Skip to content
|

รุ่นใหม่ต้อง 4K HDR ! รีวิว Sony 55X8500D แอนดรอยด์ทีวีตัวล่าสุด

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 20 Jan 2022 0 comments

Sony เป็นแบรนด์แรกที่ขยับตัวในการเปิดไลน์อัพใหม่ประจำปี 2016 โดยการเชิญสื่อมวลชนจากประเทศไทยเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้าที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ผมได้เห็นถึงทิศทางหลักของทีวี Sony ใปปีนี้ซึ่งก็คือเทคโนโลยี 4K + HDR คำว่า HDR ย่อมาจาก High Dynamic Range เป็นการขยายขอบเขตของระดับความสว่างและระดับความดำของคอนเทนต์และจอแสดงภาพให้ทะลุขีดจำกัดเดิมๆ ทำให้ภาพที่ได้มีความลุ่มลึกมีมิติสมจริงยิ่งขึ้น ทีวีที่ทาง Sony ประเทศไทยได้ส่งมาให้ผมทดสอบก็คือรุ่น 55X8500D ซึ่งเจ้า X8500D ปี 2016 เป็น 4K LED TV Series 8 มาแทนรุ่นเดิมปี 2015 X8500คาดการณ์ว่ารุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ฮิตติดลมบนในตลาดเนื่องจากได้ควบรวมเทคโนโลยีที่รองรับอนาคตและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดหน้าจอแบบ 4K ผสานเทคโนโลยี HDR ที่สำคัญยังมีระบบปฏิบัติการ Android 5.0 สำหรับทีวีโดยเฉพาะ จัดว่าเป็นทีวีที่มีความครบครันที่สุดตัวหนึ่งในเรนจ์กลางบนของ พ.ศ. นี้

Sony 55X8500D 4K HDR TV ราคาเปิดตัว 52,990 บาท

ภาพดีไซน์ด้านข้าง

ภาพบรรยากาศงานเปิดตัว Sony BRAVIA 4K HDR ณ ประเทศสิงคโปร์

Sony 55X8500D

  • 4K Resolution 3840 x 2160 Pixels
  • 4K X-Reality Pro + X1 Processor
  • Triluminos Display
  • HDR10 Support
  • Android 5.0
  • HDMI x 4
  • USB x 3
  • WiFi Built In
  • Price 52,990 Baht

ดีไซน์

มาเริ่มต้นจากรูปลักษณ์กันก่อน Series 8 ในปีนี้เน้นคอนเซปต์  Slice of Living โดยได้แรงบันดาลใจจาก “เสี้ยว” ของสิ่งของต่างๆที่วางไว้ในห้องนั่งเล่น เช่นชั้นวางหนังสือ รูปภาพบนผนัง นำมาเป็นพื้นฐานในการออกแบบทีวีให้ดูเรียบง่ายและกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวเมื่อถูกวางประทับในห้องนั่งเล่น โดยตัวเครื่องมีความบางเฉียบอยู่ที่ 11.2 มม เท่านั้น มีเส้นสีเงินผ่ากลางความบางของตัวเครื่องเป็นกิมมิค โดยส่วนตัวผมถือว่าบางกำลังดี แม้นจะเทียบความบางของ X9000C ปีที่แล้วไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าหากบางไป ประสิทธิภาพของ LED Backlight ก็มักจะลดลง ด้านหน้าโลโก้ Sony มีไฟ LED เรืองแสงบ่งบอกสถานะเปิด/ปิดด้านหลังมีฝาเปิดปิดสำหรับซ่อนสายสัญญาณต่างๆไม่ให้รกรุงรัง ส่วนฐานตั้งดีไซน์แบบใหม่เป็นทรงสี่เหลี่ยมกระดกขึ้น โดยรวมแล้วถือว่า “เรียบง่าย” ตามสไตล์ของ Sony ไม่ว่าจะตั้งหรือจะแขวนก็ถือว่าดูสวยแบบมีสไตล์ 

หน้าตรงของ X8500D

ฐานตั้งดีไซน์แบบใหม่ ยกฐานกระดกขึ้น

เส้นสีเงินผ่ากลางสันขอบ เป็นกิมมิคในหลายรุ่นของปีนี้

ขอบจอบาง ดูกลมกลืนกับตัวจอ Panel

แผ่นหลังอันเรียบหรู

ปุ่มกดแบบ Hard Button

รีโมทคอนโทรล พร้อมปุ่มลัดเข้าแอพส์อย่าง Netflix และ Google Play รวมถึงปุ่มรูปไมโครโฟนสำหรับฟีเจอร์ Voice Search ค้นหาด้วยคำสั่งเสียง

ช่องต่อ

พอร์ทช่องต่อ X8500D

  • HDMI x 4
  • Analog AV & Component (Hybrid) x 1
  • USB x 3
  • RF x 1
  • Optical Out x 1
  • Ethernet x 1
  • WiFi Builtin 

ช่องต่อด้านข้าง

ช่องต่อด้านหลัง

ภาพ

Sony 55X8500D มีความละเอียดหน้าจอแบบ 4K Ultra HD 3840 x 2160 พิกเซล ใช้หน้าจอแบบ IPS โครงสร้าง Edge LED Backlight พร้อม Triluminos Display ชิพประมวลผล 4K X-Reality Pro ตัวเก่ง มี Motion Flow 800XR ช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว ส่วนที่อยากให้โฟกัสเป็นพิเศษคือการรองรับภาพแบบ HDR : High Dynamic Range ซึ่งจะเป็นเทรนด์เทคโนโลยีเรื่องภาพในปีนี้ ทีวี Sony จะรองรับมาตรฐาน HDR แบบ HDR10 เป็นหลักซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กับแผ่นหนัง 4K Blu-ray ซะส่วนใหญ่ มาดูโหมดภาพสำเร็จรูปที่ Sony ให้มาเยอะจนเลือกใช้ได้ครบทุกสถานการณ์ก่อนSony 55X8500D มีความละเอียดหน้าจอแบบ 4K Ultra HD 3840 x 2160 พิกเซล ใช้หน้าจอแบบ IPS โครงสร้าง Edge LED Backlight พร้อม Triluminos Display ชิพประมวลผล 4K X-Reality Pro ตัวเก่ง มี Motion Flow 800XR ช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว ส่วนที่อยากให้โฟกัสเป็นพิเศษคือการรองรับภาพแบบ HDR : High Dynamic Range ซึ่งจะเป็นเทรนด์เทคโนโลยีเรื่องภาพในปีนี้ ทีวี Sony จะรองรับมาตรฐาน HDR แบบ HDR10 เป็นหลักซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กับแผ่นหนัง 4K Blu-ray ซะส่วนใหญ่ มาดูโหมดภาพสำเร็จรูปที่ Sony ให้มาเยอะจนเลือกใช้ได้ครบทุกสถานการณ์ก่อน

โหมด Cinema / Custom / Photo ให้อุณหภูมิสีใกล้เคียงค่าอ้างอิงที่ 6500K มาก จัดว่าเยี่ยมเลย

โหมดภาพสำเร็จรูปที่ค่าใกล้เคียงมาตรฐานอ้างอิงมากที่สุดคือโหมด Cinema Pro ค่าสมดุลแสงขาวถือว่าดีมากหากเทียบกับทีวีทั่วไป ภาพจะออกโทนอุ่น ซอฟท์ๆเหมือนในโรงหนัง ควรเปิดไฟสลัวๆหรือปิดไฟไปเลยจะเหมาะมาก

ใช้โหมด Custom ปรับแค่ White Balance แบบ 10 Points และ Gamma ก็ได้ผลลัพทธ์ที่ดีเยี่ยม สมดุลแสงขาวถูกต้อง ขอบเขตแม่สีหลักและรองก็ถูกต้องตามไปโดยปริยาย (ถึงแม้ไม่มีเมนูให้ปรับ)

ขอบเขตของสีสามารถปรับเลือกที่เมนู Colour Space ได้ ที่น่าแปลกคือมี Color Space ระดับ BT2020 ให้เลือกด้วย เมื่อเลือกระดับนี้ขอบเขตของสีกว้างขึ้นนิดหน่อยจริง แต่ก็ยังไม่ถึงระดับ BT2020 (ซึ่งกว้างมาก) และมาตรฐานโรงภาพยนตร์ดิจิตอลอย่าง DCI P3 อยู่ดี

เริ่มทดสอบภาพจากคอนเทนต์ Full HD ก่อน แผ่นหนังเรื่องโปรดอย่าง Interstellar ทะยานดาวกู้โลก ถูกนำมาใช้ทดสอบอีกครั้ง โหมดภาพที่ผมเลือกก็คือ Custom และก็ยังมีพวกโหมด Cinema Pro & Home ที่ให้สีสันถูกต้องมาเป็นอ็อพชั่นให้เลือกอีกด้วย ฉากลงสำรวจดาวภูเขาน้ำแข็งที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทำให้ภาพเต็มจอ 16:9 สีสันมีความเข้มข้นในระดับหนึ่ง แนวภาพเป็นแนวโรงภาพยนตร์ได้โทนอบอุ่นดูมีมนต์ขลัง มิติภาพมีความลึกพอประมาณ ส่วนความคมชัดจากการอัพสเกลก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ออกแนวดูสบายตา ไม่ถึงขั้นคมชัดจับใจดั่งรุ่นท็อป แต่ความเนียนนี่ดีกว่าพวก 4K Ultra HD รุ่นเริ่มต้นจากค่ายอื่นๆ มีข้อแนะนำว่าสามารถเปิดฟีเจอร์ 4K Reality Creation ระดับ Auto/Manual เพื่อเพิ่มความคมชัดโดยรวมของภาพประหนึ่งการสาด Sharpness หรือเพิ่มความคมชัดให้ทั่วทั้งภาพในระดับที่ “พอดี” กับระยะรับชมที่ไหลซัก 2.5 เมตรขึ้นไป ภาพจะชัดขึ้น อาการหยาบกร้านที่มักติดสอยห้อยตามมาจะมีมาบ้างเท่านั้น แต่ต้องเซ็ตระดับ Resolution+ ให้พอดีไม่สูงจนเกินไป ประมาณ 1-3 ก็พอ จึงสรุปได้เลยว่าฟีเจอร์นี้สามารถเพิ่มความคมชัดของภาพโดยรวม แนะนำให้เปิดใช้เมื่อดูหนัง Full HD / HD ที่ภาพไม่ค่อยคมตั้งแต่ต้น มันจะช่วยเพิ่มอรรถรสได้พอสมควร แต่หากระยะชมใกล้จอทีวีมากจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดครับ

ฉากสำรวจภูเขาน้ำแข็งจากเรื่อง Interstellar

ถัดมาทดสอบกับเรื่อง The Dark Knight Rises (โหนกระแส Batman V Superman) ที่มีฉากต่อสู้ดวลหมัดระหว่าง Batman ปะทะกับตัวร้าย Bane ถึงแม้ซัดกันตุ่บตั่บนัวเนีย แต่ภาพเคลื่อนไหวก็ยังรักษามาตฐานความนิ่งไว้ได้ดี ซึ่งปกติแล้วการรับชมคอนเทนต์ Full HD บนจอความละเอียด 4K ทีวีมักจะประสบปัญหาการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวที่เร็วจัด แต่ X8500D สามารถรับมือได้อย่างไร้ปัญหาโดยมิต้องพึงพาการเปิดโมชั่นแทรกเฟรมภาพด้วยซ้ำ ส่วนฉากกระโดดไต่ขึ้นจากหลุมลึกที่เอาไว้ทดสอบความดำของภาพ ระดับความดำอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเพราะไม่ได้มีฟีเจอร์ Local Dimming การเปิดหลอดไฟ LED จึงเป็นการเปิดแช่ค้างไว้ตลอดเพื่อเลี้ยงภาพทั้งหมดให้สว่าง (แต่ได้เรื่อง Uniformity แทน) การไล่เฉดสีดำและรายละเอียดของขอบอิฐได้อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ รวมถึงมุมมองการรับชมด้านข้างที่ยังคงความอิ่มแน่นของสีสันไว้ได้ ไร้อาการซีดเซียวเมื่อมองมุมเฉียงมากๆ ระดับความดำ-สว่างทั่วจอถือว่าเกลี่ยได้ดี ไม่ค่อยมีหลุดเป็นกระหย่อมจนกวนใจ

ภาพจากเรื่อง Batman The Dark Knight Rises

มาเจาะลึกเรื่องภาพเคลื่อนไหวกันบ้าง Motion Flow หรือโมชั่นแทรกเฟรมภาพเป็นฟีเจอร์คู่บุญของทีวี Sony มาหลายยุคหลายสมัย โดยฟีเจอร์นี้จะช่วยการ “เพิ่มเฟรมภาพ” เพื่อแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลเป็นธรรมชาติขึ้น ผมลองกับหนังเรื่อง X-Men 2 ฉากที่โลแกนเดินลงบันได หากไม่เปิด Motion Flow เลย ภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่ อาจจะมีกระตุกเล็กๆบ้างเล็กน้อย หากไม่มองแบบเพ่งจับผิดก็จะไม่รู้สึกอะไร ส่วนระดับอื่นอย่าง Clear และ Smooth ก็จัดว่าลื่นไม่แพ้กัน แต่ทว่ายังมีวุ้นเรืองแสงตามขอบของตัวละครเตะตาผมอยู่ ซึ่งเป็นอาการสามัญประจำฟีเจอร์แทรกเฟรมภาพ อย่างไรก็ตามทีมงานได้ค้นพบระดับที่ดี่ที่สุด คือระดับ True Cinema โดยจะคงความสมดุลทั้งภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นขึ้นและเป็นธรรมชาติที่สุด โดยแทบไม่ก่อให้เกิดวุ้นเรืองๆตามขอบเลย ดังนี้เวลารับชมจริง สามารถเลือกที่จะปิด Motion Flow ทิ้งไปซะ หรือจะเปิดให้เป็นระดับ True Cinema ก็ได้ ลองทดสอบดูเองแล้วเลือกตามใจชอบเลย

ทดสอบภาพเคลื่อนไหว และ Motion Flow โดยใช้หนังเรื่อง X-Men 2

ชื่นชอบ ? ผมชอบ 4K Upscaler ของ Sony ผมว่า Sony เองเป็นหนึ่งในผู้ผลิตทีวีที่แม้จะต้องซื้อตัวจอ Panel จากโรงงานอื่น แต่สามารถทำชิพประมวลผลออกมา “ให้ความสมดุลในการแสดงภาพ” ได้เสมอ คำว่า “สมดุล” มิอาจหมายถึงความดีเลิศที่สุดในด้านใดด้านหนึ่งเช่น ภาพคมชัดสุด สีสดสุด สีดำสุด หรือสว่างสุด แต่หมายถึงเมื่อรับชมจริงภาพมักจะดูได้แบบ “ไร้ปัญหาจุกจิก” มากที่สุด ชิพประมวลผลตัวเก่งทั้ง 4K X-Reality Pro และ 4K X1 Processor สามารถทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งการ 1) การอัพสเกลระดับสัญญาณภาพ 2) จัดการโมชั่นภาพเคลื่อนไหวให้ลื่นไหลไร้การสะดุด 3) รักษามาตรฐานความถูกต้องของแสงสีของโหมดภาพสำเร็จรูป ทั้งหมดเพียงแค่เลือกโหมดภาพสำเร็จให้ถูกต้อง และตั้งค่าเบื้องต้นตามที่แนะนำไป ภาพก็จะออกมาน่ารักของมันเองอย่างอัตโนมัติ

ดูดิจิตอลทีวี ภาพสดใสสบายตา สามารถใช้โหมดภาพอย่าง Cinema หรือ Custom ซึ่งให้ค่าแสงสีถูกต้องแต่ต้น ใหรือจะลองโหมด Standard ที่ให้ภาพโทนเย็นโอโม่ และปิด Motion Flow ทิ้งไป

ทดสอบภาพ 4K HDR

ทดสอบ HDR : High Dynamic Range เป็นประเด็นร้อนสำหรับปี 2016 นี้ หากทีวีตัวท็อปๆ ยี่ห้อไหนไม่มีฟีเจอร์นี้มานับว่า “เชย” อาจจะเป็นคำพูดที่ดูรุนแรงหน่อย แต่อย่าลืมว่าหนังความละเอียด 4K Ultra HD ที่ออกมาเป็นแผ่น Blu-ray ในหลายๆ เรื่องก็มีฟีเจอร์ HDR มาให้ ! ดังนี้หากทีวีสามารถแสดงผล HDR ได้ ท่านก็สามารถรับชมภาพได้ขีดสุดดั่งที่ผู้ผลิตหนังต้องการนำเสนอ ไม่มีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีมาขวางกั้นอีกต่อไป Sony เองได้ใส่ฟีเจอร์ HDR ไว้ในซีรีส์ 8 และ 9 โดยสามารถเล่นคอนเทนต์ HDR ได้จากช่องต่อ HDMI และ USB เมื่อตัวทีวีได้รับสัญญาณภาพแบบ HDR ตัวเครื่องจะ Detect อัตโนมัติ และปรับโหมดภาพให้เป็น HDR Video โดยทำการเร่งทั้งระดับความสว่างและคอนทราสต์ให้สูงที่สุดเพื่อการรีดภาพแบบ HDR ให้ออกมามีเรนจ์ที่กว้างและทรงประสิทธิภาพสูงสุด

หนัง 4K Blu-ray Discs จะมีฟีเจอร์ภาพ HDR มาให้ หนัง 4K Blu-ray Discs จะมีฟีเจอร์ภาพ HDR มาให้

HDR = High Dynamic Range 

มาตรฐานสัญญาณภาพแบบใหม่ ให้ระดับความสว่างที่สูงกว่าเดิมและให้ระดับสีดำที่ดำสนิทกว่าเดิม (ความสว่าง VS ความดำ) ด้วยเรนจ์ที่กว้างขึ้นทำให้สามารถสร้างมิติและสีสันของภาพให้สวยสมจริงยิ่งขึ้น มีความใกล้เคียงที่สุดกับภาพต้นฉบับที่กล้องบันทึกมา ซึ่ง HDR จะมีในคอนเทนต์ 4K ยุคใหม่ๆทั้งแผ่น Blu-ray และการดูแบบ Online Streaming นั่นหมายถึงว่าหากจะเล่นคอนเทนต์ HDR ได้อย่างสมบูรณ์ ทีวีก็จำเป็นต้องรองรับ HDR เช่นกัน

SDR = Standard Dynamic Range 

มาตรฐานสัญญาณภาพเดิม จะมีในคอนเทนต์อย่างแผ้น Blu-ray ความละเอียด Full HD / ดิจิตอลทีวี / Online Streaming ทั่วไป

ผมทดสอบกับไฟล์ Demo ของทาง Sony เอง เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง คอนเทนต์ 4K HDR VS 4K SDR โดยไฟล์ Demo มีชื่อว่า Las Vegas เป็นการถ่ายเมือง Las Vegas ในมุมสูงยามค่ำคืน ทำให้เห็นหลอดไฟประดับประดาตามตึกรามบ้านช่อง หากเป็นคอนเทนต์แบบ 4K SDR ภาพก็ดั่งภาพสาธิตทั่วไปคือ มีความคมชัดสะอาดสะอ้าน แสงไฟตามตึกสว่างพอประมาณ ดูแล้วไม่ได้ถึงกับร้องว้าวอะไร ทว่าหากเป็นคอนเทนต์ที่เป็น HDR แสงจากหลอดไฟนั้นดูสว่างเรืองอร่ามกว่า เห็นคอนทราสต์ส่วนต่างของฉากหลังท้องฟ้าที่ดำสนิทตัดกับแสงไฟหลากสีได้อย่างชัดเจน ทีมงานผู้ร่วมทดสอบล้วนจับความต่างได้ทั้งหมด ทีนี้ผมนึกสนุกโดยการให้น้องทีมงาน Admin ที่เป็นผู้หญิงธรรมดา ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับทีวีมากนักมาร่วมทดสอบแบบ Blind Test ลองเปิดสลับคอนเทนต์ 4K HDR VS HDR แล้วถามว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน ? ผลก็ออกมาตามคาดว่าชอบแบบ 4K HDR มากกว่า เพราะระดับความสว่างของดวงไฟที่ปรากฏออกมาได้แจ่มแจ้งกว่า ซึ่งแม้แต่สายตาผู้หญิงทั่วไปยังดูออก ต่างจากยุค 4K VS Full HD ที่คนทั่วไปแยกแยะไม่ค่อยออกเท่าไหร่ !

ภาพ 4K HDR สีสันของหลอดไฟจะสว่างไสวตัดกับฉากหลังสีดำ ดูโชติช่วงเจิดจรัสยามราตรี

ภาพ 4K SDR แสงไฟจะไม่เจิดจรัสเท่า

ฉะนั้นผมขอบย้ำทฤษฎีของ ISF : Imaging Science Foundation สถาบันมาตรฐานภาพระดับโลกว่า Resolution หรือความละเอียดหน้าจอนั้นสำคัญ แต่ Dynamic Range นั้นสำคัญกว่า เป็นเรื่องจริงและพิสูจน์ได้ เมื่อมาตรฐาน Dynamic Range ได้ขยายขอบเขตขึ้นไป ก็จะช่วยให้ได้ภาพที่สมจริงยิ่งขึ้น อรรถรสการรับชมก็จะขยายขึ้นตามไป ผมเองอยากทดสอบ X9300D ด้วยเพราะใช้โครงสร้าง Backlight แบบใหม่เรียกว่า Slim Backlight Drive จะช่วยทำให้การทำ Local Dimming หรือดิมไฟได้ดีกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งรุ่นท็อปสุดที่ได้ไปสัมผัสในงานแถลงข่าวที่สิงคโปร์เพราะตัวนั้ใช้ Full LED Backlight แบบใหม่ ซึ่งให้ความสว่างสูงมากและสามารถดิมแสงได้ละเอียดยิ่บด้วย ซึ่งก็น่าจะให้ภาพ HDR ได้เหนือกว่า Series 8 ที่ไม่มี Local Dimming ไปไกลอีกระดับ สร้างความ ต่างแบบมีนัยยะ” ได้มากกว่านี้

หมายเหตุ

  1. ในโหมดภาพสำเร็จรูปมีโหมด HDR Video ด้วย ซึ่งโหมดนี้จะถูกเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อรับสัญญาณภาพแบบ HDR มา
  2. ทว่าหากดูคอนเทนต์ธรรมดาอย่าริอาจไปเปิดใช้โหมด HDR Video นี้เชียว แสงและสีแอบเพี้ยนดูไม่ได้เลย
  3. หมด Live Football แสงสีโอเวอร์ไปซักนิด และโมชั่นภาพเคลื่อนไหวแลดูวืบๆไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ จึงมิควรใช้
  4. โหมดภาพสำเร็จในหลายๆโหมดยังมีเปิด Light Sensor หรือเซ็นเซอร์ปรับระดับความสว่างอัตโนมัติ 
  5. มีโหมด Game สำหรับเล่นเกมส์ และโหมด Graphic ไว้ต่อกับคอมพิวเตอร์

สรุปคุณภาพของภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ถึงแม้จะมิได้ดีเลิศที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่ก็มิได้มีจุดบกพร่องใหญ่ๆให้ติ ถือว่าได้ “ความสมดุล” ของทุกองค์ประกอบภาพตามที่ซีรีส์กลางค่อนไปบนควรจะเป็น ใช้งานดูคอนเทนต์ทั้ง 4K และ Full HD ได้อย่างสบาย

ทดสอบคุณภาพเสียง 

Sony 55X8500D ให้ลำโพงแบบ 10+10 Watts มีระบบเสียงรอบทิศทาง S-Force Front Surround มาให้ ลำโพงถูกติดตั้งอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่อง ใช้วิธียิงเสียงลงล่างแบบ Down Firing สามารถเลือกปรับโหมดเสียงสำเร็จรูปให้แมตช์กับคอนเทนต์ที่รับชมอยู่ อาทิ Music, Cinema, Live Football, Standard  มีระบบเสียง Clear Audio+ ไว้ยกระดับเสียงโดยรวมให้สดใสขึ้น ทดสอบคุณภาพเสียงจากเพลง For Your Babies ของ Simply Red ซึ่งเสียงเครื่องเคาะ กีตาร์ สลับกับเสียงร้องก็ถ่ายทอดออกมาอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ ไม่มีเลอะปนกันมั่วแบบลำโพงขุ่นๆทั่วไป สเกลเสียงอาจมิได้ใหญ่โตอวบอั๋นมากนัก ปริมาณจะเทนำหนักไปที่เสียงแหลมมากไปซักหน่อย หากคิดว่าจัดจ้านเกินไปให้ลองปรับ Equalizer โดยการลดระดับเสียงความถี่สูงและกลางลงมา จะช่วยให้เสียงที่เปล่งออกมาผ่อนคลายยิ่งขึ้น ระดับความดังจัดว่าครอบคลุมห้องนั่งเล่นปกติได้อย่างสบาย เปิดแค่ระดับ 50 จาก 100 ก็ดังมากพอแล้ว ไว้ดูหนังดูรายการทีวีทั่วไปได้แบบไม่มีปัญหา 

เพลง For Your Babies จาก Simply Red

เพลง Far Away จาก Nickleback

เพิ่มเติม

ระบบปฏิบัติการ Android 5.0 เป็น Game Changer ในวงการ Smart TV อย่างแท้จริง ในปีที่ผ่านมาถึงแม้เป็นครั้งแรกของ Sony กับระบบปฏิบัติการ Android For TV แท้ๆ กระนั้นยังสามารถยกระดับให้คุณภาพและปริมาณของแอพส์ให้ เหนือกว่า” ระบบปฏิบัติการ Smart TV ของค่ายอื่นได้ภายในระยะเวลาปีเดียว Android OS โดย Google รวบรวมทุกสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็น Video & Music On Demand ของ Google เอง แอพ YouTube และ Netflix ที่สามารถเลือกชมความละเอียดได้ถึง 4K 

รวมถึงเกมส์ต่างๆที่กราฟฟิกสวยงาม มิใช่เกมส์ไม้ประดับที่สักแต่มีไว้ก่อนไว้อีกต่อไป การควบคุมก็สามารถใช้จอย Controller ของ PS4 เชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth ได้เลย สามารถออกคำสั่งค้นหาสิ่งที่ต้องการด้วย Voice Search แค่กดปุ่มไมโครโฟนบนรีโมทแล้วพูดใส่รีโมทลงไป ทีวีก็จะค้นหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ที่เราพูดลงไป ส่วนสปีดการใช้งานก็คงบอกตามตรงว่าหาใช่เร็วปรู๊ดปร๊าดดั่งมือถือที่เราใช้กันทุกวัน ก็ยังมีหน่วงบ้างให้เห็นบ้างตามสูตร ซึ่งโดยรวมถือว่ารับได้กับเจนเนอเรชั่นแรกสุดของ Android TV พอมาปี 2016 นี้ตัวระบบปฏิบัติการเองก็มีการอัพเดทตัวเองให้ทันสมัยตลอดเวลา ทั้งหน้าตาที่ดูสมบูรณ์ลงตัวขึ้น (เทียบจากการเปิดตัวครั้งแรก) และแอพส์ใหม่ๆก็มีเข้ามาเติมอย่างไม่ขาดสาย จุดนี้เป็นข้อดีของระบบ Android เพราะเปิดรับแอพส์ใหม่ๆจากผู้พัฒนาแอพส์ตลอดเวลา 

ลูกเล่นการทำ Screen Mirroring หรือการโคลนหน้าจอมือถือไปแสดงบนจอทีวี และ Google Cast เช่นนำภาพจาก YouTube หรือพวกคลิปวีดีโอและภาพนิ่งไปแสดงบนทีวีแบบไร้สาย ก็ยังทำได้เช่นเดิม ก็จัดว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุค Smart Phone ครองเมืองได้ดีที่สุด ผมขอพรีวิวแอพส์ไฮไลท์ให้ดูสั้นๆพอเป็นกระษัยครับ ^ ^

กดปุ่ม Home จะเข้ามาหน้าหลักศูนย์กลางที่มีหน้าตาแบบนี้

ดู YouTube แบบ 4K

สามารถเลือกความละเอียดแบบ 2160p (4K)

หนังตัวอย่างเรื่อง Batman V Superman แบบ 4K หนังจริงกระแสวิจารณ์ไม่สู้ดีนัก จนเบน เอฟเฟล็กแทบปิด Social Media หนีไม่ยอมเสพข่าว

แอพ MonoMaxxx หรือ ดูหนังดอทคอมเก่า มีหนังและซีรีส์ให้เลือกรับชม

หนังคุณภาพก็มีตั้งแต่เกรด A ไปจนถึง C

เกมส์มาใหม่เยอะขึ้นมาก

เกมส์ Minion วิ่งๆ โดยจอยหรือรีโมทที่แถมมาให้ หลบซ้าย หลบขวา กระโดดหลบสิ่งกีดขวาง

มี Guideline คำสั่งบนรีโมททีวีหลักให้ เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

MX Player แอพที่ไว้เอาเล่นไฟล์หนัง ครอบคลุมหลากนามสกุล

Browser เล่นเว็บไซต์ท่องอินเตอร์เน็ต

ทดสอบเชื่อมต่อกับมอถือเพื่อทำ YouTube Cast โยนภาพวีดีโอจากมือถือไปแสดงบนทีวี

สรุป

Sony 55X8500D 4K HDR TV ราคาเปิดตัว 52,990 บาท

ข้อดี

  1. รองรับ HDR : High Dynamic Range มาตรฐาน HDR10
  2. โหมดภาพสำเร็จรูปอย่าง Cinema Pro / Cinema Home / Custom ให้ค่าแสงสีดีแต่ต้น
  3. ดีไซน์บางเฉียบสวยงามแบบ Slice of Living 
  4. รองรับการเล่น Netflix 4K และ YouTube 4K
  5. Android OS ยังคงเป็นที่หนึ่งในใจทีมงาน

ข้อเสีย

  1. ไม่มีฟีเจอร์ Local Dimming หรือการดิมหลอดไฟเป็นโซนๆ
  2. โหมดภาพ HDR Video เมื่อใช้กับคอนเทนต์ทั่วไปสีจะเพี้ยน
  3. ไม่มี 3D อีกต่อไปแล้ว T T
  4. คุณภาพเสียง โทนั่ลบาลนซ์เอนหนักไปทางเสียงแหลม ควรปรับ Equalizer ลดระดับความจัดจ้านลงมา

สรุป

Sony BRAVIA 55X8500D เป็น LED TV ความละเอียด 4K ที่รองรับ HDR ให้คุณภาพของภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน่าพอใจ มีโหมดภาพสำเร็จรูปที่ให้ค่าแสงและสีค่อนข้างเที่ยงตรง จึงเหมาะมากไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋าที่กังวลว่าจะเซ็ตค่าทีวีอย่างไรให้ภาพดีและถูกต้อง รองรับภาพ HDR ที่กำลังจะเป็นมาตรฐานใหม่ของคอนเทนต์ 4K มิอาจบอกได้ว่าคุณภาพของภาพดีเลิศสุดโต่งไปในด้านใดด้านหนึ่ง ในทางกลับกัน Sony X8500D ตัวนี้ได้เรื่อง “ความสมดุลของภาพ” ไร้ปัญหาจุกจิกที่มักเป็นอุปสรรคต่อการรับชมเสียมากกว่า ลูกเล่น Android TV ยังคงแอพส์มีให้เลือกสรรอย่างคับคั่ง มีพัฒนาการไปในด้านบวกกทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณของแอพส์  สุดท้ายคือเรื่องของดีไซน์ที่สวยเรียบ มิได้เป็นแนวเว่อร์วังอลังการ ทว่าเป็นแบบเรียบๆนี่แหละที่มักอยู่ได้นานเหนือกาลเวลา เป็นเอกลักษณ์ของทีวี Sony มา 5-6 ปีติดต่อกัน ส่วนข้อติก็มีเรื่องเสียงจากลำโพงอาจจะติดจัดไปซักนิด ให้ปรับ Equalizer ตามที่แนะนำไปก็จะช่วยบรรเทาได้ สรุปว่า Sony รุ่น X8500D ตัวนี้คือทายาทของทรุ่น X8500C และ X9000C ปีที่แล้ว ที่เล็งเห็นข้อจำกัดเดิมและนำมาปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจหากท่านกำลังพิจารณาเลือกซื้อทีวี 4K ที่รองรับแทบทุกมาตรฐานใหม่ในอนาคต // Roman

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้