Skip to content
|

รีวิว Sony Soundbar HT-X9000F รุ่นรอง Top ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นครบครัน ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้เป็นอย่างดี

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 28 Feb 2022 0 comments

รีวิว Sony Soundbar HT-X9000F

Review  Sony Soundbar HT-X9000F

(ราคา 19,990 บาท)

ในปัจจุบันหากจะเรียกว่าเป็นยุคสมัยของสังคมเมืองก็คงไม่ผิดนัก เพราะคนต่างจังหวัดจำนวนมากก็เลือกที่จะเข้ามาเรียนต่อ เข้ามาทำงาน รวมถึงอาศัยอยู่ในตัวเมืองต่างๆ และ กรุงเทพมหานคร ซึ่งก็มักจะพักอาศัยอยู่ตาม หอพัก อพาร์ทเม้นท์ รวมถึง คอนโด โดยในเวลาพักผ่อนคนเราส่วนใหญ่ก็อยากจะได้ชุดเครื่องเสียงไว้ฟังเพลงดูหนัง ครั้นจะนำเครื่องเสียงรอบทิศทางเต็มชุดไปใส่ในห้องเล็กๆ ก็คงจะไม่สะดวก แต่วันนี้ผมมีทางเลือกดีๆ มานำเสนอนั่นก็คือ ลำโพง Soundbar จาก Sony รุ่น HT-X9000F นั่นเองครับ

 

Design – การออกแบบ

ขนาดของ Soundbar และ Subwoofer

ตัวเครื่อง Soundbar  HT-X9000F ที่ได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับขาตั้ง TV Sony รุ่น X9000F ได้เป็นอย่างดี

มาดูในส่วนของการออกแบบกันก่อนเลย หลังจากแกะกล่องออกมาเราก็จะเห็น Sony Soundbar HT-X9000F  และ Subwoofer แบบไร้สาย ในโทนสีดำที่มีความเรียบหรูพอตัวกันเลยทีเดียว โดยรวมจะมีขนาดความยาวที่น้อยกว่ารุ่นใหญ่อย่าง HT-Z9F เล็กน้อย ซึ่งในการใช้งานหากนำไปวางไว้กับ TV Sony BRAVIA โดยเฉพาะรุ่น X9000F นั่นก็เพราะว่า Sony เค้าออกแบบมาให้สอดรับกับขาตั้งของ TV รุ่นนี้โดยเฉพาะเลยนั่นเอง

บริเวณด้านหน้าของ  HT-X9000F

ตัว Soundbar จะมีผิวของตัวเครื่องเป็นผิวด้านซึ่งทำให้เวลาใช้งานไปนานๆ นั้นก็แทบไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดริ้วรอยเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นเลย ด้านหน้าจะมีลำโพงอยู่บริเวณด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่องจำนวน 2 ดอก โดยมีตะแกรงสแตนเลสเป็นหน้ากากลำโพงไว้เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปุ่มกด และ ไฟสถานะต่างๆ

ด้านบนแบ่งเป็น 4 ส่วนหลักๆ ส่วนที่ 1 ด้านซ้ายสุดเป็น โลโก้ Sony ถัดมาตรงกลางในส่วนที่ 2 ด้านบนจะเป็นส่วนของปุ่มต่างๆ แบบสัมผัส โดยเรียงลำดับจากด้านซ้ายจะเป็น Power ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง, ปุ่มสลับช่องสัญญาณ Input, ปุ่มช่องสัญญาณ Bluetooth และ ปุ่ม ลด/เพิ่ม เสียง ส่วนที่ 3 ตรงกลางด้านล่าง จะเป็นส่วนของไฟแสดงสถานะว่าตอนนี้ใช้สัญญาณเสียงจากช่องทางใดอยู่โดยมี TV, HDMI, BLUETOOTH, ANALOG กับ USB ตามลำดับ และท้ายสุดส่วนที่ 4 เป็นสัญลักษณ์ฟังก์ชั่นที่โดดเด่นของเจ้า HT-X9000F ตัวนี้ ประกอบไปด้วย Dolby Atmos, DTS-X, 4K HDR HDCP 2.2, VERTICAL SURROUND ENGINE, Perfect For BRAVIA และ บอกคำอธิบายบอกว่ากดปุ่ม Input ค้างไว้ 5 วินาทีเพื่อ Play กับ กดครั้งเดียวเพื่อ Stop

Subwoofer ที่มาเสริมความถี่ต่ำให้กับ Soundbar ได้อย่างดีเยี่ยม

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือ  HT-X9000F มีหน้าจอ Interface เช่นเดียวกับ HT-Z9F  และ AVR ที่มีการส่งภาพเมนูหลัก การตั้งค่าต่างๆ ไปยัง TV ซึ่งในปัจจุบันนี้มี Soundbar เพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่จะทำได้

ส่วน Subwoofer ตัวตู้จะมีผิวด้าน บริเวณด้านหน้าจะเป็นผิวกึ่งเงากึ่งด้านสะท้อนแสง พร้อมท่อระบายเบส กับ ดอกลำโพงที่มีตะแกรงสแตนเลสครอบไว้ มีไฟสัญญาณตรงกลางซึ่งจะกระพริบต่อเมื่อไม่ได้เชื่อมต่อกับ Soundbar ซึ่งหากเชื่อมต่อแล้วไฟจะขึ้นโชว์ค้างไว้ โดยขนาดของตัวเครื่องจะใกล้เคียงกับ เคส ของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ถือว่าไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป

รีโมทที่ให้มา มีปุ่มครอบคลุมทุกการใช้งานดั่ง AVR

ในส่วนของรีโมทเรียกได้ว่าจัดเต็ม ให้ปุ่มที่ครบครันใกล้เคียงรีโมท AVR เลยทีเดียว โดยมีปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง, ปุ่มเลือกสัญญาณ Input, ปุ่มโหมดเสียง 7 โหมด, ปุ่มปรับเน้นเสียงพูด, ปุ่ม VERTICAL SURROUND, ปุ่มโหมดเสียงกลางคืน, ปุ่มตั้งค่า ควบคุมระบบต่างๆ , ปุ่ม HOME เข้าเมนูหลัก, ปุ่มเพิ่ม/ลด เสียงรวม กับ Subwoofer, ปุ่ม Mute และ ปุ่มควบคุมการเล่นเพลงกับหนังต่างๆ

 

Connectivity – ช่องต่อ

ช่องต่อต่างๆ บริเวณด้านหลังของ Soundbar

มีรูสำหรับไว้เพื่อแขวนผนังได้

สำหรับช่องต่อของ Sony SoundBar HT-X9000F ตัวนี้ไม่มี LAN กับ Wi-Fi Built In แบบรุ่นใหญ่ HT-Z9F แต่ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปได้ โดยช่องต่อทั้งหมดของ HT-9000F แบ่งเป็นทั้งหมด 2 ส่วน ส่วนแรกเป็น HDMI 2.0 แบบ HDCP 2.2 Input 1 ช่อง กับ Output 1 ช่อง  ที่รองรับ ARC พร้อมรองรับการส่งสัญญาณ  Passthrough 4K HDR  ส่วนที่ 2 ประกอบไปด้วยช่องต่อ USB ที่รองรับการเล่นไฟล์เสียงได้หลากหลาย เช่น  DSD  WAV FLAC AIFF AAC mp3, Analog In 3.5 มม., Optical In ไว้สำหรับเชื่อมต่อกับ TV รุ่นที่ไม่รองรับ ARC และ ท้ายสุดที่ขาดไม่ได้สำหรับยุคนี้เลยคือการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth

ปุ่มกดด้านหลัง Subwoofer

ส่วนด้านหลังของ Subwoofer จะมีปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง ที่เผื่อไว้ในกรณีที่เครื่องไม่เปิด/ปิดให้แบบอัตโนมัติ และปุ่ม Link ที่เอาไว้กดเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณกับตัว Soundbar เวลาที่ไม่เชื่อมต่อแบบอัตโนมัติเช่นกันครับ

 

Features – ลูกเล่น

ลูกเล่นต่างๆ ของ HT-9000F ถือว่าให้มาครบครันสำหรับการใช้งานในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งที่รุ่นใหญ่อย่าง HT-Z9F มีเหนือกว่าคือ LDAC, Chromecast Built-in, Google Assistant, Streaming, DSEE HX อัพเกรดคุณภาพเสียงเทียบเท่าระดับ Hi-Res และ ลำโพงจะเป็นแบบ 3.1 Ch ซึ่งแน่นอนว่าต้องดีกว่า แต่ถ้ามองที่ความคุ้มค่าในราคาพอดีๆ  HT-X9000F ตัวนี้ก็เพียงพอแล้วครับ โดยในส่วนด้านภาพนั้นได้ติดตั้ง HDMI เวอร์ชั่น 2.0 HDCP 2.2 มาให้ที่รองรับการ Passthrough 4K HDR ได้แบบสบายๆ กันเลย

ภาพจำลองระบบ  Vertical Surround Engine กับ  S-Force Pro Front Surround ที่ช่วยสร้างสนามเสียงด้านสูงและรอบทิศทางแบบ 360 องศา

ในส่วนของเรื่องเสียงนั้นรองรับระบบเสียง 3 มิติประจำยุคนี้อย่าง Dolby Atmos กับ DTS:X ที่ถือว่าเป็นฟอร์แมตเสียงหลักในแผ่น UHD Blu-ray 4K ที่มาแรงในปัจจุบันนี้ มีฟังก์ชั่น DSEE ที่ช่วยยกระดับคุณภาพจากสัญญาณและไฟล์เสียงต่างๆ ที่มีความละเอียดต่ำให้มีคุณภาพใกล้เคียงระดับ CD Quality ส่วนท้ายสุดในเรื่องของเสียงที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Vertical Surround Engine ที่สามารถสร้างสนามเสียงโอบล้อมแบบ 3 มิติ ใกล้เคียงระบบเสียง 7.1.2 Chanel โดยทำงานร่วมกับ S-Force Pro Front Surround ที่ทำให้ลำโพงคู่หน้าของ SoundBar ที่เป็นเพียงแค่ 2.1 Chanel มีความกว้าง มิติโอบล้อมมากขึ้นนั่นเองครับ

 

Sound – เสียง

มาถึงส่วนที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือเรื่องของเสียงของเจ้า HT-X9000F นั่นเอง บอกก่อนเลยว่าในตอนแรกที่แกะกล่องออกมา Plug And Play เลยปรากฏว่าเสียงที่ได้นั้นจะออกแนวจัดไปบ้าง แต่พอเปิดฟังไปสักระยะนึงก็ได้พบกับน้ำเสียงที่แท้จริง เสียงจะออกแนวกระชับ ชัดเจน ฟังสนุก แต่ก็ไม่จัดจนเกินไปจนฟังเพลงสบายๆ ไม่ได้

มาเริ่มทดสอบจากคอนเทนต์ประเภทภาพยนตร์ ที่เป็นระบบเสียงแบบ Dolby Atmos กับ DTS:X ซึ่งหากเราปล่อยสัญญาณเสียงแบบนี้มาเข้า HT-X9000F ตัวเครื่องจะทำการเปิดระบบ Vertical Surround Engine เพื่อมาช่วยสร้างสนามเสียงด้านสูงแบบอัตโนมัติ แต่ถ้าหากยังอยากได้บรรยากาศเสียงรอบทิศทางและเสียงด้านสูงเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถกดปุ่ม VERTICAL ที่รีโมทจะได้บรรยากาศเสียงด้านบนมากขึ้นแต่เนื้อเสียงจะเบาบางลง โดยโหมดเสียงที่ใช้คือโหมด Standard ครับ

คำแนะนำเพื่อให้ผลลัพธ์เสียงรอบทิศทางที่ดี โดยเฉพาะ Vertical Sound ของ Dolby Atmos คือ ระดับความสูงที่ติดตั้ง SoundBar HT-X9000F จะต้องอยู่ใกล้เคียงกับระดับหูของผู้ฟังต่ำกว่าได้ไม่เกิน 0.6 ม. และควรนั่งอยู่ในจุดที่เรียกว่า Sweet Spot ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 1.85 เมตร

 

ทดสอบกับแผ่น  Dolby Atmos Demo Disc

สิ่งแรกในการทดสอบผมได้หยิบแผ่น Dolby Atmos Demo Disc เพื่อมาทดสอบระบบเสียง Dolby Atmos ในแทร็ค Horizon ซึ่งจะมีช่วงหนึ่งที่มียานอวกาศบินผ่านหัว แม้ว่าเสียงที่ได้ยินจาก Soundbar ตัวนี้อาจไม่ได้ผ่านหัวเหมือนลำโพงที่ถูกติดตั้งไว้ด้านบนจริงๆ แต่ด้วยระบบ Vertical Surround นั้นก็ทำให้เสียงลอยขึ้นจากตัว Soundbar สูงขึ้นมาถึงระดับด้านบนของตัวทีวีอย่างรู้สึกได้ โดยเสียงที่ได้จะออกแนวชัดเจน มีน้ำหนักเสียงพอสมควร เสียงยานอวกาศแล่นไปมามีความชัดเจน เสียงของผู้บรรยายที่เป็นผู้ชายก็มีความหนักแน่นเนื้อเสียงเบสที่ได้รับการผสมผสานกับ Subwoofer ทำออกมาได้อย่างกลมกลืน

ทดสอบภาพยนตร์เรื่อง  Valerian

จากแผ่น Demo มาสู่แผ่นหนังจริงๆ กันบ้าง กับเรื่อง Valerian ที่เป็นระบบเสียง Dolby Atmos ในฉากที่ ลอเรลีน นางเอกถูกหลอกให้ไปถวายอาหารให้กับราชาของเผ่า Boulan Bathor โดยในฉากนี้จะมีการต่อสู้กันโดยใช้ดาบเป็นหลักเสียงที่ได้ออกมามีความสนุก น้ำหนักเวลาเสียงดาบฟันตัวอสูรกาย กระทบเกาะเหล็ก เสียงนั้นมีความชัดเจน เสียงดนตรีประกอบก็ออกมาได้ดี ระบบ Vertical Surround ก็มาช่วยให้บรรยากาศ เวทีเสียงมีความกว้างขึ้น

ทดสอบภาพยนตร์เรื่อง  Fast 8

อีกระบบเสียงที่เราจะลืมไม่ได้เลยคือระบบเสียง DTS:X ในเรื่อง Fast 8 ฉากที่ตัวร้ายใช้คอมพิวเตอร์แฮกระบบรถยนต์ต่างๆ ให้คอยสกัดรถของผู้มีอิทธิพลในเรื่อง ซึ่งในฉากนี้จะมีทั้งเสียงเครื่องยนต์ เสียงรถเฟี้ยวฟ้าวไปมา เสียงรถตกจากตึก กับฉากที่ขับรถไล่ล่ากันในช่วงท้ายของเรื่อง น้ำเสียงที่ออกมาก็มีความจัดจ้านแบบพอสมควร ไม่มากจนล้าหู ทำให้เรารับรู้ความวุ่นวายของเหตุการณ์ในฉากนี้ได้เป็นอย่างดี

ทดสอบภาพยนตร์สารคดีเรื่อง  Michael Jackson’s THIS IS IT

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะอยากรู้ว่าหากเปิดหนังระบบเสียงที่ไม่ใช่เสียงแบบ 3มิติ หละ จะออกมาเป็นแบบใด ผมก็ได้ทำการทดสอบกับหนังสารคดีกึ่งคอนเสิร์ตในเรื่อง Michael Jackson’s THIS IS IT ในฉากเพลง They Don”t Care About Us ซึ่งเรื่องนี้เป็นระบบเสียง DTS-HD 5.1 ตัว Soundbar จะใช้ระบบ S-Force Pro Front Surround ที่จะมาช่วยเพิ่มสนามเสียงรอบทิศทางแต่ยังไม่มีเสียงด้านสูง เนื้อเสียงโดยรวมเรียกได้ว่าฟังสนุก เสียงร้อง เสียงจังหวะกลอง มีแรงปะทะที่ดี ทำให้ผมเผลอร้องตามเพลงได้เลยทีเดียว แต่ถ้าหากใครอยากได้เสียงบรรยากาศด้านสูงจากระบบเสียงที่ไม่ใช่เสียง 3 มิติ แบบนี้ก็สามารถกดเปิด VERTICAL SURROUND เพื่อเพิ่มบรรยากาศด้านสูงได้ ซึ่งหลังจากที่ผมลองกดในฉากนี้ เสียงบรรยากาศที่ได้นั้นถือว่าโอบล้อมมากขึ้นแต่เนื้อเสียงก็จะมีความบางลงไปบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่คนชอบครับ

เสียงโดยรวมของการชมภาพยนตร์ผ่าน HT-X9000F ตัวนี้จะให้เสียงที่ชัดเจน มีน้ำหนักเสียงที่ดี ดูหนังได้สนุกในทุกๆ แนวซึ่งโหมดเสียงที่ผมแนะนำให้ใช้ในส่วนนี้ก็คือ โหมด Standard ส่วนโหมด Cinema นี่ก็ถือว่าดีไม่แพ้กันเพราะในโหมดนี้จะเป็นการเพิ่มบรรยากาศของเสียงให้มากขึ้น เร่งเสียงย่านแหลม และ ย่านเบสให้มีความจัดจ้านขึ้น ยังไงก็ต้องลองดูครับว่าเราจะชอบแบบไหนมากกว่า

ทดสอบการฟังเพลงผ่าน Bluetooth

ลองหนังกันไปหลายเรื่องแล้วทีนี้มาลองในส่วนของการฟังเพลงกันบ้างดีกว่า ซึ่ง  HT-X9000F นั้นมีระบบ DSEE ที่ มาช่วยเพิ่มคุุณภาพเสียงจากไฟล์เพลงทั่วไปให้มีความละเอียดให้ใกล้เคียงกับ  CD Quality ที่อาจไม่เท่ากับ DSEE HX ที่เพิ่มคุณภาพเสียงให้ใกล้เคียง Hi-Res แบบใน HT-Z9F  แต่ความสามารถที่ส่งออกมาก็ถือว่าดีไม่แพ้กันเลย

ซึ่งผมได้ทำการทดสอบการเล่นเพลงผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth กับ iPad Pro 12.9 Gen1 ซึ่งบนหน้าจอจะมีการแสดงผล Bitrate ของเพลงที่เล่นอยู่ รวมถึงชื่อเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่ที่ขวามือบนของหน้าจอ

เพลงแรกที่นำมาทดสอบคือเพลง Never Enough ของ Loren Allred (เพลงประกอบภาพยนตร์ The Greatest Show Man) ซึ่งเป็นเพลงที่นักร้องได้โชว์เสียงอันทรงพลังของเธอออกมา ผสานกับดนตรีจากวงออเคสตร้า เจ้า HT-X9000F นั้นถือว่าให้เสียงที่ดีเกินกว่าที่ผมคาดไว้ คือ เสียงร้องนั้นชัด แยกกันเสียงเครื่องดนตรีได้เป็นอย่างดี เวทีเสียงมีความกว้างเกินกว่า Soundbar ทั่วๆ ไปในตลาดหลายรุ่น

เพลงช้าไปแล้วทีนี้มาลองกับเพลงจังหวะสนุกๆ กันบ้างกับเพลง That’s What I Like ของ Bruno Mars ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ไม่มีระบุไว้ในสเปกแบบชัดเจนก็คือความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงความละเอียดสูง หรือ Hi-res ด้วยความอยากรู้ผมเลยนำเพลงนี้เล่นผ่านทาง USB ผลปรากฏว่า เล่นได้ครับ !!! ซึ่งเสียงที่ได้ก็ออกมาชัดเจนอีกเช่นกัน เสียงจังหวะ มีความชัด เสียงเบสมีความกระชับหนักแน่นแบบพอดีๆ ไม่มากจนเกินไป โดยรวมถือว่าฟังเพลงสนุกก็ทำได้ดีเช่นกัน

ในส่วนของการฟังเพลงโหมดที่ผมแนะนำก็เป็น Standard อีกเช่นกันเพราะทุกอย่างจะมาในแบบพอดีๆ ฟังได้ยาวๆ ส่วนโหมด Music อันนี้จะทำการยกระดับทุกย่านเสียงเพิ่มขึ้น เหมาะกับการฟังเพลงแนวสนุกสนานซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนระบบ DSEE จากที่ผมทำการลองเทียบระหว่างเปิดกับปิด พบว่าในการเปิดจะทำให้เสียงดีขึ้นกว่าอย่างชัดเจน เนื้อเสียงจะดูหนาขึ้น เสียงกลางแหลม จะมีความกระจ่างมากขึ้น จึงแนะนำให้เปิดไว้ครับ

สรุปในเรื่องเสียงของ HT-X9000F ตัวนี้ จะออกแนว ชัดเจน ฟังสนุกได้แบบสบายๆ ไม่หนักจนเกินไป เสียงพูดจากภายนตร์ เสียงร้องจากเพลงต่างๆ มีความคมชัด เสียงเบสถือว่ากระชับ เก็บตัวได้ดี แต่เบสถ้าลูกใหญ่มากๆ อาจมีอาการเพี้ยนออกมาบ้าง แต่ในการรับชมปกติไม่มีปัญหาใดๆ ระบบ VERTICAL SURROUND ถือว่าทำได้ดีเลย สามารถสร้างสนามเสียงให้เสียงมาถึงด้านข้างผู้ฟัง รวมถึงลอยขึ้นไปบริเวณจอภาพ เพิ่มอรรถรสในการชมภาพยนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งหากไปเทียบกับ HT-Z9F ที่มีลำโพงแบบ 3.1 ที่ให้เนื้อเสียง ความกว้างของเวทีเสียง บรรยากาศ Surround ที่ดีกว่า แต่หากไม่นำมาตั้งเปรียบเทียบคู่กันอาจฟังไม่ออกเลยว่าเป็นรุ่นเล็กกว่า โดยรวมถือว่าเสียงดีเลยทีเดียวครับ

ข้อดีของ Sony HT-X9000F

1. รองรับระบบเสียง 3 มิติในยุคปัจจุบันอย่าง Dolby Atmos และ DTS:X
2. มีระบบ Vertical Surround Engine และ S-Force Pro Front Surround ที่มาช่วยสร้างสนามเสียงโอบล้อมแบบ 360 องศา
3. มีระบบ DSEE ที่ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงให้เทียบเท่าระดับ CD Quality
4. มีหน้า Interface แสดงเมนูและข้อมูลต่างๆ บนนหน้าจอ TV 
5. สามารถ Passthrough ภาพ 4K HDR แบบ HDR10 และ Dolby Vision ได้
6. Plug & Play แค่เสียบปลั๊กตัว SoundBar และ Subwoofer ก็พร้อมใช้งานได้ทันที

ข้อเสียของ Sony HT-X9000F

1. ถ้าหากห้องใหญ่เกินไป เพดานสูงเกินไป หรือ ไม่ได้นั่งอยู่ในบริเวณ Sweet Spot เสียง Surround จากระบบ Vertical Surround Engine จะลดลงไปบ้าง
2. ช่องเสียบบริเวณด้านหลังค่อนข้างแคบ แนะนำให้ใช้เป็นสายที่มีหัวขนาดปานกลางจะดีกว่าครับ

สรุป

Sony HT-9000F ถือเป็น Soundbar ที่มีฟังก์ชั่นครบถ้วนเพียงพอกับการใช้งานดูหนังฟังเพลงได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรองรับการ  Passthrough  ภาพ 4K HDR แบบ HDR10 และ Dolby Vision ได้  รองรับระบบเสียง 3มิติ อย่าง Vertical Surround Engine ที่ทำงานร่วมกับ S-Force Pro Front Surround ทำให้ได้เสียง Surround ที่น่าประทับใจมากสำหรับ Soundbar ที่เป็นเพียง 2.1 Ch เท่านั้น ระบบ DSEE ที่มาช่วยเพิ่มคุณภาพสัญาณเสียงจากแหล่งสัญญาณต่างๆ ให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับ CD Quality แนวเสียงมีความชัด กลางแหลมมีความจัดจ้านเล็กน้อยให้พอฟังสนุก บวกกับเสียงเบสจาก Subwoofer ที่มีความกระชับ เก็บตัวไว ทำให้เข้าถึงอารมณ์ของเพลงและภาพยนตร์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลยครับ

*มาตรฐานคะแนนประจำปี 2018*

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้