Skip to content
|

ขาวสวย เสียงรวยเสน่ห์ !!? รีวิว Wharfedale Diamond 200 Series Home Theater Speakers

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 19 Jan 2022 0 comments

Home Theater Speaker System

Wharfedale Diamond 200 Series

ขาวสวย เสียงรวยเสน่ห์ !!?

 

หากไล่ดูรายชื่อลำโพงเก่าแก่ที่กุมหัวใจนักเล่นเครื่องเสียงอย่างยาวนาน จะต้องมียี่ห้อ “Wharfedale” อยู่ในอันดับต้นๆ และซีรี่ส์ที่สร้างชื่อเสียงมายาวนานในฐานะลำโพงที่ให้เอกลักษณ์ทางเสียงในแบบ “อังกฤษ” อย่างชัดแจ้ง คือ Diamond Series!

การปรับปรุงของ Wharfedale Diamond Series มีให้เห็นกันทุกปี จาก Diamond 100 ในปี 2014 ก็กลายมาเป็น “Diamond 200” ในปี 2015… สิ่งแรกของ Diamond 200 ที่เตะตาตั้งแต่แรกเห็นก็คือ “รูปลักษณ์” สีพื้นอย่างสีขาวและสีดำ บวกกับขอบโลหะ และรูปทรงที่ดูเรียบง่าย กลับดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

 

Wharfedale Diamond 200 Speaker Series จะมีจำนวนลำโพงทั้งสิ้น 6 รุ่น
เป็นลำโพงตั้งพื้น 3 รุ่น ลำโพงวางหิ้ง 2 รุ่น และเซ็นเตอร์ 1 รุ่น
(น้อยกว่า Diamond 100 ที่มี 8 รุ่น)

 

สำหรับรุ่นที่ตัวแทนจำหน่ายส่งมาทดสอบในครั้งนี้ คือ Diamond 230 ลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กสุดของซีรี่ส์
Diamond 210 ลำโพงวางขาตั้งขนาดเล็กสุดของซีรี่ส์เช่นกัน และ Diamond 220C ลำโพงเซ็นเตอร์หนึ่งเดียวของซีรี่ส์ บวกกับ WH-D10 ลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์สีขาวเข้าชุดกัน

 

Design – การออกแบบ

 

สิ่งแรกของ Diamond 200 ที่เตะตาตั้งแต่แรกเห็นก็คือ รูปลักษณ์
สีพื้นอย่างสีขาวและสีดำ บวกกับขอบโลหะ และรูปทรงที่ดูเรียบง่าย กลับดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

 

แผงหน้าเคลือบผิวมันเงา ในขณะที่ตัวตู้โดยรอบปิดผิวด้วยไวนีลผิวด้าน ความหรูหราอาจจะสู้พวกรุ่นแพงๆ ที่ทำผิวเปียโนทั้งตัวไม่ได้ แต่เทียบกับระดับราคาแล้ว Wharfedale Diamond 200 ดูดีมากทีเดียว โดยส่วนตัวผมชอบสีขาว เข้ากับการตกแต่งห้องสมัยใหม่อย่างลงตัว ทว่าคงต้องดูแลรักษามากหน่อย เพราะอาจจะเปื้อน หรือสีเปลี่ยนแล้วสังเกตง่ายกว่าสีอื่น

 

ตัวขับเสียงยังคงรูปแบบเดียวกับเจนฯ ก่อน (Diamond 100 Series) ทวีตเตอร์เป็นโดมผ้า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25mm ติดตั้งไว้ภายในโครงสร้าง “เวฟไกด์” วัสดุสังเคราะแข็ง หล่อขึ้นเป็นรูปเป็นหลุมเว้าลึก รอบนอกมีขอบนูนเพื่อทำหน้าที่ควบคุมมุมกระจายเสียงของทวีตเตอร์

 

ส่วนของวูฟเฟอร์มิดเรนจ์/เบส อิงโครงสร้างบางอย่างมาจาก Jade Series

 

Wharfedale Jade Series ต้นแบบเทคโนโลยีด้านเสียงที่ถ่ายทอดลงมายัง Diamond 100
ต่อเนื่องมาถึง Diamond 200 Series

 

ลวดลายถักสานที่ไดอะแฟรม “เคฟล่าร์” ของ Diamond 200 ผนวกลักษณะโครงสร้าง “ลายแฉกรูปทรงครึ่งวงรี (Semi-elliptical)”วางเรียงในแนวรัศมี ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทาง Wharfedale ใช้เสริมเพิ่มความแกร่งให้กับตัวโคน ป้องกันการเสียรูป ส่วนใจกลางมี “Dust Cap ทรงโดม” วัสดุให้ความหยุ่นตัวสูง (เอานิ้วกดเบาๆ แล้วเด้งกลับขึ้นมาได้) ทำหน้าที่ในการจูนเสียง โดยเฉพาะย่านกลางสูงเพื่อให้มีความกลมกลืนต่อเนื่องกับเสียงของทวีตเตอร์

นอกจากนี้ในส่วนขอบเซอร์ราวด์ของวูฟเฟอร์ Diamond 200 ก็ยังมีลวดลายเป็นเส้นตัดไขว้กันไปมาเหมือนกากบาท ทาง Wharfedale เรียกว่า “Diamond Pattern” อันเป็นเทคนิคเพิ่มเสถียรภาพของเซอร์ราวด์เพื่อลดปัญหาคลื่นสั่นค้าง ช่วยให้ไดรเวอร์หยุดตัวได้ดีขึ้น

 

Wharfedale Diamond 100/200 Series Wharfedale Jade Series

Diamond 200 ใช้วิธีจูนเบสด้วยการเจาะช่องไว้ด้านล่างของตัวตู้ลำโพงเช่นเดียวกับ Diamond 100 อันเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดลงมาจากรุ่น Jade

 

หากสังเกตจะเห็นช่องว่างระหว่างแผ่นฐาน (plinth) กับตัวตู้ลำโพง เพื่อให้มวลอากาศสามารถผ่านเข้าออกได้ เทคนิคนี้มิได้ประยุกต์ใช้งานเฉพาะกับรุ่นตั้งพื้น (Floorstanding) อย่างรุ่น 230, 240 และ 250 เท่านั้นนะครับ แต่รวมถึงรุ่นวางหิ้ง (Bookshelf) อย่าง 220 ด้วย

 

ลำโพงทุกรุ่นของ Diamond 200 Series (ยกเว้น 210) ติดตั้งขั้วต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์ 2 ชุด แบบไบไวร์ จัดวางแบบไขว้สลับกันในแนวตั้ง ซึ่งเพิ่มความสะดวกในการเสียบต่อสายลำโพง และให้ความมั่นดีมากทีเดียว พร้อมจัมเปอร์โลหะชุบทองขนาดใหญ่ตามรูป

ต่อไป ดูรายละเอียดของลำโพงแต่รุ่นที่ส่งมาทดสอบครั้งนี้กันครับ

 

230 ลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กสุดของ Diamond 200 Series รับหน้าที่เป็นลำโพงคู่หน้า ติดตั้งตัวขับเสียงสูงแบบโดมผ้าขนาด 25 มม. และตัวขับเสียงกลาง-ต่ำคู่ แบบ Woven Kevlar Cone ขนาด 165 มม. มีค่าความต้านทานปกติที่ 8 โอห์ม ความไว (Sensitivity) 88dB น้ำหนัก 17.8 กก. ต่อข้าง

 

230 และลำโพงตั้งพื้นรุ่นอื่นๆ ของ Diamond 200 Series จะให้เดือยแหลมและจานรองมาด้วย ดูดีกว่ามาตรฐานลำโพงระดับเดียวกัน หน้าที่มีไว้ใช้งานเพิ่มความมั่นคงในการตั้งวาง หากสังเกตด้านล่างของจานรองจะมีแผ่นวัสดุสังเคราะห์ลักษณะหยุ่นตัวรองรับอยู่

 

220C ลำโพงเซ็นเตอร์หนึ่งเดียวเวลานี้ของ Diamond 200 Series ติดตั้งตัวขับเสียงสูงแบบโดมผ้าขนาด 25 มม. และตัวขับเสียงกลาง-ต่ำคู่ แบบ Woven Kevlar Cone ขนาด 130 มม. มีค่าความต้านทานปกติที่ 8 โอห์ม ความไว (Sensitivity) 89dB น้ำหนัก 10 กก.

 

หากเทียบลำโพงเซนเตอร์รุ่นนี้ กับเจนฯ ก่อน (Diamond 101C และ 102C) จะพบบว่ารุ่นใหม่ปรับปรุงในส่วนฐาน
กล่าวคือรุ่นใหม่จะมีฐานติดตั้งมาด้วย เพื่อเอื้อกับลักษณะการไฟน์จูนจัดวางท่อเบสที่ด้านล่างตู้ลำโพงเหมือนกับรุ่นวางหิ้งและรุ่นตั้งพื้น ไม่ได้เปิดโล่งแล้วใช้โฟมอุดเหมือนรุ่นเก่า

ฐานของลำโพงเซ็นเตอร์นี้นอกจากทำให้ดูดีขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความมั่นคงในการจัดวางมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี มิติด้านสูงจะเพิ่มขึ้น จึงต้องการระยะตั้งวางมากขึ้นโดยเฉพาะหากต้องวางในซอกชั้น

 

210 ลำโพงน้องเล็กสุดของ Diamond 200 Series รับหน้าที่เป็นลำโพงเซอร์ราวด์ ซึ่งมาคราวนี้ดูจะเล็กจิ๋วลงเมื่อเทียบกับเจนฯ ก่อน (Diamond 121) ซึ่งนอกจากขนาดตัวตู้หดเล็กลงแล้ว ขนาดวูฟเฟอร์ Woven Kevlar ก็เล็กลงเหลือ 100 มม. (วูฟเฟอร์ของ 121 อยู่ที่ 130 มม.)

และ 210 จะใช้ท่อเบสแบบปกติจัดวางตำแหน่งไว้ด้านหลังตัวตู้ ไม่ได้วางไว้ด้านล่างพร้อมกับฐานแบบรุ่นอื่น อีกทั้งยังเป็นรุ่นเดียวที่ขั้วลำโพงเป็นแบบซิงเกิลไวร์ มีค่าความต้านทานปกติที่ 8 โอห์ม ความไว (Sensitivity) 86dB น้ำหนัก 2.6 กก. ต่อข้าง

 

WH-D10 ลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้าย WH-S10 มาก ดูต่างกันแค่วัสดุและสีของตัวตู้ซึ่งดูดี สวยงามขึ้น แผงหน้าเคลือบผิวเงา ลักษณะการออกแบบภายนอกมาในสไตล์เดียวกับ Diamond 200 Series ดังนั้นการจับเข้าชุดในแง่ความสวยงาม D10 กับ Diamond 200 จึงลงตัวเข้ากันเป็นอย่างดี

D10 ติดตั้งตัวขับเสียงแบบช่วงชักยาวขนาด 250 มม. จุดที่แตกต่างจาก S10 คือภาคขยายแบบ Class-D กำลังขับ 150 วัตต์ (300W Peak) น้ำหนัก 14 กก. เบากว่าเดิมเล็กน้อย

 

จุดเชื่อมต่อสัญญาณ และปุ่มควบคุมต่างๆ เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจากรุ่น WH-S10 เช่นกัน ต่างกันแค่รูปแบบขั้วสายไฟเอซี ซึ่งรุ่น D10 ใช้แบบ IEC ไม่ใช่แบบ C7 (หัวเลข 8) จึงเชื่อมต่อสายไฟเส้นโตๆ ได้สะดวกมั่นคงกว่า ช่องรับสัญญาณเป็นแบบ Low-level RCA แยกในส่วนของ Stereo Input กับ Mono (LFE) Input และมี RCA Output ให้ด้วย

 

D10 มีระบบ Auto Sense อันจะช่วยลดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าลงด้วยการ Mute การทำงานของภาคขยายเวลาที่ไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามาระยะเวลาหนึ่ง และระบบจะกลับสู่สถานะทำงานปกติอีกครั้งเมื่อมีสัญญาณเข้ามาอีก จึงสมควรตั้งไว้ที่ตำแหน่ง On

อย่างไรก็ดีถ้าต้องการหยุดใช้งาน D10 เป็นเวลานาน แนะนำให้สับสวิทช์ Main Power ด้านหลัง ไปที่ตำแหน่ง Off ดีกว่าครับ
แบบนี้อัตราการกินไฟก็จะเท่ากับ 0

 

Setup – การติดตั้ง

 

การใช้งานลำโพงตั้งพื้น Diamond Series ต้องติดตั้งเดือยแหลมเอาไว้เสมอ และปรับระดับลำโพงให้ได้ระนาบที่มั่นคง จุดนี้ห้ามละเลยเป็นอันขาด ส่วนท่านใดที่กังวลว่าเดือยแหลมของลำโพงจะทำให้พื้นเป็นรอย สามารถนำจานรองมาใช้งานได้ดังรูป

 

หากสถานที่เอื้ออำนวย ควรจัดวางตำแหน่งลำโพงรอบทิศทางอิงตามมาตรฐานดังรูป
ในส่วนของลำโพงซับวูฟเฟอร์อาจทดลองจัดวางที่ตำแหน่งระหว่างลำโพงเซ็นเตอร์กับลำโพงคู่หน้าข้างใดข้างหนึ่ง หรือที่มุมห้อง โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์ว่า จุดใดเสียงจากลำโพงซํบวูฟเฟอร์ลงตัวมากกว่า

สำหรับการเชื่อมต่อสายสัญญาณซับวูฟเฟอร์ในระบบโฮมเธียเตอร์ร่วมกับ AVR นั้น เพียงเชื่อมต่อสายสัญญาณจากช่อง Subwoofer Out ของ AV Receiver มายังช่อง Low Level “1/LFE” In หรือถ้าสายสัญญาณซับวูฟเฟอร์เป็นแบบ 1 ออก 2 ก็ต่อเข้าที่ช่อง Stereo (L/R) Inของ Wharfedale WH-D10

 

การตั้งค่าเริ่มต้นของซับวูฟเฟอร์ ให้ปรับระดับ Level เริ่มต้นไว้ที่ตำแหน่ง 12 น., Phase 0° จากนั้นเปิดสวิทช์เพาเวอร์ของซับวูฟเฟอร์ และ AVR เสียบสาย Auto Calibration Mic แล้วดำเนินขั้นตอนที่ AVR ได้เลย ระบบจะปรับตั้งดีเลย์ บาลานซ์ระดับเสียง และจุดตัดความถี่ให้ อันเป็นแนวทางที่ควรดำเนินการสำหรับท่านที่ยังไม่สันทัดการปรับตั้งระบบลำโพงรอบทิศทาง

 

Sound – เสียง

คำถามที่ผมอยากรู้ และเชื่อว่าหลายท่านก็อยากทราบเช่นกัน คือ รุ่นใหม่ต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร? แน่นอนในเรื่องของรูปลักษณ์ก็ได้เห็นกันไปแล้วว่า Diamond 200 ดูสวยเก๋ขึ้น ทว่าประเด็นด้านคุณภาพเสียงล่ะ?

 

Wharfedale Diamond 230 vs Diamond 122

ตอนที่ฟังครั้งแรก ผมรู้สึกว่าเสียงลงตัวยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ไม่แน่ใจตัวเองว่าเอนเอียงคิดไปเองหรือไม่ จะอ้างอิงเมื่อครั้งทดสอบ Wharfedale Diamond 100 Series ก็นานมากแล้ว โชคดีที่ยังมี Diamond 122 อยู่ จึงสามารถนำมาลองเปรียบเทียบดูได้ ถึงแม้จะดูไม่สมน้ำสมเนื้อที่เอาลำโพงตั้งพื้นอย่าง 230 มาเทียบกับลำโพงวางหิ้ง 122 แต่ก็น่าจะพอเป็นข้อมูลเปรียบเทียบว่า 2 เจนเนอเรชั่นนี้ ให้คุณภาพเสียงต่างกันอย่างไรบ้าง

 

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าพระเอกของงานนี้ คือ 230 นี่เอง จากการทดสอบเปรียบเทียบกับ 122 มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ทดสอบในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ซิสเต็มเดียวกัน กับหลายๆ เพลงในของ The Eagles อัลบั้ม Hotel California (SACD Stereo/Multi-channel) พบว่า Diamond 200 Series ให้เสียงที่กระจ่างยิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้มิได้ถึงขั้นทิ้งห่าง แต่ก็พอสัมผัสได้ จุดนี้ส่งผลให้การแจกแจงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ดีขึ้น ฟังกระจ่างชัดกว่าเดิม

เดิมกับ Diamond 122 แม้เสียงกลางจะอิมเอิบ ระรื่นหู ทว่าจะติดขุ่นอยู่เล็กๆ ในขณะที่ 230 ให้เสียงย่านนี้ที่เปิดเคลียร์ขึ้น อย่างไรก็ดีศักยภาพข้างต้น จะได้มาต้องให้ความพิถีพิถันด้านการติดตั้ง 230 ไม่ต่างจากรุ่น 155 ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นเหมือนกัน

 

กล่าวคือ ถึงแม้ 230 จะเป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นเล็กสุดของซีรี่ส์ ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่โตจนเกินไปนัก ทว่าต้องการพื้นที่ติดตั้งพอสมควร การจัดวางในห้องที่มีพื้นที่จำกัดจำเขี่ยทำให้ต้องวางลำโพงชิดผนังหลังหรือมุมห้องมากเกินไป อาจลดทอนประสิทธิภาพลง เบสอาจจะบวมจนกลบความเด่นของย่านอื่นลงได้ ตรงกันข้ามหากได้พื้นที่ติดตั้งเหมาะสมแล้ว คุณภาพเสียงจะได้น้ำได้เนื้อกว่าลำโพงวางขาตั้งอย่าง 122 อยู่หลายประการเลยทีเดียว

แน่นอนประเด็นด้านการถ่ายทอดเสียงความถี่ต่ำทั้งปริมาณ และย่านเบสลึกจะเต็มที่กว่า จึงรับฟังดนตรีหลากหลายสไตล์ได้ยืดหยุ่นขึ้น เวทีเสียงโอ่อ่ากว้างใหญ่กว่าตามสไตล์ลำโพงตั้งพื้น แต่ในแง่ความเด่นของเสียงกลางอันเป็นเอกลักษณ์ของ Wharfedale ที่ส่งเสริมให้เพลงสไตล์ Vocal ลื่นไหล มีน้ำมีนวล ก็ยังคงไว้มิได้หายไปไหน และในจุดนี้ลำโพงเซ็นเตอร์ 220C ที่รับหน้าที่ลำโพงเซ็นเตอร์เน้นถ่ายทอดเสียงย่านนี้โดยเฉพาะ ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

จะว่าไปแล้วในครั้งนี้ 220C ได้รับการปรับเปลี่ยนอัพเกรดมากกว่ารุ่นอื่นๆ เสียอีก ด้านความเปลี่ยนแปลงไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการไฟน์จูนฐานลำโพงใหม่ ที่สัมพันธ์กับรูปแบบการจูนเสียงความถี่ต่ำแบบเดียวกับที่ใช้ในลำโพงรุ่นตั้งพื้นและวางหิ้งหรือเปล่า เสียงจึงดูลงตัวมากขึ้น

ในรุ่น 101C เดิม ปล่อยช่องเบสรีเฟล็กซ์ด้านล่างตู้ลำโพงไว้โล่งๆ ไม่มีโครงสร้างแผ่นฐานรองรับอีกชั้นแบบรุ่นตั้งพื้นและวางหิ้ง แต่ใช้โฟมอุดไว้แทน การใช้งานดูจะได้รับผลกระทบกับโครงสร้างชั้นวาง ที่เป็นฐานรองรับพอสมควร แต่ในรุ่นใหม่ที่เพิ่มโครงสร้างฐานเข้ามา (และมีเม็ดยางรองด้านล่างฐานอีกที) แก้ปัญหาในจุดนี้ เสียงลงตัว ฟังดูนิ่ง จับรายละเอียดได้ง่ายขึ้น แม้จะวางบนชั้นกระจก

 

ลำโพงเซอร์ราวด์ชุดนี้ รับหน้าที่โดย Diamond 210 น้องนุชสุดท้องของซีรี่ส์ 200 ซึ่งมีขนาดเล็กลงเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น 121 น้องนุชของเจนฯ ก่อน ดังนั้นหากอ้างอิงเปรียบเทียบผลลัพธ์การทดสอบซิสเต็ม Wharfedale Diamond 100 Series ครั้งก่อน ที่ลำโพงเซอร์ราวด์เป็นรุ่น 121 จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?

 

เปรียบเทียบขนาดของ Wharfedale Diamond 210 กับ Diamond 122

แน่นอนปริมาณเบสแปรผันตามขนาดลำโพง ทว่าจุดนี้ไม่ส่งผลกับการทำหน้าที่ลำโพงเซอร์ราวด์มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะศักยภาพของ 210 เอง ที่รับหน้าที่นี้ได้อย่างแข็งขันไม่แพ้ 121 และยิ่งถ้าไฟน์จูนระบบ Bass Management ด้วยการกำหนดจุดตัดความถี่ต่ำเพื่อให้ลำโพงซับวูฟเฟอร์มารับหน้าที่ย่านต่ำของ 210 อย่างลงตัวแล้ว ผลลัพธ์ในแง่ดุลเสียงแทบไม่แตกต่างจาก 121 เลย เช่นเดียวกับการแจกแจงมิติเสียงโอบล้อม ทำได้ครอบคลุมเต็มเพื้นที่ด้านหลังไม่ตกหล่น แต่ปฏิเสธมิได้ว่ามีจุดที่ยังเป็นรอง 121 ในแง่ไดนามิก และการรองรับระดับวอลลลุ่มได้ต่ำกว่าอยู่บ้าง แต่ก็เป็นประเด็นที่มิได้สร้างปัญหาใดๆ สำหรับการใช้งานในห้องหับตามบ้านทั่วไปที่ขนาดพื้นที่มิได้ใหญ่โตนัก

มาถึงลำโพงซับวูฟเฟอร์ในชุด ด้วยพื้นฐานของ WH-D10 ที่คล้ายคลึงกับ WH-S10 จึงให้ความคุ้มค่าเช่นเดียวกัน ในแง่ย่านตอบสนองความถี่ต่ำนั้น ถือว่าไม่แพ้ POWERCUBE SPC-10 จากผู้ผลิตเดียวกันที่มีราคาสูงกว่า (และเป็นลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่ใช้อ้างอิงตอนทดสอบ Diamond 100 Series ครั้งก่อน)

 

SPC-10 ลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ในอนุกรม POWERCUBE
ที่ผ่านมา Wharfedale ออกแบบซับวูฟเฟอร์ซีรี่ส์นี้ให้เข้าชุดกับ Diamond 100 Series

 

เช่นเดียวกับโฟกัสดุลเสียงที่บาลานซ์กับความกระชับฉับไว ดังนั้นด้านการเติมเต็มย่านต่ำเมื่อรับฟังเพลง 2 แชนเนล หรือคอนเสิร์ตแบบมัลติแชนเนล D10 จึงทำได้โดดเด่นคุ้มราคามากทีเดียว ดุลเสียงกลมกลืนต่อเนื่องกับลำโพงหลักตระกูล Diamond 200 ได้ดีมาก ส่วนการรับชมภาพยนตร์ โดยทั่วไปก็นับว่า D10 มีศักยภาพที่ลงตัวไม่แพ้กัน แต่จะมีบ้างกับการเค้นเสียงความถี่ต่ำลึกที่ระดับวอลลุ่มสูง อาทิผลการรับชมภาพยนตร์ Blu-ray San Andres ระบบเสียง Dolby TrueHD/Atmos ที่ SPC-10 น่าจะได้เปรียบกว่า โดยเฉพาะท่านที่ชอบรับชมภาพยนตร์แอ็คชั่นแบบหนักหน่วง และรับฟังในระดับเสียงที่ดังกว่าปกติ ดังนี้การอัพเกรดเป็นรุ่น SPC-10 น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ลงหากงบประมาณไม่ใช่ปัญหา ทว่าในแง่ความลงตัวของรูปลักษณ์นั้น อย่างไรเสีย WH-D10 (สีขาว) ก็ลงตัวเข้าชุดกับ Diamond 200 Series (สีขาว) มากกว่าอยู่ดีนะ

 

Conclusion – สรุป

หาก Diamond Series จะยังคงติดอันดับหนึ่งซีรี่ส์ลำโพงขายดีที่สุดของ Wharfedale เมื่อฟังเสียงก็ไม่แปลกใจเลย หลายๆ จุดเกิดจากเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดลงมาจากรุ่น Jade และอัพเกรดบางจุดให้ลงตัวยิ่งขึ้นจาก Diamond 100 เดิม ที่พิเศษอีกประการสำหรับเจนฯ ใหม่ คืองานออกแบบตัวตู้ที่สวยงามทันสมัยยิ่งขึ้น ท่านใดอยากสัมผัสลำโพงอังกฤษ ที่ฟังสบายต่อเนื่องได้นานๆ และยังมองได้นานๆ ได้ไม่เบื่ออีกต่างหาก เลือก Diamond 200 รับรองไม่ผิดหวังครับ

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– เป็นความเรียบง่ายที่ดูสวย สีขาวเข้ากับการตกแต่งห้องสมัยใหม่อย่างลงตัว ทว่าคงต้องดูแลรักษามากหน่อย เพราะอาจจะเปื้อน หรือสีเปลี่ยนแล้วสังเกตง่ายกว่าสีอื่น ใช้พื้นฐานเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจาก Jade Sereis ลำโพงระดับ Audiophile Class
– ยังให้สไตล์เสียงนุ่นนวล ฟังสบาย สิ่งที่อัพเกรดขึ้นคือ “ดีเทล” Diamond 230 ให้ขนาดเสียงได้อิ่มใหญ่ เวทีเสียงกว้างขวางใหญ่โต แต่ต้องหาที่ทางให้พอเหมาะ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ D10 อาจย่อหย่อนในเรื่องของการถ่ายทอดเบสลึกที่ระดับวอลลุ่มสูงเมื่อเทียบกับ POWERCUBE SPC-10 แต่ยังคงให้ความฉับไว โฟกัสเสียงดี ที่สำคัญมีสีขาว จึงเป็นซิสเต็ม 5.1 ที่ดีไซน์ดูเข้าชุดกันดีมากๆ
– ลำโพงตั้งพื้นของ Diamond 200 มีสไปก์ปรับระดับโลหะเงาดูดีเกินราคา และให้ความมั่นคงได้เป็นอย่างดี มาพร้อมจานรองสไปก์ ป้องกันพื้นเป็นรอย
– ขั้วต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์ของ Diamond 200 มีขนาดใหญ่ เชื่อมต่อมั่นคง ดูดี จัดวางในลักษณะสับหว่างเอื้อต่อการเสียบต่อสายลำโพงได้อย่างสะดวก (ยกเว้นในรุ่น 210 เป็นแบบธรรมดาทั่วไป)
– อัพเกรดทั้งรูปลักษณ์และคุณภาพเสียงให้ตำนานซีรี่ส์ลำโพงที่ขายดีที่สุดของ Wharfedale กับคุณภาพเสียงในสไตล์อังกฤษที่ไหลลื่น ฟังสบาย

by ชานม !
2015-10

ราคา Wharfedale Diamond 200 Series
Diamond 230 Floorstanding = 22,000.-
Diamond 210 Bookshelf = 7,500.-
Diamond 220C Center = 8,500.-
WH-D10 Active Subwoofer = 13,900.-

 

ขอขอบคุณร้านไฮไฟทาวเวอร์(HiFi Tower)
ร้านขายเครื่องเสียงใหญ่ที่สุดในย่านฝั่งธน
ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ในการทดสอบครั้งนี้ด้วยครับ โทร. 02-8817273-7

 

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้