เพลิดเพลินอารมณ์เพลง!! รีวิว TEAC A-R650 Integrated Amplifier

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยอดีตกาลตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า “ไฟฟ้า” อยู่บนโลกนี้ การที่มนุษย์หนึ่งคนอยากจะเสพย์ดนตรี เค้าคนนั้นต้องพาตัวของเขาไปยังเวทีการแสดงดนตรี เพื่อที่จะดื่มด่ำไปกับท่วงทำนองเมโลดี้ต่างๆของตัวโน้ต จนถึงยุคปัจจุบันที่เราเพียงนั่งเฉยๆอยู่ที่บ้านกับอุปกรณ์สุดไฮเทคของเรา ก็มีเพลงมาเสิร์ฟถึงที่แบบดิจิตอลผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต แต่กระนั้นแล้วเราก็ยังโหยหาความคลาสสิคแบบอะนาล็อคอยู่ จึงเป็นที่มาของสินค้าที่ผมกำลังจะแนะนำให้ทุกท่านได้ชมในรีวิวนี้นั่นก็คือ TEAC Integrated Amplifier A-R650

Integrated Amplifier เรียกสั้นๆว่า Int.Amp เป็นแอมป์ที่รวมเอาทั้งภาคขยายและภาคปรับแต่งเอาไว้ด้วยกัน ตรงตามชื่อเรียกของมันนะครับ ฉะนั้นแล้วจุดประสงค์หลักแบบเนื้อๆเน้นๆของมันเลยก็คือการฟังเพลงนั่นเอง ซึ่งในรุ่น A-R650 ที่เรานำมารีวิวนั้นก็ถือว่าเป็นภาคต่อจาก A-R600 ในปีที่แล้วที่ได้เสียงตอบรับค่อนข้างดี กับการทำหน้าที่เป็น Stereo Amp ที่ให้เสียงที่คุ้มกับค่าตัวก็ต้องมาดูกันครับว่า A-R650 จะยังคงสืบทอด DNA เสียงแบบเดียวกันมาหรือไม่
TEAC A-R650 Specification
– 90 W + 90 W RMS Output Power into 8Ω
– 120 W + 120 W RMS Output Power into 4Ω
– 7-times Input Selector: 5 x Audio, 2 x Video
– Motor-Driven Master Volume Control
– Bass, Treble Tone Control
– Balance Control
– Mic Mixing with Level Control
– A/B Speaker Channel Selection
– Binding Post Speaker Terminals (Speakers A)
– 6.3 mm Gold-plated Mic Jack
– 6.3 mm Gold-Plated Phones Jack
– WxHxD: 435 x 142 x 355 mm
– Weight: 9.7 kg
ราคาโปรโมชั่น 11,850 บาท
ถึง 31 ธ.ค. 2556 นี้เท่านั้น
Design – การออกแบบ
เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าในวงการเครื่องเสียง การดีไซน์ตัวถังส่วนใหญ่จะเน้นหนักให้คงทนแข็งแรงต่อความร้อนและที่สำคัญต้องดูเรียบหรูไม่หวือหวาจนดึงความสนใจของคนฟังไป ด้วยความที่เสียงไม่สามารถสัมผัสด้วยตาได้ ฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุที่หลายๆแบรนด์เครื่องเสียงจึงลำดับความสำคัญเรื่องดีไซน์ไว้เป็นรองจากประสิทธิภาพของสินค้านั่นเอง

บริเวณด้านหน้าของ TEAC A-R650 ครับ เห็นแล้วต้องอุทานออกมาดังๆ
“เหมือนของปีที่แล้วเลยนะเนี่ยย!!” แหมก็เค้าเพิ่งปรับหน้าตาในช่วง A-R500 มา A-R600 จะให้รีบดีไซน์ใหม่ก็กระไรอยู่

ดูละเอียดอีกที มีการเปลี่ยนสีของตัวอักษรบนเครื่องจากสีทองในรุ่นที่แล้วเป็นสีเทาแทน
ดูขรึมขึ้นกว่าเก่าพสมควร ปุ่มใช้งานต่างๆก็ถูกวางไว้ใตตำแหน่งที่ง่ายต่อการหยิบจับ
นอกจากนี้ยังมีช่องเสียบหูฟังอีกด้วยแต่เป็นแจ็คใหญ่ซึ่งหูฟังส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะไม่ค่อยมี

ปุ่มเปิดปิดเป็นแบบสองเสต็ป คือต้องกด Power เพื่อปล่อยไฟให้ไหลเข้าไปก่อน
แล้วกด Standby/On เพื่อให้วงจรทั้งหมดทำงานอีกที มีไฟแสดงผลบอกสถานแบบนี้

ด้านขวาก็เช่นเดียวกันครับ ส่วนตัวผมชอบการออกแบบตัวหมุนวอลุ่มแบบนี้นะ มันจับถนัดมือ
แต่ยังได้อิมเมจแบบตัวหมุนใหญ่ๆอยู่ เข้าใจทำจริงๆ พร้อมกับปุ่ม Loudness ที่ตามคู่มือบอกว่าเป็นการยกย่านเบสขึ้น
พร้อมกันนี้ยังมีอีกช่องนึงคือ MIC หรือช่องเสียบไมค์เพื่อทำหน้าที่เป็นแอมป์คาราโอเกะได้อีกด้วย

ตรงกลางเป็นตัวปรับ EQ ของเสียงย่าน Bass และ Treble ส่วนอันที่สามเป็นตัวปรับ Balance ซ้ายขวาครับ

ด้านหลังอุดมไปด้วยช่องต่อที่จำเป็นมากมาย ดูแล้วเรียบง่ายและสะอาดตาพอสมควร
พร้อมกันนี้ยังมีพัดลมระบายอากาศอีกหนึ่งตัวเพื่อไล่ลมร้อนออกจากข้างในเครื่อง

ด้วยความมือบอนเลยขอแงะด้านในออกมาดูเป็นดังภาพครับ จะเห็นว่ามีพัดลมซ่อนอยู่ภายในหนึ่งตัว
เสมือนว่าตัวนี้เป็นตัวดูดอากาศร้อนแล้วส่งต่อไปยังฮีทซิงค์ที่เห็นหลังเครื่องในรูปที่แล้ว น่าจะช่วยให้ระบายอากาศ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Connectivity – ช่องต่อ

มาดูช่องต่อด้านหลังดีกว่าครับว่าแอมป์ตัวนี้มีอะไรมาให้เราบ้าง
และเพียงพอมากน้อยต่อการใช้งานหลักๆของตัวแอมป์หรือเปล่า?

ฝั่ง Input ก่อนเลยครับผม เป็นแผงของช่อง RCA ขาวแดงตาม Source ที่มีมาให้ครับ
ซึ่งก็ค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควรเลย ด้านบนเป็นช่องเสียบ Remote Control สำหรับคุมอุปกรณ์เชื้อสายเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมี Phono สำหรับชาวเทิร์นเทเบิ้ลมาให้อีกด้วยครบองค์ขนาดนี้ เจมส์บอกเลยว่า “สุดๆ”

Input อีกฝั่งคือสายไฟครับทว่าเป็นแบบ IEC ที่ไม่มี Ground

ขั้วต่อสายลำโพงเป็นแบบไบน์ดิ้งโพสต์ที่แบ่งโซนสามารถเชื่อมต่อลำโพงได้ 2 ชุดด้วยกัน
กรณีที่บ้านใครมีลำโพงหลายตัวหลากสไตล์เสียง

ส่วนช่องนี้ที่หน้าตาไม่คุ้นเลยคือช่อง AC Outlet สำหรับพ่วงกระแสไฟไปยังอุปกรณ์อีกตัวหนึ่ง
โดยเมื่อเรานำปลั๊กมาเสียบที่ช่องนี้ตัวแอมป์ก็จะจ่ายไฟไปเลี้ยงอุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งจะเปิดปิดพร้อมกับแอมป์อีกด้วย
นับว่าเป็นช่องต่อที่ไม่ค่อยพบเจอนักในปัจจุบัน

แผนผังการเสียบสายกับช่องต่างๆ ให้เข้าใจกันพอสังเขปว่าแต่ละช่องมีหน้าที่ทำอะไร
และแอมป์ตัวนี้สามารถต่อพ่วงไปยังอุปกรณ์อะไรได้บ้าง
Sound – เสียง
ทำไมต้อง Integrated Amplifier ?
เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามนี้อยู่ในใจถูกต้องไหมครับ ทำไมเราต้องไปเสียตังซื้อแอมป์แยกแบบนี้ด้วยหว่า ช่องเสียบ HDMI ที่กำลังฮิตๆกันในปัจจุบันก็ไม่มี ไหนจะ USB อีก นี่อุตส่าห์โหลดเพลงแบบ Hi-Res มาอัดไว้เต็มฮาร์ดดิสก์ซื้อเจ้านี่มาก็อ่านไม่ได้สิ? แบบนี้ไปซื้อ AV Receiver จะดีกว่าไหม? เอาเป็นว่าใจเย็นๆนะครับ เดี๋ยวผมจะมาอธิบายให้ว่าอะไรที่ทำให้คุณต้องเลือก Integrated Amplifier

ภาพแสดงความแตกต่างระหว่าง AVR กับ Int.Amp ครับผมต่างฝ่ายต่างมีข้อดีไม่เหมือนกัน
คืออย่างงี้ครับอยากให้มองภาพรวมๆว่า AVR คือการซื้อแอมป์ที่รวมเอาทั้งภาพและเสียงเอาไว้ด้วยกันส่วน Int.Amp เป็นการซื้อภาคเสียงอย่างเดียว ซึ่งตามธรรมชาติของอุปกรณ์แล้วการจะยัดเอาภาพและเสียงรวมไว้ในตัวเดียวก็ต้องมีการตัดตอนลดทอนบางสิ่งบางอย่างออกไปบ้าง เพื่อให้อะไรหลายๆอย่างลงตัวและออกมาเป็นแอมป์ตัวนึงได้ ทว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดกับ Int.Amp สามารถทำอะไรได้เต็มที่มากกว่า เพราะมีแค่ภาคเสียงอย่างเดียว ฉะนั้นผู้ผลิตจึงสามารถโฟกัสและขับประสิทธิภาพออกมาได้ดีกว่านั่นเองครับ นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องใช้ Integrated Amp ครับผม
เอาล่ะเมื่อเข้าใจแบบคร่าวๆแล้วเราก็มาทดสอบประสิทธิภาพเสียงกันดีกว่า…..
Sound – เสียง
การทดสอบครั้งนี้เราได้ใช้ Canton GLE 436 ซึ่งเป็นลำโพงบุ๊คเชลฟ์ตัวใหม่ในการทดสอบควบคู่กับแอมป์ตัวนี้ครับผม โดยเพลเยอร์ที่ใช้ก็จะเป็น OPPO BDP-95 เหมือนเดิมโดยเราจะปล่อยสัญญาณออกทางช่องอะนาล็อกขาวแดงหลังเครื่องเข้าทางช่องอะนาล็อกเช่นเดียวกันของหลังเครื่อง A-R650 เลยครับ ฟังกันแบบดิบๆนิ่มๆไปเลย

สำหรับสื่อที่เราใช้ทดสอบก็เป็นออดิโอซีดีสลับกับไฟล์ Hi-Res ที่ได้ซื้อมาจากเว็บ HD Tracks โดยเซ็ตแอมป์เป็นค่าเดิมๆแบบแกะกล่องเลย ปรับ EQ ไว้ตรงกลางทั้งหมดเพื่อฟังย่านเสียงชัดๆ เสียงที่ได้ค่อนข้างจะแข็งไม่อ่อนนุ่มเท่าไรนักอาจเป็นเพราะอุปกรณ์และแผงวงจรต่างๆยังไม่เข้าที่ดี ทว่าเนื้อเสียงลึกๆแล้วมันฟังเหมือนว่ายังมีบางสิ่งซ่อนอยู่ ชะนั้นผมเลยทำการเปิดเบิร์นทิ้งเอาไว้ด้วยเพลงจาก CD หลากหลายแนว หลายคนอาจจะบอกว่าเบิร์นเครื่องเสียงต้องเปิดแทร็คเฉพาะที่มีเสียงแปลกๆหรือเปล่า อันที่จริงก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวนะครับ ส่วนตัวผมชอบเปิดเพลงที่ฟังประจำมากกว่าในระดับเสียงที่พอดีๆ

หลัง 50 ช.ม. เลยกลับมาลองฟังอีกครั้งหนึ่งพบว่าทุกอย่างเริ่มจะเข้าที่ลงตัว เสียงที่ถูกขับออกมาจากกำลัง 90W ทำได้นุ่มนวลกว่าหลังจากแกะกล่องมาฟังมากอยู่ ผมเปิดฟังกับแทร็ค Highwire Heart ของ Dawn Langstroth ที่มีเอกลักษณ์เด่นตรงที่ช่วง Intro จะฟังดูขุ่นแต่พอเริ่มท่อนบริดจ์ทุกอย่างจะค่อยๆใสขึ้น ซึ่งถ้าตัวแอมป์ขับออกมาได้ไม่ดีมักจะกลายเป็นขุ่นไปแหลมเปี๊ยวแบบขาดช่วงขาดอารมณ์ แต่จากที่ฟังแล้ว A-R650 ตัวนี้ค่อยๆไล่ระดับความสว่างของโทนเพลงออกมาได้อย่างประทับใจ

ต่อด้วย Angel – Sarah McLachlan นักร้องหญิงเสียงดีจากแคนาดาที่ยังคงเป็นเพลงโทนเดียวกับเพลงที่แล้วซึ่งตัวแอมป์ก็เนรมิตอารมณ์และความหวานหยดย้อยของเสียงออกมาได้อย่างละเมียดละไม กระชากอารมณ์และเร่งจังหวะขึ้นอีกนิดด้วยแทร็ค Time – Pink Floyd ในแบบ 24-bit/192kHz โดยเล่นผ่าน DAC ในเครื่องของ OPPO BDP-95 นั่นแหละ ต้องบอกว่าความหนักแน่นที่ได้นั้นอยู่ในระดับพอดี ไม่รุนแรงผมเลยลองเล่นปุ่ม Loudness ดู ผลปรากฏว่าเสียงย่านเบสเด่นขึ้นมาอีกระดับแต่ฟังแล้วอาจจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไรนัก ส่วนตัวเลยขอปิดไว้ดีกว่าครับ

นอกจากนี้ถ้าใครอยากจะลองฟังแบบดิบๆผ่านภาคขยาย ไม่ผ่านภาคปรุงแต่งใดๆเลย แนะนำให้กดปุ่ม Source Direct เพื่อเป็นการปล่อยเสียงให้ผ่านจากต้นทางไปยังปลายทางแบบไม่มีการปรุงแต่งเสียง ก็จะขึ้นอยู่กับต้นทางว่าปล่อยมายังไงก็จะไปออกลำโพงแบบนั้นเลย ใครมี DAC หรือเพลเยอร์เทพๆลองทดสอบดูได้ครับผม แต่ผลจากที่ลองกับ BDP-95 รู้สึกว่าเสียงจะขุ่นลงนิดแต่เนียนขึ้นฟังได้เรื่อยๆกว่าผ่าน EQ ถือว่าค่อนข้างจะคลิ๊กสำหรับแมทชิ่งที่ออฟฟิศเราใช้
Conclusion – สรุป
สำหรับบทสรุปของรีวิว TEAC A-R650 ก็คงจะบอกได้เลยนะครับว่าค่อนข้างจะเป็นแอมป์ที่ทำหน้าที่ได้อย่างลงตัวเลย เหมาะกับคนที่เน้นฟังเพลงเพียงอย่างเดียว ย้ำอีกครั้ง! เน้นฟังเพลงเพียงอย่างเดียวเพราะว่าแอมป์ตัวนี้ทำหน้าที่ได้เท่านี้จริงๆ โดยหมัดเด็ดที่ทำให้แอมป์ตัวนี้สามารถปล่อยฮุคขวาชนะบรรดา A/V Receiver ก็คือความเป็นธรรมชาติของเสียงเวลาฟังเพลง ความเนียนความสะอาดและบรรยากาศคลาสสิคที่เอิบอิ่ม ต้องบอกเลยว่า Int.Amp ตัวนี้ให้เราในสิ่งที่ AVR ให้ไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเหตุผลนึงที่หลายๆคนหลังจากมีชุดดูหนังแล้ว ต้องมีชุดฟังเพลงควบคู่กันไปด้วย ถึงได้บอกไงครับว่าวงการนี้ถ้า(เงิน)ไม่แน่จริง แล้วระงับกิเลสไม่ไหว บอกเลยว่าอยู่ไม่ได้!!(ฮาาาา)

กระนั้นแล้วแอมป์ตัวนี้ก็ยังมีจุดสังเกตให้น่าคิดกัน อาทิ เช่น ความหนักแน่นของเสียงที่อาจจะดุดันน้อยไปหน่อยซึ่งก็ดูเหมือนทางผู้ผลิตจะรู้ทันใส่ปุ่ม Loudness มาให้ยกกระชับเบสสำหรับชาวหูหนัก ทว่าบางคนอาจจะไม่ชอบเพราะมันเป็นการปรุงแต่งเสียงทำให้ผิดธรรมชาติ ก็นานาจิตตังกันไป เอาเป็นว่าในระดับราคานี้สำหรับนักฟังที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงชุด Home Theater กับ A/V Receiver อินทิเกรตแอมป์ TEAC A-R650 นับว่าเป็นพี่เลี้ยงชั้นดีที่จะมาดูแลคุณได้อย่างอบอุ่น ต้องฝากให้ไปลองฟังกันได้ที่ร้าน HDT Home Digital Theater ร้านดังย่านพระราม 2 ได้เลยครับถ้ามีโอกาส
LIKE
– ความเนียนสงัดของเสียง มิติรายละเอียดที่ครบถ้วน ทำให้เป็นแอมป์ที่น่าจับตามองอีกตัวหนึ่ง
– การดีไซน์ค่อนข้างแข็งแรงทนทาน ตัวหมุนต่างๆ(Knob) มีความมั่นคงและแม่นยำหมุนได้ไม่มีพลาด
– ระบบ Source Direct ที่จะตัดภาคปรุงแต่งเสียงออกให้หมดจนเหลือแต่ภาคขยายอย่างเดียว หากแมทชิ่งกับ DAC หรือเพลเยอร์ดีๆจะช่วยให้ได้เสียงที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติและฟังสบาย
DISLIKE AND SUGGESTION
– ตัวแอมป์ให้เสียงที่ไม่ค่อยดุดัน ขาดแรงปะทะในบางจังหวะเวลาที่ฟังเพลงที่เน้นจังหวะเร็วๆอาจจะไม่สนุกเท่าไรนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจับคู่กับลำโพงด้วย
– ช่องต่อ Input ด้านหลังที่ให้มาค่อนข้างเยอะแต่เหมือนๆกันหมด(อะนาล็อคอย่างเดียว) ถ้าจะให้ดีอย่างน้อยก็น่าจะมี 3.5mm Jack ที่เป็นเทรนด์ใหม่มาแรงของวงการมาให้สักช่องจะเพิ่มความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อมากกว่านี้

ขอขอบคุณร้าน HDT Home Digital Theater
ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ในการทดสอบครั้งนี้ด้วยครับผม
โทร. 086-317-2935