รีวิว Toshiba Z770 4K Android TV ตัว Top จัดเต็มสเปคทั้งภาพและเสียง !!!

“Toshiba นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต”
เป็นเวลากว่า 69 ปี แล้วที่ Toshiba ได้เปิดตัวทีวีหน้าจอขาวดำครั้งแรกในปี 1952 และได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน โดยยึดถือปรัชญาที่ว่า TOSHIBA Truth ซึ่งคำว่า Truth นั้นก็แปลว่า ถูกต้องหรือสมจริง เรียกง่ายๆ ว่าต้องการพัฒนาทีวีที่สามารถให้ภาพและเสียงได้สมจริงตามที่ผู้ผลิตภาพยนตร์หรือรายการต่างๆ ต้องการให้เราเห็นนั่นเอง

ถ้าใครสังเกตุจะเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่วงการทีวีในบ้านเรามีการแข่งขันทางด้านราคากันสูงมาก จะเห็นว่าทีวีจากทาง Toshiba ก็ได้ห่างหายไปจากวงการมาสักระยะหนึ่ง แต่ในปี 2021 นี้ ทาง Toshiba ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับ 4K LED TV ระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อว่า Z770 ที่จัดเต็มสุดๆ ทั้งเรื่องสเปคด้านภาพ เสียง ฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกม แถมยังมีระดับราคาที่อยู่ในขั้นที่เอื้อมถึงได้ และบอกได้เลยว่าทีวีรุ่นนี้ให้สเปคจัดเต็มมากที่สุดรุ่นหนึ่งในท้องตลาด ณ เวลานี้เลย จะมีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้างตามมาอ่านในรีวิวกันได้เลยครับ
ภาพ เสียง ลูกเล่นต่างๆ จัดเต็มไม่มีกั๊ก
สเปคคร่าวๆ ของ Toshiba Z770
- มีด้วยกัน 2 ขนาดหน้าจอ ได้แก่ 55 นิ้ว และ 65 นิ้ว
- ความละเอียดภาพแบบ 4K พร้อมเทคโนโลยี Quantum Dot
- ใช้หลอดไฟ Backlight แบบ Full Array Local Diming
- รองรับมาตรฐานภาพขั้นสูงแบบครบครันทั้ง Dolby Vision IQ, HDR 10+ และ Imax Enhanced (IMAX Mode)
- รองรับฟีเจอร์ด้านการเล่นเกม อย่าง 4K HDR 120Hz VRR และ ALLM
- ลำโพงระบบเสียง 2.1 Ch ให้กำลังขับ 80W
- ใช้ระบบปฏิบัติการ Android TV เวอร์ชั่น 10.0
- มีแอปฯ ยอดนิยมอย่าง Netflix, YouTube, Apple TV และ Disney + hotstar
- รับประกัน 3 ปี
ราคาของ Toshiba Z770
ขนาดหน้าจอ 55 นิ้วอยู่ที่ 46,999 บาท เช็คราคาโปรโมชั่นเพิ่มเติมที่นี่ : https://shp.ee/wmgdjns
ขนาดหน้าจอ 65 นิ้วอยู่ที่ 59,999 บาท เช็คราคาโปรโมชั่นเพิ่มเติมที่นี่ : https://shp.ee/m8atc7j
ดีไซน์และการออกแบบ
ด้านหน้าของ Toshiba Z770
ต้องบอกก่อนเลยว่า Toshiba Z770 เครื่องนี้ ได้รับทั้งการออกแบบดีไซน์ รวมถึงปรับจูนภาพและเสียง จาก Toshiba laboratory ณ ประเทศญี่ปุ่น ทุกขั้นตอนหมดเลย ดังที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Designed in Japan และ Fine tune in Japan นั่นเอง โดยเครื่องที่ผมได้มารีวิวจะเป็นขนาดหน้าจอ 55 นิ้ว




ตัวเครื่อง โดยรวมจะมาในโทนสีดำเทาออกแบบมาในสไตล์มินิมอล เน้นความเรียบง่าย แต่ก็ยังคงดูหรูหรา ตัวหน้าจอจะมาในดีไซน์แบบไร้ขอบ บริเวณด้านล่างจะเป็นที่อยู่ของลำโพง, มีโลโก้แบรนด์ Toshiba อยู่ที่ด้านซ้ายมือ, บริเวณตรงกลางจะเป็นไมโครโฟนสำหรับใช้งาน Google Assistant พร้อมสวิตซ์ เปิด/ปิด, ด้านขวาจะเป็นไฟแสดงสถานะ ของตัวเครื่อง
บริเวณฐาน ของตัวเครื่องจะใช้วัสดุเป็นโลหะแบบเดียวกับบริเวณแผงลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ที่มีความมั่นคงแข็งแรงประหยัดพื้นที่ในการวาง
ด้านข้างของตัวเครื่อง
ด้านข้าง ของตัวเครื่องถือว่ามีความหนาในระดับหนึ่งเนื่องจาก Toshiba Z770 เครื่องนี้ใช้หลอดไฟ LED Backlight แบบ Full Array Local Diming ที่สามารถคุมระดับความดำได้ดีกว่าทีวีทั่วไปที่เป็น Backlight แบบ Edge LED



ด้านหลัง จะมีช่องระบายอากาศที่ด้านบนกับด้านล่าง, มีสายไฟแบบติดเครื่อง, มีช่องเชื่อมต่อต่างๆ ที่จะกล่าวในส่วนถัดไป, มีปุ่มสำหรับควบคุมตัวทีวีแบบจอยสติ๊ก และที่เราเห็นลักษณะเหมือนดอกลำโพงสีเงินจำนวน 2 ดอก นั่นคือ Passive Radiators ส่วนหนึ่งของพลังเสียงสำหรับทีวีเครื่องนี้โดยจะเจาะลึกรายละเอียดอีกครั้งในส่วนของเสียงครับ
รีโมทที่มาพร้อมกับทีวี
รีโมท มาในสีทูโทนแบบเดียวกับตัวเครื่องของทีวีตอนปิดอยู่ จับถนัดมือ ปุ่มต่างๆ ก็ให้มาแบบครบครัน มีปุ่มลัดเข้าสู่แอปฯ ยอดนิยม ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง และมีปุ่มสำหรับเรียกใช้ Google Assistant พร้อมไมโครโฟนรับเสียงของเราอยู่ที่ด้านบนของรีโมทด้วย
ปุ่ม Google Assistant อยู่บริเวณตรงกลางของรีโมท
ช่องเชื่อมต่อ
ช่องต่อของ Toshiba Z770 เรียกว่าให้มาแบบจัดเต็มพอสมควรเลยครับ โดยจุดเด่น ก็คือช่องต่อ HDMI เวอร์ชั่น 2.1 จำนวน 2 ช่อง รองรับการส่งสัญญาณภาพสูงสุดที่ 4K HDR 120Hz พร้อมรองรับการส่งสัญญาณเสียงย้อนกลับเข้าที่เครื่องเสียงหรือลำโพง Soundbar อย่าง eARC อีกด้วย, รองรับการเชื่อมต่อ Internet ผ่าน Wi-Fi 2.4/5 GHz, รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ส่วนรายละเอียด และช่องต่ออื่นๆ จะมีอะไรบ้างมาดูกันครับ
ช่องต่อบริเวณด้านข้าง

- HDMI In 4 ช่อง แบ่งเป็น HDMI 2.1 (รองรับ 4K 120Hz ที่ช่อง 3 และ 4) จำนวน 2 ช่อง และ HDMI 2.0 (รองรับ 4K 60Hz ที่ช่อง 1 และ 2) จำนวน 2 ช่อง โดยจะรองรับฟีเจอร์ eARC ที่ช่อง HDMI 3 ครับ
- USB 2 ช่อง แบ่งเป็น 3.0 และ 2.0 อย่างละ 1 ช่อง
- Antenna ช่องเสียบสายอากาศสำหรับ Digital TV
- Headphone 3.5 มม. หรือช่องเสียบหูฟัง
- AV In แบบ 3.5 มม.
ช่องต่อบริเวณด้านหลัง

- ช่อง Lan สำหรับเชื่อมต่อ Internet แบบสาย
- Optical Out
- ช่องสำหรับบริการ Service
ฟีเจอร์และลูกเล่นต่างๆ
หน้า Home ของตัวเครื่อง
ตัวทีวีใช้ระบบปฏิบัติการเป็น Android TV เวอร์ชั่น 10.0 จึงมีข้อได้เปรียบในเรื่องของแอปพลิเคชั่นที่มีมากกว่าระบบปฏิบัติการอื่นอยู่พอสมควร โดยมีแอปพลิเคชั่นกว่า 7,000 แอปฯ เลยทีเดียว ซึ่งก็มีแอปฯ ยอดนิยมอย่าง Netflix, YouTube, Disney+ hotstar, Amazon Prime, HBO Go และแอปฯ อื่นๆ ของบ้านเราอย่าง Line TV และ True ID เป็นต้น นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานคำสั่งเสียงกับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant และการ Cast วีดีโออย่าง Chrome Cast Built-In ด้วย
แอปฯ YouTube
YouTube แอปพลิเคชั่นรับชมวีดีโอ รายการ หรือเพลงต่างๆ ยอดฮิตของคนไทย รองรับการแสดงผลที่ความละเอียด 4K HDR ได้อย่างไหลลื่น
แอปฯ Netflix
Netflix แอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งยอดนิยมอันดับหนึ่งก็รองรับภาพและเสียงขั้นสูงสุดทั้งความละเอียดแบบ 4K, HDR ขั้นสูงสุดอย่าง Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos ที่สามารถรับฟังผ่านลำโพงของตัวทีวีได้เลย
แอปฯ Apple TV
Apple TV แหล่ง ซื้อ-เช่า หนังระดับ Box Office แบบขายขาด ที่ควบรวมกับบริการสตรีมมิ่งแบบรายเดือนอย่าง Apple TV+ ไว้ในนี้แอปฯ เดียวก็รองรับทั้งภาพความละเอียดแบบ 4K Dolby Vision ส่วนระบบเสียง Dolby Atmos จะรับฟังได้เฉพาะการเชื่อมต่อกับเครื่องเสียงภายนอกที่รองรับเท่านั้น ไม่สามารถรับฟังผ่านตัวทีวีได้
แอปฯ Disney + hotstar
Disney + hotstar แอปฯ รวมภาพยนตร์และซีรีส์จากทาง Disney, Marvel, Star war, 20th Fox, National Geographic และอื่นๆ รองรับการแสดงผลภาพสูงสุดที่ 4K Dolby Vision และระบบเสียงแบบ 5.1
แอปฯ True ID ก็มีให้รับชมเช่นเดียวกัน
มี Google Play Store ให้เราโหลดแอปฯ ต่างๆ ได้จากที่นี่
ตัวอย่างการใช้งาน Google Assistant
Google Assistant หรือฟีเจอร์สั่งงานด้วยเสียงก็รองรับการใช้งานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผ่านทางรีโมทคอนโทรล หรือจะสั่งงานโดยตรงที่ตัวทีวีผ่านไมค์ที่ถูกติดตั้งไว้หน้าตัวเครื่องก็ได้เช่นกัน แต่สำหรับการสั่งงานโดยตรงเข้าที่ตัวเครื่องจากการทดสอบจะรองรับเฉพาะการใช้งานเมนูตัวเครื่องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น สามารถสั่งงานควบคุมตัวทีวี เช่น “เปลี่ยนเป็น HDMI In 3” , “เล่นเพลง Black pink บน YouTube” , “เพิ่มความดังเสียง” หรือจะเป็นการหาข้อมูล เช่น “ราคาบิทคอยน์วันนี้เป็นยังไง” ตัวทีวีก็สามารถหาข้อมูลมาแสดงผลให้เราได้
ฟีเจอร์ Clear Cache ให้เครื่องทำงานได้ไวขึ้น
ในเรื่องของการใช้งานระบบ Smart TV รวมถึงควบคุมต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล ตอบสนองคำสั่งจากการกดปุ่มรีโมทได้อย่างรวดเร็วทันใจมาก แต่ถ้าหากบางครั้งเราใช้ไปนานๆ รู้สึกเครื่องทำงานได้ช้าลงก็สามารถเข้าไปใช้ฟีเจอร์ Clear Cache เพื่อปิดการทำงานของระบบเบื้องหลังที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งจะทำให้เครื่องของเรากลับมาใช้งานได้อย่างลื่นไหลอีกครั้งนั่นเอง โดย เข้าไปที่ Settings – Advanced System – Clear Cache จากนั้นกดปุ่ม Start แล้วปล่อยให้ระบบทำงานสักครู่ กดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้น
ภาพ
มาเริ่มทดสอบเรื่องภาพกัน
เรื่อง สเปคด้านภาพ Toshiba Z770 ถือว่าเป็นรุ่นหนึ่งที่ให้สเปคระดับท็อปๆ มาแบบจัดเต็ม ใช้ชิปประมวลผลตัวท็อปของทาง Toshiba เองอย่าง Regza Engine 4K Pro มีความละเอียดภาพแบบ 4K Ultra HD 3840 x 2160 Pixel หรือ 8.3 ล้านพิกเซล ใช้ Panel เป็นแบบ VA หรือ Vertical Alignment บวกกับเทคโนโลยี Quantum Dot Color Display ที่ให้สีสันของภาพที่สดใจดูเป็นธรรมชาติ อาจมีมุมมองด้านข้างที่แคบกว่าหน้าจอแบบ IPS สักเล็กน้อย แต่จากการทดสอบหากเรานั่งรับชมในห้องปกติทั่วไปจากโซฟาแบบ 3 ที่นั่ง คนที่นั่งด้านข้างอาจเห็นสีสันที่ดรอปลงไปบ้างเล็กน้อย แต่ถือว่าแถบจะไม่มีผลต่อการรับชมแต่อย่างใด
เรื่องความสว่างสูงสุดหรือ Peak Brightness สูงถึง 1133 nits จากโหมด HDR Standard ขอบเขตของสีทำได้กว้างถึง 95% ของมาตรฐานโรงภาพยนตร์ DCI-P3 หรือเรียกว่าทีวีเครื่องนี้ผ่านมาตรฐาน Ultra HD Premium เลยนั่นเอง แถมยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR 10, HLG รวมถึง HDR ขั้นสูงอย่าง HDR 10+ กับ Dolby Vision รวมถึงยังรองรับมาตรฐานภาพอย่าง IMAX Enhanced (IMAX Mode) อีกด้วย
ทดสอบการรับชม
Toshiba Z770 เครื่องนี้ได้แยกโหมดภาพของการรับชมในแบบต่างๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น SDR, HDR 10, HDR 10+ และ Dolby Vision แต่แม้จะแยกโหมดออกจากกันแต่ค่าภาพจากโรงงานค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันและมีค่าที่เที่ยงตรงในระดับหนึ่งเลย โดยโหมดภาพที่ให้คุณภาพของภาพรวมถึงโทนสีต่างๆ ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะเป็นโหมดที่ชื่อว่า Calibrated โดยจะมีค่า Grayscale avg dE อยู่ที่ 3.5 โดยเมื่อปรับภาพให้ออกมาถูกต้องที่สุดแล้วค่า Grayscale avg dE จะเหลือเพียง 0.6 เท่านั้น
SDR Mode

HDR 10 Mode

HDR 10 + Mode
จริงๆ แล้วยังมีอีก 2 โหมดภาพที่ให้คุณภาพของภาพได้ค่อนข้างเที่ยงตรงรวมถึงให้สีสันที่อบอุ่น ดูเป็นธรรมชาติ แบบเดียวกับโรงภาพยนตร์อย่างโหมด Cinema กับ Filmmaker ก็สามารถเลือกใช้ได้เช่นกัน ตามความชอบของแต่ละคนเลยครับ
Rec.709 – Post ColorChecker

SDR – Post Calibration

SDR – Pre Calibration
P3 – Post Saturation Sweeps

HDR – Post Calibration

HDR – Pre Calibration

มี Logo Dolby Vision ขึ้นที่มุมขวาบนด้วย
โหมดต่างๆ ของภาพแบบ Dolby Vision
สำหรับการรับชมคอนเทนต์ HDR แบบ Dolby Vision ตัวทีวีก็ถือว่าปรับจูนค่าสีต่างๆ มาได้ดีเลย โดยจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 โหมดภาพได้แก่ Dolby Vision Custom, Dolby Vision Dark และ Dolby Vision IQ โดยผมแนะนำให้เลือกใช้เป็น Dolby Vision IQ เพราะโหมดนี้ตัวทีวีจะทำงานร่วมกับเซนเซอร์รับแสงบนตัวทีวีของเราเข้าไปช่วยประมวลผลให้ภาพที่ได้ออกมาดีที่สุดตามสภาพแสงของห้องที่เราใช้รับชมอยู่นั่นเอง
Motion มีให้เลือกใช้งานได้หลายระดับ
ทีวีเครื่องนี้มีฟีเจอร์ Motion แทรกเฟรมภาพมาให้เราเลือกใช้งานกันได้ด้วย จากการทดสอบโดยรวมถือว่าทำได้ดี ไม่ค่อยมีอาการภาพเป็นวุ้นๆ หรือเป็นคลื่น ให้เห็นมากนัก สามารถเลือกใช้ได้ทุกระดับตามความชอบ แต่ที่ทางเราแนะนำจะให้เลือกปรับเป็น Custom แล้วเลือก Judder Reduction (ลดอาการสะดุด) เป็น 2 จะได้ภาพที่ลื่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

สามารถปรับระดับของ Local Dimming ได้
อีกหนึ่งจุดเด่นของทีวีเครื่องนี้ก็คือมาพร้อม LED Backlight แบบ “Full-array Local Dimming” ที่จะเป็นหลอดไฟแบบเต็มแผงสามารถเปิดปิดแต่ละโซนเพื่อช่วยในเรื่องของระดับความดำ ให้สีสันดูโดดเด้งขึ้น โดยในส่วนของขนาดหน้าจอ 55 นิ้ว ที่ผมได้มารีวิวนี้จะมีจำนวนหลอดไฟอยู่ที่ 60 Zone ส่วนขนาดหน้าจอ 65 นิ้ว จะมีโซนเยอะกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ 72 Zone ซึ่งแม้ว่าจำนวน Zone อาจดูเหมือนไม่เยอะสักเท่าไหร่หากเทียบกับทีวีที่มีราคาสูงกว่า แต่ต้องขอชมจริงๆ เลยว่าระบบการ เปิด/ปิด หลอดไฟของทีวีเครื่องนี้ทำได้ดีมาก คือสามารถเปิดปิดได้แบบดูนุ่มนวลไม่วูบวาบ ซึ่งผมขอแนะนำไว้ 2 แบบ ใครที่อยาก เน้นเรื่องความดำ ของภาพ ให้วัตถุในที่มืดดูเด่นแนะนำให้เลือกเป็นระดับ High ส่วนใครที่อยาก เน้นความนุ่มนวล ของการเปิดปิดหลอดไฟก็สามารถเลือกใช้ระดับ Medium แต่ความสามารถในการคุมแสงอาจจะน้อยกว่าสักเล็กน้อย
ทดสอบเกม
มาทดสอบการเล่นเกมกัน
ส่วนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือการเล่นเกมนั่นเอง เพราะ Toshiba Z770 ก็ได้ให้สเปคสำหรับส่วนนี้มาแบบจัดเต็มเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น HDMI 2.1 จำนวน 2 ช่อง ที่รองรับการส่งสัญญาณสูงสุดที่ 4K HDR 120Hz สามารถนำไปต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลยอดฮิตในยุคนี้อย่าง Play Station 5, Xbox Series X และ PC ได้อย่างครบครัน
ทดสอบกับ Xbox Series X ยืนยันว่ารองรับการส่งสัญญาณแบบ 4K HDR 120Hz
ฟีเจอร์ VRR กับ ALLM ก็รองรับเช่นกัน
โดยยังรองรับฟีเจอร์อย่าง VRR หรือ Variable Refresh Rate ที่ตัวทีวีจะปรับอัตรารีเฟรชของหน้าจอให้เข้ากับเฟรมภาพของเกมที่ถูกส่งออกมาได้ตลอดเวลาเพื่อให้ภาพไม่ขาด สามารถกดปุ่ม Info บนรีโมทเพื่อดูการ แสดงผล Frame Rate แบบ Real-Time ได้ด้วย และยังมีฟีเจอร์ ALLM ที่ตัวทีวีจะปรับตั้งค่าภาพให้เหมาะกับการเล่นเกมโดยเฉพาะ เมื่อโหมดนี้ทำงานจะทำให้ค่า Input Lag ลดลงอย่างมากจากค่าเฉลี่ยอ้างอิงจากโหมด Filmmaker อยู่ที่ 112.3 ms เหลือเพียง 14.0 ms (อ้างอิงที่ 4K 60Hz) ลดลงมาเกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว เรียกว่าถูกใจสายเกมเมอร์ ตอบสนองคำสั่งจอย เมาส์ หรือ คีย์บอร์ดได้อย่างทันใจอย่างแน่นอน

ข้อสังเกต 1 : การเล่นเกมในโหมดภาพแบบ HDR หรือ HDR Game ความสว่างของภาพโดยรวมจะน้อยกว่า HDR ในโหมดอื่นๆ อยู่ระดับหนึ่ง อยู่ที่ประมาณ 442 nits แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติสามารถใช้เล่นเกมได้อย่างไม่มีปัญหาครับ
ข้อสังเกต 2 : ทีวีเครื่องนี้หากเรารับชมภาพที่ความละเอียดแบบ SD หรือ HD คุณภาพของการ Up Scale จะอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่ถ้าหากรับชมภาพแบบ 4K HDR หรือ Dolby Vision จะทำให้ทีวีเครื่องนี้แสดงศักยภาพที่แท้จริงให้เราออกมาได้เห็นกันอย่างเต็มที่เลยครับ
เสียง
ลำโพงทั้งหมดจะอยู่ที่บริเวณด้านล่างของตัวเครื่อง
เรื่องเสียงของทีวีเครื่องนี้ก็มีดีไม่แพ้เรื่องภาพเลย มาพร้อมลำโพงแบบ 2.1 Ch ให้กำลังขับสูงสุดที่ 80W โดยจะแบ่งเป็นทั้งหมด 3 ส่วนได้แก่ ลำโพงหลักยิงเสียงออกด้านหน้า ซ้าย-ขวา ข้างละ 2 ดอก รวมทั้งหมดเป็น 4 ดอก, ลำโพง Bass Woofer แบบยิงลงพื้น 2 ดอก และ ลำโพง Passive Radiators ด้านหน้า 2 ดอก ด้านหลัง 2 ดอก
มีโหมดเสียงให้เลือกใช้งานได้
คุณภาพของเสียงเรียกว่าเทียบเคียงลำโพง Soundbar รุ่นที่ไม่มี Sub เลยก็ว่าได้ ให้เสียงที่ชัดเจน มีมวลเสียงที่ดี เสียงพูดดูมีน้ำมีนวล เสียงเบสมีความกระหึ่มในระดับหนึ่ง สามารถใช้ดูหนังและฟังเพลงได้สบายๆ โดยโหมดเสียงที่ผม แนะนำ ให้เลือกใช้ก็คือ Standard เพราะให้เสียงที่เป็นกลางฟังดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด
สามารถเปิด/ปิด ฟีเจอร์ Dolby Atmos รวมถึงเพิ่มระดับความดังเสียงเบสตรง Bass Boost ได้
ตัวทีวียังมาพร้อมระบบจำลองเสียงแบบ Dolby Atmos ผ่านลำโพงทีวี ให้เราสามารถเลือกเปิดใช้งานได้ด้วย ซึ่งเมื่อเปิด เสียงที่ได้จะมีความกว้างโอบล้อมเรามากขึ้น เสียงในแนวตั้งฟังดูมีมิติมากขึ้น แถมยังได้ในเรื่องของเสียงเบสที่มีความหนักแน่นมากขึ้นอีกด้วย และถือว่าทำได้ดีพอสมควรสำหรับการจำลองเสียงแบบที่ไม่มีลำโพงสะท้อนขึ้นเพดานแบบแท้ๆ แต่ทว่าในบาง Content อาจมีอาการเสียงออกก้องๆ บ้างเล็กน้อย สามารถเลือกเปิดหรือปิดได้ตามความชอบ
ทดสอบฟีเจอร์ eARC ทำงานได้อย่างราบรื่น
ส่งเสียง Dolby Atmos แบบ Dolby Digital Plus จากแอปฯ ต่างๆ เข้าที่เครื่องเสียงได้
แต่ถ้าหากใครต้องการรับฟังเสียง Dolby Atmos แบบจริงจังผมแนะนำให้เชื่อมต่อกับชุดเครื่องเสียงหรือลำโพง Soundbar ที่รองรับ จะได้ประสบการณ์ด้านเสียงแบบ 3 มิติ Immersive Sound (รวมถึงระบบเสียงแบบ 5.1 และ 7.1 ปกติ) ที่ดีกว่า โดยสามารถต่อผ่านช่อง HDMI eARC ส่งเสียงจากทีวีย้อนกลับไปที่เครื่องเสียงของท่าน โดยจากการทดสอบสามารถส่งเสียงขั้นสูงอย่าง Dolby Atmos ได้ทั้งแบบ Dolby TrueHD จากแผ่น Blu-ray หรือแบบ Dolby Digital Plus จากแอปฯ สตรีมมิ่งอย่าง Netflix Apple TV ได้หมด รวมถึงระบบเสียงจากอีกค่ายอย่าง (IMAX) DTS : X ก็สามารถส่งผ่านได้อย่างสบายๆ

ตัวทีวีรองรับเสียงในรูปแบบ DTS-HD ในตัวด้วย
เมื่อทีวีเล่นเสียงจากฝั่งของ DTS จะมีฟีเจอร์เสียงบางอย่างที่เปลี่ยนไป
สรุป
Toshiba Z770 เครื่องนี้ถือเป็นทีวีอีกหนึ่งรุ่นที่ให้คุณภาพด้านภาพและเสียงแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Quantum Dot ที่ให้สีสันสดใส, ใช้หลอดไฟ Backlight แบบ Full Array Local Dimming, รองรับ HDR ขั้นท็อปจากทั้งสองฝั่งอย่าง Dolby Vision กับ HDR 10+, มีฟีเจอร์สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะอย่าง 4K HDR 120Hz VRR ALLM, ลำโพงแบบ 2.1 Ch กำลังขับสูงสุด 80W ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดี, ใช้ระบบปฏิบัติการ Android TV ที่มีแอปฯ ยอดนิยมแบบครบครัน แถมยังรองรับการใช้งานคำสั่งเสียงอย่าง Google Assistant อีกด้วย ทำให้ Toshiba Z770 เครื่องนี้เป็นทีวีที่น่าจับจองเป็นเจ้าของมากที่สุดรุ่นหนึ่งในเวลานี้เลยครับ
ข้อดี
- ให้สเปคด้านภาพแบบจัดเต็มไม่ว่าจะเป็น Dolby Vision IQ, HDR 10+ หรือ Imax Enhanced (IMAX Mode)
- ความสว่างสูงสุดและคุณภาพของภาพตรงตามมาตรฐาน Ultra HD Premium
- ใช้หลอดไฟ Backlight แบบ Full Array Local Dimming
- รองรับฟีเจอร์ด้านการเล่นเกม อย่าง 4K HDR 120Hz VRR และ ALLM
- ใช้ระบบปฏิบัติการเป็น Android TV 10 มีแอปยอดนิยมให้ใช้งาน พร้อมฟีเจอร์คำสั่งเสียง Google Assistant
- ลำโพงในตัวแบบ 2.1 Ch ให้กำลังขับสูงสุดที่ 80W ให้เสียงที่ดีกว่าลำโพงทั่วไปพอสมควร
ข้อจำกัด
- การอัปสเกลจากภาพความละความละเอียดต่ำอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่ถ้าหากรับชมภาพแบบ 4K HDR หรือ Dolby Vision ภาพที่ได้จะสวยงามมาก
- ตัวเครื่องอาจดูหนาในระดับนึงจากการที่ใช้ หลอดไฟ Backlight แบบ Full Array Local Dimming แต่แลกกับคุณภาพของภาพที่ได้ถือว่าคุ้มค่า
- เนื่องจากใช้จอภาพแบบ VA เมื่อมองภาพในมุมเฉียงมากๆ สีสันของภาพอาจลดลงไปบ้าง แต่หากรับชมในมุมมองปกติไม่มีปัญหาแต่อย่างใด