รุ่นน้อง LS10000 ศักยภาพเทียบเคียงในงบต่ำกว่าเกือบ 3 เท่า รองรับ 4K HDR !! รีวิว Epson EH-TW8300

รุ่นน้อง LS10000 ศักยภาพเทียบเคียง
ในงบต่ำกว่าเกือบ 3 เท่า รองรับ 4K HDR !!


คุณโรมันมอบถ้วยรางวัลให้กับ คุณยรรยง มุนีมงคลทร – ผู้จัดการทั่วไป บริษัทเอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคุณวิชญา โสภณสิริกุล และคุณรัตนะ ปิยะกุลดำรง
Epson คือหนึ่งในผู้ผลิตโปรเจ็กเตอร์ที่รองรับการใช้งานหลากหลายตั้งแต่งานจัดแสดงขนาดใหญ่ ไปจนถึงโปรเจ็กเตอร์สำหรับใช้ในสำนักงาน และสถานศึกษา แต่ที่ขาดไม่ได้ คือ โฮมเธียเตอร์โปรเจ็กเตอร์สำหรับเติมเต็มความบันเทิงในบ้านที่มีหลากหลายรุ่น ตั้งแต่ระดับราคาเบาๆ ไปจนถึงรุ่นเรือธงที่สร้างชื้อจนเป็นตำนานได้แก่ EH-LS10000
การผนวกเทคโนโลยี 3LCD เข้ากับ 4K Enhancement พร้อมแหล่งกำเนิดแสงแบบเลเซอร์ ทำให้อายุการใช้งานเครื่องยาวนานขึ้น ส่วนที่สำคัญอีกจุดคือการให้ขอบเขตสีกว้างขวางครอบคลุมมาตรฐาน DCI-P3 และ AdobeRGB จึงส่งให้ LS10000 ขึ้นสู่ระดับท็อปของวงการ แต่ด้วยระดับราคา หลายท่านอาจมองว่าเกินเอื้อม วันนี้ผมจะมาบอกข่าวดี เนื่องจาก Epson มีโปรเจ็กเตอร์รุ่นหนึ่งที่มีศักยภาพใกล้เคียง LS10000 แต่ระดับราคาต่ำกว่าเกือบ 3 เท่า ออกมาแล้ว

หากเทียบรุ่นของ Epson Home Theater Projector (ที่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย) พบว่า EH-TW8300 อยู่ในอันดับ 2 รองจากรุ่น LS10000 และคุณสมบัติต่างๆ ก็ถอดแบบมาได้ใกล้เคียง แต่ด้วยการที่เป็นรุ่นใหม่กว่า จึงสามารถรองรับคุณสมบัติใหม่ๆ และกลายเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าด้วยซ้ำไป ทีมงาน LCDTVTHAILAND จะมาเผยให้เห็นศักยภาพของ TW8300 กันในรีวิวต่อไปนี้…
ดีไซน์

TW8300 มาพร้อมบอดี้สีขาวเงาดูสะอาดสะอ้าน และยิ่งดูสะดุดตาเมื่อไปอยู่ในห้องโฮมเธียเตอร์ ตรงข้ามกับ LS10000 ที่เป็นสีดำดูเคร่งขรึมแต่ก็กลมกลืนเมื่ออยู่ในห้องมืด จุดหนึ่งที่อาจเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ของโปรเจ็กเตอร์ระดับสูงไปแล้ว คือ ขนาดตัวเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังสามารถวางในพื้นที่ค่อนข้างจำกัดได้

จัดวางตำแหน่งเลนส์ไว้กึ่งกลางตัวเครื่อง ซึ่งรุ่นนี้จะมีโครงสร้างเปิด-ปิดหน้าเลนส์อัตโนมัติเหมือนรุ่น LS10000 ด้วย

จัดวางตำแหน่งช่องเปิดระบายลมร้อนไว้ด้านหน้าขนาบทั้ง 2 ข้างของตำแหน่งเลนส์ จากรูปเปิดให้เห็นฟิลเตอร์ด้านในของช่องระบายความร้อน

ปุ่มควบคุมถูกจัดวางไว้ด้านข้าง โดยมีฝาปิดเอาไว้ ดูกลมกลืนลงตัว

เมื่อเลื่อนเปิดฝาครอบ จะเห็นปุ่มควบคุมต่างๆ ดังภาพ

ด้านบนยิ่งดูเรียบง่าย สะอาดตา เพราะมีเพียงไฟบอกสถานะเท่านั้น

ท่านที่เคยใช้งานโปรเจ็กเตอร์รุ่นระดับสูงของ Epson มาก่อน ก็คงจะคุ้นเคยกันดีกับรีโมตคอนโทรลดีไซน์เดียวกัน มี Backlit สีส้ม สว่างเห็นได้ชัดในทุกสภาพแสง
ช่องต่อ

TW8300 มีฝาครอบปิดด้านหลัง เมื่อต้องการเสียบต่อสายสัญญาณสามารถถอดฝาครอบนี้ออกไปได้

ช่องเชื่อมต่อหลัก คือ HDMI In ให้มา 2 ช่อง โดย HDMI 1 สามารถรองรับมาตรฐาน HDCP 2.2 และรองรับสัญญาณวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K (โดยแสดงผลแบบ 4K Enhancement) ซึ่งแนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณจากเครื่องเล่น 4K/UHD Blu-ray Disc ที่ช่องนี้ ส่วน HDMI 2 รองรับมาตรฐาน HDCP 1.4 สำหรับเชื่อมต่อกับ Full HD Blu-ray Player, PC ฯลฯ
นอกจากนี้ TW8300 ยังติดตั้ง USB Power supply port (จัดวางอยู่ฝั่งซ้ายของ HDMI 1) สำหรับใช้งานร่วมกับ Optical HDMI cable ส่วนช่องต่อสัญญาณภาพแบบอะนาล็อกมีเพียง Analog D-Sub (VGA) In 1 ช่อง เท่านั้น
รวมทั้งยังมี LAN port และสามารถเพิ่มเติม Wi-Fi Dongle (อุปกรณ์เสริม) ที่ช่อง USB Type A เพื่อเชื่อมต่อระบบเครือข่าย เปิดโอกาสให้ทำการควบคุมและตรวจสอบสถานะของโปรเจ็กเตอร์ได้อีกด้วย ในขณะเดียวกันสามารถส่งภาพจาก PC ผ่านระบบเครือข่ายขึ้นไปแสดงภาพผ่านโปรเจ็กเตอร์ได้ด้วย (เมื่อใช้งานควบคู่กับโปรแกรม Epson EasyMP Multi PC Projection)
เพิ่มเติม

Home Screen หน้าจอหลักที่เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมการใช้งานโปรเจ็กเตอร์ของ Epson สามารถเข้าถึงแหล่งโปรแกรม เมนูตั้งค่า รวมถึง Info บางส่วนได้อย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติอันโดดเด่นของ TW8300 ที่ทำได้เทียบชั้นกับ LS10000 คือ ฟังก์ชั่น Lens Shift (+/- 96.3% Vertical, +/-47.1% Horizontal) รวมถึงควบคุมการปรับ Zoom และ Focus ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแผงควบคุมบนตัวเครื่อง แต่ที่เด็ดสุดคือใช้รีโมตคอนโทรลไร้สายควบคุมในตำแหน่งที่ห่างจากตัวโปรเจ็กเตอร์ ซึ่งสามารถดำเนินการได้แม่นยำ พร้อมๆ กับเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้มากขึ้น
หมายเหตุ: สามารถกดปุ่ม Pattern ที่รีโมต เพื่อให้โปรเจ็กเตอร์แสดงภาพแพทเทิร์นบนจอ สำหรับใช้ในอ้างอิงปรับ Lens Shift, Zoom และ Focus

อีกฟังก์ชั่นหนึ่งที่ถอดแบบมาจากโปรเจ็กเตอร์ระดับโปร คือ Color Uniformity เพื่อปรับชดเชยสีสันให้กลมกลืนและสว่างเท่าเทียมกันทั่วทั้งจอ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น Vertical Keystone (ปรับแก้สี่เหลี่ยมคางหมู) สำหรับแก้ไขกรณีที่ตั้งโปรเจ็กเตอร์แหงนขึ้นหรือคว่ำหน้าลง แต่แนะนำว่าหากต้องการภาพดีที่สุดให้ตั้งวางโปรเจ็กเตอร์ให้ได้ระนาบ หรือใช้ฟังก์ชั่น Lens Shift ก่อน ถ้าจำเป็นจริงๆ จึงค่อยใช้ Keystone

TW8300 ยังมาพร้อมตัวเลือกปรับภาพแบบละเอียดเพื่อผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงใกล้เคียงอุดมคติ ในภาพเป็นตัวอย่างหัวข้อเมนูการปรับตั้งค่า Gamma ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดจุด “Gamma Curve” ที่จะทำการไฟน์จูนโดยละเอียดได้ด้วย ซึ่งหาได้ยากสำหรับโปรเจ็กเตอร์ระดับราคานี้

ฟังก์ชั่นหนึ่งที่มีความสำคัญกับโปรเจ็กเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยี 3LCD (รวมถึง D-ILA และ SXRD) คือ Panel Alignment (หรือ Color Convergence) เพราะมีส่วนช่วยให้การแสดงรายละเอียดของภาพให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยจะลดอาการเหลื่อมซ้อนของแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน (จากรูป สังเกตตามขอบของตัวอักษร หลังจากปรับจูน Panel Alignment แล้ว อาการสีเหลื่อมจะน้อยลง)
ภาพ
ดังที่เกริ่นไปในตอนต้นว่า TW8300 มีคุณสมบัติที่เทียบเคียง LS10000 หลายประการ แน่นอนว่าคุณสมบัตินั้นส่งผลถึงการถ่ายทอดคุณภาพของภาพที่ถอดแบบกันมาหลายจุด เดี๋ยวมาไล่ดูกันว่ามีอะไรบ้าง…

เทคโนโลยีด้านการแสดงผลของ TW8300 คือ 3LCD ความละเอียดแบบ 4K Enhancement (1080p Native Resolution) สามารถรับสัญญาณ 4K และแสดงผลได้ ในแง่ความสามารถแสดงรายละเอียดภาพของรุ่นนี้จึงเทียบเคียงกับ LS10000

ในส่วนของการแสดงสีสัน แน่นอนว่าจุดเด่นของเทคโนโลยี 3LCD คือ ระดับ Color Light Output และ White Light Output ที่สูงเท่าเทียมกัน และรุ่น TW8300 นี้ก็ทำได้สูงถึง 2500 ลูเมน (อิงจากคุณสมบัติเครื่อง) จึงให้สีสันที่สว่างสดใส เมื่อผนวกกับความสามารถให้ขอบเขตสีกว้างขวางครอบคลุมมากกว่า 99% ของมาตรฐาน DCI-P3 จะเป็นรอง LS10000 ก็เพียงเล็กน้อย (LS10000 ทำได้เกิน 100% ของ DCI-P3 ครอบคลุมไปถึงมาตรฐาน AdobeRGB) จึงเหนือกว่าโปรเจ็กเตอร์ในอดีตที่ทำได้ที่ Rec.709 นี่จึงเป็นคุณสมบัติที่ตื่นตา และน่าจับตามองเป็นพิเศษสำหรับโปรเจ็กเตอร์ระดับราคาหนึ่งแสนต้นๆ นี้

TW8300 ยังมีฟังก์ชั่น Frame Interpolation หรือระบบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวเหมือนกับ LS10000 สามารถปรับเลือกได้ 3 ระดับ ซึ่งระดับ Low สามารถลดทอนอาการสะดุดของแหล่งโปรแกรมมาตรฐานเฟรมเรตต่ำได้ ในขณะที่คงปริมาณการแทรกเฟรมไว้ไม่มาก ผลลัพธ์ความต่อเนื่องจึงดูใกล้เคียงไม่ต่างจากต้นฉบับ ส่วนที่ระดับ Normal – High ให้ความลื่นไหลเพิ่มขึ้นแต่ก็แลกมาด้วยการสังเกตเห็นสิ่งรบกวนในภาพ (artifacts) บ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ดีฟังก์ชั่นนี้จะเปิดใช้งานได้กับคอนเทนต์ความละเอียด Full HD หรือต่ำกว่า (ไม่สามารถเปิดใช้งานกับคอนเทนต์ 4K)

ข้อดีของการเป็นรุ่นใหม่กว่าของ TW8300 ยังส่งผลถึงคุณสมบัติบางประการที่ได้รับการเพิ่มเติมเข้ามาเหนือกว่ารุ่นพี่ LS10000 ที่ผลิตออกมาก่อนหน้าเสียอีก หนึ่งในนั้น คือ การรองรับ HDR หรือ High Dynamic Range มาตรฐานการแสดงผลล่าสุดสำหรับยุค 4K นั่นเอง เมื่อบวกกับสเป็กด้านการถ่ายทอดความสว่างที่สูงกว่า (2,500 vs 1,500 lumens) จึงให้ความสว่างชัดเจน และแน่นอนว่าสามารถนำไปใช้งานในสภาพสู้แสงรบกวนได้ดีกว่าด้วย

สิ่งที่ยืนยันว่า TW8300 รองรับการแสดงผล HDR คือ ตัวเลือก Dynamic Range ซึ่งเดิมจะถูกกำหนดไว้ที่ “Auto” กล่าวคือ เมื่อเปิดรับชมคอนเทนต์แบบ HDR ร่วมกับ 4K/UHD Blu-ray Player ซึ่งครั้งนี้อ้างอิงกับ Samsung UBD-K8500 ระบบของ TW8300 จะปรับการแสดงผลภาพเป็น HDR ให้เองโดยอัตโนมัติ
ระดับของตัวเลือก HDR ที่ระบบทำการปรับตั้งให้อัตโนมัตินี้ คือ HDR Mode 2 ซึ่งถึงแม้จะให้ความแตกต่างจาก SDR อย่างเห็นได้ชัด ทว่าหากอ้างอิงตามมาตรฐาน EOTF (SMPTE ST 2084) ตัวเลือก “HDR Mode 1” จะให้ความเที่ยงตรงดีกว่า ตรงนี้สำหรับการรับชม HDR ร่วมกับ TW8300 จึงอาจต้องดำเนินการปรับตั้งค่า Dynamic Range ด้วยตนเอง แทนตัวเลือก Auto เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์

TW8300 ยังรองรับการแสดงผล 3D ร่วมกับ RF 3D Active Glasses โดยจุดเด่นเรื่องของอัตรารีเฟรชเรตที่สูงถึง “480Hz” เช่นเดียวกับ LS10000 จึงไร้ซึ่งอาการกะพริบรบกวน ดูแล้วสายตาไม่ล้า และลดอาการเวียนหัวลงได้ อย่างไรก็ดีเนื่องจากการทดสอบครั้งนี้ไม่มีแว่น 3D ส่งมาด้วย จึงไม่สามารถอ้างอิงผลการใช้งานจริงได้
พูดถึงจุดเด่นของ TW8300 ที่ทำได้เทียบเท่าหรือดีกว่า LS10000 ไปแล้ว แต่จะดีไปเสียหมดคงไม่ใช่ ต้องยอมรับว่า TW8300 ที่ระดับราคาต่ำกว่า คงไม่สามารถขึ้นไปเทียบชั้นดีกรีรุ่นเรือธงของ LS10000 ได้ในทุกประเด็น

ประการแรก คือ แหล่งกำเนิดแสงแบบ 250W UHE Lamp ของ TW8300 มีอายุการใช้งานนานสุดราว 5,000 ชม. ซึ่งน้อยกว่า Laser Phosphor ของ LS10000 ที่มีอายุยาวนานถึง 20,000 – 30,000 ชม. แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือ ระดับความสว่างสูงกว่าตามที่เรียนไปข้างต้น
ถัดมา คือ TW8300 ไม่ได้การรับรอง THX Certified แบบ LS10000 ดังนั้นความเที่ยงตรงของโหมดภาพจากโรงงานจึงเป็นรองอยู่บ้าง แต่เนื่องด้วยมีคุณสมบัติรองรับการปรับภาพยืดหยุ่นครอบคลุมหลายมิติ อาทิ White Balance (2-point), Color Management System (CMS – Primary & Secondary) และ Gamma ผลลัพธ์ด้านภาพ สุดท้ายจึงไม่ห่างกันมากนัก

โหมดภาพสำเร็จรูปจากโรงงาน (เมื่อรับชมคอนเทนต์ 2D) ของ TW8300 มีทั้งหมด 5 โหมด ได้แก่ Dynamic, Bright Cinema, Natural, Cinema และ Digital Cinema น้อยกว่าจำนวนโหมดภาพของ LS10000 ที่ให้มาถึง 7 โหมดด้วยกัน… แต่ที่เหนือกว่านั้นสำหรับรุ่นเรือธง คือ โหมดภาพที่เพิ่มเข้ามาของ LS10000 ให้ผลลัพธ์ความเที่ยงตรงยอดเยี่ยมมาก (คือโหมด THX และ AdobeRGB) (อ่านรายละเอียดศักยภาพของ LS10000 เพิ่มเติมได้

โหมดภาพที่แนะนำสำหรับ TW8300 คือ Digital Cinema ด้วยเหตุผล คือ ศักยภาพรองรับขอบเขตสีที่กว้างขวาง มากกว่า 99% ของมาตรฐาน DCI-P3 จึงเหมาะสำหรับรับชมคอนเทนต์แบบ HDR ขณะเดียวกันสมดุลสีของโหมดนี้ก็นับว่าใช้การได้ อาจจะติดโทนเย็นอยู่บ้างเล็กน้อย หากต้องการใช้ในงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูงสุด สามารถดำเนินการปรับภาพเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก็จะได้ความลงตัวใกล้เคียงอุดมคติมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดีโหมด Digital Cinema จะเหมาะสำหรับรับชมคอนเทนต์ยุคใหม่ที่อิงมาตรฐาน DCI-P3 Color Space อาทิ 4K Ultra HD และ/หรือ HDR content เท่านั้น หากนำไปใช้รับชมคอนเทนต์ยุคก่อน (ที่อ้างอิงมาตรฐาน sRGB/Rec.709 Color Space อาทิ Full HD Blu-ray, รายการดิจิตอลทีวี ฯลฯ) จะพบว่าการแสดงสีสันดูผิดธรรมชาติไป อันเป็นผลจากการอ้างอิง Color Space ที่ไม่ตรงกัน ทางแก้ คือ เลือกใช้งานโหมดภาพ Natural เมื่อรับชมคอนเทนต์ SDR ทั่วไปแทน

โหมด Natural ถูกตั้งค่ามาเพื่อใช้รับชมคอนเทนต์ยุคก่อน (ที่อ้างอิงมาตรฐาน sRGB/Rec.709 Color Space) ซึ่งผลลัพธ์พบว่า โหมดนี้ให้สมดุลสีติดโทนอุ่นเล็กน้อยแต่โดยรวมถือว่าเที่ยงตรงใช้ได้ แต่จุดเด่นเพิ่มเติม คือ ระดับความสว่างที่ทำได้สูงพอๆ กับโหมดภาพสำหรับใช้งานในสภาวะสู้แสงอย่าง Bright Cinema เลยทีเดียว จึงรองรับการใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์ และหากต้องการระดับความสว่างที่สูงขึ้นไปอีก ก็สามารถปรับในส่วนของตัวเลือก Power Consumption จาก Normal เป็น High เพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่ง
หมายเหตุ: ทุกโหมดภาพสามารถปรับแต่งในส่วนของ Power Consumption ได้อิสระ เพื่อกำหนดระดับความสว่างสัมพันธ์กับการใช้พลังงานและอายุการใช้งานของแหล่งกำเนิดแสง โดยที่ระดับ High>Medium>Eco จะกินไฟราว 300>250>230 วัตต์ และส่งผลกับอายุการใช้งานของแหล่งกำเนิดแสงที่ 3,000<3,500<5,000 ชม. ตามลำดับ

เมื่อดำเนินการปรับภาพละเอียดเพิ่มเติมพบว่าโหมด Natural ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงอุดมคติมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ความเที่ยงตรงไม่ถึงกับเพอร์เฟ็กต์เหมือนเช่นที่ LS10000 ทำได้ แต่ก็ห่างกันไม่มากนัก โดยรวมสามารถใช้อ้างอิงสำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูงได้ดี

เมื่อทดสอบเชื่อมต่อกับ PC ดูบ้าง พบว่า TW8300 สามารถรับสัญญาณ 4K และแสดงผลได้เช่นกัน ในส่วนของ Refresh Rate ที่รองรับจะขึ้นกับ Graphic Card ที่ใช้ (ในรูปอ้างอิงกับ Intel Iris Pro Graphics 580 ที่ 4K 30Hz) ซึ่งด้วยเทคโนโลยี 4K Enhancement ถึงแม้รายละเอียดพิกเซลจะยังไม่ถึงกับคมกริบเมื่อเพ่งมองในระยะใกล้ แต่ก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่ทำให้จำนวนพิกเซลเท่ากับ 4K (3840 x 2160) ได้จริง และแน่นอนว่าพื้นที่การแสดงผลก็จะเท่ากับจอภาพ 4K ด้วย

สำหรับการเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลที่สามารถเล่น 4K/UHD HDR Blu-ray Disc ได้ อย่าง Xbox One S พบว่า ในเบื้องต้นไม่สามารถเอาต์พุตสัญญาณ 4K HDR ไปยัง TW8300 การแสดงผลจึงเป็นแบบ “4K SDR” ในจุดนี้จะต้องทำการตั้งค่าที่ Xbox One S เสียก่อน

กรณีที่ต้องการเล่น 4K/UHD HDR Blu-ray ด้วย Xbox One S ร่วมกับ TW8300 (รวมไปถึง Epson Projector ที่รองรับ HDR รุ่นอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน) จะต้องทำการตั้งค่าที่ Xbox โดย “Off” ตัวเลือก “Allow 50Hz” และทำการ On ตัวเลือกอื่นๆ ในหัวข้อ 4K TV details (ตามภาพ) เสียก่อน โปรเจ็กเตอร์จึงจะรับสัญญาณและแสดงผลแบบ 4K HDR 10-bit 4:2:2 ที่ 24Hz ได้

ในด้านการเล่นเกมกับ TW8300 สามารถตอบสนองได้ดี ศักยภาพด้านความสว่างช่วยให้เล่นในห้องรับแขกที่คุมแสงบางส่วนได้ดี ทั้งนี้ HDMI Input Lag ของทุกโหมดภาพทำได้ต่ำเพียง 28 – 29 ms เท่านั้น ถือเป็นผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมมากสำหรับมาตรฐานโปรเจ็กเตอร์ (ทีวีระดับท็อปหลายๆ รุ่น ยังทำได้ไม่ต่ำเท่านี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการ On โมชั่นแทรกเฟรม)
สรุป
เมื่อโลกก้าวสู่ยุค 4K เต็มตัว Epson EH-TW8300 ถือเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการโปรเจ็กเตอร์ที่มีระดับราคาพอเอื้อมถึงได้ รองรับการแสดงผล 4K Enhacement แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ คุณสมบัติที่สอดรับกับมาตรฐาน HDR ด้วยความสามารถให้ขอบเขตสีกว้างขวางครอบคลุม DCI-P3 และยังคงรองรับการแสดงผล 3D ด้วย…

จุดเด่นของ Epson EH-TW8300
- ระบบปรับหน้าเลนส์ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ ทั้ง Zoom, Focus และ Shift ให้ความละเอียดเที่ยงตรงและยืดหยุ่นไม่แพ้รุ่นท็อป LS10000
- มาพร้อมระบบ 4K Enhancement เหนือกว่า Full HD Projector ทั่วไปตรงที่สามารถปรับการแสดงผลเป็น 4K ตั้งแต่พื้นฐานโครงสร้างพิกเซล และสามารถรับสัญญาณ 4K จากต้นทางโดยตรงได้ รองรับ HDCP 2.2 ด้วย
- ขอบเขต Color Space กว้างขวางครอบคลุมมาตรฐาน DCI-P3
- รองรับการแสดงผล HDR (เมื่อเชื่อมต่อกับ 4K/UHD Blu-ray Player) ซึ่งระดับความสว่างตามสเป็กของ TW8300 ที่ 2500 ลูเมนส์ ให้ความจะแจ้ง และศักยภาพเมื่อใช้งานในสภาวะสู้แสงเหนือกว่า LS10000 ระดับหนึ่ง ในขณะที่การถ่ายทอดระดับ Black Level เป็นรองอยู่เล็กน้อย
- รองรับการแสดงผล 3D ร่วมกับแว่นแบบ 3D RF Active Glasses (ไม่ได้ส่งมาเพื่อทำการทดสอบในครั้งนี้)
- มี LAN หรือเพิ่มเติมอุปกรณ์เสริม USB Wi-Fi Dongle รองรับการควบคุม เช็คสถานะ และสามารถส่งภาพขึ้นจอโปรเจ็กเตอร์ (เมื่อติดตั้งโปรแกรมของ Epson) ผ่านระบบเครือข่ายได้
จุดด้อยของ Epson EH-TW8300
- ตัวเครื่องสีขาวเงาดูเตะตา อาจสะท้อนแสงเล็กน้อยเมื่ออยู่ในห้องมืด (ห้องโฮมเธียเตอร์) แต่ประเด็นนี้ไม่ได้ส่งผลกับศักยภาพการใช้งานใดๆ
- 4K Enhancement แม้จะเพิ่มศักยภาพการแสดงผลเมื่อรับชมคอนเทนต์ Full HD ให้สูงขึ้น แต่ความคมชัดที่ได้ยังไม่เท่า 4K Projector แท้
- อาจดูยุ่งยากไปบ้างกับขั้นตอนปรับตั้ง Panel Alignment (Color Convergence) ทว่าเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้หากต้องการให้โปรเจ็กเตอร์เครื่องนี้แสดงผลได้ดีที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับมาไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอน
- Frame Interpolation ไม่สามารถเปิดใช้กับคอนเทนต์ 4K
- แหล่งกำเนิดแสง UHE Lamp มีอายุการใช้งานไม่ยาวนานมากเท่ากับ Laser Phosphor ของรุ่น LS10000 แต่เมื่อพิจารณาจากศักยภาพที่ได้เทียบกับระดับราคาของตัวเครื่องโปรเจ็กเตอร์ที่เอื้อมถึงได้ง่ายกว่า ต้องยอมรับว่า TW8300 ให้ความคุ้มค่าในระดับสูง
- ไม่มีลำโพงในตัว การใช้งานโปรเจ็กเตอร์ระดับนี้ต้องการชุดโฮมเธียเตอร์เต็มระบบจึงจะคู่ควร
**โปรเจ็กเตอร์รุ่นนี้รองรับการแสดงผลแบบ 3D แต่เนื่องจากไม่ได้รับแว่น 3D มาทดสอบร่วมด้วย จึงไม่สามารถให้คะแนนได้
ราคา Epson EH-Tw8300
1xx,000 บาท
ติดต่อ Epson Call Center
โทร. 662-685-9899