รีวิว BenQ F5 อีกหนึ่งสมาร์ทโฟนราคาประหยัดสุดลื่นไหลที่รองรับ 4G LTE
ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมาตลาดสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน บรรดาผู้เล่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่เร่งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้กับผลิตภัณฑ์ของตนให้สามารถเหนือกว่าคู่แข่งเพื่อครอบครองตลาด รวมไปถึงดึงเม็ดเงินจากผู้บริโภคที่ต้องการจะเป็นเจ้าของสุดยอดเทคโนโลยีให้กับแบรนด์ แน่นอนว่าหากเราๆ ต้องการจะเป็นเจ้าของสินค้าที่แรง,เร็ว และลื่นไหลที่สุด เราอาจจะต้องควักเงินจำนวนกว่า 20,000 บาท เพื่อให้ได้มา
ทว่าในปัจจุบันนี้เทรนด์ของการบริโภคสมาร์ทโฟนเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเราสามารถเป็นเจ้าของสินค้าที่ดีได้ในราคาไม่กี่บาท ขอบเขตของการแข่งขันจึงย้ายจากสินค้ารุ่นเรือธง มาเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดแต่ประสิทธิภาพสูงแทน จึงเป็นที่มาของสินค้าที่ผมจะนำมารีวิวในครั้งนี้ นั่นก็คือ BenQ F5 ตัวนี้ครับผม

หลังจากที่หายไปจากเมืองไทยไปเป็นเวลาเนิ่นนาน BenQ ก็กลับมาลุยตลาดโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง ด้วยการส่ง BenQ F5 ตัวนี้ที่เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางราคาไม่เกินหมื่น ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 KitKat ตัวล่าสุดมาให้ รองรับการใช้งาน 4G LTE 1800/2100 Mhz นอกจากนี้ตัวกล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล ยังใช้เซ็นเซอร์ Exmor จาก Sony อีกด้วย ดูสเปคคร่าวๆ แล้วไม่ธรรมดา ผมจึงขอรับหน้าที่ในการรีวิวสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ให้ทุกท่านได้ชมกันครับ
BenQ F5 Specification
Operating System : Android 4.4.2 KitKat
Processor : Qualcomm Snapdragon 400, Quad-core @1.2 GHz Cortex-A7
Memory : RAM = 2 GB, Internal Storage = 16 GB, Additional microSD supported
Display : 5 inches IPS 720p display (~298 ppi)
Camera : Front = 2 MP, Back = 13 MP (Sony Exmor Sensor)
Battery : non removable 2520 mAh battery
Dimension : 142.95 x 72.8 x 8.5 mm
Weight : 135g
ราคาตั้ง 7,990 บาท
ดีไซน์
BenQ F5 จะทำออกมาทั้งหมด 2 สี 2 สไตล์ คือสีดำขลิบแดงดูโฉบเฉี่ยว และสีขาวสดใสบริสุทธิ์ ซึ่งสีที่ทางทีมงานได้มารีวิวคือสีดำนั่นเองครับ ตัวเครื่องมีความบางเพียง 8.5 มม. และน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา 185 กรัม ทำให้พกพาค่อนข้างสะดวก



ส่วนที่เห็นเป็นร่องเหลี่ยมๆ ทั้งสองข้าง คือจุดที่จะให้เราใช้เล็บสอดเข้าไปเพื่อแกะเอาฝาหลังออกครับ


ด้านล่างเป็นช่องเสียบสาย Micro USB ขนาดมาตรฐานสำหรับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์




ด้านล่างเป็นลำโพงนอกตัวเครื่อง แต่ก็ยังไม่วายเติมสีแดงให้ดูมีสเน่ห์อีกด้วย

เราสามารถแกะฝาหลังออกมาด้วยการเอาเล็บงัดตามร่องที่อยู่บนตัวเครื่องมาเรื่อยๆ ก็จะเจอแบตเตอรี่ขนาดความจุ 2520 mAh ที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้

ช่องเสียบ microSD การ์ดจะอยู่บริเวณมุมซ้ายบนของแบตเตอรี่

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องก็จะได้แก่ สายชาร์จพร้อมอะแด็ปเตอร์ หูฟังแบบมีรีโมท และฟิล์มกันรอย

นอกจากนี้ยังมี flip case และแบตสำรองขนาด 4500 mAh แถมมาให้อีกด้วย เป็นโปรโมชั่นพิเศษในช่วงนี้ครับผม


มาเริ่มใช้งานกันเลยดีกว่าครับผม เมื่อเปิดเครื่องมาเราก็จะพบกับ หน้าจอหลัก Q Launcher ซึ่งมีหน้าตาตามรูปด้านบนครับ สำหรับแอปพลิเคชั่นที่ติดเครื่องมาก็จะมีแอปพื้นฐานของ Google ได้แก่พวก Gmail, YouTube, Hangouts, etc. เป็นต้น นอกจากนี้ก็จะเป็นในส่วนของ BenQ Select ที่เป็นแอปฯที่ทาง BenQ ใส่เพิ่มเข้ามาให้หรือที่เรียกว่า ส่วนแอปที่เราทำการโหลดเพิ่มเองจะมาอยู่ที่ New Comer ทั้งหมดครับ
มองเผินๆ จะพบว่า Q Launcher ไม่มีปุ่มสำหรับเข้า App Drawer มาให้ เนื่องจากเค้าได้เอาทุกอย่างออกมาไว้ข้างนอกหมดแล้วนั่นเอง สำหรับหน้าตาของตัว Launcher อันนี้ ส่วนตัวผมว่าค่อนข้างจะดูคลาสสิคไปเสียนิด ซึ่งดูจะสวนทางการดีไซน์กับตัวใหม่ๆ ในปัจจุบันอย่าง Google Now Launcher เป็นต้นครับ ในจุดนี้ผู้ใช้สามารถทำการดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้อยู่แล้วครับสำหรับท่านที่ไม่ชอบ

ก่อนอื่นก็จับมา Benchmark กันก่อนเลยครับ ผลคะแนนออกมาประมาณ 17640 ถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือระดับกลางแบบนี้ ทว่า ตัวเลขการ Benchmark ไม่ใช่ทุกสิ่งครับ ประสบการณ์การใช้งานจริงก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เราจึงต้องมาลองใช้งานจริงกันครับ
ผมลองโหลดเกมยอดฮิตต่างๆ มาติดตั้งเพื่อทดสอบประสิทธิภาพกับเฟรมเรตที่ได้ เริ่มจาก Summoner War เกม 3D MMORPG ชื่อดัง การเรนเดอร์ภาพต่างๆ ก็ออกมาลื่นไหลไม่มีสะดุด ลองเปลี่ยนมาเล่นเกมสามมิติอีกเกม Flick Soccer ก็ไม่มีสะดุดเช่นเดียวกันครับ สลับมาเป็น Brave Frontier ที่มักจะมีอาการสะดุดให้เห็นเมื่อมีการแสดงเอฟเฟ็กต์หนักๆ ซึ่งประสิทธิภาพบน BenQ F5 ก็ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจครับ แม้ว่าจะมีอาการสะดุดให้เห็นบ้างซึ่งจะพบเฉพาะช่วงที่เอฟเฟ็กต์หนักหนาอลังการจริงๆ เท่านั้น



หมดจากเรื่องเกมมาลองกล้องถ่ายภาพกันบ้างครับ สำหรับฟีเจอร์ที่มีมาให้ปรับแต่งก็มากมายจนเล่นไม่หมดครับ ไม่ว่าจะเป็นการ Pre-Process หรือ Post-Process ตัวสมาร์ทโฟนก็มีพารามิเตอร์มาให้ปรับมากมายตามรูปด้านล่าง โดยค่าความละเอียดเริ่มต้นจากโรงงานนั้นจะถูกปรับมาเป็นแบบ 16:9 10MP ที่เป็นอัตราส่วนแบบ Widescreen แต่ถ้าใครอยากได้แบบใหญ่สะใจมาขยายแปะฝาบ้านก็สามารถปรับเป็น 4:3 13MP ที่เป็นอัตราส่วนแบบรูปถ่ายปกติได้เช่นเดียวกัน

เราสามารถเลือกปรับ Effects, White Balance, ISO, EV, etc. ได้อย่างอิสระซึ่งค่อนข้างจะเจ๋งอยู่พอตัวสำหรับคนชอบปรับนู่นนี่ แต่สำหรับใครที่ไม่ชอบการปรับตั้งค่าอะไรมากมาย ก็กดถ่ายให้กล้องมันคิดให้เลยหรือจะเลือกปรับ Scene แบบอัตโนมัติก็ได้

ภาพตัวอย่างที่ได้จากกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล

ภาพตัวอย่างที่ได้จากกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล

ถ้าแสงสว่างเพียงพอก็ปั้นรูปงามๆ ได้ไม่ยาก แต่ส่วนใหญ่คนใช้สมาร์ทโฟนน่าจะเน้นการหยิบมาถ่ายมากกว่า



ตัวแอป Camera มีระบบการแต่งรูปเบื้องต้นติดตัวมาให้ อย่างเช่นการใส่ฟิลเตอร์เก๋ๆ และครอปภาพเป็น 1:1 แบบ Instagram ประมาณนี้
อีกประเด็นสำคัญที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของแบตเตอรี่ครับ ตัวเครื่องใช้แบตเตอรี่ขนาด 2520 mAh ถ้าว่ากันด้วยปริมาณต่อขนาดจอถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มากไม่น้อยกำลังดี จากที่ผมได้ทดลองใช้งานเป็นเครื่องหลักจำนวน 1 วันเต็มๆ เปิด 3G และ Wi-Fi ทิ้งไว้ตลอด ถ่ายรูปบ้าง เล่นเกมบ้าง ตลอดเวลาตั้งแต่ 10.00 – 21.00 พบว่าหมดวันต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟพอดี ซึ่งถ้าหากมีการใช้งานอื่นๆ เพิ่มเติมผลที่ได้ก็อาจจะแตกต่างกันออกไป

เพิ่มเติม
นอกจากประสบการณ์การใช้งานอันลื่นไหลที่ทาง BenQ ได้เสิร์ฟมาให้แน่นเครื่องแล้ว ทางผู้ผลิตยังได้ใส่ใจในเรื่องของการถนอมสายตาผู้ใช้ด้วยการใส่เอาโหมดภาพแบบ Low Blue Light ที่ช่วยลดปริมาณการแสดงผลแสงสีฟ้า ซึ่งทาง BenQ เคลมว่าช่วยให้ดวงตาของเราไม่อ่อนล้าจากการใช้งานติดต่อกันนานๆ โดยเราสามารถเปิดใช้งานได้ที่ Setting > Display > Low blue light mode ซึ่งจะมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ Multimedia, Web Surfing และ Reading


มองด้วยตาเปล่าก็คงจะเห็นต่างเพียงแค่สี ถ้าจะรีวิวตามสไตล์ LCDTVTHAILAND เห็นที่ต้องหยิบ Color Meter มาวัดกันแบบถึงลูกถึงคนกันไปเลยว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างเมื่อเปิดใช้งาน Low Blue Light Mode

คว้าโทรศัพท์มาติดตั้งแพทเทิร์นสีแล้วเปิดขึ้นมาบนจอ จากนั้นก็เอาเครื่องวัดมาจิ้มอ่านค่าสีไปเลย ค่าที่ได้ก็จะออกมาตามตารางด้านล่างเลยครับ

ผลที่ได้ออกมาต้องบอกว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยครับ ค่าอุณหภูมิสีที่ได้ในแต่ละโหมดค่อนข้างแตกต่างกันชัดเจนครับ สำหรับท่านที่ไม่ค่อยเก็ทกับค่า CTT, Gamma และ Luminance ผมขอแจกจงอธิบายคร่าวๆ ดังนี้ครับ
CTT = ค่าอุณหภูมิสีเฉลี่ย เป็นตัวเลขที่บอกถึงความแม่นยำในการแสดงผลของจอภาพ ค่าที่ถูกต้องที่สุดคือ 6500K (เคลวิน)
Gamma = ค่าการไล่เฉดความสว่าง ถ้าค่ายิ่งต่ำเรายิ่งเห็นรายละเอียดของส่วนมืดได้เยอะ ปัจจุบันอ้างอิงกันที่ 2.2
Luminance = ค่าความสว่างของหน้าจอยิ่งมากก็คือยิ่งสว่างครับ
โดยในโหมด Multimedia จะให้สีสันที่เที่ยงตรงมากที่สุด และเมื่อเรามาวัด RGB Balance ให้ละเอียดเข้าไปอีกก็เห็นได้ชัดว่าปริมาณสีฟ้าในโหมด Multimedia มีค่าน้อยกว่าตอนที่ไม่ได้เปิดใช้งาน Low Blue Light อย่างชัดเจน


ส่วนเรื่องที่มันสามารถถนอมสายตาได้จริงหรือไม่ทาง BenQ ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากแสงสีฟ้าเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้น จึงมีพลังงานสูง ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อมองแสงสีฟ้านานๆ สายตาเราจะอ่อนล้าได้ง่ายกว่าการมองแสงที่มีพลังงานต่ำนั่นเอง ฉะนั้นก็จะเหมือนกับว่านอกจากโหมด Low Blue Light จะช่วยให้ตาเราไม่ล้าแล้ว ยังช่วยให้จอมือถือแสดงสีสันได้เที่ยงตรงอีกด้วย ถ้าจะเปิดใช้งานก็แนะนำให้เป็น Multimedia ตอนใช้งานปกติทั่วไป แต่ถ้าใช้ในการอ่านข้อความปริมาณมากๆ หลายบรรทัดแนะนำให้เป็น Reading จะสบายตาที่สุด
สรุป
BenQ F5 เป็นสมาร์ทโฟนระดับราคาไม่เกินหมื่นที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหล เทียบได้กับตัวท็อปๆ ของบางยี่ห้อกันเลย ตัวรอมที่ติดเครื่องมานั้นมีความเสถียรอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ค่อยงอแง หากตัดพวกแอปติดเครื่องหรือ Bloatware (รวมถึง Q Launcher ที่เป็นธีมเครื่องที่หน้าตาดูโบราณไปนิด) ออกจะพบว่ารอม Android ตัวนี้มีความใกล้เคียงกับของดั้งเดิมจาก Google อยู่มากๆ น่าจะถูกใจคนที่ชอบอะไรเดิมๆ ไม่ดัดแปลงมากมาย

ตัวกล้องขนาด 13 MP นั้นเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป เรื่องคุณภาพไฟล์ก็ทำได้คุ้มราคาครับ นอกจากนี้เรายังสามารถปรับค่าต่างๆ ก่อนถ่ายได้มากมาย อยากได้รูปเล็กรูปใหญ่ อัตราส่วน 4:3, 16:9 หรือ 1:1 ก็ยืดหยุ่นอิสระมากๆ สิ่งที่น่าจะต้องระวังคือความร้อนบริเวณรอบๆ เลนส์ ตอนที่เปิดกล้องค้างไว้ระยะเวลาหนึ่ง ไม่รู้ว่าเมื่อใช้งานไปนานกว่านี้อย่างเช่นการถ่ายวิดิโอ อาจจะส่งผลให้ตัวฮาร์ดแวร์เสื่อมง่าย อย่างไรก็ตามด้วยระดับราคาที่ไม่สูงมากทำให้ BenQ F5 เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนราคาสมเหตุผลที่น่าใช้งานเครื่องหนึ่งเลยครับผม
LIKE
– ประสิทธิภาพตัวเครื่องสามารถใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหล เล่นเกม 2D ได้สบาย หรือจะ 3D ก็ได้แต่อาจจะต้องมีการปรับลดระดับกราฟฟิคลงเล็กน้อย เพื่อประสบการณ์ที่ดีในการเล่น
– ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวก ฝาหลังดีไซน์หนึบติดมือทำให้การจับถือมั่นคง
– Low Blue Light Mode ช่วยลดอาการล้าทางสายตาและช่วยให้จอแสดงสีสันได้ใกล้เคียงกับมาตรฐาน
DISLIKE AND SUGGESTION
– ตัวเครื่องร้อนง่ายไปนิดเมื่อเปิดใช้งานกล้องหรือเล่นเกมกราฟฟิคหนักๆ แต่ก็ยังทำงานได้ไม่มีอาการอะไรอื่นแทรกซ้อน
– ไม่สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้
– Q Launcher หน้าตาไม่ค่อยทันสมัย ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการลง Launcher ตัวอื่นอย่าง Google Now Launcher หรือ Nova Launcher เป็นต้นครับผม

