Skip to content
|

จอยักษ์ใหญ่! รีวิว Sony 4K TV KD-84X9000 ตัวแรกของไทย บทบัญญัติใหม่แห่งวงการ

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 16 Jan 2022 0 comments

ย้อนเวลาครั้นตอนผมเพิ่งเข้าวงการภาพและเสียงใหม่ๆ เรียกว่าช่วงแบเบาะเลยก็ได้ พวก LCD TV ขนาด 42″ ก็ถือว่ามีขนาดใหญ่มากแล้วในช่วงนั้น ยิ่งพวกจอ Plasma ขนาด 50″ เมื่อซัก 5 ปีที่แล้วผมบอกได้เลยว่า “มันใหญ่มาก” และเป็นความใฝ่ฝันมีผมจะคอรบครองมันให้จงได้ มาในปี 2012 นี้เป็นปีแห่งกระแสทีวีจอใหญ่บิ๊กเบิ้ม พวกจอขนาด 55″ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับทีวีรุ่นท็อปของทุกแบรนด์ จวบจนปลายปี 2012 ในงาน IFA ที่จัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี แบรนด์ทีวีชั้นนำก็เอาทีวีจอซูเปอร์ไซส์ขนาดใหญ่ยักษ์ไปอวดโฉมกัน หนึ่งในนั่นคือ Sony แบรนด์ท็อปคลาสจากแดนปลาดิบนั่นเอง KD-84X9000 คือชื่อรุ่นของมัน ขนาดก็ใหญ่ถึง 84″ มีความละเอียดหน้าจอแบบ 4K คือ 3840 x 2160 มากกว่า Full HD 1920 x 1080 ถึง “4 เท่า” ด้วยกัน และอย่างที่รู้กันว่ายิ่งจอใหญ่ ความละเอียดหน้าจอก็ควรจะสูงตาม มิเช่นนั้นเม็ดพิกเซลจะใหญ่และหยาบเกินไป จะส่งผลให้คุณภาพของภาพไม่คมชัดเท่าที่ควร ความละเอียดแบบ 4K จึงเข้ามาตอบโจทย์ทั้งเรื่องการคุณภาพของภาพในการใช้งานจริงและตลอดจนเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสหากรรมวีดีโอ จึงเป็นเรื่องตื่นเต้นมากที่ผมได้มีโอกาสทดสอบเจ้า “ก็อตซิล่ายักษ์” จากแดนญี่ปุ่นตนนี้ก่อนใครเพื่อน !

Sony KD-84X9000 4K TV ขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 84″ ราคา 899,990 บาท

หรือจะปรับระดับขาตั้งเพื่อวางแบบตั้งโต๊ะก็ได้

อาจจะยังไม่เห็นภาพว่าใหญ่ขนาดไหน ลองดูแบบเทียบกับตัวผมเอง ผมสูง 183 ซม.

4K คืออะไร ?
4K คือมาตรฐานใหม่ของความละเอียดของหน้าจอและคอนเทนต์ K ย่อมาจาก Kilo ซึ่งเท่ากับ 1000 ดังนี้ 4K ก็หมายถึง 4000 นั่นเอง สำหรับความละเอียดหน้าจอสำหรับทีวี 4K แบบ Widescreen หมายถึงมีความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล ผลรวมออกมาก็ได้ประมาณ 8.29 ล้านพิกเซล ในทางกลับกันทีวี Full HD ซึ่งเป็นมาตรฐานในตอนนี้มีความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งผลรวมออกมาได้ประมาณ 2.07 ล้านพิกเซล จะเห็นได้ว่าความละเอียดหน้าจอของทีวี 4K มากกว่าทีวีแบบ Full HD ถึง 4 เท่า โดยเจ้าความละเอียด 4K นั้นกำลังจะเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งการถ่ายทำด้วยกล้องความละเอียด 4K และจอฉายแบบ 4K และตลอดจนสินค้าทีวีและโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

4K มีความละเอียดหน้าจอ (เม็ดพิกเซล) มากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า

ประโยชน์ของภาพ 4K ในเชิงคุณภาพของภาพ
ยิ่งเม็ดพิกเซลเยอะ ก็จะส่งผลให้ขนาดเม็ดพิกเซลมีความเล็กและเรียงตัวกันถี่มากยิ่งขึ้น “รอยหยักตามขอบภาพแบบขั้นบันได” (Jaggies) ก็จะน้อยลง  รวมถึงพื้นที่ “รอยต่อระหว่างพิกเซล” (Screen Door Effect) ก็จะแคบลงทำให้ภาพแลดูเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น

มาตรฐานวงการทีวีไฮเดฟฟินิทชั่นแบบไวด์สกรีน
HD = 1366 x 768
Full HD = 1920 x 1080
4K = 3840 x 2160

หมายเหตุ สำหรับเทคโนโลยี 4K บางค่ายมีคำศัพท์ที่เรืยกต่างออกไปอาทิเช่น UHD หรือ Ultra High Definition หรือบางค่ายก็เรียกว่า QFHD หรือ Quad Full HD ที่แปลว่าความละเอียดสูงกว่า Full HD ถึง 4 เท่า (Quad แปลว่า 4)

 

Sony VPL-VW1000ES SXRD Projector ความละเอียด 4K ราคาเปิดตัว 24,999 USD เกร็ดความรู้ ความละเอียด 4K ของ Projector = 4096 x 2160 (1.85:1) ในขณะที่ 4K ของ Widescreen TV = 3084 x 2160 (1.78:1)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Sony 4KSony นั้นจัดได้ว่าเป็นผู้นำของเทคโนโลยี 4K ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างแท้จริง ด้วยการริเริ่มอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ อาทิเช่น กล้องถ่ายวีดีโอระดับ 4K ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ และรวมถึงจอฉายในโรงภาพยนตร์แบบ 4K ซึ่งตอนนี้มีโรงหนังแบบ Digital 4K กว่า 13,000 โรงทั่วโลก และกว่า 75% ของทั้งหมดเลือกที่จะใช้จอฉาย 4K ของ Sony และตอนนี้ Sony เองก็กำลังจะนำเทคโนโลยี 4K ในรูปแบบของ “ทีวี” เข้าไปอยู่ “ในบ้าน” ของพวกเราแล้วครับ ! 

เศรษฐีทั้งหลายจงฟัง มันกำลังจะเข้าไปอยู่ในบ้านของคุณ !!!

Sony KD-84X9000
– 84-inch, 4K LCD Panel
– Dynamic edge lit, LED backlighting
– Three-chip, 4K X-Reality Pro picture engine
– 4K upscaling
– Montion Flow XR800
– 10 Unit Live Speaker System
– Passive Full HD 3D Capable
– Network connectivity, including the full Sony Entertainment Network suite of services
– ราคา 899,990 บาท

ดีไซน์

มาดูในส่วนของดีไซน์ของเจ้า Sony KD-84X9000 ด้วยความที่มีขนาดใหญ่ตั้ง 84″ ทำให้ดีไซน์แลดูเทอะทะไปบ้าง กรอบทีวีสีดำ พร้อมลำโพงแบบ Tallboy ติดตั้งขนาบข้างซ้ายขวา ซึ่งสามารถเลือกปรับมุมให้ลำโพงยิงเข้าหาตัวแบบโทอินได้ด้วย ส่วนขาตั้งมีดีไซน์โครเมี่ยม ปรับสูงต่ำได้ 2 ระดับ คือแบบชิดติดพื้นไปเลย และแบบสูงขึ้นมาอีกหน่อย (ตามภาพ) จะอยู่ในระดับสายตาพอดี ส่วนฐานตั้งมีดีไซน์แบบหางปลา น้ำหนักของตัวเครื่องรวมขาตั้งก็มีความหนักเอาการอยู่ที่ประมาณ 97.9 กิโลกรัม ผมและทีมงานช่วยกันยก 4-5 คนเพื่อลองเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปมาเพื่อให้ถ่ายภาพในมุมต่างๆเหมาะสม    

รูปหน้าตรงของ Sony KD-84X9000

ขาตั้งและฐานตั้ง จะตั้งพื้นไปเลยหรือปรับให้เตี้ยสุดเพื่อตั้งบนชั้นวางก็ได้

เพื่อให้เห็นภาพจอขนาดไหนมีความใหญ่เท่าใด ให้ดูรูปปลากรอบได้เลย

ลำโพงแบบ Tallboy ติดตั้งมาพร้อม จอใหญ่แล้วเสียงก็ต้องใหญ่ด้วยจริงไหมหละ ? ลำโพงแบบ Tallboy ติดตั้งมาพร้อม จอใหญ่แล้วเสียงก็ต้องใหญ่ด้วยจริงไหมหละ ?

ลำโพงแบบเป็น 2 Way 10 Unit Speaker ( 5 Unit ต้อข้าง)

แผงปุ่มกดต่างๆด้านข้าง

รีโมทคอนโทรล ด้านหน้าเป็นทรงเดิม

ส่วนด้านหลังเป็นอลูมิเนียม สวยงาม แข็งแรงทนทาน

ระยะห่างในการรับชม 4K TV ที่เหมาะสมคือ เอาความสูงของทีวีแล้ว x 1.5 เข้าไป

ภาพ

เรื่องสเป็คของภาพคงเริ่มตั้งแต่ความละเอียดจอแบบ 4K หรือ 3840 x 2160 พิกเซล มากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า มาพร้อมชิพประมวลผลถึง 3 ชิพด้วยกันได้แก่ X-Reality, XCA7, และ XCA8-4K ซึ่งรวมกันทั้งหมดเรียว่าระบบประมวลผล “4K X-Reality Pro” ใช้ Backlight แบบ Dynamic Edge LED หรือ Edge LED ที่ทำ Local Dimming ได้นั้นเอง ขนาดของจอภาพใหญ่สะใจวัยรุ่นถึง 84″ ทีมงานได้ใช้ตลับเมตรวัดเส้นทะแยงมุมเพื่อความชัวร์ก็ได้ 84″ โป๊ะเช๊ะแม่นยำ ส่วนเทคโนโลยี 3D ก็หันมาใช้แบบ 3D Passive ซึ่งแต่เดิม Sony จะใช้ 3D แบบ Active คงเกริ่นก่อนว่าการทดสอบนั้นจะใช้แผ่นหนัง Blu-ray แบบ 1080p เป็นหลัก และยังมี Content ความละเอียด 4K แท้ๆจากทาง Sony อีกด้วย โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สั่งทำพิเศษทั้ง Software และ Hardware เพื่อที่จะเล่นภาพ 4K ผ่าน HDMI ครับ  

Picture Format : สัดส่วนหน้าจอ 
มี Wide Zoom / Normal / Full / Zoom / Captions ผมทดสอบกับพวก Content หนัง HD ต่างๆก็เลือกแบบ Full เพื่อให้ภาพเต็มจอพอดีเป๊ะ

สัดส่วนภาพ

Picture Mode :โหมดภาพสำเร็จรูป
โหมดภาพสำเร็จรูปของ Sony ของตัวท็อปๆแทบทุกรุ่นแบบแกะกล่องออกมาสดๆโดยมิได้ปรับภาพอะไรเลยจะมีความถูกต้องเที่ยงตรงของภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยเฉพาะโหมด Custom ซึ่งค่าแสงสีและ White Balance ใกล้ค่าอ้างอิงมาก อย่างโหมด Custom วัดค่าอุณหภูมิสีได้ที่ 6484K ใกล้เคียงกับ 6500K ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงอย่างมากมาย ข้อควรระวังคือทีวีจะตั้ง Light Sensor หรือเซนเซอร์ที่คอยปรับระดับความสว่างของทีวีอัตโนมัติให้เป็น On เป็นค่าเริ่มต้นเริ่มต้น ควรจะปิดฟังก์ชั่นนี้ทิ้งไปเสียหากท่านต้องการที่จะปรับภาพเพราะมันจะมีผลกระทบกับค่าภาพที่เราปรับโดยเฉพาะระดับความสว่างที่จะแปรฝันตามระดับความสว่างในห้อง 

โหมดภาพสำเร็จรูปพร้อมกับอัตราการบริโภคไฟ

Mode Color Temp (K) fL
Vivid 14997 56.53
Standard 8972 32.23
Custom 6484           23.96

 

โหมด Custom และเลือก Color Temp เป็น Warm 2 อุณหภูมิสีใกล้กับระดับอ้างอิงมากๆ
ทดสอบภาพ 2 มิติ (1080p)
แน่นอนว่าด้วยขนาดจอใหญ่ถึง 84″ คงเปรียบประหนึ่งกับการยกโรงหนังมาไว้ที่บ้าน คอนเทนต์ที่ร่วมทดสอบได้แก่หนังเรื่องเก่งอย่าง Journey 2 , Fast Five, Avatar, Toy Story 3 รวมถึงเกมส์ Sony PS3 ด้วย ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่มีความละเอียดแบบ 1080p ทั้งหมด และก็ยังมี Content สาธิตแบบ 4K แท้ๆของ Sony อีก 4-5 Contents แต่ก่อนอื่นต้องปรับภาพให้ได้ค่าอ้างอิงเสียก่อน Sony เองจะมีเมนูให้ปรับ White Balance อย่างละเอียด แต่ไม่สามารถปรับ Color Garmut (R,G,B,C,M,Y) ได้ ดังนี้การปรับจะเน้นไปที่ Dynamic Range (หัวใจหลัก) , Color, และ White Balance เป็นหลักครับ ซึ่งใช้เวลาปรับและเช็คความถูกต้องประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ค่าต่างๆจัดอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยเฉพาะ Gamma หรือระดับความสว่างทุกช่วง IRE ก็อยู่ในระดับ 2.2 (ระดับอ้างอิง) ซึ่งจัดได้ว่าสุดยอดมาก ดังนี้ใครจะถอย Sony 84″ ตัวนี้จะเอาไปโคลนนิ่งก็ได้นะครับ ^ ^

Sony KD-84X9000
Basic Calibration
Backlight 7
Picture 100
Brightness 61
Color 51
Hue 0
Color Temp Warm 2
Sharpness 50
Advanced            Off
White Balance
R Gain 0
G Gain -7
B Gain 0
R Bias -4
G Bias -8
B Bias  -8

การทดสอบภาพเริ่มจากหนังเรื่อง Journey 2 อารมณ์แรกที่ได้สัมผัสคือความใหญ่ของภาพมันเต็มลูกตาแบบใหญ่สะใจวัยรุ่น โทนแสงสีจะต่างจากเทพ HX925 ไปพอสมควรคือเจ้า Sony KD-84X9000 จะมีสีสันที่เข้มข้นขึ้นมาอีกระดับ กล่าวคือมวลเม็ดสีมีความหนาแน่นขึ้น หากเปรียบเปรยเป็นเค้กก็เหมือน “ชีสเค้ก” ที่มีเนื้อที่อัดแน่นให้รสสัมผัสอันเข้มข้นและมีรสชาดที่กลมกล่อม มิติภาพจัดอยู่ในเกณฑ์ดี เริ่มต้นที่คุณพ่อแฮงค์ค้นพบป่าอุดมสมบูรณ์ในเมืองที่สาบสูญให้ความรู้สึกเต็มตาแบบในโรงหนัง ความคมชัดของภาพเนื่องจากจอมีความใหญ่มากในระดับ 84″ ความละเอียดจอ 3840 x 2160 แต่หนังที่เล่นมีความละเอียดแค่ 1920 x 1080 หากดูใกล้ๆก็จะมีติดนวลบ้าง แต่ระยะห่างซัก 2 เมตรขึ้นไปก็ถือว่าเพียงพอที่เสพย์ความคมชัดระดับ Full HD บนจอ 4K โดยไม่ต้องคอยจับผิดความนวลมนของการ Upscale สัญญาณภาพมากนัก ผมปรับระดับ Brightness จาก 50 เป็น 61 ซึ่งเผยรายละเอียดในที่มืดอาทิเช่นตามซอกของพุ่มไม้หรือบรรยากาศในป่าลึกออกมาให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น เรื่องมุมมองของภาพเนื่องจาก Panel ชนิดใหญ่พิเศษ อาจจะไม่ได้เก็บหมดทุกองศาเหมือนพวก Panel ขนาดเล็ก เพื่อสีสันที่ถูกต้องที่สุดแนะนำให้นั่งกลางจอ หากจะเฉียงซ้ายขวานิดหน่อยก็ยังพอได้อยู่ มุมมองที่ทาง Sony แนะนำคือไม่เกิน 60 องศา 

ภาพจากหนังเรื่อง Journey 2 ได้ความเข้มข้นของสีเพิ่มขึ้นมา มิติภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

จอ 84″ ความละเอียด 4K สามารถ “เอาอยู่” Source 1080p ได้อย่างดี ดูแล้วไม่ได้รู้สึกว่าไม่ชัดเลย ทั้งๆที่ Source กับหน้าจอมีความละเอียดต่างกันถึง 4 เท่า

ทั้งฉากนกจาก Journey 2 และเจคจาก Avatar บ่งบอกได้ว่าสีสันมีความเข้มข้นขึ้นเดิม

ภาพจากเรื่อง Fast Five ความแตกต่างระหว่างแนวภาพของ 84X9000 (ในรูป) VS 65HX925 84X9000 = สีสันเข้มข้นและอิ่มกว่า // 65HX925 = กระจ่างใส สีสันนวลเป็นธรรมชาติ

สรุปข้อดีของ Panel ตัวท็อปของ Sony ทั้ง 2 ประเภท1. FPR Panel (84X9000): สีสันเข้มข้นขึ้น เม็ดสีมีน้ำหนัก มุมมองเฉียงๆยังคงสีสันได้ดี
2. OptiContrast Panel (HX925, HX855) : กระจ่างใส โทนสีเป็นธรรมชาติ ไม่มีสีใดล้น มีความสมดุลสูง
ส่วนฟีเจอร์อีกหนึ่งอย่างที่อดที่จะไม่เล่นไม่ได้เลยคือ “Reality Creation” หากท่านไหนเคยไปเดินงานเครื่องเสียงแล้วเห็น Projector 4K ของ Sony จะมีลูกเล่น Reality Creation เช่นกัน หลักการคือใช้ชิพประมวลผลเพิ่มความคมชัดและแสงเงาให้กับภาพที่มีความละเอียดไม่สูงนักให้มีความคมชัดขึ้นมาเทียบชั้นระดับ 4K เช่นยกระดับ Source แบบ 1080p ให้มีความคมชัดเทียบชั้น Source 4K จะได้เหมาะสมกับความละเอียดหน้าจอระดับ 4K มากขึ้น (Upscaling) โดยเจ้า Reality Creation มีให้เราเลือกแบบ Auto และ Manual ซึ่งเลือกปรับระดับ Resolution (รายละเอียดและความคมชัด) และ Noise Filtering  (ลด Noise และ Grain ของภาพ) เองได้ จากรูปผมเปิด Reality Creation ให้เป็น “Off VS Auto” รายละเอียดหนวดเคราของคุณปู่โดดเด้งเป็นอย่างมาก ดูง่ายๆจากเดิมหนวดเคราจะดูกลืนกันเป็นปื้น (Off) VS สามารถแยกแยะออกได้เป็นเส้นๆพร้อมแสงเงาและประกายมันวาวตามเส้นหนวด (Auto) ความคมชัดที่เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวจนสามารถรับรู้ด้วยตาเปล่าได้ ทว่าความคมชัดที่ได้มาอาจจะต้องแลกด้วยเกรนภาพที่หยาบขึ้นรวมถึง Noise ที่ปรากฏออกมามากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ผมคงมิอาจฟันธงได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน ? คงขึ้นอยู่กับ “รสนิยม” ของท่านมากกว่าว่าชอบภาพแนวคมชัดสไตล์ 4K ฮาร์ดคอร์ = เปิดใช้งาน Reality Creation // หรือชอบนุ่มนวลเป็นธรรมชาติแต่ไม่ถึงกับเบลอ = ปิดการใช้งาน Reality Creation 

หมายเหตุ Reality Creation ที่ให้เลือกเลือกว่าจะเปิดหรือปิดการใช้งาน ใช้เฉพาะกับ Source ที่ไม่ใช่ 4K นะครับเช่น พวก 1080p 720p แต่หากเป็น Source 4K แท้ๆก็แนะนำให้ปิดครับ       

การเปิด Reality Creation เพิ่มความคมชัด และแสงเงา สังเกตรายละเอียดหนวดเคราคมชัดขึ้นเห็นเป็นเส้นๆเลย

Reality Creation แบบ Manual มีเมนูย่อยให้เลือกปรับตามใจชอบได้อีกได้แก่ Resolution = เพิ่มความคมชัดและรายละเอียด และ Noise Filtering = ลด Noise ยิ่บๆอย่างพวก Mosquito Noise

ภาพ

ทดสอบความดำของภาพ
84X9000 มีขนาดใหญ่ถึง 84″ ใช้หลอด Backlight แบบ Dynamic Edge LED หรือ Edge LED ที่ทำ Local Dimming ได้นี่เอง อย่างพี่ใหญ่ประจำปี 2012 รุ่น HX855 ก็ผ่านบททดสอบสุดหินในการทดสอบความดำและคุมแสง Backlight มาได้จนถือว่าเป็นหนึ่งใน Edge LED ที่สามารถคุมแสงได้ยอดเยี่ยมที่สุดตัวหนึ่ง ! เริ่มทดสอบพี่ยักษ์ 84″ ด้วยคอนเทนต์พระจันทร์ในคืนมืดของ Pioneer หากไม่เปิด LED Dynamic Control (Local Dimming) ก็จะมีแสงรั่วให้เห็นซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายเพราะพื้นที่จอใหญ่มากซึ่งถูกรายล้อมด้วยหลอดไฟแบบ LED โดยรอบ (ยิ่งจอใหญ่ยิ่งขี้ฟ้อง)  ในทางกลับกันหากเปิดใช้งาน LED Dynamic Control ก็ช่วยให้ทีวีแสดงพื้นหลังได้ดำมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขั้นดำสนิทเพราะเป็นข้อจำกัดของโครงสร้างของ Edge LED แต่ทุนเดิม อย่างไรก็ตามทีมงานก็เห็นพ้องต้องกันว่าประสิทธิภาพที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจสำหรับการคอนโทรลแสงแบคไลท์ให้กับทีวีจอใหญ่ยักษ์ระดับนี้ ในทางกลับกันผลพวงด้านบวกที่ได้เพิ่มจากการเปิด LED Dynamic Control ซึ่งนอกเหนือจากการเพิ่ม-หรี่หลอด LED ให้สัมพันธ์กับฉากสว่าง-มืดแล้วซึ่งช่วยเรื่องความดำของภาพและคอนทราสต์ ยังได้การประหยัดไฟซึ่งบางฉากก็ประหยัดได้เป็นร้อยๆวัตต์ก็มี ข้อแนะนำของผมคือเพื่อความสบายตาในการดูเราสามารถ 1) ปรับระดับ Backlight ด้วยมือเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในห้องได้ 2) เปิดใช้งาน Light Sensor ให้เซนเซอร์ของทีวีปรับความสว่างอัตโนมัติ ซึ่งช่วยประหยัดไฟแบบอัตโนมัติทันทีเช่นกัน คิดเล่นๆว่าหาก 4K TV จอยักษ์ใหญ่ในรุ่นถัดไปของ Sony ใช้หลอด Backlight แบบ Intelligent Peak LED (Full LED) แทน ข้าน้อยคงจะต้องยกตำแหน่งให้ทีวีตัวนั้นเป็นอภิมหาเทพแห่งทีวีไปเลย 555

หากเปิดใช้งาน LED Dynamic Control จะช่วยควบคุมหลอด LED Backlight ให้เปิด-ปิด-หรี่ตามความมืด-สว่างของคอนเทนต์ได้ดียิ่งขึ้น

LED Dynamic Control มี 3 ระดับคือ Off / Low / Standard

ส่วน Advanced Contrast Enhancer ผม “ปิด” ไปเลยครับ ภาพเดิมๆโอเคอยู่แล้ว แต่ต้องเพิ่ม Brightness ประมาณ 61 รายละเอียดในที่มืดจะเปิดเผยออกมาหมด

ทดสอบภาพเคลื่อนไหว
ภาพเคลื่อนไหวของพวกจอ LED / LCD TV โดยปกติแล้วจะลื่นไหลเป็นธรรมชาติสู้ Plasma TV ไม่ได้ จึงมีการคิดค้นเทคนิคการแทรกเฟรมภาพหรือ Frame Interpolation ขึ้นมาเพื่อคำนวณสร้างเฟรมภาพขึ้นมาใหม่และแทรกเพิ่มเข้าไประหว่างเฟรมต้นฉบับ เพื่อให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลขึ้นกว่าเดิม ของ Sony เองก็มีชื่อเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Motion Flow โดยเจ้า 84X9000 ก็ให้ Motion Flow มาด้วย ซึ่งมีให้เลือก 5 แบบได้แก่ Off / Clear / Clear Plus Standard / Smooth / Impluse โดยจากที่ทดสอบกับ Pattern วัด Response Time กับฉากแพนกล้องในห้องอาหารของแผ่น DVE ปรากฏว่าระดับ Smooth ให้ความลื่นไหลมากที่สุด แต่ก็ยังมีโกสท์หรือวุ้นเรืองๆตามวัตถุอยู่ดี พอลองมาทดสอบที่ระดับ Impulse ภาพที่ได้ดิมมืดลงไปหน่อย คล้ายๆกับมีฟิล์มกรองแสงติดทับหน้าจอไปอีกชั้น แต่ผลการทดสอบถือว่าเทพมาก กล่าวคือ Pattern ของเช็ค Response Time สามารถแสดงรายละเอียดของแท่งสีขาวๆที่เคลื่อนจากขวาไปซ้ายได้อย่างแม่นยำ มีเงาลากตามมาน้อยมากๆ (ดีเกินคาด) แบ่งแยกแท่งสีขาวแต่ละแท่งเป็นเอกเทศอย่างชัดเจน ต่างจากทีวีที่มี Response Time ไม่ดี เจ้าแท่งสีขาวจะเคลื่อนจากขวาไปซ้ายแล้วผสมกลมกลืนกันมั่วไปหมด แถมมีหางขาวๆลากยาวเป็นโกสท์แถมมาด้วย อย่างไรก็ตามหากต้องการภาพที่เป็นธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่งเฟรมภาพจากชิพประมวลผล ก็ให้เลือก Motion Flow เป็น Off ครับ ภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างดี ฉากแพนกล้องจะมีอาการสะดุดแบบฟิล์ม (แต่เป็นธรรมชาติ) ให้เห็นบ้างตามความใหญ่ของจอ 

ทดสอบภาพเคลื่อนไหวด้วย Pattern แท่งสีขาว โหมด Impluse ใน Motion Flow แสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้นิ่ง+เนียนที่สุด

Motion Flow ระดับ Smooth ดูลื่นไหลในฉากห้องอาหาร แต่การใช้งานจริงยังมีวุ้นเรืองๆตามขอบวัตถุให้เห็นอยู่

ทดสอบคอนเทนต์ 4K !!!!
มีทีวีจอยักษ์ระดับเฮฟวี่เวท 4K แล้วใยคอนเทนต์เราต้องเอาแค่พวก Full HD  มาต่อกรอย่างเดียวหละ ! และเป็นครั้งแรกของผมและทีมงาน (จริงๆครั้งแรกของประเทศไทยด้วยหละครับ) ที่ได้มีโอกาสสัมผัสภาพความละเอียด 4K แท้ๆกับจอ 4K แท้ๆ โดยคอนเทนต์ที่ทาง Sony จัดทำมาเพื่อการสาธิตทีวีตัวนี้โดยเฉพาะ มีประมาณ 4-5 คอนเทนต์ อาทิเช่น ฟุตบอล, คอนเสิร์ตออเครสตร้า, วิวทิวทัศน์ และอื่นๆ ซึ่งจำเป็นต้องเปิดด้วยคอมพิวเตอร์สั่งทำพิเศษ การ์ดจอและ CPU ระดับมหาเทพ เอาท์พุทจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น HDMI ออกมาเข้าช่อง HDMI ของตัวทีวีที่เขียนว่า Support 4K (ให้มา 2 ช่อง ส่วนอีก 2 ช่องรองรับแค่ 1080p) สัมผัสแรกที่เห็นภาพ 4K VS Full HD  ก็สังเกตความต่างได้ไม่ยาก คำศัพท์ในวงการทีวีที่ระบุถึงคุณภาพของภาพอย่างคำว่า “คมชัด” ซึ่งเป็นคำง่ายๆที่เห่อกันทั่วบ้านทั่วเมืองมากตอนเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วในการเปรียบเทียบภาพ “Blu-ray VS DVD” ในยุคเริ่มต้นของไฮเดฟฟินิทชั่นทีวีก็ผุดขึ้นมาในใจผมอีกครั้งหนึ่ง นึกภาพตามว่าปกติคอนเทนต์ Full HD จะละเอียดน้อยกว่า Content 4K ถึง 4 เท่า ดังนี้ความคมชัดที่เหมือนมีพิกเซล 4 ต่อ 1  (4K VS Full HD // หรือ 8.29 ล้านพิกเซล VS 2.07 ล้านพิกเซล) ไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียว แต่ทีมงานท่านอื่นๆก็รู้สึกถึงความ “คมชัด” ได้ไม่ยากเลยทั้งการรับชมระยะใกล้-ไกล รายละเอียดภาพจัดเต็มสุดๆ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะทางเราได้มีโอกาสทดสอบจอใหญ่ๆอย่างพวก 65″ 70″ 72″ 75″ ในความละเอียดแค่ระดับ Full HD มาบ้าง จึงรู้สึกถึงความไม่เพียงพอของจำนวนพิกเซลต่อหน้าจอใหญ่ขนาดนั้น กล่าวคือเม็ดพิกเซลมันเม็ดใหญ่เกินไป (Dot Pitch) ภาพจึงแลดูหยาบไม่คม ติดนวลแกมมนแทน พอมาเจอทีวีขนาด 84″ อัดความละเอียด 4K มาให้เต็มๆ จึงเห็นความต่างในเชิงบวกแบบเบ็ดเสร็จ

ดูมุมบนซ้ายให้ดี Source ความละเอียด 3840 x 2160p แท้ๆ (4K)

มิติความลึกของภาพ 4K

คอนเทนต์ 4K ของ Sony บอกเป็นนัยๆว่า 4K TV ให้ความละเอียดและอรรถรสมาขึ้นอีก 4 เท่าตัว !

พิกเซลมากขึ้น 4 เท่า = ความมันส์เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่า !

ภาพเด็กแบเบาะแบบ 4K ขนาดเท่าตัวเด็กจริงๆ

เปรียบเทียบขนาดจอ 84″ VS 65″ 55″ 46″ 40″ ซึ่งขนาด 84″ นี้เริ่มมาทับไลน์ของพวกจอโปรเจกเตอร์แล้ววว !

ภาพ

ทดสอบเกมส์ PS3
ส่วนไฮไลท์ก็คือการได้เล่นเกมส์บนจอขนาดยักษ์นี่แหละ ! ทีมงานของเราก็เล่นเป็นอยู่ไม่กี่เกมส์หรอกครับ พวก Winning, Street Fighter, ตีเทนนิส, ดราก้อนบอล และอื่นๆ แต่เกมส์ที่นำมาทดสอบก็มี Street Fighter กับ Winning ครับ เริ่มจาก Street Fighter ก่อนเลย ดวลกันหลายแมตช์มากเพราะหากแพ้แล้วจะถูกคุยทับให้จมธรณี (เวลาทดสอบเกมส์ทีมงานจะมีจริงจังกว่าทำงานอื่นๆเป็นร้อยเท่า ^ ^) ผมกดปุ่ม Scene เลือกโหมด Game แสงสีและเสียงที่ได้มีความกระฉับกระเฉงมายิ่งขึ้น ยอมรับเลยว่าการเล่นผ่านจอใหญ่อย่าง 84″ มันช่าง “เต็มตาและเข้าถึงอารมณ์แบบสุดติ่ง” ประกอบกับลำโพง Stereo แบบ 10 Units Speaker พร้อม Woofer  ซึ่งให้ความดังระดับ 50 Watts เรียกได้ว่า “ดีที่สุด” ของลำโพงทีวีที่เคยมีมา ตัวอย่างการแข่งขันระหว่างผม “นายโรมัน” ใช้ “ริว” ดวลกับ “คุณชานม” ซึ่งก็ใช้ “ริว” เหมือนกับผม (ขี้เลียนแบบนี่หว่า ! ) ด้วยคุณภาพเสียงอันสุดยอดนี้เอง จึงช่วยเสริมบรรยากาศการต่อสู้ฟาดฟันผสานการชิงจังหวะจะโคนให้มีซาบซ่ามากยิ่งขึ้น ไม่แพ้มวยโอลิมปิกรอบชิงเหรียญทองระหว่าง “แก้ว พงษ์ประยูร” กับ “ซูซีหมิง” เล่นไปซักพักมันเริ่ม “บีบหัวใจ” เหมือนเรารับชมภาพยนตร์เรื่อง Batman : The Dark Knight ในตอนที่ Joker บังคับให้ Batman เลือกทางออกได้ 2 ทางว่าจะช่วยอดีตแฟนหรือฮาร์วีย์ เดนท์ อีกตัวอย่างของอารมณ์บีบหัวใจคือภาพยนตร์เรื่อง A Drift ที่กลุ่มเพื่อนไปล่องเรือยอร์ชส่วนตัวในมหาสมุทรอันไกลโพ้น และดันทะลึ่งกระโดดลงน้ำทั้งหมดแล้วดันหาทางขึ้นเรื่อไม่ได้เพราะลืมปล่อยบันได แล้วตัวละครค่อยๆทยอยตายไปทีละคน ซึ่งบีบหัวใจสุดๆ สรุปว่า “จอใหญ่ผสานเสียงใหญ่ = อรรถรสในการเล่นเกมส์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวแน่นอน” ฟันธง !  

ส่วนเกมส์วินนิ่งภาพก็ลื่นไหลพอใช้ได้ มีโกสท์บ้างนิดหน่อยหากเป็นลูกโยนยาวหรือวิ่งเร็วๆ ลองปรับ Motion Flow เป็น Impulse ช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวดีขึ้น แต่จะติดเรื่อง Input Lag นิดหน่อย ดังนี้ข้อแนะนำในการเล่นเกมส์คือควบปิด Motion Flow ทิ้งด้วยนะครับ 

Street Fighter 4 ดวลกันถึงพริกถึงขิง ได้อารมณ์เต็มตาเต็มจออย่างมากมาย

จอใหญ่ = ยิ่งมันส์ ยิ่งบีบหัวใจ แถมจบเกมส์มีผู้เสียเงินให้ผมด้วย (ฮา) !!!

ทดสอบภาพ 3 มิติ
Sony KD-84X9000 จัดได้ว่าเป็นตัวแรกของ Sony ที่ใช้เทคโนโลยี 3D แบบ Passive อีกทั้งยังรองรับการแปลงภาพจาก 2 มิติธรรมดาให้เป็น 3 มิติ ลองใส่แผ่น 3D Blu-ray ที่คุ้นเคยอย่างเรื่อง Resident Evil : Afterlife และตัวอย่างหนัง 3D เรื่อง The Amazing Spider Man มิติภาพอยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจ มิติความลึกและลำดับหน้า-หลังของวัตถุกับฉากหลังแสดงได้อย่างชัดเจน หากปิดไฟดูก็ได้อารมณ์น้องๆโรงหนัง 3D  ระยะนั่งชมที่เหมาะสมก็ซัก 2 เมตรขึ้นไป  ภาพถือว่าคมชัดและดูสบายตา  หากจะให้เทียบความคมชัดอาจจะต้องยอมรับว่าแว่น 3D Active ของ HX855 และ HX925 ทำได้ดีกว่า กระนั้นด้วยข้อดีในเชิงปฏิบัติอาทิเช่น ความเบาสบายของแว่น 3D Passive แบบใหม่ที่ไม่กระพริบ แถมไม่ต้องใส่แบตเตอรี่ และการรับชมที่ไม่ต้องคำนึงถึงสภาพแสงจากข้างนอกหรือแม้กระทั่งหลอดไฟบนเพดาน ผมเชื่อว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนแบบ “ได้อย่างเสียอย่าง” ที่มีหลายท่านแอบชอบใจและยินดีที่จะปันใจให้อย่างแน่นอน ^ ^

ปรับระดับความลึกมีมิติของภาพ 3 มิติได้

แว่นแบบ 3D Passive ให้มา 2 อัน ใส่สบาย น้ำหนักเบา ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่

มิติภาพจากเรื่อง Cloudy with A Chance of Meatballs ฉากนี้ชาวเมืองเรียงลำดับลึกลงไปเป็นชั้นๆ

ฉากกระโดดฟันดาบคู่ของ Alice มิติภาพอยู่ในเกณฑ์ดี ความคมชัดอยู่ในระดับปานกลาง

ฉากปาค้อนของมอนสเตอร์ ด้วยขนาดทีวีที่ใหญ่ทำให้ค้อนใหญ่ตาม ขว้างมาที่แทบกระแทกทีมงานที่นั่งดูแบบเรียงหน้ากระดาน

ทดสอบการกินไฟ
แน่นอนจอใหญ่ขนาดนี้ก็ย่อมมีอัตราการกินไฟที่สูงขึ้นเป็นธรรมดา ลองวัดด้วย Pattern ของแผ่น DVE กับ Amplitude 100% คือพื้นขาวตรงกลางสว่าง 100% และล้อมรอบด้วยพื้นดำด้านนอก ก็จะกินไฟประมาณ 502 Watts แต่ถ้าหากเราใช้พวก Light Sensor ที่คอยปรับระดับความสว่างของทีวีให้สัมพันธ์กับความสว่างภายในห้องร่วมด้วย การกินไฟจะตกลงมาที่ 200-300 Watts เท่านั้น ซึ่งพอๆกับพลาสม่าขนาดใหญ่ 50″-55″ แต่เชื่อว่าท่านเศรษฐีที่พร้อมจะสู่ขอเจ้า Sony 84X9000 เข้าเรือนหอคงมิได้กังวลเรื่องนี้เสียเท่าไหร่นัก ชิมิ…ชิมิ ^ ^ 

ช่องต่อ

ช่องต่อของ Sony KD-84X9000 
– HDMI x 4 (Support 4K x 2)
– RGB PC
– Component x 1
– AV x 1
– LAN x 1
– Wireless LAN Built In
– Optical Out
– Antenna
– USB x 1

จุดที่น่าสังเกตคือ ช่องต่อ HDMI มีให้ถึง 4 ช่อง แต่จะมีช่อง HDMI 2 และ 3 เท่านั้นที่รองรับ 4K ซึ่งจะเขียนระบุไว้ว่า “Support 4K” (เข้าใจว่าเป็นช่องต่อ HDMI V1.4) ดังนี้ใครจะดู 4K แท้ๆก็เสียบให้ถูกที่ด้วยนะครับ ช่อง HDMI 2 และ 3 เท่านั้นและจะต้องเชื่อมต่อเข้าจากด้านข้างนะครับ ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก็มีแบบแบบทั้งมีสายและไร้สาย Wireless LAN Built In ช่วยอำนวยความสะดวกในการเล่น Internet TV ได้อย่างดี   

เสียง

มาดูสเป็คด้านเสียงของ Sony KD-84X9000 ให้ลำโพง Stereo แบบ Tallboy ติดตั้งขนาบข้างซ้ายขวา พกกำลังขับมาถึง 50 Watts ดีไซน์แบบ 10 Units Speaker พร้อม Woofer โดยลำโพงซ้ายขวานั้นสามารถปรับมุมยิงเสียงให้กันเข้าตัวเราได้ 10 องศา ภาษาเครื่องเสียงเรียกว่า “โทอิน” เพื่อจุด Sweet Spot ที่ดีที่สุดของผู้ฟังที่นั่งตรงกลางจอ พร้อมระบบเสียงรอบทิศทางแบบ S-Force Front Surround 3D ลองทดสอบทั้งดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกมส์ จัดได้ว่าคุณภาพของเสียงจัดอยู่ในเกณฑ์ “ดีที่สุด” เท่าที่เคยทดสอบทีวีมา แซง LG 55LM9600 ไปแล้ว ^ ^ แค่คาดคะเนจากลักษณะทางกายภาพของลำโพงที่ให้มา “เป็นดุ้นแบบ Tallboy” ก็เหนือกว่าพวก “ลำโพงฝังใน” ตั้งแต่ยกแรกแล้ว เสียงมีความหนักแน่น กระหึ่มเร้าใจ เบสมาตรึม ไม่มีคำว่าก๊องแก๊งหรือเหือดแห้งแบบลำโพงที่ติดมากับทีวีทั่วไป การติดตั้งแบบ Stereo ซ้ายขวา ยิงเสียงไปข้างหน้า Front Firing ส่งผลให้เวทีเสียงกว้าง มิติเสียงซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ก็อยู่ในเกณฑ์ดี ใครคุ้นเคยเสียงลำโพง Home Theater in The Box ของ Sony ก็จะเป็นประมาณนั้น แถมได้เบสหนากว่าด้วยโดยไม่ต้องเพิ่งพา Sub Woofer แยกอีกชิ้นต่างหาก แม้กระนั้นผมก็ไม่ได้บอกว่ามันดีระดับเทพขนาดนั้นนะครับ คือหากเทียบกับลำโพงทีวีด้วยกันผมขอยกตำแหน่ง “แชมเปี้ยน” ให้ไปครอง ทว่าหากเทียบกับลำโพงไฮเอนด์แบบแยกชิ้น รายละเอียดเสียง, ความสะอาด, และ การจำแนกแจกแจงเสียงในแต่ละย่าน ก็ยังเป็นรองอยู่ ! 

สรุป

ข้อดี
1. หน้าจอความละเอียดระดับ 4K 3840 x 2160 ให้รายละเอียดและความคมชัดกับจอใหญ่ได้อย่างดี
2. ขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 84″ ใหญ่เต็มตา เทียบชั้นพวกจอโปรเจกเตอร์ แต่ได้การใช้งานยืดหยุ่นกว่าเยอะ
3. ความถูกต้องของแสงสีตั้งแต่เปิดกล่องออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม (ปรับเพิ่มอีกหน่อยแล้วสวยมาก)
4. เวลาดู Source 1080p ความคมชัดก็ยังดีอยู่ ไม่ได้รู้สึกเหมือนตอนเอา VCD ไปดูใน Full HD LCD TV 
5. คุณภาพเสียงของลำโพงดีมากๆ หนักแน่น กระหึ่มได้ใจ
6. (ส่วนตัวเล็กน้อย) ด้วยความที่จอใหญ่+เสียงใหญ่ ทำให้เรา “เข้าถึงแก่นแท้” ของคอนเทนต์ที่เรากำลังรับชมมากยิ่งขึ้น อย่างการเล่นเกมส์ น้อยนักที่ทีวีซักเครื่องจะทำให้ผมรู้สึกบีบหัวใจได้มากขนาดนี้ !

ข้อเสีย
1. ดีไซน์ค่อนข้างดูเทอะทะ ยังไม่ค่อยสวยลงตัวเสียเท่าไหร่
2. ระดับราคาเปิดตัวสูงมาก T T ! ประมาณแปดแสนกว่าบาท (ราคาที่แน่นอนยังไม่สรุป)
3. หาเครื่องเล่นและคอนเทนต์ 4K แท้ๆเล่นลำบาก แทบยังไม่มีใครมีเลยตอนนี้
4. กินไฟพอสมควร กินมากกว่า LED TV 55″ ซัก 3-4 เท่า

สรุป
เทคโนโลยี 4K TV ของ Sony คือการเริ่มบริบทใหม่ของมาตรฐานวงการภาพและเสียง ทำให้ตัวเทคโนโลยี 4K เองไหลเข้า-ออกครบ Loop ทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ==> ไปจนถึงโฮมเธียเตอร์ภายในบ้าน Sony KD-84X9000 ถือเป็นตัวต้นแบบและเป็นตัวที่ขายสู่ท้องตลาดระดับ Mass ในเวลาเดียวกัน ยิ่งเป็น 4K TV ตัวแรกแต่กลับทำคุณภาพได้เยี่ยมยอดเช่นนี้ก็เป็นที่ประทับใจทีมงานที่ร่วมทดสอบทุกคน อย่างไรก็ดีสนนราคาเปิดตัวก็อาจจะดูสูงไปเสียนิด การที่คนทั่วไปจะยลโฉมเจ้า 84X9000 ตัวเป็นๆก็คงจะยากเสียหน่อย ดังนี้ในงาน BAV HI-END SHOW ปลายเดือนมกราคม 2013 ก็จะพยายามหยิบยืม “เจ้าก็อตซิล่า” ตนนี้ไปให้ทุกท่านได้ยลโฉมกันแบบใกล้ชิดและไม่ต้องเกรงใจใครครับ ! 

หมายเหตุ
เนื่องจากอินเตอร์เน็ตในสถานที่ทดสอบไม่อำนวย จึงไม่สามารถทดสอบพวกลูกเล่น Internet TV ได้ แต่ทาง Sony ให้ข้อมูลว่าก็เป็นแบบเดียวกับพวก HX855 / HX750

หมายเหตุ : ใช้มาตรฐานคะแนนปี 2012 ในการตัดสิน  

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้