเจน มิติเสียงที่เพิ่มขึ้น จะช่วยเติมเต็มอรรถรสในการรับชมรายการโทรทัศน์ หรือซีรีส์ดังบนอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นกว่าเดิมพอสมควร ดีไซน์ตัวเครื่องก็เรียบหรู ไม่สะดุดตาให้เป็นที่สังเกตุจนเกินไป เมื่อนำมาวางไว้หน้าทีวี สามารถติดตั้งเองได้ง่าย ๆ แค่แกะกล่อง, เสียบสายที่แถมมาให้ และเปิดเครื่อง ทุกอย่างก็พร้อมใช้งานทันที

ในช่วงราคา 9,900 นั้น ต้องบอกว่ามีคู่แข่งอยู่ไม่มาก เอาใกล้ตัวเลยก็ MagniFi One ซึ่งทางนั้นจะเน้นในเรื่องความกระจ่างของเสียงและดีไซน์ที่หวือหวากว่าเล็กน้อย ซึ่งถ้าเป็นคนชอบอะไรเรียบ ๆ รักการดูซีรีส์ Netflix เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว Signa S1 ตัวนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ตรงความต้องการอยู่ไม่น้อย นอกเหนือจากนี้ก็ต้องไปลองคำนวณกันดูครับ ว่าตัวไหนน่าจะตอบโจทย์กว่ากัน แล้วพบกันใหม่ในรีวิวสินค้าตัวถัดไป สวัสดีครับ
ข้อดี
- ดีไซน์สวยเรียบ ฉีกแนวซาวด์บาร์ในซีรีส์ MagniFi ออกมาได้อย่างงดงาม สามารถวางคู่กับทีวีได้แบบไม่ต้องกลัวบังช่องรับสัญญาณอินฟาเรดและจอ
- รองรับ Dolby Audio ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานคู่กับออนไลน์คอนเทนต์คุณภาพสูงอย่าง Netflix มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ติดตั้งง่าย ตัวลำโพงกับซับวูฟเฟอร์ถูกจับคู่กันมาตั้งแต่โรงงานแล้ว เพียงแค่เสียบสายไฟกับสายสัญญาณก็พร้อมใช้งานได้ทันที
ข้อเสีย
- เสียงที่ฟังยังคงอัดอั้นอยู่บ้าง แถมฟีเจอร์ VoiceAdjust ก็ทำงานทับกันกับโหมดเสียงอีก การปรับแก้ไขคุณภาพเสียงจึงทำได้ค่อนข้างลำบาก คำแนะนำจากทีมงานคือให้ใช้โหมด Music พร้อมกับพยายามบาลานซ์เสียงเบสกับระดับเสียงรวมของซิสเต็มให้ดี อย่าปล่อยให้เบสบวมจนกลบเสียงหลักไป
- ท่านที่บ้านมีชั้นวางทีวีเตี้ยกว่าโซฟาที่นั่งฟังเสียงมาก อาจจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของเสียงในแนวตั้งได้นิดหน่อย เพราะไดร์เวอร์ถูกวางให้ยิงเสียงออกด้านหน้า