สวยไฮโซ ! รีวิว Sony KD-55X9000E 4K HDR Android TV คุณภาพไฮเอ็นด์
หลังจาก Sony ได้จับมือกับ Google ในการร่วมกันพัฒนา Android TV แท้ๆขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสของทีวีแบรนด์นี้ก็ยิ่งกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะระบบปฏิบัติการ Android นั้นคือ “ของจริง” แห่งระบบ Smart TV ทั้งหมดทั้งมวล ทั้งคุณภาพและปริมาณของตัวแอพส์ ประจวบเหมาะกับเทคโนโลยีด้านภาพอย่าง 4K HDR ที่เติบโตเต็มที่จากวัยขบเผาะมาเข้าสู่ยุค 4K Era อย่างแท้จริง ก็จัดว่าช่วยตีคู่กันมาทำให้ความคึกคักกลับมาสู่แบรนด์ทีวีจากแดนปลาดิบแบรนด์นี้อีกครั้ง

Sony KD-55X9000E – 4K HDR Android TV ราคาเปิดตัว 56,990 บาท
Sony KD-55X9000E
- 4K Ultra HD
- HDR10
- 4K HDR X1 Video Processor
- Direct LED with Local Dimming
- Silver Edition Design
- HDMI x 4
- USB x 2
- Android TV 7.0 Nougat
ขนาดและน้ำหนัก
- ขนาดไม่รวมขาตั้ง 1228x707x60 ซม.
- ขนาดรวมขาตั้ง 1228x772x259 ซม.
- น้ำหนักรวมขาตั้ง 18.1 ก.ก.
- ราคาเปิดตัว 56,990 บาท
ดีไซน์
ดีไซน์ของ Sony KD-55X9000E ยังคงคอนเซปต์ “Slice of Living” แบบเรียบแต่หรูโดยอ้างอิง “รูปทรงเรขาคณิต” ไม่ว่าจะเป็นทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เมื่อติดตั้งไว้ในห้องนั่งเล่นก็จะดูกลมกลืนไปกับเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของกระจุ๊กกระจิ๊กทันที ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ กรอบรูป หนังสือ ชั้นวาง และอื่นๆ ที่ประดับอยู่ในห้อง ตัวกรอบและฐานตั้งมีดีไซน์สีเงินแบบใหม่ มีชื่อเรียกเก๋ๆว่า “Silver Edition” หากเจอแสงอาทิตย์ตกกระทบจะเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน (ดูไฮโซไม่เบา) ซึ่งฉีกหนีจากแนวกรอบดำเดิมๆไปพอสมควร ตัวเครื่องด้านข้างก็จัดว่าบางกำลังดี ไอ้ประเภทบางเฉียบจนเกินไปนี่บอกตามตรงว่าเวลายกประกอบนี่เสียวหักกลางทุกที สุดท้ายคือรีโมทคอนโทรลทรงเดิมอนุรักษ์นิยมสุดๆ พร้อมปุ่มรูปไมโครโฟนสำหรับฟังก์ชั่นค้นหาด้วยเสียง Voice Search และปุ่มลัดอย่างพวก Netflix เพื่อให้เข้าสู่แอพยอดฮิตได้อย่างรวดเร็ว

หน้าตรงของ Sony KD-55X9000E

กรอบทีวีและฐานตั้งดีไซน์สีเงินแบบ Slice of Living เรียบหรูสไตล์เรขาคณิต

กรอบสีเงิน Silver Edition ฉีกหนีกรอบดำแบบเดิม หากเจอแสงอาทิตย์ตกกระทบ กรอบจะเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อนแอบไฮโซเล็กๆ

ด้านข้างบางประมาณหนึ่ง ใกล้เคียงกับรุ่น X9300E

แผ่นหลังอันดำเรียบ

ปุ่มเปิดปิด และเพิ่มลดโวลุ่มที่ด้านหลัง

รีโมทคอนโทรลดีไซน์เดิมแบบอยู่ยงคงกระพันมาก T T มีปุ่มลัดอย่าง Google Play และ Netflix มาให้ และยังมีปุ่มรูปไมโครโฟนสำหรับค้นหาคลิปวีดีโอด้วยคำสั่งเสียง = Voice Search
ช่องต่อ
ช่องต่อของ Sony KD-55X9000E ให้มาครบถ้วนเหมาะกับการเป็นทีวีซีรีส์ระดับบน อย่างช่อง HDMI ก็จัดเต็มมา 4 ช่อง, USB 2 ช่อง, ช่องต่อ Antenna สำหรับดิจิตอลทีวี, และช่องต่อ Optical Out สำหรับชุดเครื่องเสียงภายนอกเพิ่มเติม (หรือจะใช้ HDMI ARC ช่อง 3 ก็ได้เช่นกัน) รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อเมาส์และคีย์บอร์ดไร้สายผ่าน Bluetooth และล่าสุดนี้ก็รองรับการเชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth พร้อมส่งเสียงจากทีวีมาเล่นบนหูฟังแบบส่วนตั๊วส่วนตัวไม่กวนใคร !
- HDMI x 4
- USB x 2
- AV x 1 (ใช้ร่วมกับ Component)
- Component x 1 (ใช้ร่วมกับ AV)
- Antenna in x 1
- Optical Out x 1
- LAN x 1
- รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สาย
หมายเหตุ
หากจะเชื่อมต่อเครื่อง 4K Ultra HD Player เพื่อให้รองรับภาพความละเอียดสูงสุด 4K/60Hz 10 Bit ต้องไปเปิด Enhanced Format ให้ HDMI ช่องที่ 2 และ 3 ก่อนโดยไปที่ External Input=> HDMI Signal Format => แล้วเลือก Enhanced Format เท่านี้ทีวีของท่านก็พร้อมที่จะรองรับสัญญาณ 4K แรงๆเป็นที่เรียบร้อย

ช่องต่อด้านหลัง
ภาพ
สเป็คด้านภาพของ Sony X9000E มีความละเอียด 4K Ultra HD หรือหากคำนวณเป็นพิกเซลก็เท่ากับ 3840 x 2160 พิกเซล พร้อมรองรับ HDR : High Dynamic Range มาตรฐาน HDR10 มีโครงสร้างหลอดไฟแบ็คไลท์แบบ Direct พร้อมฟีเจอร์ Local Dimming หรือการดิมไฟเป็นโซนๆ ซึ่งให้คุณภาพดีกว่า Edge LED ที่มีฟีเจอร์ Local Dimming ทั่วไป ใช้ชิพประมวลผล 4K HDR X1 พร้อมเทคโนโลยี Triluminos Display ช่วยขยายขอบเขตการแสดงเฉดสีให้กว้างขึ้น มีฟีทเจอร์แทรกเฟรมภาพอย่าง Motion Flow ช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว (เลือกเปิดหรือปิดก็ได้) ส่วนหน้าจอเป็นชนิด VA Panel โครงสร้าง RGB แท้ ซึ่งมีข้อดีคือให้ภาพที่สว่างเปิดโปร่ง และให้รายละเอียดในที่มืดได้ดี
โหมดภาพสำเร็จรูปนั้นมีมาให้เลือกมากมายทั้ง Vivid, Standard, Photo, Game, Animation และอื่นๆ แต่โหมดที่ผมขอแนะนำเพราะให้ค่าแสงสีได้เที่ยงตรง โทนภาพออกแนวอบอุ่นเฉกเช่นโรงภาพยนตร์ ก็ได้แก่โหมด Cinema Home เอาไว้ใช้กับห้องนั่งเล่นที่มีสภาพแสงทั่วไป เช่นดูทีวีตอนกลางวัน หรือตอนเย็น และอีกโหมดคือ Cinema Pro ซึ่งระดับความสว่างจะลดลงมาเล็กน้อย เหมาะกับการรับชมตอนกลางคืน หรือห้องมืด สำหรับการเล่นเกมส์แน่นอนว่าโหมดภาพที่ให้ค่า Input Lag ต่ำที่สุด เพื่อให้ทีวีตอบสนองต่อคำสั่งจากจอยเกมส์ของเราได้ว่องไวที่สุดก็คือโหมด Game ชื่อตรงตัวแบบนี้นี่แหละ ถ้าหากต่อคอมพิวเตอร์ แล้วอยากให้ตัวอักษรคมๆ พร้อมระดับความสว่างและโทนสีสบายตา ก็ต้องใช้โหมด Graphics เท่านั้น ฟันธง

โหมดภาพสำเร็จรูปที่แนะนำคือโหมด Cinema Home

โหมดภาพสำเร็จรูป พร้อมบอกอุณหภูมสีที่วัดได้ รวมถึงความสว่าง และอัตราการกินไฟ พวกโหมด Cinema Home / Cinema Pro / Custom / Photo / Graphics ให้ค่าตั้งแต่เริ่มอยู่ในเกณฑ์ “ดี” ใกล้มาตรฐานอ้างอิงจุด D65 หรืออุณหภูมิสีใกล้เคียง 6500K

ก่อนปรับภาพค่า White Balance Balance หรือสมดุลแสงขาวถือว่าพอใช้ได้ตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่เพอร์เฟกต์ 100% อยู่ดี

หลังปรับภาพด้วยเมนู 10P White Balance สมดุลแสงขาวจัดว่าดีมาก

การปรับภาพแบบ SDR : Standard Dynamic Range จะส่งผลต่อภาพ HDR ไปโดยปริยายทันทีด้วย ต่างจากทีวียี่ห้ออื่นที่ต้องปรับ SDR ทีนึง แล้วมาปรับ HDR อีกที

ค่า White Balance แบบ HDR ก็จัดว่าใช้ได้ในทุกๆช่วงความสว่าง จึงสรุปว่าไม่ว่าจะเป็นภาพ SDR หรือ HDR แล้ว หากผ่านการไฟน์จูนค่า White Balance ซักหน่อยก็จัดว่าดีเยี่ยม ส่วนขอบเขตของสีเป็นที่น่าเสียดายว่าเจ้า X9000E ทำได้กว้างประมาณ 85.4 % ของมาตรฐาน DCI-P3 เท่านั้น จึงมิอาจผ่านมาตรฐาน Ultra HD Premium อันโหดเหี้ยมประจำวงการ
เริ่มทดสอบด้วยหนัง 4K HDR เรื่อง Sully ที่กัปตันซัลเล่นเบอร์เกอร์นำเครื่องบินลงจอดฉุกเฉินในลุ่มแม่น้ำฮัดสัน ใบหน้าที่นำแสดงโดย ทอม แฮงค์ ที่ถูกขับออกจาก X9000E ก็ให้สีผิว (Skin Tone) ได้มีความถูกต้องเป็นธรรมชาติสูงเช่นเคย ไม่ได้ติดอมแดงอมเขียวหรือโทนใดให้ผิดแปลกแต่ประการใด สามารถส่งผ่านอารมณ์ตึงเครียดจากใบหน้าของท่านกัปตันตอนนำเครื่องบินถลาลงแม่น้ำแบบฉุกเฉิน ไปสู่ผู้รับชมให้รู้สึกลุ้นระทึกตามด้วยอาการบีบหัวใจ ความสะอาดสะอ้านของภาพอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมเช่นกัน ยิ่งเป็นแผ่น 4K HDR ที่ภาพดีๆด้วยแล้ว ภาพจึงดูเนียนตาเป็นพิเศษ ทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นการตอกย้ำอีกขั้นว่าเจ้า X9000E ยังคงสานต่อคาแรกเตอร์ภาพสไตล์ Sony ไว้อย่างชัดเจน

สีหน้าอันรันทดของกัปตันซัลเล่นเบอร์เกอร์
ถัดมาผมลองเรื่อง Hacksaw Ridge ซึ่งเป็นเรื่องราวของนายทหารฝ่ายเสนารักษ์ผู้หาญกล้า ซึ่งเรื่องนี้ผู้ผลิตหนังเขาจะแต่งแสงสีของโทนหนังให้ดู “เข้มตึง” เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศสงครามปะทุในอดีตออกมา ซึ่งทั้งแนวภาพและเนื้อเรื่องก็มีความเข้มข้นพร้อมความลุ้นระทึกตลอดเวลา Sony X9000E ถ่ายทอดแนวภาพดังกล่าวออกมาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ทั้งโทนภาพแนวย้อนยุค ภาพเคลื่อนไหวในฉากประจัญบาน ใบหน้าที่ทั้งเปื้อนโคลนเปื้อนเลือด ผมยกให้มีความเป็นมอนิเตอร์สูงมาก หากเทียบกับพวกซีรีส์ 6 / 7 ไม่ว่าจะค่ายตัวเองหรือคู่แข่ง X9000E สามารถให้คุณภาพของภาพได้ทิ้งห่างแบบหนึ่งขยักครึ่งเลยทีเดียว
หากเทียบกับตัวท็อปอย่าง X9300E ในเรื่องระดับความดำ-ความสว่าง และความเนียนในการทำ Local Dimming เจ้า X9000E ยังเป็นรองเล็กน้อยเพราะรุ่นพี่ตัวท็อปเขาใช้โครงสร้างหลอดไฟแบบใหม่ไฉไลกว่าเดิม มีชื่อเรียกว่า “Slim Backlight Drive+” ซึ่งทำการซ้อนโครงสร้าง Edge LED ไว้ถึง 2 ชุดด้วยกัน ซึ่งเท่ากับว่ามีหลอดไฟแถบบนและแถบล่างรวมกันถึง 4 แถบ ในขณะที่ X9000E ใช้โครงสร้าง Direct LED พร้อมฟีทเจอร์ Local Dimming กล่าวคือมีหลอดไฟวางเรียงกันต็มหลังจอ แต่จำนวนไม่เยอะและถี่เท่า Full LED เต็มรูปแบบอย่างรุ่น Z9D ซึ่งจะดิมได้ละเอียดยิ่บกว่า อย่างไรก็ตาม Direct LED with Local Dimming ของ X9000E ก็ดิมไฟเป็นโซนๆได้เนียนและมีประสิทธิภาพกว่า Edge LED with Local Dimming แบบปกติของค่ายตัวเองและค่ายอื่นอยู่พอสมควร
Auto Local Dimming คือฟีเจอร์การดิมของหลอดไฟ LED ที่จะเปิด-ปิด-หรี่ อัตโนมัติให้สัมพันธ์ฉากมืดฉากสว่าง การเลือกปรับระดับ Low หรือ Medium เป็นระดับที่ผมแนะนำอย่างยิ่ง คืออาจจะไม่ได้ดำสนิทเป็นโซนๆอย่างเด็ดขาดขนาดนั้น ทว่าความเนียนในการดิมไฟจากมืดไปสว่างนั้นมีความเนียนตามากกว่า จึงดูเป็นธรรมชาติกว่า จะไม่กระโชกโฮกฮากเท่าระดับ High อย่างไรก็ตามข้อดีของระดับ High คือให้ระดับความดำเป็นโซนๆได้ดำสนิทกว่า สุดท้ายเราต้องคำนึงถึง “ความสมดุล” ของทั้งภาพจากทีวีและการนั่งรับชมในสถานการณ์จริงเป็นหลัก จึงแนะนำให้เลือกระดับ Low หรือ Medium ในการรับชมจริงจะดูดีที่สุด

โทนภาพจากหนังสงครามเรื่อง Hacksaw Ridge จะเป็นโทนดาร์คมีกลิ่นอายสงครามในอดีต ซึ่ง X9000E ถ่ายทอดออกมาได้ตรงตามที่ผู้กำกับต้องการสื่ออกมา ผมจึงขอใช้คำว่า X9000E มีความใกล้เคียงกับ “จอมอนิเตอร์อ้างอิง”
ทดสอบเอฟเฟกต์แสงสีภาพ HDR จากหนัง 4K HDR เรื่อง Fantastic Beasts ฉากที่ตัวโกงร่ายคาถายิงแสงจากไม้กายสิทธิ์ใส่สมาชิกกระทรวงเวทย์มนต์ ให้ความ “เจิดจรัส” ของแสงสีได้อยู่ในเกณฑ์ 4K HDR LED TV ระดับสูง ดีกว่าพวกซีรีส์ 6 7 8 ของตัวเองแบบเห็นต่าง ตัวเนื้อหน้าจอเองจะออกแนว “มันวาว” เป็นทุนเดิมแล้วอยู่ด้วย จึงส่งผลให้ภาพมีความ “อิ่มฉ่ำ” ขึ้นอีกระดับ ฉีกหนึพวก X7000E / X8000E แบบเห็นได้ชัดด้วยข้อนี้แหละ
ผมขอเปรียบเทียบ Sony X9000E / X9300E กับคู่แข่งอย่าง Samsung QLED TVเพื่อความกระจ่างในเรื่องของ “แนวภาพ”
– Sony ซีรีส์ 9 จะให้ความเป็น “ธรรมชาติ” สูงมาก ให้ “สมดุล” ของแสงสีได้ดีสุดเป็นลำดับหัวแถว
– ในขณะที่ QLED TV จะเด่นที่ “ความสด” แสงสีจะออกแนว “รุกเร้า” เตะตาแต่แรกพบ

ฉากร่ายเวทย์ซัดกันจากเรื่อง Fantastic Beasts

ภาพจากเกมส์ก็ให้ออกมาสดอิ่มกำลังดี ได้ความวาวจากพาแนลช่วยขับความอิ่มของสีได้ดีขึ้นอีกระดับ

ภาพความละเอียด 1080p จากแผ่นบลูเรย์เรื่อง Journey 2 ความสามารถในการอัพสเกลของชิพ X1 อยู่เกณฑ์น่าพอใจ ภาพคมชัดขึ้นแบบเป็นธรรมชาติดี มิได้สร้าง Noise ขึ้นมารวบกวน
Input Lag
ค่า Input Lag คือค่าการดีเลย์ของการแสดงผลทีวีต่อคำสั่งจอยเกมส์ ยิ่งต่ำ = ยิ่งตอบสนองได้ไวทัน่วงที ทำให้การอรรถรสการเล่นเกมส์มีความ Real Time สูงสุด โดยมาตรฐานแล้วหากต่ำกว่า 40 ms ก็จะจัดว่าดี X9000E ตัวนี้ในโหมด Game จะทำได้อยู่ประมาณ 32 ms ซึ่งถือว่าดีพอสมควรเลย ในขณะที่โหมดอื่นๆอย่าง Vivid / Standard จะกระโดดสูงไปถึง 107 ms ฉะนั้นหากจะเล่นเกมส์ก็แนะนำโหมด Game ในโหมดภาพสำเร็จรูปเลย หมายเหตุว่าเดี๋ยวนี้ทีวี Sony แอบฉลาดขึ้น หากเราเลนเกมส์ในแอพส์ Android TV ตัวเครื่องก็จะปรับโหมดภาพเป็น Game อัตโนมัติให้ด้วย
สรุปเรื่องภาพ Sony X9000E ให้ภาพที่มีความถูกต้องเป็นธรรมชาติสูงเช่นเคย แนวภาพยังได้ความอิ่มมันวาวเสริมขึ้นมาอีกเล็กน้อยเพื่ออรรถรสในการรับชมที่เข้มข้นขึ้น รายละเอียด ความสะอาดสะอ้านอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม พวกจุดอ่อนเดิมๆอย่างมุมมองการรับชมภาพก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกขั้น ไม่ซีดเซียวจนเกินไปนักหากมองมุมเฉียงมากๆดั่งจอ VA รุ่นก่อน ระดับความดำ-สว่าง โมชั่นภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในเกณฑ์ดี มี Motion Flow เอาไว้ปรับแต่งความลื่นไหลของภาพเพิ่มเติมอีก โหมดภาพสำเร็จรูปมีให้เลือกมากมายเพื่อเลือกแมตช์กับประเภทคอนเทนต์ที่รับชมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Cinema, โหมด Game, และ โหมด Graphics เอาไว้ต่อคอมพิวเตอร์ ซึ่งแต่ละโหมดจะปรับจูนแสงสีมาได้ดีตั้งแต่ต้น พร้อมใช้งานได้ทันทีแบบไร้กังวล โดยรวมแล้วเป็นทีวีเกรดและราคาไฮเอ็นด์ที่มี “สมดุลด้านภาพสูง” คู่ควรกับเลขซีรีส์ 9
ส่วนข้อติก็จะมีเช่นคำศัพท์ในเมนูปรับภาพต่างๆยังค่อนข้างใช้สับสนอยู่บ้าง อย่างปกติหากเราจะปรับระดับความสว่างของหน้าจอจะต้องเลือกใช้เมนูที่มีชื่อว่า Backlight (คือการปรับระดับความสว่างหรือ Luminance) แต่ของทีวี Sony ดันชื่อว่า Brightness (ซึ่งจริงๆ Brightness แปลว่าระดับของสีดำ หรือ Black Level ซึ่งการปรับค่า Brightness ก็จะเป็นคำศัพท์ว่า Black Level มาทับแทนที่โต้งๆ) เพราาะว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีการสังคายนาเมนูใหม่ทั้งหมด พยายามใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย แปลง่ายตรงตัว คำศัพท์เลยผิดเพี้ยนไม่ถูกตามหลักการไปบ้าง อีกจุดคือในโหมดภาพสำเร็จรูปหลายๆโหมดจะเปิดเซนเซอร์ปรับระดับความสว่างอัตโนมัติหรือ Light Sensor ให้เป็น On ตั้งแต่ต้น ระดับความสว่างอาจจะดูวูบวาบบ้างตามสภาพแสงภายห้อง ณ เวลานั้น ท่านไหนไม่ชอบก็ปิดฟีเจอร์นี้ทิ้งไปได้
เสียง
คุณภาพของเสียง Sony KD-55X9000E ให้ลำโพงกำลังขับ 10 + 10 Watts แบบ Bass Reflex มีลูกเล่นอัพเกรดเสียงอย่าง Clear Audio + มาให้ ซึ่งผมลองเปิดใช้งานดูแล้วอันนี้ถือว่าช่วยได้จริง เสียงจะถูกบูสท์ขึ้นมาให้ดีขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ส่วนโหมดเสียงสำเร็จรูปมี Standard , Dialogue, Sport, Cinema, Music เป็นต้น ที่ผมชอบที่สุดคือโหมดเสียง Standard นี่แหละ กลางๆดี ทดสอบคุณภาพเสียงด้วยแผ่นบลูเรย์คอนเสิร์ตของป๋า Barry Manilow คุณภาพโดยรวมผมให้อัพเกรดจาก X9300D / X8500D มีสเต็ปหนึ่ง รุ่นปี 2016 ผมว่าเสียงมันยังแค่พอฟังได้จะติดอู้ๆหน่อย พอมาปี 2017 รู้สึกว่ามีความคึกคักกระฉับกระเฉงน่าฟังขึ้น เบสมีให้ได้ลิ้มรสอย่างพอประมาณ เสียงร้องใสขึ้นกว่าปีก่อนแต่ก็ไม่ถึงขั้นใสไร้สิว สำหรับการดูรายการทีวี ดูหนังแบบปกติ ก็จัดว่าพอใช้ได้ไร้ปัญหา แต่ก็มิอาจถึงขั้นที่ต้องชมเชย !

ทดสอบกับคอนเสิร์ตของป๋า Barry Manilow เพลง Mandy

และคอนเสิร์ตของ Santana ก็เลยพอจับจังหวะได้ว่าคุณภาพเสียงมีความกระฉับกระเฉงขึ้นจากปีที่ผ่านมา
เพิ่มเติม
Android TV ของ Sony X9000E เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดคือ Android 7.0 Nougat จุดเด่นของ Android TV แท้ๆคือ จำนวนและคุณภาพแอพส์จาก Google Playstore ซึ่งจะแสดงผลบนจอทีวีได้อย่างสมบูรณ์ ต่างจากพวก Android TV แบบครึ่งควบลูกที่ดัดแปลงจาก Smart Phone นำมาลงทีวี พร้อมความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุมต่างๆแบบไร้สาย ไม่ว่าจะเป็น เมาส์ คีย์บอร์ด จอยเกมส์ PS4 Dual Shock หรือแม้กระทั่งหูฟัง Bluetooth ส่วนคำสั่งเสียงในการค้นหาคลิปวีดีโอต่างๆก็ยังรองรับเช่นเคย เพียงแค่กดปุ่มรูปไมโครโฟนบนรีโมทแล้วพูด Keyword ลงไป (ต้องเปิดการอนุญาตให้ใช้คำสั่งเสียงในเมนู Setting ก่อนด้วย) สำหรับเวอร์ชั่น 7.0 มีจุดที่พัฒนาขึ้นมาหลักๆ 2 จุดด้วยกันได้แก่
1) Picture in Picture (PIP) : สามารถทำภาพซ้อนภาพได้ โดยหน้าต่างแรกจะเป็นช่องอินพุท HDMI ส่วนอีกหน้าต่างจะเป็นหน้าแอพที่เราเล่นอยู่
2) Quick Switch Between App : ฟีเจอร์ใหม่ในการเลือกสลับแอพส์ใช้งานด้วยความรวดเร็ว เพียวแค่กดปุ่ม HOME ค้างไว้ หน้าจอก็จะแสดงพวกแอพส์ต่างๆที่เราเปิดค้างไว้อยู่เรียงกันให้เราเลือกสลับใช้
ข่าวดีก็คือท่านที่มี Android TV ของ Sony ตั้งแต่ปี 2015 / 2016 ก็อดใจรออีกซักนิด คาดว่าไม่เกินปลายปี 2017 นี้ท่านก็จะได้ร่วมอัพเดทเวอร์ชั่นของ Android TV ให้เป็นเวอร์ชั่น 7.0 “เราจะไม่ทิ้งกันนะ” Sony ได้กล่าวเอาไว้ (ฮา)

หน้า Home อันสวยงามที่คุ้นเคย ตอนนี้เป็น Android เวอร์ชั่น 7.0 แล้วซะด้วย

Google Playstore มีแอพส์ให้เลือกสรรมากมาย ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ ณ ตอนนี้ผมยังยกให้เป็นระบบปฏิบัติการ Smart TV อันดับ 1 ในดวงใจอยู่

YouTube ตัวแอพรองรับการเล่นวีดีโอความละเอียด 4K 2160p

Netflix แอพดูซีรีส์และหนังฝรั่งแบบออนไลน์ก็รองรับภาพ 4K HDR

เกม Minion Rush วิ่งๆเก็บกล้วย กระโดดหลบสิ่งกีดขวาง ภาพสวย กราฟฟิกดีงาม

เกม Pacman ออกแนววินเทจหน่อย

เกมส์ตระกูล Asphalt แข่งรถ ภาพสวยงามเช่นเคย วิธีการเล่นแบบเดียวกับใน Smart Phone

ฟีเจอร์ใหม่ Quick Switch Between App เพียงแค่กดปุ่ม Home บนรีโมทค้างไว้ ก็จะแสดงแอพส์ทั้งหมดที่เราเปิดค้างอยู่ให้ให้เราเลือกสลับใช้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องกดออกมาหน้าเมนูหลักเพื่อตั้งหลักก่อนให้เสียเวลา !

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่คือ PIP : Picture in Picture ภาพซ้อนภาพ ตัวอย่างในภาพหน้าต่างเล็ก = อินพุทช่อง HDMI และหน้าต่างใหญ่ = แอพพลิเคชั่นที่เราเล่นอยู่

โดยฟีเจอร์ PIP นี้เราสามารถกดปุ่ม HOME ค้างไว้เพื่อเลือกจัดการเปลี่ยนแอพส์และอินพุท
สรุป
ข้อดี
- คุณภาพของภาพดีเยี่ยม อิ่มฉ่ำแบบพอดี มีความเป็นธรรมชาติสูง
- โหมดภาพสำเร็จรูปมีให้เลือกเยอะ แถมแสงสีถูกปรับจูนมาอย่างดีแต่ต้น
- ดีไซน์ Silver Edition สวยสะดุดตาไปอีกแบบ
- ทั้งคุณภาพและปริมาณของแอพส์ใน Android TV เวอร์ชั่น 7.0 ยังคงจัดเป็น King of Smart TV
- มี Chromecast Built-in มาให้เลย เชื่อมต่อกับพวกมือถือได้เร็วและเนียนกว่า Smart TV ค่ายอื่น
- เชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth ได้ แล้วถ้าหากเป็นยี่ห้อ Sony ก็จะปรับเพิ่มลดเสียงผ่านหูฟังได้เลย
ข้อเสีย
- เมนูตั้งค่าภาพบางค่าใช้ศัพท์ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานศัพท์ในวงการภาพเท่าไหร่นัก เช่น Brightness VS Backlight
- หากจะ Voice Search ค้นหาคลิปต่างๆเป็นภาษาไทยด้วยคำสั่งเสียง ต้องปรับเป็นเมนูภาษาไทยเท่านั้น
- รูปทรงรีโมทค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ไม่ค่อยล้ำตามทีวีเท่าไหร่
- ยังไม่รองรับ Dolby Vision (ต้องเป็น OLED TV – A1 ตัวท็อปถึงรองรับ)

Sony KD-55X9000E – 4K HDR Android TV
ราคาเปิดตัว 56,990 บาท
Sony KD-55X9000E ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นทีวีระดับคุณภาพ ข้อดีมีมากมายไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของภาพที่บอกสถานะ “เกรดสูง” ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ระบบปฏิบัติการ Android TV เวอร์ชั่น 7.0 ก็เด่นทั้งคุณภาพและปริมาณของแอพส์ ตลอดจนลูกเล่นจิปาถะมากมายไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth ไร้สาย, การเชื่อมต่อกับเมาส์และคีย์บอร์ดไร้สาย, เป็น Chromecast Built-In ในตัวแต่ต้น ส่วนข้อติก็ขอบอกตามตรงว่าไม่ค่อยมีประเด็นหลักเท่าไหร่ จะเป็นเรื่องยิ่บย่อยที่ไม่ค่อยกระทบกับการใช้งานจริงเสียมากกว่า ขอบอกว่า Sony รุ่นท็อปๆในปีนี้พวกซีรีส์ 9 หรือแม้กระทั้ง OLED TV นี่วิศวกรมีความพิถีพิถัน “บรรจงสร้าง” ออกมาได้ “ดีอย่างมีสมดุล” ไม่มีจุดหลักที่ขาดเกิน หากงบประมาณถึงซีรีส์ 9 ตัวนี้ ผมกล้าการันตีว่าไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพ ฟันธงให้เลยว่าใช้เสพความบันเทิงจากจอนี้….แฮปปี้เอ็นดิ้งแน่นอน !
หมายเหตุ : หากเป็น X9300E ผมจะให้คะแนนรวมเหนือกว่า X9000E อีกนิดหน่อย เพราะ X9300E การดิมไฟ Local Dimming ทำได้ดีกว่า และภาพคมและใสกว่าเล็กน้อย พร้อมดีไซน์จอกระจกที่ดูเรียบหรูกว่า