รีวิว Tangent EVO E Series “The Speaker of Evolutionist”

กลับมาสู่อ้อมอกทีมงาน HDPLAYERTHAILAND อีกครั้งนะครับกับเซ็ตลำโพงจากเดนมาร์กแบรนด์ Tangent นี้ หลังจากครั้งที่แล้วส่งรุ่น EVO E5 มาให้นาย Oatstate ได้รีวิวให้ทุกท่านชมกัน สำหรับครานี้เรียกว่าขนเอาผองเพื่อนพี่น้องมากันเป็นเซ็ตใหญ่เบิ้ม โดยไล่เรียงไปตั้งแต่รุ่น EVO E34 ฟลอร์สแตนด์ตัวเอ้, EVO E5C เซ็นเตอร์พลังแรงสูง และท้ายสุดก็คือ EVO E4 ที่ถูกจัดเซ็ตมาทำหน้าที่เป็นเซอร์ราวด์ รวมทั้งหมด 3 ศรีพี่น้องเป็นเซ็ตลำโพงโฮมเธียเตอร์ดีไซน์สวยเก๋สไตล์ Danish Design
Tangent EVO E Series
Tangent EVO E34(Floorstanding) ราคาโปรโมชั่น 19,990 บาท
Tangent EVO E5C(Center) ราคาโปรโมชั่น 6,900 บาท
Tangent EVO E4(Surrounds) ราคา 6,900 บาท
หากพูดถึงประเทศเดนมาร์กและบวกในเรื่องของการดีไซน์เข้าไปด้วยละก็ หลายท่านที่อยู่ในวงการคงจะมีชื่อชายวัยทองคนนึงขึ้นมาในหัวอย่างแน่นอน นั่นก็คือ Mr.Jacob Jensen เจ้าของผลงานผลิตภัณฑ์ดีไซน์ล้ำๆอันมากมายเสมือนเป็นพ่อพิมพ์ของสินค้าสไตล์ Danish Design เลยก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอนว่า Tangent เองก็ได้รับอิทธิพลของสไตล์ดังกล่าวมาด้วยเช่นกัน

เริ่มดูจากเล็กไปหาใหญ่ก่อนเลยครับผมกับลำโพงวางหิ้งตัวกระทัดรัด EVO E4
รายละเอียดต่างๆก็ตามที่นาย Oatstate เคยรีวิวไว้เลยนะครับไปอ่านได้ หากจะว่าไปใน E Series ยังมีบุ๊คเชลฟ์อีกหนึ่งตัวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกหนึ่งขั้นนั่นก็คือรุ่น E5 นั่นเองครับ
ข้อแตกต่างระหว่างรุ่น E4 และ E5 ก็คือขนาดไดร์เวอร์ที่ตัว E5 จะมีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งสเต็ปและตอบสนองความถี่
ต่ำได้ดีกว่าพอประมาณครับผม

ขนาดโดยทั่วไปของลำโพงรุ่นนี้คือ 335 x 268 x 232 มม. มาพร้อมกับน้ำหนักตัว 2.5 กก. ต่อข้าง
ตัวไดร์เวอร์โคนของทวิตเตอร์เป็นโดมผ้าส่วนของวูฟเฟอร์เป็นไฟเบอร์กลาสครับ
ตอบสนองความถี่ในช่วง 70-20,000 เฮิรตซ์ เป็นลำโพงแบบตู้ปิดฉาบด้วยสีดำมันวาวครับสำหรับตัวที่ได้มาทดสอบ

ช่องต่อด้านหลังเป็นไบน์ดิ้งโพสต์แบบซิงเกิ้ลไวร์ครับผม

ถัดมาที่ EVO E5C ลำโพงเซ็นเตอร์ที่สามารถแขวนติดกำแพงได้! ซึ่งจะแขวนหรือไม่ก็แล้วแต่สะดวกจ้ะ
ขนาดโดยทั่วไปอยู่ที่ 645 x 220 x 203 มม. มีช่องยิงลมออกทางด้านหน้า พร้อมติดตั้งไดร์เวอร์สองทาง
ขนาด 1 นิ้ว(ทวีตเตอร์) และ 5 นิ้ว(วูฟเฟอร์) ตามลำดับ

ด้านหลังเป็นขั้วต่อไบน์ดิ้งโพสต์แบบซิงเกิลไวร์เช่นเดียวกัน พร้อมตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 52-20,000 เฮิรตซ์

ท้ายสุดที่ลำโพงตัวใหญ่ที่สุดในเซ็ต EVO E34 ลำโพงวางพื้นขนาดความสูง 104 ซม.
มาพร้อมไดร์เวอร์สามทาง ทวิตเตอร์,มิดเบส และวูฟเฟอร์

สำหรับ EVO E34 มีท่อยิงลมออกทางด้านหลังและตอบสนองความถี่ที่ 55-20,000 เฮิรตซ์

ขั้วต่อสายลำโพงเป็นไบน์ดิ้งโพสต์แบบไบไวร์(Bi-Wired) พร้อมสำหรับการเชื่อมต่อทั้งแบบไบไวร์และไบแอมป์

ทั้งเซ็ตมาพร้อมหน้ากากผ้าทรงเหลี่ยมมนเข้ามุมกับตัวลำโพง เป็นแบบสลักเสียบเข้าล็อค
เวลาแกะต้องระมัดระวังกันสักนิดอย่าผลีผลามดึงพรวด เพราะสลักจะหักคารูแล้วเรื่องใหญ่ครับผม
งานดีไซน์โดยรวมของลำโพงทั้ง 5 ตัวนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างจะมาในทางคล้ายคลึงกัน คือจะมีลักษณะตู้เหลี่ยมมนฉาบด้วยสีดำไฮกลอส(Piano Black) สะท้อนแสงสวยงามเข้าชุดกันทั้งเซ็ต หรือใครอยากจะอินดี้แหวกแนวก็เลือกเปลี่ยนสีได้โดย EVO E34 และ E5C จะมีให้เลือก 2 สีดำและขาว ส่วน EVO E4 จะมีให้เลือก 6 สีตามรูปด้านล่างเลยครับ เป็นเซ็ตลำโพงที่นอกจากจำให้ความบันเทิงทางโสตประสาทแล้วยังตระการตาไปด้วยสีสันต่างๆอีกด้วย

Setup – การติดตั้ง
เมื่อได้เวลาอันสมควรประจวบเหมาะกับคิวการใช้งานห้องเทสต์ว่างพอดี ทีมงานก็เริ่มทำการลำเลียงเอาเซ็ตลำโพงในชุด Tangent E Series ทั้งหมดเข้าไปประจำการณ์ครับผมซึ่งหลักการตั้งเบื้องต้นก็ทำแบบเดียวกับเซ็ตลำโพง 5.1 ทั่วไปเลยครับ ทั้งในเรื่องตำแหน่งการจัดวางและการปรับจุดตัดความถี่ที่แอมป์

ใส่สไปค์ลดแรงปฏิกิริยาที่พื้นกระทำต่อลำโพง เพื่อไม่ให้บั่นทอนคุณภาพเสียงนะครับ
สังเกตว่าสไปค์สามารถปรับระดับบริเวณหัวปลายแหลมได้ด้วยกรณีลำโพงตั้งบนพื้นที่ไม่เสมอแล้วเกิดอาการโยกเยก
ทริคสำคัญสำหรับการวางลำโพงที่ไม่ควรพลาดคือการติดตั้งสไปค์หรือขาตั้งแหลมให้กับ EVO E34 ลำโพงตั้งพื้นตัวสูงเพรียวตัวนี้ครับ ด้วยความที่ตัวลำโพงมีการออกแบบในทรงเหลี่ยมตรงฉะนั้นเมื่อลำโพงทำงานจะเกิดอาการสั่น ซึ่งการสั่นสะเทือนดังกล่าวหากตรงกับความถี่ทางธรรมชาติของวัสดุก็จะยิ่งเกิดแรงสั่นมากขึ้น การติดตั้งสไปค์จึงมาช่วยลดแรงปฏิกิริยาดังกล่าวเพื่อไม่ให้คุณภาพเสียงเกิดการบั่นทอนครับ นอกเหนือจากนี้ประโยชน์ในทางอ้อมของสไปค์คือการที่มันสามารถเลี่ยงไม่ให้ลำโพงตู้สีดำมันวาวของเราสัมผัสพื้นโดยตรงจนเกิดรอยขีดข่วนหรือรอยขนแมวอีกด้วย

สำหรับลำโพงวางหิ้งก็เช่นเดียวกันครับ หากเราวางลำโพงลงไปโดดๆบนขาตั้งเราจะรู้สึกได้ว่ามันไม่มั่นคงเท่าที่ควรและพร้อมจะร่วงหล่นกลับสู่ธุลีดินได้ทุกเมื่อ ทางทีมงานจึงอยากแนะนำให้ท่านไปหาซื้อดินน้ำมันวิทยาศาสตร์หรือที่เรียกกันว่า “บลูแท็ค” มาปั้นเป็นก้อนกลมๆแล้วแปะไว้ที่มุมทั้งสี่ของตัวลำโพงเพื่อเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานให้ลำโพงสุดรักสุดหวงของเรายืนหยัดอยู่บนขาตั้งได้อย่างคงทนถาวร

แปะสี่มุมที่ฐานลำโพงด้านล่างแบบนี้เลย รับรองว่าร่วงยากส์!!

สำหรับอุปกรณ์อย่างอื่นที่เราใช้ร่วมกันในการทดสอบครั้งนี้ก็ได้แก่แอมป์ Onkyo TX-NR727, บลูเรย์เพลเยอร์ OPPO BDP-95 ส่วนซับวูฟเฟอร์เนื่องจากทางบริษัทต้นสังกัดไม่ได้ส่งรุ่นเฉพาะทางของ Tangent มาให้การทดสอบจึงจะเน้นไปในส่วนของลำโพงทั้ง 5 แชนแนลเป็นหลักครับผม
Sound – เสียง
ด้วยความที่สินค้าตัวที่ส่งมาทดสอบเป็นตัวโชว์หน้าร้านที่ผ่านสมรภูมิการเบิร์นมาอย่างหนักหน่วงอยู่แล้ว ผมจึงเริ่มต้นทดสอบเสียงเลยจากการชมภาพยนตร์ในฟอร์แมตบลูเรย์ก่อนครับ โดยเรื่องที่ใช้ทดสอบก็จะเป็นภาพยนตร์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันในรีวิวหลายๆตัว อย่าง Kung Fu Panda ภาคแรก ณ ฉากสะพานแขวนซึ่งแนะนำมาโดยลูกค้าของเรา และเป็นการทดสอบจังหวะเสียงรับส่งชกต่อยกันอย่างเมามันส์อีกด้วย สำหรับซิสเต็มนี้เสียงย่านเด่นที่ลอยมาให้เห็นเมื่อฟังครั้งแรกเป็นโซนเสียงสูงครับ ความชัดความกระชับเรียกได้ว่าโดนเลยทีเดียว จังหวะออกหมัดชัดเจนเป็นชุดๆ มิติที่ออกมาฟังแล้วเด่นไม่กลืนกับแบ็คกราวด์

เปลี่ยนเรื่องมาเทสต์เป็น Fast & Furious 6 กับฉากชิงตัวเล็ตตี้ที่ต้องตะลุยกับรถถังบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ซึ่ง Tangent E Series เซ็ตนี้ให้เสียงในจังหวะเฟี้ยวฟ้าวได้ถึงใจเสียจริง บรรยากาศใกล้เคียงเหมือนนั่งอยู่บนรถคันเดียวกับดอมินิค ทอเร็ตโต้ เฮียโล้นซ่าตัวเอกในภาคนี้ จุดสังเกตในส่วนของเสียงที่เริ่มจะรู้สึกได้หลังจากนั่งดูมา 2 เรื่องก็คือเนื้อเสียงที่ขับออกมาค่อนข้างบางไม่เป็นมวลลูกใหญ่เท่าไรนักและแรงปะทะที่ไม่ค่อยสะท้านทรวงเท่ากับเซ็ตลำโพงตัวอื่นที่มีสภาพตู้หนากว่านี้ คาดว่าน่าจะเกิดจากการดีไซน์ตัวตู้ที่ออกแนวบางสูงหรือเปล่าที่ส่งผลให้คาแร็คเตอร์ลำโพงออกมาในแนวนี้

ตัวอย่างแผ่นที่นำมาใช้ในการทดสอบครั้งนี้ครับผม
การทดสอบดำเนินต่อด้วยการเปลี่ยนมาฟังเพลงแบบสองแชนแนลกันบ้าง เพื่อที่จะวัดหาความชัดเจนของเอกลักษณ์เสียงที่ได้จาก Tangent EVO E34 ตัวทาวเวอร์คู่หน้าของเราว่าจะตอบสนองต่อการฟังเพลงได้ดีขนาดไหน ประเดิมด้วยเพลง Hey Jude เวอร์ชั่นใสๆงานคัฟเวอร์ของ Yao Si Ting เพลงโปรดประจำออฟฟิศเรา เสียงที่ได้รายละเอียดมาเต็มครับ ไม่มีกั๊กแต่อย่างใด เปิดสว่างใสแจ๋ว ความอิ่มของเสียงกลางใช้ได้จังหวะปะทะของช่วงเบสแม้ว่าจะจับต้องได้ไม่ค่อยชัดเจนแต่ยังมีให้สัมผัสเป็นระยะๆ

เปลี่ยนแนวมาฟังเพลงคลาสสิคในแผ่น Grand Canyon Suite ที่เป็นเวอร์ชั่นของ Erich Kunzel เพื่อฟังความโอ่อ่าของเวทีเสียงที่แผ่ออก ซึ่งผลที่ได้อยู่ในระดับน่าพอใจ จังหวะการเล่นกับไดนามิคของเสียงหนักเบามีความปราณีตอยู่ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือน้ำหนักที่ยังคงลึกไม่สุดใจเท่าไรนัก…
ความเดิมจากหน้าที่แล้วที่ทีมงานทั้งหมดล้วนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าแม้เสียงจาก Tangent EVO เซ็ตนี้จะออกไปทางสว่างจ้าชัดแจ่มแผดจ้าพอสมควร แต่เนื้อเสียงและความหนายังไม่ค่อยจะหนักแน่นสักเท่าไรนัก เราจึงมาลองหาว่าพอจะมีวิธีใดที่จะช่วยปรับจูนเสียงให้ลงตัวเข้าที่และแก้อาการดังกล่าวได้บ้าง
โดยในจุดนี้ผมได้ทำการขอคำแนะนำจากทางอาจารย์ชานมผู้มากประสบการณ์แห่งเว็บเรา ได้ความว่าเรื่องอาการแผดจ้าให้ลองทำการเปลี่ยน “จานรองสไปค์” ดูเนื่องจากพื้นห้องที่ใช้ทดสอบเป็นกระเบื้องแข็งแผ่นเรียบซึ่งไม่ค่อยถูกกับสไปค์ที่มีลักษณะแหลมเปี๊ยวของ Tangent EVO E34 ลำโพงตัวเอกในเซ็ตนี้ ส่วนเรื่องเสียงที่ไม่ค่อยหนาให้กระเถิบลำโพงใกล้กำแพงมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะช่วยเสริมฐานเสียงในย่านความถี่ต่ำขึ้นมา

ผมจึงมาลองทำตามคำแนะนำดังกล่าว และผลสรุปว่าอาการทั้งหมดล้วนตรงตามข้อสันนิษฐานของคุณชานมครับ เสียงมีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น เนื้อเสียงก็เริ่มมีความหนามามากขึ้นจากการขยับเข้าใกล้กำแพง “ทว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นเพียงการปรับจูนที่ส่งผลเล็กน้อยหน้างานเท่านั้น ไม่ได้มีอิทธิพลมากมายราวกับว่าเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ลำโพงแต่อย่างใดครับผม”

ลำโพงสีดำ กับชั้นวางสีขาวตัวสวยของเรา สุดยอดความสวยงามลงตัว
นอกจากการทดสอบในห้องเทสต์หลักของเราแล้ว ทีมงานยังได้ย้ายลำโพงมาติดตั้งในห้องนั่งเล่นหลักในออฟฟิศเรา เพื่อดูว่าในสภาพแวดล้อมต่างกันประสิทธิภาพเสียงจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใดบ้าง ผลที่ได้ก็คือความที่ห้องนั่งเล่นเราจะวางลำโพงค่อนข้างชิดกับกำแพงทำให้เนื้อเสียงที่ได้ค่อนข้างจะหนาแผ่กว่าในห้องทดสอบครับ ทว่าคาแร็คเตอร์เสียงกลางที่เด่นแผดกว้างและกระชับยังคงชัดเจนอยู่เหมือนเดิม เป็นคาแร็คเตอร์ที่ค่อนข้างจะชัดเจนเลยทีเดียวครับผม

Conclusion – สรุป
หลังจากที่ได้ลองใช้งาน Tangent EVO E Series มาได้สักระยะก็พอจะฟันธงเรื่องเอกลักษณ์ของเสียงคร่าวๆว่าเจ้าลำโพงเซ็ตนี้ค่อนข้างที่จะให้เสียงออกไปในแนวเปิดชัดและกระชับฉับไว มีจังหวะการตอบสนองต่อเสียงที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว การโอบล้อมของแชนแนลซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง ไม่มีผิดหวัง(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพห้องและการติดตั้งด้วย) ฉะนั้นแล้วการจะนำลำโพงเซ็ตนี้ไปดูหนังน่าจะให้เสียงที่ถูกใจชาว Action กันเลยก็ว่าได้ หากได้ซับวูฟเฟอร์ดีๆมาช่วยเสริมในเรื่องแรงปะทะอัดกระแทกให้สะท้านทรวงเสียหน่อยรับรองว่าไม่น้อยหน้าเซ็ตอื่นอย่างแน่นอน แนวทางการดีไซน์ก็ไม่น้อยหน้าใคร มีกลิ่นอายของความเป็นแดนิชอยู่เต็มเปี่ยมเสมือนเป็นลายเซ็นกลายๆบอกกับคนที่พบเจอแต่แรกเห็นว่าถิ่นกำเนิดของแบรนด์นี้มาจากประเทศอะไร

สรุปแล้วว่าใครที่กำลังมองหาลำโพงที่มีดีทั้งประสิทธิภาพเสียงและรูปลักษณ์ที่สวยงามจัดชุดลงตัวเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ตัวเก๋ในห้องของท่าน Tangent EVO E Series ชุดนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งเซ็ตที่ไม่ควรพลาดไปทดลองฟังได้ที่บ.ยูโรวิชั่นและตัวแทนจำหน่ายในเครือได้เลย โดยถ้าฟังแล้วหากท่านใดที่อยากได้เซอร์ราวด์หนักๆขึ้นก็อาจจะขยับไปเลือกใช้ EVO E5 ที่จะให้เสียงในย่านความถี่ต่ำที่หนักขึ้นมาอีกระดับหนึ่งในดีไซน์เดียวกันกับในเซ็ตก็ตามแต่ใจปรารถนาเลยครับ นาทีนี้นาย Boomerang ก็ขอปิดการรีวิวลำโพงดีไซน์งามจากเดนมาร์กไว้ ณ ที่นี้ก่อนดีกว่า สวัสดีคร้าบบ~*
LIKE
– ดีไซน์งามโค้งมนพร้อมผิวมันวาว จะนำไปวางในห้องตรงมุมไหนก็ดูสวยไปหมดทั้งเซ็ต
– คาแร็คเตอร์เสียงกระชับฉับไว เปิดสว่าง ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ฉวัดเฉวียนหักมุมได้ทุกจังหวะ น่าจะถูกใจคอหนัง Action บู๊มันส์ล้างผลาญ!
DISLIKE AND SUGGESTION
– มวลเนื้อเสียงโดยรวมยังคงขาดความแน่นอิ่มอยู่บ้างเล็กน้อย การปรับจูนด้วยจานรองสไปค์ในแบบต่างๆและขยับตำแหน่งจัดวางจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ดีหาซับวูฟเฟอร์ที่เกลี่ยเสียงต่ำเนียนๆมาเติมอีกหน่อยจะได้เนื้อและอรรถรสมากยิ่งขึ้นครับ
Tangent EVO E Series
Tangent EVO E34(Floorstanding) ราคาโปรโมชั่น 19,990 บาท
Tangent EVO E5C(Center) ราคาโปรโมชั่น 6,900 บาท
Tangent EVO E4(Surrounds) ราคา 6,900 บาท