รีวิว Samsung 65S90C 4K HDR10+ QD-OLED ทางเลือกสำหรับคนอยากสัมผัสเทคโนโลยีใหม่ ในราคาเบา ๆ

Samsung เปิดตัวเทคโนโลยี QD-OLED ไปได้ไม่กี่ปี แน่นอนเมื่อเป็นเทคโนโลยีใหม่ ราคาย่อมค่อนข้างแรง ทว่าการมาของซีรี่ส์ S90C ในปี 2023 เป็นการเพิ่ม “ทางเลือก” ให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้สัมผัสกับอีกหนึ่งสุดยอดเทคโนโลยีจอภาพแบบใหม่นี้ ได้ง่ายยิ่งขึ้น !

QD-OLED คือ เทคโนโลยีจอภาพล่าสุด ที่ผสานแหล่งกำเนิดแสง Blue OLED (Organic Light-Emitting Diode) เข้ากับเทคโนโลยีเลเยอร์เรื่องแสง Red & Green Quantum Dot (3 Subpixel – RGB) โดยในปี 2023 นี้ ทาง Samsung วางจำหน่าย QD-OLED TV 2 รุ่นด้วยกัน คือ S95C ตัวท็อป และ S90C รุ่นน้อง ที่จะกล่าวถึงในรีวิวนี้ ซึ่งมีราคาย่อมเยาลง

ปัจจุบัน S90C มีให้เลือก 3 ขนาด คือ 55, 65 และ 77 นิ้ว ซึ่งรุ่นที่จะทำการรีวิวต่อไปนี้ คือ “65S90C” ขนาด 65 นิ้ว ครับ
ดีไซน์

รูปลักษณ์ภายนอกเน้นความบาง ไม่เน้นวัสดุเสริมแต่ง ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ดูดี

ด้วยคุณสมบัติของเทคโนโลยี OLED ที่โครงสร้างพิกเซลเรืองแสงได้เอง ไม่ต้องพึ่งหลอดไฟ Backlight จอภาพจึงมีความ “บาง” มาก (จุดที่บางที่สุดเพียง 3.89 มม.) และ Samsung ก็ขับเน้นภาพลักษณ์ในจุดนี้ด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบที่มีชื่อเรียกว่า LaserSlim Design

ฐานรองรับโดยโครงสร้างเป็นขาโลหะทรงกิ่งไม้ 2 อัน จัดวางใกล้กับบริเวณกึ่งกลางจอภาพ แล้วมีแผ่นสอดปิดที่ด้านบนอีกที ความสูงของขาตั้งยังเผื่อระยะให้พอที่จะวางซาวด์บาร์ใต้จอได้ แต่ถ้าวางบนแผ่นฐานโดยตรง ซาวด์บาร์จะก้มหน้าลงเล็กน้อย

ด้านหลังเรียบ ๆ ดูสะอาดตา ไม่เน้นเท็กซ์เจอร์ ช่องต่อรับสัญญาณต่างๆ ถูกติดตั้งไว้ที่ฝั่งซ้าย จัดวางลึกเข้ามาใกล้กับกึ่งกลางจอ ส่วนสายไฟอยู่กึ่งกลางเยื้องไปทางขวา กรณีติดตั้งใช้งานร่วมกับขาแขวนทีวี ตำแหน่งรูยึด VESA Mount จะอยู่เยื้องมาข้างล่าง

ส่วนล่างบริเวณกึ่งกลางจอ เป็นตำแหน่งสวิตช์ On/Standby ควบฟังก์ชั่นควบคุมพื้นฐานอย่าง เพิ่ม-ลดเสียง, เปลี่ยนช่อง ฯลฯ)

One Remote ขนาดกะทัดรัด ปรับดีไซน์ลบขอบมุมเพิ่มความโค้งมน มีไมโครโฟนรับคำสั่งเสียง พร้อมแบตเตอรี่ในตัวและแผงโซล่าเซลล์ สามารถรีชาร์จได้ (ต้องคว่ำหน้าหันโซล่าเซลล์ขึ้น แสงไฟ Indoor ก็ชาร์จได้) หรือจะชาร์จผ่านช่อง USB Type-C โดยตรงก็ได้ รองรับชาร์จไร้สายผ่าน Wi-Fi ด้วย
ภาพ
ลักษณะการจัดเรียง Subpixel ของ QD-OLED แบบ Triangular RGB (ภาพประกอบจาก tvfindr.com)

อย่างที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยี OLED สามารถคุมแสงได้อิสระละเอียดในระดับ Subpixel ดังนั้นไม่ว่าภาพบนจอจะมีความซับซ้อนเพียงใดก็สามารถจัดการกับความดำในทุกส่วนของจอภาพได้เบ็ดเสร็จ ปราศจากปัญหาแสงลอด-แสงรั่วโดยสิ้นเชิง เมื่อผสานกับเทคโนโลยี Quantum Dot (Blue OLED + Red & Green QD Layer) ช่วยขับเน้นระดับคอนทราสต์ของแสงสี RGB ได้โดดเด่น

อย่างไรก็ดีด้วยพื้นฐานเทคโนโลยี OLED จึงมีขั้นตอนบำรุงรักษาระหว่างการใช้งานอยู่บ้าง กรณีของ Samsung QD-OLED ตัวเลือกจัดการ-บำรุงรักษาหน้าจอจะรวมอยู่ในหัวข้อ Panel Care
โดยปกติตัวเลือก Pixel Shift จะถูก On เป็นค่า Default ซึ่งเป็นกระบวนการขยับตำแหน่งภาพบนจอเล็กน้อย (ขยับในระดับพิกเซล) เพื่อมิให้ Subpixel คงสถานะเดิมค้างนาน ๆ ป้องกันการเบิร์น เช่นเดียวกับตัวเลือก Adjust Logo Brightness ที่ช่วยลดผลกระทบจากโลโก้ช่องรายการ หรืออินเทอร์เฟสจากเกม ที่เป็นภาพนิ่งค้างในตำแหน่งเดิมตลอดการรับชม
กรณีที่เกิดภาพติดค้างชั่วคราว (Image Retention) สามารถล้างหน้าจอให้เป็นปกติได้ที่หัวข้อ Pixel Refresh (กระบวนการจะใช้เวลาสักพักหนึ่ง)
– SDR –

ด้านความเที่ยงตรงของการแสดงสีสัน SDR จากผล Lab Test พบว่า Filmmaker Mode ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับ Movie

ความต่างก็คือ Filmmaker จะ On ตัวเลือก Brightness Optimisation ไว้ กล่าวคือ ระบบจะปรับระดับความสว่างหน้าจออัตโนมัติโดยอิงจากเซ็นเซอร์วัดสภาพแสงภายในห้อง ใครที่ชอบปิดหรือดิมไฟในห้องเพื่อดูทีวีตอนกลางคืน หรือภายในห้องมีสภาพแสงไม่คงที่ (เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา) น่าจะชอบ เพราะแสงทีวีจะถูกปรับเพิ่ม-ลดได้เอง ในบางโอกาสผมว่ามันก็สะดวกดีนะ
ส่วน Movie จะฟิกซ์ความสว่างตายตัว เหมาะกับห้องที่คุมแสงแวดล้อมได้คงที่ ทั้ง 2 โหมด สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม

Filmmaker/Movie ภาพจะดูนุ่มนวลสบายตา ไม่เร่งความคมชัด ปรุงแต่งสีสัน หรือแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว จึงให้ความเป็นธรรมชาติสูงเหมาะแก่การรับชมในบ้าน แต่แน่นอนว่าถ้าเทียบกับโหมดอื่น ความสว่างจะต่ำกว่า และสีสันจะดูไม่สดจี๊ดจ๊าดนัก ทั้งนี้ในบางสภาพแวดล้อมหากรู้สึกว่าภาพ Movie หรือ Filmmaker Mode ดูสว่างหรือมืดเกินไปเมื่อรับชม SDR content ก็สามารถปรับเพิ่มลดความสว่างที่ตัวเลือก Brightness ตามที่เห็นสมควร
Rec.709 – Post ColorChecker

SDR – Post Calibration

SDR – Pre Calibration

โหมดภาพ Movie (หรือ Filmmaker Mode ที่ Off – Brightness Optimiser) ของ 65S90C มีความเที่ยงตรงของสีสันอยู่ในเกณฑ์ดี อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6677K ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาวเฉลี่ย (Grayscale Avg dE) 4.6 ขอบเขตสีก็ทำได้เที่ยงตรงอิงมาตรฐาน Rec.709 ค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) 2.8
หากต้องการ รุ่นนี้สามารถปรับภาพเชิงลึกได้ ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 0.9 เท่านั้นเอง ในขณะที่หากไฟน์จูน CMS ค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) จะลดลงเหลือเพียง 0.9 เช่นกัน
Rec.709 Color Checker หลังดำเนินการปรับภาพ ก็ให้ผลลัพธ์ดีขึ้นตามคาด ค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวมแบบเฉลี่ย (Saturation Avg dE) ที่ 0.8 (Max dE = 1.4) ดีมาก จะใช้อ้างอิงทำงานกราฟิก-ตัดต่อวิดีโอ แทนมอนิเตอร์ก็สามารถทำได้
– HDR –
รุ่นนี้รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR รองรับมาตรฐาน HDR10+
ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window) ของ 65S90C สว่างที่สุด คือ โหมด Standard ที่ 963 nits ส่วน Filmmaker ต่ำกว่าเพียงเล็กน้อยที่ 937 nits ทว่าได้ความเที่ยงตรงของสีสันดีกว่า
หากเทียบความสว่างกับรุ่นท็อป S95C ที่ราว 1400 nits (Filmmaker) ในการรับชมจริงจึงสังเกตความต่างด้วยตาจาก S90C ได้อยู่บ้าง แต่เมื่ออิงมาตรฐานเทคโนโลยี OLED โดยทั่วไปแล้ว (ที่ไม่ใช่ตัวท็อป ปกติจะอยู่ที่ราว 600 – 900 nits) ถือว่ารุ่นนี้ให้ระดับความสว่างได้สูงทีเดียว
P3 – Post Saturation Sweeps

HDR – Post Calibration
HDR – Pre Calibration

ความเที่ยงตรงของสีสัน HDR ในโหมด Filmmaker ของ 65S90C นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก (Grayscale Avg dE 3.3, Colorspace Avg dE 3.4) ส่วนขอบเขตสี HDR Color Space ทำได้ครอบคลุม 99.77/99.79% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 74/75.35% Rec2020 (xy/uv)
และเช่นเคย ว่าหลังปรับภาพ HDR ในโหมด Filmmaker ให้ความเที่ยงตรงโดดเด่นมาก (Grayscale Avg dE 1.2, Colorspace Avg dE 1.9) ความสว่าง HDR Peak Brightness อยู่ที่ 949 nits

ผมทดลองเช็คขอบเขตสีผ่านตัวเลือก Native ของ S90C พบว่า ครอบคลุม Rec2020 ถึง 85.02/89.98% (xy/uv) เลยทีเดียว ซึ่งกว้างกว่าเทคโนโลยี OLED TV โดยทั่วไป

ด้านการเล่นเกม S90C มาพร้อมฟีเจอร์ ALLM หรือ Auto Low Latency Mode ซึ่งจะปรับสถานะการแสดงผลเข้าสู่ “Game Mode” อัตโนมัติเมื่อมีการเชื่อมต่อสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์ หรือเกมคอนโซล ฟีเจอร์ Game Bar ยังใช้ตรวจสอบสถานะเฟรมเรต (FPS) และ VRR ได้แบบ Real Time
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เสริม ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการเล่นเกม อย่าง Virtual Aim Point รวมถึง Minimap Zoom ที่ช่วยแสดงตำแหน่งของผู้เล่นและศัตรูได้ชัดเจนขึ้น ไปจนถึง Super UltraWide GameView อัตราส่วนหน้าจอ 21:9 และ 32:9 เพื่อขยายมุมมองของเกมให้กว้างขึ้น

อานิสงส์จาก HDMI 2.1 Input ทั้ง 4 ช่อง ช่วยให้เชื่อมต่อเครื่องเกมยุคใหม่ได้ครบ ไม่ต้องเสียเวลาถอดสลับสาย นอกจากนี้หากเชื่อมต่อกับ PC ยังรองรับสัญญาณ 4K 144Hz พร้อม VRR/FreeSync Premium Pro และเปิดการแสดงผล HDR10 ได้อีกด้วย
ค่า HDMI Input Lag (Game Mode; Game Motion Plus = Off) ก็ต่ำมาก ที่ 60Hz อยู่ที่ 9.2 ms ในขณะที่ 120Hz วัดได้ต่ำเพียง 4.6 ms เท่านั้น !
สามารถเปิดแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวที่เรียกว่า Motion Xcelerator Turbo Pro ร่วมกับการเล่นเกมได้ แต่จะไม่รองรับกับสัญญาณ 120Hz/144Hz และจะส่งผลให้ค่า Input Lag สูงขึ้นเล็กน้อย (18.9 ms @60Hz)
อย่างไรก็ดี โหมดเกม ภาพจะติดโทนเย็นไปหน่อย (ดูเหมือนโหมด Standard) แต่สามารถปรับภาพโดยละเอียดชดเชยอุณหภูมิสีได้ ตามความเหมาะสม
เสียง
ในสเปค 65S90C แจ้งว่าให้ลำโพงแบบ 2.1 แชนเนล กล่าวคือ ติดตั้งลำโพงสเตอริโอแยกตำแหน่งซ้าย-ขวา ที่ด้านล่างจอภาพ 2 ชุด พร้อมวูฟเฟอร์อีก 1 ชุด กำลังขับรวม 40 วัตต์

ขนาดจอภาพที่บาง พื้นที่ติดตั้งลำโพงย่อมจำกัดเป็นธรรมดา ซึ่งด้วยวูฟเฟอร์จำนวนเพียง 1 ชุด ขนาดไม่ใหญ่ เสียงโดยรวมจึงติดบางสักหน่อย ปริมาณเบสไม่มาก แต่ในแง่การถ่ายทอดเสียงพูด-เสียงสนทนาต่าง ๆ นับว่าชัดเจนดี
ในส่วนของการรับฟังระบบเสียง Dolby Atmos แนะนำให้เชื่อมต่อกับ Atmos Soundbar หรือ Home Theater ผ่านทาง HDMI ARC/eARC นอกจากได้เสียงรอบทิศทางแล้ว ย่านเสียงที่ได้จะครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เบสเต็มอิ่มขึ้น การรับชมภาพยนตร์ เล่นเกม หรือแม้แต่ฟังเพลง จะได้อรรถรสกว่าลำโพงทีวี
ทั้งนี้หากใช้งานซาวด์บาร์ (รุ่นที่รองรับ) จะเปิดใช้งาน Q-Symphony เพื่อให้ลำโพงของทีวี ทำงานประสานกับลำโพงของซาวบาร์ ขยายมิติเสียงให้กว้างขึ้น อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของ Samsung ก็ได้เช่นกัน (แนะนำฟังเสียงเปรียบเทียบดูว่าชอบแบบไหน ระหว่างเสียง Soundbar เพียว ๆ กับ Q-Symphony : Soundbar + TV)
HDMI eARC ของ 65S90C สามารถ “Pass-through” ระบบเสียงรอบทิศทางได้สูงสุดถึง Dolby Atmos/TrueHD ทว่าจะไม่รองรับระบบเสียง DTS ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ DTS 5.1, DTS-HD MA ไปจนถึง DTS:X กรณีที่ต้องการ แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากเพลเยอร์ตรงเข้า AVR/Soundbar
ช่องต่อ

จัดเต็ม HDMI 2.1 In รองรับ 4K 120/144 Hz (พร้อม VRR) ครบทั้ง 4 ช่อง ! ส่วน ARC/eARC รองรับที่ HDMI In 3
ช่องต่ออื่นๆ ที่ให้มา ได้แก่ Digital Optical Audio Output, Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ DVB-T2 Antenna In แต่ไม่มีช่องต่อ Audio/Headphones Out ทว่าสามารถเชื่อมต่อหูฟังไร้สายผ่าน Bluetooth ได้
ช่องต่อ USB ทั้ง 2 ช่องเป็นเวอร์ชั่น 2.0 สามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD (5V/1A) และอาจรวมถึง Keyboard, Mouse ฯลฯ
สรุปจำนวนช่องต่อของ Samsung 65S90C ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 2 (ด้านข้าง), 2 (ด้านล่าง) เป็น HDMI 2.1 ทั้งหมด |
| USB | 2 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านล่าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | – |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านล่าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | – |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านล่าง) |
| Audio/Headphone Out | – |
| Bluetooth Audio | Yes |
เพิ่มเติม

หน้า Home จาก Tizen OS ที่คุ้นเคย รวบรวมแอปฯ ที่ใช้งานประจำ ไปจนถึงคัดคอนเทนต์น่าสนใจมารวมไว้ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

SmartThings ควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหมดในบ้านผ่านหน้าจอทีวีได้เลย รองรับมาตรฐานสมาร์ทโฮมใหม่ Matter (ผ่านสัญญาณ Wi-Fi, Zigbee และ Thread) ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สมาร์ทโฮมต่างค่ายภายใต้ Matter ได้หลากหลาย ไม่ปิดกั้นเฉพาะเพียงแบรนด์ Samsung
Bixby รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทยแล้ว ! โดยจะต้องตั้งค่า Bixby Settings เป็น “ภาษาไทย” ก่อน และกดปุ่มไมโครโฟนบนรีโมทค้าง เพื่อสั่งการด้วยเสียงได้ สามารถสั่งได้ทั้งเปิดแอปพลิเคชัน เพิ่ม/ลดเสียง หรือกระทั่งค้นหาช่องที่ชื่นชอบบนแอปฯ YouTube รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ในแอปฯ Bixby เลยครับ

ในที่สุดแอปฯ Disney+ Hotstar ก็พร้อมใช้งานแล้วสำหรับ Tizen OS ! อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาทดสอบ แอปฯ จะยังไม่รองรับระบบเสียงรอบทิศทางครับ แต่น่าจะได้อัพเดทเพิ่มเติมภายหลัง

Apple TV รองรับการแสดงผล 4K HDR10+ การรับฟังระบบเสียง Dolby Atmos (DD+) แนะนำให้เชื่อมต่อ HDMI ARC ไปยังชุดเครื่องเสียงภายนอก

Netflix รองรับการแสดงผล 4K HDR10 การรับฟังระบบเสียง Dolby Atmos (DD+) แนะนำให้เชื่อมต่อ HDMI ARC ไปยังชุดเครื่องเสียงภายนอก

Amazon Prime Video อีกหนึ่งผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งคุณภาพ

สรุป
S90C เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับใครที่อยากสัมผัสเทคโนโลยีจอภาพรูปแบบใหม่อย่าง QD-OLED ซึ่งโดดเด่นในด้านคอนทราสต์ ความดำแบบไร้ซึ่งแสงลอด-แสงรั่ว ช่วยขับเน้นสีสันได้ลึกเข้ม จะมีความต่างที่จากรุ่นท็อป S95C ที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมบ้าง คือ ขาดกล่อง One Connect และระดับความสว่างที่ต่ำกว่า แต่ไม่น่าใช่ประเด็นสำคัญ เพราะคุณสมบัติเด่นด้านภาพอื่น ๆ ไม่ได้ย่อหย่อนลงมากแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับราคาถือว่าคุ้มค่า น่าลองครับ

ข้อดีของ Samsung 65S90C
- จอบางเฉียบสไตล์ OLED Panel ดูเรียบหรู
- QD-OLED ปราศจากแสงลอด-แสงรั่ว โดยสิ้นเชิง ความสว่างสูง คอนทราสต์โดดเด่น
- Filmmaker Mode/Movie ให้สมดุลสีเที่ยงตรงดีทั้ง SDR/HDR หลังปรับภาพยิ่งโดดเด่น, HDR Peak Brightness >900 nits
- HDMI 2.1 ทั้ง 4 ช่องรองรับ 4K 144Hz VRR (FreeSync Premium Pro), Input Lag ต่ำ
- แอป Disney+ Hotstar มาแล้ว, Bixby รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย
ข้อจำกัดของ Samsung 65S90C
- ไม่มี One Connect, ตำแหน่งช่องเสียบอยู่ค่อนข้างลึก
- 144Hz รองรับที่ความละเอียด 4K เท่านั้น (120Hz ได้ทั้ง 1080p, 1440p และ 4K)
- ช่วงที่ทำการทดสอบ แอปฯ Disney+ Hotstar ยังไม่รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง คาดว่าน่าจะได้อัพเดทเร็ว ๆ นี้
ราคาเปิดตัว Samsung S90C 4K HDR10+ QD-OLED TV
- 77″ 104,990 บาท (พร้อมจำหน่ายแล้ว)
- 65″ 72,990 บาท (วางจำหน่ายประมาณเดือนกันยายน)
- 55″ 59,990 บาท (วางจำหน่ายประมาณเดือนกันยายน)
