ถึงไซส์จะเล็ก..แต่มีให้ครบ!! รีวิวชุดโฮมเธียเตอร์ Onkyo HT-S3700

เซ็ตโฮมเธียเตอร์ น่าจะเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่หลายๆ ท่านอยากจะมีไว้ติดบ้านสักชุด เพื่อที่จะได้เสพสุขจากการดูหนังฟังเพลงได้อย่างเต็มอิ่มเต็มอารมณ์ได้อย่างใกล้เคียงกับการไปนั่งดูในโรงหนัง ซึ่งส่วนใหญ่หลายๆ บ้านมักจะได้ชุดโฮมยี่ห้อเดียวกันกับทีวีเนื่องจากพนักงานเชียร์ หรือไม่ก็มีโปรโมชั่นล่อใจ ซึ่งจริงๆ แล้ว ในระดับราคาที่เท่ากันยังมีอีกหลายตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างเช่น Onkyo HT-S3700 ชุดนี้เป็นต้น
Onkyo HT-S3700 เป็นชุดโฮมเธียเตอร์ในระบบ 5.1 แชนแนล ซึ่งคือระบบเสียงหลักที่มาในแผ่นบลูเรย์เกือบทุกแผ่นในปัจจุบัน และด้วยความที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดตัวรีซีฟเวอร์จึงมาพร้อมกับช่อง HDMI 2.0 ซึ่งสามารถรองการแสดงผลความละเอียด 4K/60Hz ได้แบบสบายๆ ที่สำคัญคือราคาค่าตัวที่เป็นมิตรสบายกระเป๋า เพราะเพียงแค่เงินไม่เกิน 20,000 ก็สามารถเป็นเจ้าของเซ็ตโฮมเธียเตอร์ชุดนี้ได้แล้ว
คุณสมบัติสำคัญของ Onkyo HT-S3700 (ราคาเปิดตัว 19,990 บาท)
- กำลังขับรวมของระบบ 660W
- รองรับการแสดงผลแบบ 4K/60Hz (Passthrough) ผ่านทางพอร์ต HDMI 2.0
- สามารถอ่านไฟล์เพลงแบบ Hi-Resolution (FLAC) ที่ระดับ 24-bit/192kHz ผ่านทางช่อง USB
- พร้อมใช้งานร่วมกับ iOS Device ผ่านทานช่อง USB
- มีบลูทูธติดตั้งมาให้ภายในเครื่อง
Design – การออกแบบ

งานดีไซน์ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่าคงมาตรฐานมาตั้งแต่รุ่นก่อน


ด้านหลังลำโพงทุกตัวมาพร้อมกับช่องสำหรับแขวนผนัง พร้อมกับขั้วลำโพงที่ทำสีมาไม่ซ้ำกัน 5 ตัว
ซึ่งจะเป็นสีเดียวกับสายลำโพงที่แถมมาให้

ซับวูฟเฟอร์เบสรีเฟล็กซ์ที่แถมมาในชุดมีขนาดกำลังดี มาพร้อมกับไดร์เวอร์ขนาด 8 นิ้ว

ตัวไดร์เวอร์ถูกออกแบบมาให้ยิงลงพื้น โดยมีท่อเบสรีเฟล็กซ์คายลมออกทางด้านหน้า

อุปกรณ์ที่แถมมาให้ในกล่องก็จะมีรีโมท, คู่มือการติดตั้งเบื้องต้น, สายลำโพงและเสาอากาศสำหรับรับสัญญาณวิทยุ

รีโมทหน้าตาแบบเดิมครับไม่มีอะไรแปลกใหม่ ซึ่งส่วนตัวผมว่าน่าจะออกแบบใหม่ได้แล้ว
เพราะมือใหม่ดูแล้วงง ใช้งานยาก หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มีจำนวนน้อยปุ่มและหน้าตาเป็นมิตรกว่า

มาดูที่ตัวรีซีฟเวอร์ที่มาในเซ็ตนี้ครับ หน้าตาเรียบๆ ยังคงไม่ถูกเปลี่ยนแปลงอะไรมากจากรุ่นที่แล้ว
Connectivity – ช่องต่อ
ถัดจากงานดีไซน์ของซิสเต็มทั้งหมด เรามาดูช่องต่อที่มีมาพร้อมกับ AVR ในชุดนี้กันบ้างครับ

ซ้ายมือด้านหน้าเป็นช่องเสียบหูฟังแบบขั้วใหญ่ ใครไม่มีก็อาจจะต้องหาหัวแปลงกันไปครับ

ฝั่งขวาเป็นช่องอินพุตของ AUX ช่องว่างข้างๆ จะเห็นว่าโดนตัดช่องเสียบ USB ออกไปสงวนไว้ให้กับรุ่นใหญ่ๆ

ด้านหลังเป็นช่อง HDMI จำนวน 7 ช่อง แบ่งเป็น IN 6 ช่อง OUT 1 ช่อง เสียบได้ครอบจักรวาล
ด้านล่างก็จะเป็นบรรดาช่องต่ออะนาล็อกต่างๆ และสุดท้ายก็คือช่องเสียบสายลำโพงแบบสปริงหนีบ
ถ้าพูดถึงสินค้าโฮมเธียเตอร์เซ็ตสำเร็จรูปของแบรนด์ Onkyo จะมีหลายซีรี่ย์มาก เริ่มตั้งแต่ 3xxx, 4xxx, 5xxx, 7xxx และ 9xxx แบ่งกันตามระดับความไฮเอ็นด์ของสินค้า โดยในอาทิตย์ที่แล้วคุณชานมได้ทำการรีวิวรุ่น HT-S7705 เอาไว้ ในอาทิตย์นี้ผมเลยหยิบเอารุ่นเล็กในระดับ Entry Level มาแนะนำกันสำหรับท่านที่มีงบประมาณไม่สูงมาก
ถ้ามองดูในเรื่องของฟีเจอร์แล้ว จุดเด่นหลักๆ ที่ทำให้ S3700 แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าคือการรองรับการแสดงผลภาพความละเอียด 4K ผ่านทางพอร์ต HDMI 2.0 ที่มาพร้อมกับ AVR ในระบบ นอกจากนี้ยังสามารถอ่านไฟล์เสียงความละเอียดสูง หรือที่มีชื่อเรียกว่าไฟล์ Hi-Res. Audio ผ่านทางพอร์ต USB ได้เลย ไม่ต้องผ่านเพลเยอร์ให้ยุ่งยาก

นอกจากนั้นหากสังเกตดีๆ หน้าเครื่องจะมีปุ่มที่เขียนว่า Music Optimizer นับว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ไม่ได้ทำการโปรโมท โดยผมได้ลองเช็คจากคู่มือมีคำอธิบายเขียนไว้ว่า มันทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับเนื้อเสียงของไฟล์เพลงที่ถูกบีบอัดมา อย่างเช่น MP3 เป็นต้น

ถ้าคนที่คุ้นเคยกับ AVR แบบขายแยกตระกูล TX-NR ก็จะพอคุ้นๆ ว่าตำแหน่งของปุ่มนี้ก็คือปุ่ม Pure Audio ที่หลายท่านชอบกดกันตอนฟังเพลง ผมเลยขอเดาว่าเค้าน่าจะทำมาเพื่อจุดประสงค์คล้ายๆ กัน คือเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงให้มากขึ้น แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ถ้า Pure Audio จะเป็นการตัดวงจร Equalizer ทั้งหมดในแอมป์ออก เพื่อให้ได้เนื้อเสียงสดๆ จากลำโพง ส่วน Music Optimizer ใน S3700 เซ็ตนี้จะเป็นการยกระดับ Equalizer ให้เด่นขึ้น เป็นการจับคู่ฟีเจอร์ให้เหมาะกับระดับลำโพงที่จะมาอยู่ในระบบ
Setup – การติดตั้ง
มือใหม่หลายท่านที่เข้ามาอ่านในนี้อาจจะมีความกังวลในการติดตั้งเครื่องเสียงด้วยตัวเองที่บ้านหลังจากซื้อมาแล้ว เพราะด้วยความที่ราคาเซ็ตนี้ไม่แพงมาก ตัวเครื่องเลยไม่มีระบบปรับจูนเสียงอัตโนมัติมาให้ ผมจึงจะมาแนะนำกันคร่าวๆ ว่ามีอะไรบ้างที่เราควรให้ความสำคัญเมื่อนำเครื่องเสียงเซ็ตนี้มาแกะกล่อง
เมื่อแกะชิ้นส่วนของกล่องออกมาทั้งหมดแล้วให้ทำการหาแผ่นรองสี่เหลี่ยมสีดำๆ ออกมาจากซองอุปกรณ์ก่อนเลยครับ แล้วนำมาแปะไว้ใต้ลำโพงทุกตัวในระบบ เพื่อลดการสั่นพ้องและเพิ่มความมั่นคงในกรณีที่วางลำโพงบนพื้นผิวที่ไม่ราบเรียบ 100% โดยเฉพาะอย่างยิ่งซับวูฟเฟอร์ เพราะว่าเป็นลำโพงตัวที่มีการสั่นมากเป็นพิเศษ

หลังจากแปะเรียบร้อยแล้วก็เริ่มจัดวางได้เลยครับ สำหรับตำแหน่งคร่าวๆ สามารถดูได้จากคู่มือที่แถมมาในซองอุปกรณ์ได้เลยครับ เข้าใจง่ายวางตามได้ไม่ยากเย็น

ตำแหน่งการจัดวางลำโพงแบบ 5.1 ในห้องฟังนะครับ
สำหรับซับวูฟเฟอร์จะวางฝั่งซ้ายหรือขวาก็ได้ครับ ไม่มีกำหนดทิศทางตายตัวสำหรับเสียงความถี่ต่ำ
เรื่องตำแหน่งนั้นอาจจะไม่ต้องเป๊ะๆ ตามคู่มือก็ได้ เพียงแค่ให้ตำแหน่งออกมาใกล้เคียง และเล็งให้ลำโพงคู่หน้ามีระยะห่างพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เพราะจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเวทีเสียงและเนื้อเสียงโดยรวม
หลังจากจบเรื่องการจัดวางแล้ว ก็เปิดเครื่องขึ้นมาแล้วเข้าเมนู Home > Setup เพื่อที่จะมาตั้งค่าในแอมป์ให้เหมาะสมกับลำโพงกันก่อนครับ เริ่มจากที่ xxx Config เพื่อปรับขนาดของลำโพงทั้ง 5 ตัวให้เป็น Small จากนั้นก็ปรับ Crossover Freq. ให้อยู่ที่ประมาณ 200 Hz โดยสามารถเช็คค่าดังกล่าวได้จากสเปคของลำโพงคู่หน้าของเรา ว่ามีอัตราการตอบสนองความถี่ช่วงต่ำสุดที่ค่าไหน เพราะเราจะทำการทอนช่วงความถี่ต่ำไปให้กับซับวูฟเฟอร์ช่วยอีกแรงกรณีที่ลำโพงมีขนาดเล็ก

SP Config หรือ Speaker Config สำหรับตั้งค่าประเภทของลำโพงที่ใช้งานในระบบ
จบจากการตั้งค่าลำโพงก็จะมาดูเรื่องระยะห่างกับระดับความดัง เริ่มที่ระยะห่างก็ให้เราหยิบตลับเมตรมาวัดเลยครับ ว่าลำโพงแต่ละตัวห่างจากจุดที่นั่งฟังเท่าไร ส่วนระดับความดังถ้าใครมีสมาร์ทโฟนก็หาโหลดแอพฯ ได้เลยครับ คีย์เวิร์ดคือ Sound Level Meter แล้วก็เริ่มจากปรับระดับความดังที่แอมป์ให้ดังในระดับที่เราใช้ฟังปกติก่อน จากนั้นก็ค่อยเข้ามาที่เมนูนี้แล้วไล่ปรับระดับเสียงของลำโพงทุกตัวให้เท่ากัน ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการเซ็ตอัพแบบคร่าวๆ สำหรับเซ็ตโฮมเธียเตอร์เซ็ตนี้

ปรับระยะห่างของลำโพงจากจุดที่นั่งฟัง อาจมีคลาดเคลื่อนได้บ้างเล็กน้อยครับ
ไม่ต้องซีเรียสจนเกินไป

ตลับเมตร อุปกรณ์คู่ใจสำหรับการวัดระยะ ควรเริ่มวัดจากบริเวณหน้าลำโพงนะครับ
เพราะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เสียงเดินทางมาหาเรา

จุดสุดท้ายที่เราจะมาตั้งค่าก็คือระดับความดังของลำโพงแต่ละตัวในซิสเต็ม
ควรจะเกลี่ยให้เท่ากันจึงจะได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดครับผม
Sound – เสียง
ผมเริ่มทดสอบด้วยการฟังเพลงก่อนฮะ โดยปรับ Listening Mode ไปเป็น Stereo เพื่อเปิดการทำงานของซับวูฟเฟอร์ให้มาช่วยซัพพอร์ตเสียงย่านความถี่ต่ำแบบซิสเต็ม 2.1 แชนแนล ซึ่งจะให้ความมีน้ำมีเนื้อมากกว่าฟังลำโพงเดี่ยวๆ เพราะลำโพงตัวเล็กจะส่งผลให้เสียงแห้งขาดแรงปะทะไปพอสมควร
เบื้องต้นแล้วการฟังเพลงยังคงทำได้ดีตามมาตรฐานของ Onkyo อยู่เช่นเคย เสียงร้องสดใสไม่แต่ไม่จัดจ้าน เสียงทุ้มต่ำมีน้ำหนักกำลังดี แม้ว่าในตอนแรกที่ฟังเสียงจะแอบอัดอั้นนิดหน่อย เหมือนอึดอัดอยู่ในกล่องมานาน เลยต้องเบิร์นกันพลางๆ เทคนิคการเบิร์นเซ็ต Home Theater in The Box ก็คือเปิดแบบ All Ch Stereo ให้เสียงออกลำโพงทุกตัว แล้วเราจะไปกวาดบ้าน ถูบ้าน ตัดหญ้า อะไรก็ตามสบายเลยครับ ละก็เปิดเพลงน่าจะให้ผลลัพธ์ดีกว่าเปิดหนัง เพราะว่ามีการใช้ย่านความถี่เสียงเกือบทุกย่านตลอดเวลาและสม่ำเสมอกว่า

หน้าตาเมนูขณะฟังเพลงผ่านทางช่อง USB ด้านหลังเครื่องนะครับ…..
แนะนำว่าให้ปิดทีวีฟังจะประหยัดไฟที่สุดนะครับ เพราะไม่มีโชว์ข้อมูลอะไรที่จำเป็นเท่าไร(ฮาา)
นอกจากนี้ผมยังได้ทดลองเปิดใช้งานฟังก์ชั่น Music Optimizer ซึ่งก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจสำหรับการเล่นไฟล์เพลงแบบ Lossy อย่างเช่น MP3 เนื้อเสียงดูแน่นและพุ่งทะยานมากขึ้น ซึ่งถ้าเปิดกับไฟล์ Hi-Res อาจจะดูผิดธรรมชาติไปหน่อย เป็นอีกหนึ่งของเล่นที่แนะนำให้ไปลองกดฟังกันดูครับ
สลับมาทดสอบดูหนัง ผมเริ่มจากเรื่อง Armageddon หนังคลาสสิคที่มีเสียงระเบิดตูมตามให้เสพย์กันพอสมควร ผมเลือกเอาฉากแรกที่เหล่าอุกกาบาตกำลังวิ่งมาถล่มโลก เสียงเฟี้ยวฟ้าวเฉี่ยวไปมาถูกถ่ายทอดออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียวกับเซ็ตเครื่องเสียงระดับนี้ เสียงระเบิดที่ขับผ่านพาสซีฟซับวูฟเฟอร์ตัวเล็กของเราก็ไม่ธรรมดา ฟังแล้วอึกทึกใช้ได้

ฉากระเบิดสะใจสไตล์ Michael Bay ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านโฮมเธียเตอร์เซ็ตนี้ได้ดีทีเดียว

เสียงบรรยากาศความโกลาหลที่ถูกขับผ่านลำโพง 5.1 ตัวออกมา ถือว่าหวือหวาใช้ได้ครับ
แต่มีข้อแม้ว่าห้องที่ฟังจะต้องไม่ใหญ่เกินไปนะครับ เพราะลำโพงขนาดเล็กอาจจะเอาไม่อยู่
จุดที่ต้องใส่ใจสำหรับการเล่นโฮมเธียเตอร์ชุดเล็กแบบนี้ ก็คือการเซ็ตอัพครับ หากเราวางลำโพงได้ตำแหน่งไม่ดี จะรู้สึกได้ถึงช่องโหว่ของเสียงที่ดูกลวงๆ คล้ายว่ามันไม่เติมเต็มซึ่งกันและกัน แน่นอนว่าระยะห่างระหว่างลำโพงคู่หน้าก็เช่นกัน ถ้าวางชิดกันเกินไปจะทำให้เวทีเสียงแคบ และจะมีปัญหากับมิติตื้นลึกแน่นอน

ความเฟี้ยวฟ้าวในฉากวิ่งหนีภัยพิบัติจากเรื่อง 2012 ถ้าเกิดวางลำโพงคู่หน้าแคบเกินไป
ก็อาจจะได้ความอลังการที่กระจุกอยู่ตรงกลาง ไม่แผ่นกระจายออกเท่าที่ควร

สลับมาดูหนังปกติไม่มีภัยพิบัติกับเรื่อง IP Man 2
มาฟังเสียงรัวหมัดตุ้บตั้บสักหน่อย

พาสซีฟซับวูฟเฟอร์ตัวเล็กของเราสามารถรับมือกับความรวดเร็วในการยิงเสียงช่วงรัวหมัด
ได้พอสมควร แม้ว่าบางทีอาจจะมีหลุดกลายเป็นลมไหลออกมาเป็นแผงบ้างก็ตาม
Features – ลูกเล่น
แม้ว่าเซ็ต HTiB ที่กำลังรีวิวนี้ไม่ใช่รุ่นใหญ่ไซส์บิ๊ก แต่ก็มีลูกเล่นใส่มาให้พอสมควร ซึ่งลูกเล่นต่างๆ มีดังต่อไปนี้ครับ

InstaPureVIew หรือเมนูแบบโปร่งใส ช่วยให้เราเลือกตั้งค่าต่างๆ ได้ขณะรับชมภาพยนตร์

ตัวรีซีฟเวอร์ในระบบสามารถอ่านไฟล์ Hi-Res Audio ได้ผ่านทางพอร์ต USB ด้านหลังเครื่อง
โดยบิตเรตสูงสุดที่รองรับก็คือ 24-bit / 192kHz

แน่นอนว่าการโอนไฟล์ไปเล่นแบบไร้สายก็มีเช่นกัน คือเราสามารถโยนเพลงไปเล่นผ่านบลูทูธ
ซึ่งคุณภาพเสียงก็อาจจะดร็อปจากการเสียบตรงผ่านพอร์ต USB ไปบ้างครับ
Conclusion – สรุป
Onkyo HT-S3700 เป็นเซ็ตโฮมเธียร์เตอร์ขนาดเล็กที่ให้ประสิทธิภาพคุ้มค่าทุกเม็ดเงิน ด้วยราคาต่อเซ็ตไม่เกิน 2 หมื่น แต่พกกลิ่นอายของเครื่องเสียงชุดใหญ่มาด้วย แน่นอนว่าฟีเจอร์ก็เช่นกัน ทั้งการอ่านไฟล์ Hi-Res Audio และซัพพอร์ตการแสดงภาพความละเอียดแบบ 4K เหมาะมากที่จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ ของบรรดามือใหม่วงการเครื่องเสียงที่กำลังมองหาโฮมเธียเตอร์ติดบ้านสักชุด

ข้อดี
– เสียงดีราคาประหยัด ประสิทธิภาพการดูหนังฟังเพลงได้ครบทุกบาททุกสตางค์
– รองรับการอ่านไฟล์ Hi-Res Audio ผ่านทางพอร์ต USB ด้านหลัง
– Music Optimizer ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มเนื้อเสียงให้กับการฟังเพลงผ่านไฟล์แบบ Lossy ช่วยให้เพลงมีชีวิตชีวาขึ้น
ข้อเสีย
– การรองพื้นลำโพงด้วยแผ่นยางที่แถมมาให้มีความสำคัญมาก ถ้าลืมอาจะส่งผลต่อประสิทธิภาพเสียงของลำโพงแบบมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะเวลาซับวูฟเฟอร์ทำงาน
– ไม่มีฟีเจอร์การจูนเสียงอัตโนมัติมาให้ สามารถค่อยๆ ทำตามขั้นตอนที่หน้า 3 ได้ครับ
ราคา Onkyo HT-S3700 19,990 บาท