รีวิว Samsung Odyssey G7 จอเกมมิ่งสุดแจ่ม ครบเครื่องสำหรับเกมเมอร์!!

ในไลน์อัพ Gaming Monitor ของ Samsung นอกเหนือจากรุ่นเรือธงอย่าง Samsung Odyssey G9 แล้วยังมีจอรุ่นน้องที่น่าสนใจไม่แพ้กันอย่าง Samsung Odyssey G7 ซึ่งเรียกได้ว่ามีสเปค และฟีเจอร์ รวมไปถึงดีไซน์ต่าง ๆ ที่โดดเด่นไม่แพ้กับรุ่นพี่
และในครั้งนี้ทีมงาน LCDTVTHAILAND จะพาทุกคนมารีวิวเจาะลึกกับ Samsung Odyssey G7 ขนาด 32 นิ้วกันอย่างเข้มข้น จอรุ่นนี้จะยอดเยี่ยมและน่าจับจองเป็นเจ้าของมากแค่ไหนมาดูกันได้เลย!!
หน้าจอขนาด : 32 นิ้ว QLED (Quantum Dot LED) อัตราส่วน 16:9
ความละเอียด : 2,560 x 1,440 pixel
พาเนล : VA Curved
ความโค้ง : 1000R
ความสว่าง : สูงสุด 600-nits
รองรับการแสดงผล: HDR/HDR10+
Refresh Rate : 240 Hz
Response Time : 1 ms
พอร์ต : 2x DisplayPort, 1x HDMI 2.0, 3x USB 3.0
รองรับทั้งฟีเจอร์ : AMD FreeSync Premium Pro และ NVIDIA G-Sync
ราคาเปิดตัว : 20,900 บาท
ดีไซน์
ดีไซน์ของ (หลังจากนี้จะเรียกว่า G7 เพื่อความสั้น) ยังได้ DNA ดีไซน์จาก G9 มาแบบเต็ม ๆ เรียกได้ว่ารุ่นพี่ได้อะไร G7 ก็ได้เท่านั้นเหมือนกันทั้งไฟ Infinity Core อันเป็นจุดเด่นของ Gaming Monitor ในซีรีส์ Odyssey แต่จุดที่แตกต่างหลัก ๆ ของ G7 กับ G9 นั่นก็คือการเลือกใช้สี โดย G7 จะเลือกใช้สีดำทำให้ดีไซน์ภาพลักษณ์นั้นดูดุดันกว่า G9 และยังมีรายละเอียดดีไซน์บางอย่างที่แตกต่างจากรุ่นพี่อย่างเช่นช่องไฟ RGB ด้านหน้าที่ G9 นั้นไม่มีมาให้
ส่วนของขนาด G7 จะมีขนาดอยู่ที่ 710.1 x 594.5 x 305.9 มม. (กว้าง x ยาว x ลึก) ในส่วนของขาตั้งนั้นค่อนข้างจะกินพื้นที่พอสมควรเนื่องจากความใหญ่อลังการของจอรุ่นนี้นั่นเองเกมเมอร์ที่จะจับจองเป็นเจ้าของจอรุ่นนี้ก็แนะนำเคลียร์โต๊ะที่จะวางไว้สักหน่อย สำหรับส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมตามสไตล์ของ Odyssey ครับทั้งงานประกอบที่ทำออกมาได้เนี้ยบ มีความมั่นคงแข็งแรงตามสไตล์ของ Samsung ครับ

ดีไซน์ด้านหน้าดูเข้มดุดันด้วยสีดำ

โลโก้ Samsung เห็นได้ชัด

โลโก้ Odyssey สวยงาม

ไฟ Infinity Core จุดเด่นของ Samsung Odyssey Series ก็มีมาให้ในรุ่นนี้

บริเวณขาตั้งก็ยังมีที่แขวนหูฟังมาให้ด้วย

บริเวณฐานของจอยังมีฟีเจอร์ Cable Management

ช่องต่อครบครันทั้ง DisplayPort, HDMI 2.0, USB 3.0 แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีช่อง USB-C มาให้
ภาพ

Samsung Odyssey G7 จะมาพร้อมกับจอ QLED ขนาด 32 นิ้ว แบบ Curve โดยจอมีความโค้งระดับ 1000R ตัวจอมีความละเอียด 2,560 x 1,440 อัตราส่วน 16:9 รองรับการแสดงผลแบบ HDR (รองรับ HDR10+) และ Refresh Rate สูงสุดถึง 240Hz ส่วนของฟีเจอร์ G-Sync จาก Nvidia และ AMD FreeSync Premium Pro จาก AMD จอรุ่นนี้ก็มีมาให้ใช้งานอย่างครบครัน


จากสัมผัสแรกที่ทางทีมงานได้ทดลองใช้เจ้าจอรุ่นนี้ก็บอกได้เลยว่า ตัวจอมีความใหญ่เต็มตามากจอให้ความรู้สึกที่โอบล้อมเพราะด้วยความที่เป็นจอแบบ Curve นั่นเองและเมื่อผนวกเทคโนโลยี QLED ที่ช่วยเติมเต็มพลังแสงสีให้จอขับภาพออกมาได้สดเด้งเจิดจรัสกว่า เมื่อเทียบกับจอ LED Monitor ทั่วไปทั้งการแสดงผลแบบ HDR และ SDR นอกจากนี้การใช้งานยังเต็มไปด้วยความลื่นไหลเพราะอัตรา Refresh Rate ระดับ 240Hz ที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเล่นเกมครับ
ทดสอบการเล่นเกมบนจอรุ่นนี้ทำได้ยอดเยี่ยมในทุกมิติทั้งภาพและการตอบสนอง ไม่ว่าจะเป็นเกมประเภทไหนเจ้าจอรุ่นนี้ก็สามารถเอาอยู่ได้หมด ทั้ง FPS ที่เน้นในเรื่องของความไวของภาพและการตอบสนองที่ทันท่วงที หรือจะเป็นเกมในแนวอื่น ๆ ทั้ง MOBA ที่ทำได้เป็นอย่างดีด้วยจอขนาดใหญ่ทำให้เกมเมอร์สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในหน้าจอได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ส่วนในแนวเกมอื่น ๆ อย่าง Racing หรือ Fighting ก็ยอดเยี่ยมตามสไตล์ของ Samsung Odyssey เลยครับอีกทั้งยังเป็นจอที่มีอัตราส่วน 16:9 ทำให้เราไม่ต้องปรับสายตาในการเล่นเกมมากนัก
และเกมเมอร์สายคอนโซลก็ไม่ต้องเป็นห่วงครับตัวจอรองรับการเล่นเกมความละเอียดระดับ 1080p 120Hz ได้ด้วยเหมือนกัน จะต่อจอเข้ากับ PS5 หรือ Xbox Series X จอรุ่นนี้ก็แสดงผลได้อย่างไหลลื่นเต็มพิกัดเลยครับ
ส่วนการตั้งค่าการแสดงผลแบบ 120Hz บน PS5 นั้นสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ตามขั้นตอนนี้เลยครับ
- Settings
- Save Data and Game/App Settings
- Game Preset
- Performance Mode
- เท่านี้ตัวเครื่อง PS5 ก็สามารถแสดงผลระดับ 120Hz ได้แล้ว (เฉพาะเกมที่รองรับ)
*ต้องตั้งค่าการแสดงผลที่ 1080p เท่านั้นเนื่องจาก PS5 ไม่รองรับการแสดงผลความละเอียด 2K ที่เป็น Native Resolution ของ Samsung Odyssey G7

สำหรับโหมดภาพแบบ SDR ที่ทางทีมงานแนะนำก็จะเป็นโหมดภาพที่ชื่อว่า sRGB ครับ จากการวัดค่าการแสดงผลด้วยอุปกรณ์ของทางทีมงาน (อ้างอิงโดยการ Off ตัวเลือก Dynamic Brightness) โหมดภาพดังกล่าวให้สมดุลแสงสีที่ดีที่สุดหากจะใช้อ้างอิงกับงานกราฟิก โดยค่าความผิดเพี้ยนของสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) อยู่ที่ราว 3.2 ถือว่าใช้ได้เลย
ค่าความสว่าง (จากแสง Backlight) จะถูกปรับมาสุดทุกโหมดภาพ กรณีที่รู้สึกว่าจ้าเกินไป ใช้ทำงานหรือเล่นเกมนาน ๆ แล้วล้าสายตา สามารถปรับลดความสว่างลงได้ที่ตัวเลือก Brightness

ขอบเขตสีของโหมดภาพ sRGB จะจูนมาเกินมาตรฐาน sRGB จริงๆ อยู่สักหน่อย (ค่อนข้างใกล้เคียง DCI-P3 มากกว่า) สีสันจึงดูฉูดฉาดไปบ้างหากจะนำไปใช้อ้างอิง แต่ค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวม (sRGB Saturation Avg dE) ที่ 3.5 นับว่าดี

ค่าก่อนปรับภาพในการแสดงผลแบบ SDR

ความแม่นยำของสีสัน
โหมดภาพ sRGB จะล็อคค่าต่าง ๆ ไว้ ทำให้ไม่สามารถไฟน์จูนปรับภาพเชิงลึกได้ หากต้องการปรับภาพ (อย่างเช่น ชดเชย White Balance) ต้องทำที่โหมดภาพอื่น แต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ดีกว่าโหมด sRGB อย่างมีนัยสำคัญครับ

ค่าแสดงผลในโหมด HDR

ความแม่นยำของสีสันเมื่อแสดงผลแบบ HDR
โหมดภาพ HDR ก็ถูกล็อคค่าภาพไว้ ไม่สามารถปรับภาพเชิงลึกเช่นกัน และก็มีโหมดเดียวไม่สามามารถสลับไปโหมดอื่นได้ แต่จากการวัดค่าภาพแล้วถือว่าโหมดภาพ HDR ของ G7 ทำได้ค่อนข้างโอเคครับ โดยค่าความสว่างสูงสุด (HDR Peak Brightness – 10% Window) 486 nits ถือว่าเจิดจรัสสำหรับมาตรฐานมอนิเตอร์ และมีการแสดงผลที่ค่อนข้างเที่ยงตรง ค่าความผิดเพี้ยนแสงขาวเฉลี่ย (Grayscale Avg dE) อยู่ที่ 3.7 เท่านั้น ถือว่าน่าประทับใจ
HDR Colorspace ทำได้ครอบคลุม 90.69%/94.7% DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 65.83%/70.45% Rec.2020 (xy/uv)

ส่วนของเรื่องการตอบสนองหรือ Response Time ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ Gaming Monitor นั้นในส่วนของ Samsung Odyssey G7 รุ่นนี้ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมโดยมีค่าการตอบสนองสุดยอดเยี่ยมที่ 1 ms เท่านั้น และมีค่า HDMI Input Lag (1080p 60Hz) อยู่ที่ 11.5 ms หากสัญญาณต้นทางสามารถกำหนดความละเอียด 1440p 240Hz ได้ Input Lag จะยิ่งต่ำลงอีก ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีมาก !!

ตอบสนองฉับไว สีสันดีเยี่ยม

สามารถเลือกอัตรา Response Time ได้หลายระดับ แต่สำหรับเกมเมอร์เราแนะนำให้เลือก Fastest (MBR) ไปเลย!!

ดูหนังก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กันจากขอบเขตสีที่กว้างและสีสันที่เที่ยงตรง

เล่นเกมตื่นตาตื่นใจกับ Samsung Odyssey G7
เพิ่มเติม

ฟีเจอร์พิเศษต่าง ๆ ของเจ้า G7 รุ่นนี้ถือว่าจัดเต็มเอามาก ๆ โดยจุดที่เด่นชัดที่สุดและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นกับ “Infinity Core” ไฟ RGB สุดโดดเด่นอันเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Samsung Odyssey นั่นเอง โดยผู้ใช้งานก็สามารถปรับแต่งค่าสีต่าง ๆ ทั้งรูปแบบแพทเทิร์นในการแสดงไฟ รวมไปถึงสีไฟได้ผ่านเมนูบนตัวเครื่องได้โดยตรงได้เลย

เลือกเอฟเฟกต์ของไฟ Infinity Core ได้ผ่านหน้าเมนูบนจอ

เลือกสีไฟได้ตามใจชอบเลย
นอกจากเรื่องของไฟแล้วตัวจอก็สามารถใช้งานฟีเจอร์การแบ่งหน้าจอได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแบบ PiP หรือ PbP ก็ทำได้เหมือนกันสะดวกสบายมาก จะเล่นเกมบน PS5/PS4 พร้อมกับดู YouTube ไปด้วยก็ทำได้ผ่านฟีเจอร์นี้ครับ

PbP ฝั่งนึงก็เล่นเกม PS5 ไป อีกฝั่งก็เปิด YouTube ไป

หรือไม่อยากแบ่งจอแบบครึ่งต่อครึ่งก็ใช้เป็นรูปแบบ PiP ก็ทำได้เหมือนกัน
และนอกเหนือจากนี้ด้วยขนาดจอที่ใหญ่โตมากถึง 32 นิ้วหลายคนอาจจะกังวลว่าการแบ่งหน้าต่างหรือพื้นที่การใช้งานบนคอมพิวเตอร์จะวุ่นวายและไม่เป็นสัดส่วนก็ไม่ต้องกังวลใจไปเพราะ Samsung ก็มีแอป Easy Setting Box สำหรับการแบ่งพื้นที่บนหน้า Desktop ออกเป็นสัดส่วนได้หลากหลายและเป็นระเบียบเรียบร้อยง่ายต่อการใช้งานครับ

มีแพทเทิร์นการแบ่งหน้าจอให้เลือกหลายแบบตามความต้องการ

จัดแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยแอป Easy Setting Box
เท่านั้นยังไม่พอในเมื่อเป็นจอสำหรับ Gaming แล้วเจ้าจอรุ่นนีก็มีฟีเจอร์พิเศษที่จะช่วยเกมเมอร์ในการเล่นเกมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอย่าง Black Equalizer ที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น รวมไปถึง Virtual Aim Point หรือจุดเล็งสำหรับการใช้เล่นเกม FPS อีกด้วยเรียกได้ว่าฟีเจอร์สำหรับเล่นเกมก็มีให้เลือกใช้งานอย่างครบครันสำหรับจอรุ่นนี้

ปรับ Black Equalizer ได้ผ่านเมนูนี้เลย

Virtual Aim Point ก็มีให้ใช้งานกัน
สรุป
Samsung Odyssey G7 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจอ Gaming Monitor ที่น่าจับตามองอย่างมากโดยเฉพาะความครบเครื่องเพราะได้ทั้งจอ QLED ขนาด 32 นิ้วที่ให้สีสันที่สดอิ่มบน Refresh Rate 240Hz แถมยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR อีกด้วย พร้อมด้วยการรองรับฟีเจอร์แบบเต็มขั้นด้านภาพทั้ง G-Sync, FreeSync Premium Pro และฟีเจอร์ตัวช่วยอื่น ๆ อีกเพียบ นอกจากนี้ก็มีไฟ Infinity Core เอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Gaming Monitor จาก Odyssey Series มาให้ด้วย
เรียกได้ว่าใครกำลังมองหาจอ Gaming ที่มีฟีเจอร์ครบในราคาไม่เกิน 20,000 ต้น ๆ แล้วล่ะก็ Samsung Odyssey G7 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมเลยแหละครับ
ข้อดี
- จอ QLED ให้ความสดเด้งเจิดจรัสของสีสันได้เป็นอย่างดี
- รองรับ Refresh Rate 240 Hz ตอบสนองรวดเร็วทันใจ
- รองรับการแสดงผลแบบ HDR รวมไปถึง HDR10+
- ลูกเล่นจัดเต็มทั้งไฟ RGB, ฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์
- ดีไซน์สวยงาม
- จอโค้งให้มุมที่โอบล้อมกว่าจอแบนปกติ
ข้อสังเกต
- ต้องใช้พื้นที่ติดตั้งมากเพราะขาตั้งค่อนข้างกินพื้นที่
- ไม่มี USB-C