สยายปีกสู่อนาคตไม่มีสิ้นสุด !! รีวิว Onkyo TX-NR609 Wireless Receiver

บทบาทหลัก ๆ แต่ช้านานของ AVR นั้นคือการทำหน้าที่เกี่ยวกับทางด้านเสียงเป็นส่วนใหญ่ จนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาแต่งเติมให้มันทำหน้าที่ได้อย่างหลากหลายมากขึ้น หนึ่งในฟังก์ชั่นที่เข้ากับยุคสมัยมาก ๆ นั้นก็คือ Network ที่ช่วยให้มันสามารถเข้าถึงสื่อภาพและเสียงที่อยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ บนเครือข่ายเดียวกันได้ นอกจากนี้ในบางรุ่นยังมีแอพพลิเคชั่นเล็ก ๆ มาช่วยให้เราเข้าถึงสื่อต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ได้อีกด้วย

Onkyo TX-NR609 คือหนึ่งใน Network AVR ระดับมิดเอ็นด์ที่ได้รับการออกแบบมาดังที่เกริ่นไว้ด้านบน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับความสามารถในการจัดการระบบเสียงแบบ 7.2 แชนแนล และรองรับการใช้งานร่วมกับ iPod, iPhone แบบเสียบตรง(Digital Direct) ไม่จำเป็นต้องใช้ Dock ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าเป็น AV Receiver อีกหนึ่งรุ่นในตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยเลย
Onkyo TX-NR609 Basic Specification
• 175 W/Ch at 6 Ω, 1 kHz, 1 Channel Driven, JEITA;160 W/Ch at 6 Ω, 1 kHz, 1%, 1 Channel Driven, IEC;125 W/Ch at 6 Ω, 1 kHz, 0.1%, 2 Channels Driven,FTC • THX® Select2 Plus™ Certified
• HDMI® Support for 3D, Audio Return Channel,DeepColor™, x.v.Color™, LipSync, Dolby® TrueHD,DTS-HD Master Audio™, DVD-Audio, Super Audio CD, Multichannel PCM, and CEC • Dolby® TrueHD and DTS-HD Master Audio™ Decoding • Audyssey 2EQ® for Room Acoustic Correction
• Audyssey Dynamic EQ® for Loudness Correction
• Audyssey Dynamic Volume® to Maintain Optimal Listening Level and Dynamic Range
ราคา 29,900 บาท
Design – การออกแบบ
เรื่องของดีไซน์ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญไปไม่น้อยกว่าฟังก์ชั่นการใช้งาน แม้กระทั่ง AVR ก็ตาม การดีไซน์ที่ดี เรียบง่าย จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังให้ผลทางด้านจิตใจของผู้ใช้งานอีกด้วย เพราะการออกแบบที่ดีจะทำให้อุปกรณ์แต่ละตัวช่วยเสริมภาพลักษณ์ซึ่งกันและกัน เวลาที่เรามองดูจะรู้สึกได้ถึงความเข้ากันเป็นหนึ่งของชุดเครื่องเสียง เวลาใช้งานก็จะรู้สึกสบายใจไม่ขัดหูขัดตา

บริเวณด้านหน้ายังคงความเป็นเอกลักษณ์เช่นเคย การจัดวางปุ่มกดที่เรียบง่ายและกลืนกันกับรูปทรงของตัวเครื่อง สำหรับช่องต่อต่าง ๆ ก็ให้มาอย่างพอดีไม่มากไม่น้อยเกิน เน้นเฉพาะช่องหลักที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้งานบ่อย ๆ ช่วยให้เราไม่ต้องมุดไปด้านหลังเพื่อเสียบสายกรณีที่เราวางเข้าไปในชุดเฟอร์นิเจอร์แล้ว

บริเวณ Master Volume Control ส่วนนี้จะมีไฟส่องสว่างสีขาวเรือง ๆ อยู่ครับ ถือว่าเป็นการเก็บตกที่ดีทีเดียวสำหรับงานดีไซน์ เพราะเวลาที่เราใช้งานจริง บางท่านอาจจะปิดไฟในห้องจนมืดมองอะไรไม่ค่อยเห็น การมีไฟส่องสว่างทำให้เรารู้ตำแหน่งที่แน่นอน ไม่กดผิดกดถูกจนเสียอารมณ์ในการรับชมภาพยนตร์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่ามันแยงตาเวลาที่รับชมก็สามารถปิดได้เช่นเดียวกับการหรี่ไฟหน้าปัดเครื่อง

สำหรับชุดทดสอบที่ใช้นั้นก็จะเป็นลำโพงทั้ง 5 แชนแนลจาก Paradigm Monitor Series 7 และซับวูฟเฟอร์ Polk Audio จาก PSW Series ส่วน Blu-ray Player จะเป็นของ Oppo BDP-95 ตัวเทพประจำออฟฟิศเรานั่นเอง โดยจะทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมแบบห้องโฮมเธียเตอร์ที่มีการออกแบบมาอย่างดี เพื่อวัดประสิทธิภาพที่แท้จริงแบบไม่ถูกลดทอนจากความไม่เหมาะสมของระบบ Acoustics ภายใน
Connectivity – ช่องต่อ

Onkyo TX-NR609 รองรับการใช้งานแบบ 7.2 แชนแนล บวกลำโพงเสริม Zone 2 บริเวณช่องเชื่อมต่อบริเวณด้านหลัง ไม่เยอะ ไม่น้อย จะเห็นว่าด้วยความที่เป็น Network AVR จึงมีช่องเสียบสาย Ethernet LAN เพิ่มเข้ามาบริเวณด้านหลังด้วย นอกนั้นก็จะเป็นช่องเสียบพื้นฐานที่ควรจะมีอย่างเช่น Coaxial, Optical, Component รวมไปถึง Analog output (Line Out สลับการใช้งานเป็น Monitor out หรือ Zone 2 ได้) ส่วน Pre Out จะมีแค่ DualSUB Out

สำหรับช่อง HDMI ที่ให้มาก็รองรับการใช้งานแบบสามมิติเต็มรูปแบบ(3D Pass-through) ไม่ต้องกลัวว่าภาพจะหาย รวมไปถึงวงจร ARC (Audio Return Channel) ที่ช่อง HDMI OUT เพื่อนำเสียงจากอุปกรณ์ที่รองรับมาขยายผ่านแอมป์ อย่างเช่นเสียงจากทีวีรายการปกติ(จากจูนเนอร์ของทีวี หรือแม้แต่คอนเทนต์รูปแบบต่าง ๆ ผ่าน SmartTV) นอกจากนี้ยังมีระบบ 4K Upscaling มาอีกด้วย สำหรับคนที่มีจอภาพความละเอียดสูงกว่า Full HD !! หรือในกรณีที่ต้องการจะปิดแอมป์ดูหนัง คือจะเอาเสียงออกที่ทีวีอย่างเดียว Onkyo ก็ได้แถมระบบ HDMI THRU มาให้โดยจะทำหน้าที่ Bypass สัญญาณภาพและเสียงผ่านตัวเครื่อง AVR ไปยัง TV แม้ว่าจะอยู่ในสถานะ Standby ก็ตาม

จากแผงช่องต่อด้านหลังคราวนี้วนมาดูด้านหน้ากันบ้าง จะเห็นว่ามีช่องสัญญาณหลัก ๆ วางหลบมุมไว้เช่นเคย โดยช่อง USB ที่เห็นนี้ เราสามารถที่จะใช้เสียบ USB Wireless Adapter ได้ หรือจะเสียบ iPod, iPhone เข้าไปตรง ๆ(Digital Direct) เพื่อเล่นเพลงที่อยู่ในอุปกรณ์ของเราก็ทำได้แบบไม่ต้องพึ่ง Dock โดยจะรองรับการใช้งานร่วมกับ iPod 3rd Gen. และ iPhone 3GS ขึ้นไป ในเวอร์ชั่น 4.2 หรือใหม่กว่านั้น
Setup – การติดตั้ง
ในส่วนของภาพกับ AVR นั้น เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ได้รับความสำคัญอยู่แต่อาจจะไม่มากเท่าเรื่องเสียงที่เป็นหน้าที่หลักเท่านั้นเอง ซึ่งจุดเด่นที่ทาง Onkyo ได้บรรจุมาในรุ่นนี้นั้นก็คือการเพิ่มวงจร 4K Upscaling เข้าไป ซึ่งเป็นความพยายามเพิ่มความละเอียดของภาพให้เหนือกว่าแบบ Full HD แต่ต้องใช้กับจอภาพความละเอียด 4K เท่านั้น (จอภาพมาตรฐานปัจจุบันไม่ได้อานิสงส์ในประเด็นนี้โดยตรง) ว่าแล้วเราก็มาไล่ดูกันไปทีละส่วนจะดีกว่าครับ

หน้าตาเมนูแบบใหม่ ที่ออกแบบมาสวยงามสะอาดตามากขึ้น
นอกจากนี้ยังใช้เวลาในการเปลี่ยนจากสัญญาณแสดงภาพ มาเป็นหน้าเมนูนี้ได้เร็วมาก
ช่วยให้การตั้งค่าทำได้อย่างรวดเร็ว และไม่ขัดจังหวะการรับชมจนเกินไป

Overlay OSD แบบเรียบ ๆ ก็กดขึ้นมาระหว่างรับชมได้เลยมีลักษณะโปร่งใสเล็กน้อย
เพื่อให้พอที่จะกดเซ็ตค่าต่าง ๆ ได้แบบไม่เสียอรรถรส

การรับชมก็ได้คุณภาพอย่างที่เห็นแหละครับ
ไม่มีการลดทอนลงอย่างที่หลายคนกลัว

เรื่องของฟังก์ชั่น 4k Upscaling นั้น อาจจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าในสถานการณ์บ้านเรานั้น คงจะยังไม่มีความจำเป็นสักเท่าไร เนื่องจากปัจจุบันเราเพิ่งจะได้สัมผัสกับความละเอียด Full HD 1080p เอง การที่จะใช้ฟังก์ชั่นนี้ของ AVR ได้นั้นจำเป็นที่จะต้องมีทีวีที่มีความละเอียดขนาด 4k (3840×2160) เพราะไม่เช่นนั้นแล้วพอกดเซ็ตไปก็จะไม่แสดงภาพอะไรเลย เพราะฉะนั้นนี่อาจจะไม่ใช่ฟังก์ชั่นหวือหวาอะไรในตอนนี้ แต่ถ้าเมื่อไรที่มีทีวีความละเอียดดังกล่าววางหราอยู่เต็มห้างแล้วล่ะก็ ระบบ 4k Upscaling ก็อาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาทันที
Features – ลูกเล่น
TX-NR609 ไม่เพียงแต่สามารถเล่นคอนเทนต์ออนไลน์ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยความที่ต้องพัฒนาให้ทันยุคทันสมัย มันยังพ่วงความสามารถในการเชื่อมต่อโดยตรง (USB Digital Direct) กับอุปกรณ์ iDevice ของทางค่ายแอปเปิ้ล นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงจาก USB Storage Devices อีกด้วย เยอะแยะมากมายขนาดนี้ เราค่อย ๆ ไล่ดูฟีเจอร์น่าสนใจของ Onkyo Network AVR เครื่องนี้ไปทีละอย่างดีกว่าครับ

สำหรับการเชื่อมต่อออนไลน์นั้น เราสามารถที่จะใช้ Ethernet LAN ก็ได้ หรือจะเสียบ USB Wireless Adapter ก็ได้ครับ(อย่างใดอย่างหนึ่งถ้าเสียบพร้อมกันจะไม่สามารถต่อได้เลย) ซึ่ง USB Wireless Adapter (UWF-1) จะมีจำหน่ายแยกต่างหากนะครับ แต่ถ้าเป็นการเชื่อมต่อแบบ LAN ปกติไม่จำเป็นต้องตั้งค่าใด ๆ ก็สามารถใช้งานได้เลย (หากระบบเครือข่ายของคุณรองรับมาตรฐาน DHCP) โดยเราจะเช็คได้จากเมนู Setup > Hardware Setup > Network ถ้าตัว Router ได้ทำการแจก IP มาให้แล้วก็ถือว่าเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับเครือข่ายครับผม

หลังจากเชื่อมต่อสำเร็จก็กดปุ่ม NET บนรีโมทจะเข้ามาที่หน้านี้เลยครับเป็นเมนูให้เลือกใช้งานแตกต่างกันออกไป แบ่งเป็นหมวดการฟังวิทยุออนไลน์(vTuner, napster, last.fm, Spotify) กับการเล่นไฟล์ที่อยู่บนอุปกรณ์อื่นบนเครือข่ายเดียวกัน(dlna) โดยสำหรับ last.fm, napster และ Spotify นั้นจำกัดการให้บริการสำหรับบางประเทศ
หมายเหตุ : เมื่อทำการอัพเฟิร์มแวร์ตัวใหม่ จะมีบริการในส่วนวิทยุออนไลน์เพิ่มเข้ามาคือ AUPEO! ซึ่งคนไทยสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกันกับ vTuner

สำหรับ vTuner นั้นจะมี Bookmark ของสถานีหลัก ๆ มาให้ก่อนแล้ว ซึ่งเราก็สามารถเลือกรับฟังกันได้ตามอัธยาศัย หรือเราสามารถที่จะนำ url ของคลื่นวิทยุนั้น ๆ มาเพิ่มเองก็ได้ ซึ่งขณะใช้งานก็จะมีหน้าตาดังภาพด้านบนครับ คุณภาพเสียงดีกว่าฟังจาก FM Tuner ที่มักจะมีคลื่นวิทยุชุมชนขายยาหมอเทวดาครอบจักรวาล กับรายการล้างสมองทางการเมืองแทรกเข้ามาอยู่บ่อย ๆแน่นอน

ในส่วนของ dlna นั้นได้ทำการทดสอบใช้งานการเล่นเพลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็น Windows 7 ผ่านการใช้งานโปรแกรม Windows Media Player เวอร์ชั่น 12 โดยก่อนหน้านั้นเราจะต้องไปตั้งค่าเสียก่อน โดยในส่วนนี้สามารถศึกษาจากคู่มือที่แถมมาได้ครับ ไม่ยากจนเกินไปอย่างแน่นอน หลังจากนั้นเราก็สามารถที่จะใช้ฟังก์ชั่น Play To > TX-NR609 อันเป็น dlna อีกลักษณะหนึ่ง แค่นี้เสียงเพลงก็จะถูกจัดสรรมาเล่นยัง AVR ของเราแบบมหัศจรรย์

ภาพขณะทำการเล่น dlna ก็จะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับตอนที่กดฟัง vTuner ถ้าเผื่อว่าไฟล์ที่อยู่บนคอมพิวเตอร์มีการใส่ภาพปกไว้ ก็จะโชว์ตรงภาพตัวโน้ตอย่างที่เราเห็นนี่แหละครับผม เรียกได้ว่านี่เป็นการประยุกต์เอาความสามารถทางด้านเสียงมาเข้ากับเทคโนโลยีของยุคสมัยได้อย่างลงตัว ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้เป็นอย่างดี
การใช้งานคู่กับ iOS Device

ในส่วนถัดไปที่จะพูดถึงคือการที่เราสามารถโหลดแอพ Onkyo Remote 2 บน iOS มาใช้งานเป็นรีโมทคอนโทรลได้อีกด้วย โดยเราต้องทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ iDevice ของเราเข้ากับเครือข่ายเดียวกับ AVR ก็จะสามารถใช้งานแทนรีโมทได้ทุกฟังก์ชั่นหลัก ๆ

หน้าตาของตัวแอพพลิเคชั่น ก็จะเป็นดังภาพด้านบนครับ แบ่งออกเป็นสามหน้าด้วยกัน และหากว่าเราได้ทำการเชื่อมต่อ iDevice ของเราแล้ว รีโมทตัวจริงก็จะถูกปลดเป็นตัวสำรองไป การควบคุมหลักส่วนใหญ่จะถูกโอนมาในส่วนนี้แทน ซึ่งทำหน้าที่ทดแทนได้เป็นอย่างดีครับ เรียกได้ว่าหน้าตาเป็นมิตรต่อผู้ใช้มากขึ้น อาจจะช่วยให้บางคนสามารถทำความเข้าใจใช้งานได้ง่ายดายกว่ากดจากรีโมทตัวจริง น่าเสียดายที่ไม่สามารถใช้งานการเล่นไฟล์จาก iOS Device หรือที่เรียกว่า AirPlay ได้ แต่ก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ ถ้าอยากเล่นจริง ๆ ก็สามารถใช้วิธี “เสียบตรง” ดังจะกล่าวต่อไปได้ครับ

นอกจากการทำหน้าที่เป็นรีโมททดแทนแล้ว เราสามารถเสียบสาย USB จาก iPod, iPhone หรือ iPad เข้าตรง ๆ จากทาง Front Panel ได้เลยและทำการกดปุ่ม Mode บนรีโมทของ AVR ก็จะขึ้นเป็นเมนูดังภาพครับผม โดยเราสามารถเลือกใช้งานได้ตามสะดวก โดยอุปกรณ์ของเราก็จะทำหน้าทีเป็นเสมือนเพลเยอร์ คอยเล่นไฟล์แล้วส่งสัญญาณแบบดิจิทัลผ่านภาค DAC เข้าสู่ภาคขยายที่แอมป์นั่นเอง

นอกจากนี้เรายังสามารถนำ USB Flash Drive ของเราที่ใส่ไฟล์เพลงมาเล่นได้อีกเช่นเดียวกัน โดยก็จะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับการเสียบ iPhone เข้ากับเครื่องครับ แต่ในส่วนนี้ AVR ก็จะทำหน้าที่เป็นเพลเยอร์แทน ในจุดนี้พบปัญหาอยู่บ้าง(ถือว่าเป็นปกติของ AVR) ตรงที่ไม่สามารถอ่านไฟล์ภาษาไทยได้เท่านั้นเอง แต่สามารถเล่นได้ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามการรองรับฟอร์แมตยังไม่กว้างขวางเท่าที่ควร คิดซะว่าเปรียบเสมือนเป็นของแถมจากทาง Onkyo ก็ไม่เสียหาย
Sound – เสียง
มาถึงในส่วนของหน้าที่หลักซึ่งก็คือด้านเสียงนั่นเองนะครับ ซึ่งทาง Onkyo ได้ใส่ฟีเจอร์เด็ด ๆ ที่จะมาสร้างสรรค์ความบันเทิงภายในบ้านของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพไว้มากมาย โดยหลักก็คือรองรับการเชื่อมต่อแบบ 7.2 แชนแนล นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Audyssey 2EQ Auto Calibration มาให้เป็นตัวช่วยในการปรับจูนลำโพงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในห้องของเรา และอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่ขาดไม่ได้คือตัวถอดรหัสเสียงจาก 2 ค่ายดัง DTS และ Dolby เพื่อที่จะขับขานเสียงที่ถูกบันทึกมาในฟอร์แมตดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ก่อนที่จะมาทดสอบก็ต้องจัดทำการ Calibrate เสียก่อน ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะทำแบบ Quick หรือจะทำแบบ Full ข้อแตกต่างระหว่างสองแบบนี้ก็คือ Quick จะเป็นการปรับระดับความดัง, ระยะห่าง และขนาดลำโพงเท่านั้น แต่ถ้าเป็น Full จะมีส่วนของ Room EQ เพิ่มเติมเข้ามาหลังจากทำการ Calibrate เพื่อที่จะช่วยชดเชยสมดุลโทนเสียง โดยเราสามารถเลือกใช้งานได้ที่เมนู Source Setup > Audyssey เพื่อที่จะเปิดใช้งานในส่วนนี้ ซึ่งจะมี Room EQ สองแบบให้เลือกคือ Movie และ Music ซึ่งจะมีประโยชน์หากว่าไม่สามารถกำหนดสภาพแวดล้อมได้เพอร์เฟ็กต์

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียอารมณ์ นอกเหนือจากการเข้าไปปรับในส่วน Setup แล้ว
เรายังสามารถเลือก Room EQ ผ่าน OSD(Onscreen Display) ได้อีกด้วย
จากการนั่งดูภาพยนตร์ในสื่อ Blu-ray ทั้งในรูปแบบเสียง DTS-HD Master Audio และ Dolby TrueHD พบว่า TX-NR609 ให้การตอบสนองต่อเสียงในช่วงฉากต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ด้วยบุคลิกภาพที่กระชับแน่น มีน้ำหนักครบครัน ช่วยให้ฉากยิงต่อสู้ หรือฉากระเบิดสนั่นปฐพี ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมน้ำสมเนื้อ ดูแล้วสนุกเข้าถึงอารมณ์ของตัวภาพยนตร์แบบไม่บกพร่อง การควบคุมโอนถ่ายมิติเสียงจากซ้ายไปขวา หน้าไปหลัง ทำได้อย่างเชือดเฉือนล้ำลึก ฟังแล้วเป็นธรรมชาติไม่มีสะดุด เสมือนอนึ่งเราอยู่ในเหตุการณ์

ระเบิดเป็นระเบิดแบบนี้สิ ถึงจะเรียกได้เต็มปากว่าคือการดูหนังแบบได้อรรถรส !!
ผละจากภาพยนตร์ที่เป็นส่วนเน้นหนักในเรื่องของการควบคุมมิติเสียง มาเป็นในเรื่องของการโอบล้อมของเสียงกันบ้างซึ่งถ้าจะให้ฟังง่าย ๆ ก็คงจะต้องเป็นแผ่นคอนเสิร์ตล่ะครับ มาดูกันว่า TX-NR609 จะพาเราเข้าไปนั่งชม ณ ที่นั่งบัตรราคาแพงสุดได้หรือไม่

หนึ่งในแผ่นที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้ครับ Michael Bolton : Live at Royal Albert Hall
การโอบล้อมของเสียงจะช่วยในเรื่องของการสร้างจินตนาการของผู้รับฟัง ให้เราได้รู้สึกถึงผู้เข้าชมที่อยู่รอบ ๆ และบรรยากาศภายในซึ่งสำหรับ TX-NR609 นั้นก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี ทั้งในส่วนของอารมณ์ของเพลงกับบรรยากาศโดยรอบ ตอบสนองโอบล้อมแบบพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน ช่วยให้เราล่องลอยไปกับโชว์ต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น
ในส่วนของการรับฟังนี้หากเราได้ทำการทำ Calibration แบบ Full ไว้ การเลือกเปิด Room EQ ก็จะช่วยเราในเรื่องของการปรับสมดุลโทนเสียงให้ดียิ่งขึ้น ในกรณีที่สมดุลโทนเสียงของซิสเต็มถูกบิดเบือนโดยสภาพแวดล้อม ถ้าเลือกเป็น Movie จะเป็นการแก้ไขดุลเสียงของลำโพงในระบบทั้งหมด แต่จะไม่ชดเชยในส่วนของเสียงสูงช่วงปลาย ถ้าหากใช้ Music ก็จะชดเชยเสียงสูงจนถึงราว 16-20 kHz นั่นเอง และถ้าหากเราต้องการความอึกทึกมากขึ้น หลักจากที่เราได้เลือกใช้ Room EQ ตัวใดตัวหนึ่งแล้ว เรายังสามารถเปิดใช้งาน Dynamic EQ ได้อีกด้วยซึ่งก็จะช่วยยกระดับปริมาณในย่านเสียงต่าง ๆ ให้มากขึ้นมาอีก (โดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำ) อันจะช่วยชดเชยให้กับแหล่งโปรแกรมที่ขาด “สีสัน” ในส่วนนี้ได้มาก แต่อาจจะไม่เหมาะกับสภาพการรับฟังที่ต้องการความผ่อนคลาย หรือเน้นความเที่ยงตรง
ส่วน Audyssey Dynamic Volume นั้นจะช่วยคุมระดับเสียง (ความดัง) ให้เท่าเทียมกัน ไม่มีเดี๋ยวดัง เดี๋ยวค่อย ซึ่งน่าจะช่วยลดความน่ารำคาญเวลาเปลี่ยนช่องรายการเคเบิ้ลทีวีได้มาก แต่จะไม่เหมาะกับการรับฟังที่เน้นเรื่องของคุณภาพเสียง(ดนตรี ภาพยนตร์) เพราะ “ไดนามิก” จะถูกกดไปด้วย
หมายเหตุ : Room EQ ของ TX-NR609 จะไม่สามารถใช้งานร่วมกับการรับฟังแหล่งโปรแกรมที่มี Sample Rate สูงกว่า 96kHz

ทดสอบการฟังเพลงจากแผ่น CD โดยเล่นจาก Oppo BDP-95
จบในส่วนของภาพยนตร์และการรับชมคอนเสิร์ตไปแล้ว มาต่อกันที่การฟังเพลงชิว ๆ กันดีกว่าครับ ซึ่งก็จะไล่ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่แผ่น CD ไปจนถึง USB และ iPhone เลยนะครับ จะได้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้ โดยการรับฟังเราก็จะเซ็ต Listening Mode เป็น Stereo ตามมาตรฐานการบันทึกเสียงของแหล่งโปรแกรมนะครับ แนวเพลงก็เน้นหลากหลายครับ ตั้งแต่ Easy Listening ไป Audiophile จนกระทั่ง Rock, Metal กันเลยทีเดียว เพราะเวลาเอามาฟังกันจริง ๆ คงไม่มีใครที่จะฟังแนวเดียวตลอดชีวิตจริงไหมครับ
หลังจากได้รับฟังไปสักพักก็รู้สึกว่า AVR ตัวนี้สามารถถ่ายทอดความเป็นดนตรีออกมาได้เป็นอย่างดี สร้างสมดุลแห่งโทนเสียงได้สวยงามสดใสในทุกย่านเสียง เสียงร้อง เสียงเครื่องดนตรี ถูกขับออกมาได้อย่างสมดุลไม่เบียดเสียดแย่งกันออกมา ฟังแนว Easy ก็ง่าย ๆ สบาย ๆ เพลินไปเรื่อยกับท่วงทำนองคุ้นหู หรือจะฟัง Audiophile เพื่อวัดกันที่ความชัดแจ่ม ก็ทำได้อย่างแน่นอน หรือจะเปลี่ยนมาเร่งเร้าจังหวะในแบบ Rock หรือ Metal ก็จัดเต็มสร้างความรุกเร้าได้เหนือชั้นเช่นกัน

จบจากการฟังแผ่นตรง ๆ มาฟังผ่านทาง USB port บริเวณด้านหน้าตัวเครื่องกันบ้าง โดยไฟล์ที่ใช้ก็จะเป็น WAV ที่ rip มาจากแผ่น CD ตรง ๆ และ MP3 บางเพลงเพื่อทดสอบว่า TX-NR609 จะสามารถทำการปรับปรุงคุณภาพเสียงที่ถูกทอนหายไปให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งผลสรุปออกมาก็เป็นที่น่าพอใจเช่นเคยครับ แม้ว่าไดนามิกบางช่วงอาจจะสู้การฟังจากแผ่น CD ตรง ๆ ไม่ได้ก็ตาม ในส่วนของการ Optimize เสียงของไฟล์ที่ถูกลดทอนคุณภาพจากขั้นตอนการบีบอัด ก็ใช้ได้ครับ เติมแต่งให้ดูดีขึ้นพอสมควรจากการฟัง MP3 เป็นที่น่าพอใจกันเลยทีเดียวสำหรับการฟังเสียงที่ใช้งานจาก USB ในส่วนนี้ ไม่ว่าแหล่งที่มาจะมาจาก iPhone หรือ USB Thumb Drive ก็ตาม
ในส่วนของเสียงนั้น Onkyo TX-NR609 ก็สร้างความพึงพอใจได้เป็นอย่างดี ครบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง หรือจะชมคอนเสิร์ต เจ้า AVR ตัวนี้ก็ขับกล่อมเราได้อย่างเคลิบเคลิ้ม จัดการเรื่องเสียงให้เราเสร็จสรรพ์ไม่ขาดตกบกพร่องประการใด ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าพอสมควรเนื่องจากรองรับถึงระดับ 7.2 แชนแนล เผื่อว่าในอนาคตมีคอนเทนต์ที่บันทึกเสียงในระบบเซอร์ราวด์แบบเดียวกันออกมามากขึ้น ก็สามารถไปเลือกซื้อแค่ลำโพงมาเปลี่ยนได้เลย ไม่จำเป็นต้องหาซื้อใหม่ยกชุด หรือกรณีที่ไม่คิดจะใช้ Surround Back หรือ Front High ก็นำภาคขยายจากจุดนี้ไป Bi-amp คู่หน้าได้ อันจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขับขานลำโพงที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Bi-wire/Bi-amp ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าถ้าเป็นเรื่องเสียง ก็ฝากให้ TX-NR609 ช่วยดูแลกันไปเลย
Conclusion – สรุป
ในที่สุดเราก็เดินทางมายังช่วงสุดท้ายของการทดสอบกันแล้วนะครับ ที่ผ่านมา TX-NR609 ตอบสนองความต้องการของคนที่อยากจะอัพเกรดประสบการณ์ในการรับชมให้สมน้ำสมเนื้อและเข้าถึงอรรถรสในแบบโรงภาพยนตร์ภายในบ้านมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความสามารถของ Network AVR ช่วยให้มันเป็นอุปกรณ์สุดไฮเทคที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายภายในบ้าน โดยที่เราไม่ต้องคอยโอนไฟล์ลง Handy Drive เพื่อที่จะไปเสียบหน้าเครื่องตลอด
นอกเหนือไปจากความสามารถพื้นฐานด้านบนแล้วการใช้งานควบคู่กับ iPhone, iPod ก็ทำได้อย่างเหมาะสม เพราะอุปกรณ์ดังกล่าว ถือว่าเป็นตัวแทนของการรับฟังเพลงในสมัยใหม่ ที่ไม่จำเป็นจะต้องหยุดอยู่แค่แผ่นซีดี แม้ว่าคุณภาพของเสียงจะสู้เล่นจากแผ่นตรง ๆ ไม่ได้ก็ตาม(เมื่อเทียบกับไฟล์ตามมาตรฐาน Redbook) แต่มันก็ช่วยสร้างความสะดวกสบายที่เหนือกว่าและประยุกต์การดำเนินชีวิตให้ล้ำลึกและทันสมัยมีสีสันมากขึ้น

รุ่นนี้มี 2 สีให้เลือกนะครับสีดำ กับสีเงิน แต่ไม่แน่ใจว่าตัวแทนประเทศไทยได้นำเข้ามาหรือเปล่า
สำหรับผู้ที่สนใจก็ลองเดินไปถามที่บูทภายในห้างสรรพสินค้าดูได้เลยครับ
Onkyo TX-NR609 เป็น Network A/V Receiver ที่เหมาะกับผู้ใช้งานในระดับเริ่มต้น ไปจนถึงมือเก่าหน่อยที่อยากจะลองใช้งานความบันเทิงผ่านระบบเน็ตเวิร์ก ที่ก้าวสู่ยุคการเชื่อมต่อแบบ “ไร้สาย” (เป็นอุปกรณ์เสริม) อันจะช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้งได้มาก คุณภาพเสียงจากไฟล์ฟอร์แมต Hi-res (24-bit / 96kHz) ก็ให้มิติเสียงที่แปลกใหม่น่าตื่นใจ ไปจนถึงการรองรับระบบเสียงแบบ 7.2 แชนแนล แม้ว่าปัจจุบันแผ่นภาพยนตร์ Blu-ray ที่บันทึกเสียงมาแบบนี้ยังมีไม่มากก็ตาม อย่างที่ผมบอกในรีวิวที่แล้ว (Onkyo HT-S5400) ว่าระบบเสียงแบบ 7.2 แชนแนลตอนนี้ ก็เหมือนกับเป็นสีสันในวงการเครื่องเสียงเท่านั้นเอง แต่การมีเผื่อไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียงหายใช่ไหมครับ ซึ่งจากการได้ทดลองใช้งานมา ก็พอจะสรุปข้อดีข้อเสียได้ดังต่อไปนี้ครับ
ข้อดี
– เป็น Network AVR ที่รองรับระบบเสียง Wireless Network (ปัจจุบันมีไม่กี่ยี่ห้อที่ทำได้) และยังสามารถอัพเกรดอุปกรณ์เสริม (ทาง Universal Port) สำหรับ Wireless Surround Back/Front High/Subwoofer ได้ด้วย (ทั้ง 2 ฟังก์ชั่นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสริมแยกต่างหาก)
– บุคลิกภาพเสียงแน่นกระชับฉับไว แต่ถึงเวลาอ่อนหวานก็หวาน เวลาหนักแน่นก็หนัก ฟังแล้วสนุกเข้าอรรถรสดี – Audyssey 2EQ Auto Calibration ช่วยปรับแต่งลำโพงและค่าต่าง ๆ ให้เข้ากับสภาพห้อง รวมไปถึง Room EQ ที่ คอยชดเชยสมดุลเสียงที่ถูกลดทอนจากสิ่งแวดล้อมภายในห้องที่ไม่เหมาะสม ซึ่งการให้รูปแบบชดเชยมา 2 แบบ (จากเมื่อก่อนที่บังคับเลือกได้แบบเดียว) เพิ่มความยืดหยุ่นในการกำหนดแก้ไขดุลเสียงของลำโพงได้มากขึ้น – สามารถเสียบใช้งาน iPod, iPhone, iPad ได้ทันที (Digital Direct) ไม่จำเป็นต้องหาซื้อ Dock เพิ่ม – ความเร็วในการเข้าถึงเมนู Setup ที่รวดเร็วมากขึ้นกว่าในรูปเก่า ๆ
– แม้ว่า Online Content ที่ให้มาส่วนใหญ่จะยังใช้งานในประเทศไทยไม่ได้ (Last.fm, Napster, Spotify) แต่มีการเพิ่มเติมตัวเลือกใหม่อย่าง AUPEO! มาให้ (ต้องทำการอัพเดตเฟิร์มแวร์ก่อน) – การใช้งาน DLNA ในส่วน Network Receiver นั้น สร้างความสะดวกในการฟังเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น อย่างมาก (รองรับ Hi-res format up to 24-bit/96 kHz)
ข้อเสีย
– Audyssey Room EQ ไม่รองรับการใช้งานร่วมกับแหล่งโปรแกรมที่มีมาตรฐาน Sample Rate สูงหว่า 96 kHz
– การใช้งานในส่วนของเมนู NET น่าจะมีแอพยิบย่อยที่น่าสนใจกว่านี้ เพราะที่ให้มาส่วนใหญ่ใช้งานในประเทศไม่ ได้ (Last.fm, Napster) – ไม่รองรับการแสดงผลชื่อเพลงเป็นภาษาไทย โดยจะแสดงเป็นตัว * แทน