Skip to content
|

รีวิว BenQ X12000 Worlds First 4K DLP Home Cinema Projector with HLD LED Light Source!!

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 06 Feb 2022 0 comments

Hi-End Home Theater Projector

BenQ X12000

Worlds First 4K DLP Home Cinema Projector with HLD LED Light Source !!

ก่อนสิ้นปี 2016 BenQ สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการโฮมเธียเตอร์ไฮเอ็นด์ด้วยการเปิดตัว W11000 DLP Home Cinema Projector ตัวท็อป (เวลานั้น) พร้อมเทคโนโลยี 4K XPR และพ่วง THX HD Certified Display เป็นเครื่องแรกของโลก แต่ความเทพยังไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น เพราะบัดนี้ผู้ผลิตฯ ได้นำเสนอ X12000 ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า สมกับการเป็น “รุ่นเรือธง” อย่างแท้จริง!

ด้วยดีกรี >>The Best Projector Award<< ประจำปี 2016 ศักยภาพของ W11000 ย่อมไม่ธรรมดา แต่เมื่อมี X12000 ที่มีศักยภาพเหนือกว่าออกมา… ก็ได้เวลาทดสอบเพื่อหาคำตอบถึงความเหนือชั้นของรุ่นเรือธงกัน

พิ้นฐานเทคโนโลยีแสดงผลของ X12000 ใช้หลักการเดียวกับ W11000 นั่นเอง คือ 4K UHD DMD Chip ที่มีจำนวน micromirrors ทั้งสิ้น 2716 x 1528 หรือเท่ากับ 4.15 ล้านพิกเซล ผนวกกับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ XPR ซึ่งใช้ Optical Actuator ที่ทำงานรวดเร็วมากจนสร้างเป็นภาพนิ่ง (frame) ที่มีรายละเอียดจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือรวมกันทั้งสิ้นเท่ากับ 8.3 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับความละเอียด 4K ที่เราคุ้นเคยนี่เอง… 

หลักการนี้ได้การรับรองจาก Consumer Technology Association หรือ CTA ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงาน Consumer Electronic Show หรือ CES ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี

ผลเกี่ยวเนื่องจากแนวทาง 4K XPR ข้างต้นนี้ BenQ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากรายละเอียดของภาพที่สูงขึ้นกว่า Full HD Projector อย่างชัดเจนแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดปัญหา Screen-door Effect หรือการรบกวนของเส้นตารางพิกเซล

อีกทั้งยังไม่มีปัญหา Misconvergence หรืออาการเหลื่อมสี ที่อาจพบได้กับเทคโนโลยีการแสดงผลของโปรเจ็คเตอร์รูปแบบอื่น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากผลการทดสอบ W11000 แล้วว่า เป็นความจริง! (อ่านรีวิวได้ >>ที่นี่<<) ว่าแต่อะไร ที่ทำให้ X12000 เหนือกว่า W11000 ขึ้นไปอีกขั้น?

ปัจจัยหลักที่ส่งให้ X12000 มีศักยภาพเหนือกว่า W11000 คือ การผสานเทคโนโลยี CinematicColor เข้ากับเทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสงล่าสุด ColorSpark HLD LED จาก Philips ด้วยระดับความสว่างที่สูงกว่าเทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสงแบบ LED ทั่วไปถึง 3 เท่า แต่ที่พิเศษ คือ “คุณภาพแสง” อันส่งผลถึงการแสดงขอบเขตสีของโปรเจ็คเตอร์ที่กว้างขวางครอบคลุมถึงมาตรฐาน DCI-P3 เหนือกว่าความสามารถของ W11000 ที่ทำได้ครอบคลุมที่มาตรฐาน Rec.709

จุดนี้สามารถยืนยันได้อีกเช่นเคยกับผลการทดสอบ CIE Color Gamut ตามภาพ บ่งบอกถึงศักยภาพของ X12000 ว่าเหนือกว่า W11000 จริง ขณะเดียวกันแหล่งกำเนิดแสง HLD LED ยังมีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานสูงกว่า มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่าถึง 3 เท่าเป็นอย่างน้อย (อ้างอิงที่ 20,000 ชม.) เรียกว่าใช้นานไม่ต่างจากทีวีเลย และค่าดูแลรักษาในระยะยาวก็ย่อมจะต่ำลงด้วย

รายละเอียดและคุณสมบัติด้านภาพของ X12000 เพิ่มเติม จะกล่าวถึงอีกครั้ง แต่ก่อนอื่นมาดูในส่วนของดีไซน์-รูปลักษณ์ภายนอก กันก่อนครับ

ดีไซน์

เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก จะเห็นว่า X12000 ถอดแบบมาจากรุ่น W11000 มาแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขนาดที่ใหญ่โตตามแบบฉบับรุ่นสูง วัสดุสีสัน เท็กเจอร์ที่ดูดี หรือแม้แต่การออกแบบจัดวางตำแหน่งชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ก็เหมือนกัน โดยรุ่นนี้จัดวางตำแหน่งเลนส์ฉายภาพไว้กึ่งกลาง เพื่อให้ง่ายในการอ้างอิงจุดติดตั้งโดยเฉพาะเมื่อยึดเข้ากับขาแขวนเพดาน

จุดเชื่อมต่อสายสัญญาณต่างๆ ถูกจัดวางไว้ด้านข้างเช่นเดียวกับ W11000 ซึ่งเอื้อสำหรับการเชื่อมต่อสายกรณีที่จำเป็นต้องติดตั้งโปรเจ็คเตอร์ชิดผนังด้านหลัง อย่างไรก็ดีไม่มีฝาครอบหรือช่องสำหรับเก็บซ่อนสายแต่มิได้เป็นปัญหาใหญ่… ใกล้กันเยื้องลงมาด้านล่างจะเป็นแผงสวิตช์ควบคุม สามารถเลื่อนฝาปิดได้เมื่อมิได้ใช้งาน ซึ่งดูลงตัวดี

รีโมตคอนโทรลดูพรีเมียม ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ W11000  มี Back-lit สีส้ม สว่างเห็นชัดทุกปุ่มแม้ใช้งานในห้องมืด และที่ตัวเครื่องโปรเจ็คเตอร์ติดตั้งเซ็นเซอร์รับสัญญาณทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องชี้รีโมตตรงไปที่ตัวโปรเจ็คเตอร์ก็ยังควบคุมได้ดีมาก

จุดที่ต่างจาก W11000 พอให้สังเกตได้มีเพียงเล็กน้อย หนึ่งในนั้น คือ “การตัดขอบด้วยสีทอง” ของ X12000 ที่ตำแหน่งเลนส์ฉาย

ด้านหลังตัวเครื่องของ X12000 เป็นตะแกรงโปร่ง มิได้ปิดทึบเหมือนรุ่น W11000

ซึ่งการเปิดช่องด้านหลังนี้เป็นการปรับเปลี่ยนระบบระบายลมร้อนใหม่ให้แตกต่างจากรุ่น W11000 กล่าวคือ X12000 จะใช้หลักการนำลมเย็นเข้าจากด้านหลังทั้ง 2 ฝั่งซ้าย-ขวา แล้วระบายออกทางด้านหน้า ทางเดินของมวลอากาศที่ไหลผ่านจึงสั้นกว่า W11000

นอกจากนี้โลโก้มาตรฐานต่างๆ ที่กำกับไว้บนตัวเครื่องสำหรับรุ่น X12000 จะไม่มี THX HD Display Certified Logo แตกต่างจากที่เคยมีในรุ่น W11000 ซึ่งรายละเอียดในจุดนี้จะส่งผลกับคุณภาพของภาพหรือไม่ จะกล่าวถึงอีกครั้งตอนรายงาน “คุณภาพของภาพ” ครับ

ช่องต่อ

ตำแหน่ง และจำนวนช่องต่อนั้นไม่ต่างกับ W11000 กล่าวคือ สามารถรับสัญญาณภาพความละเอียดระดับ 4K Ultra HD ผ่านทาง HDMI Input จำนวน 2 ช่อง โดย HDMI 1 เท่านั้นที่เป็น Version 2.0 (with HDCP 2.2) รองรับสัญญาณภาพความละเอียดสูงสุดที่ 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4 ดังนี้การเชื่อมต่อกับแหล่งโปรแกรมภาพระดับ 4K Ultra HD คุณภาพสูง (อาทิ 4K/UHD Blu-ray Player) จึงแนะนำให้เชื่อมต่อที่ช่องนี้

ส่วน HDMI 2 เป็น Version 1.4 (with HDCP 1.4) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/30Hz 8-bit

ช่องรับสัญญาณวิดีโออื่น มีเพียง Analog D-Sub (VGA) In 1 ช่อง เท่านั้น แต่สามารถรับสัญญาณได้ทั้ง PC (RGB) และ Component (YPbPr/YCbCr)

เพิ่มเติม

การถ่ายทอดภาพที่ดีเยี่ยมจากโปรเจ็คเตอร์นั้น คุณภาพของเลนส์ก็มีส่วนสำคัญยิ่งเพราะเป็นทางผ่านในขั้นสุดท้ายก่อนที่ภาพจะถูกฉายออกไป ซึ่ง BenQ ได้เลือกใช้ชิ้นเลนส์คุณภาพสูงจำนวน 14 ชิ้น แบ่งเป็น 6 กลุ่ม มีการฉาบผิวเพื่อลดการคลาดสี ติดตั้งในกระบอกโลหะที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อผลลัพธ์ภาพที่คมชัด และถ่ายทอดคุณภาพของภาพดีที่สุด

ความยอดเยี่ยมที่เอื้อต่อการติดตั้งจาก X12000 ยังรวมไปถึงระบบซูม 1.5 เท่า ยกตัวอย่าง หากต้องการฉายภาพบนจอขนาด 100 นิ้ว จะสามารถกำหนดระยะจัดวางโปรเจ็คเตอร์ได้ยืดหยุ่นมาก ตั้งแต่ 3.03 ม. ไปจนถึง 4.56 ม. นอกจากนี้ยังมีระบบ Lens Shift ที่สามารถชดเชยระยะติดตั้งได้ทั้งแนวตั้ง (+/-65%) และแนวนอน (+/-27%)

สำหรับท่านที่จะใช้งานรับชมแบบ Ultra-wide 2.35:1 ร่วมกับ X12000 ก็มี Anamorphic Lens จาก Panamorph เป็นอ็อพชั่นเสริมด้วยเช่นกัน (สามารถใช้ร่วมกับรุ่น W11000 ได้)

X12000 มีตัวเลือก Test Pattern ไว้ให้อ้างอิงในการติดตั้ง โดยใช้ในการปรับตำแหน่ง Lens Shift และซูมขนาดภาพฉาย ให้พอดีกับขนาดของจอรับภาพได้อย่างเที่ยงตรง

ภาพ

เช่นเดียวกับ W11000 คือ คุณภาพเลนส์ที่ใช้ นอกจากได้ภาพที่ชัดเจนแล้ว อาการคลาดสีโดยเฉพาะบริเวณขอบจอนี่แทบไม่มี แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นรายละเอียดคมชัดอันไร้ซึ่งปัญหาเหลื่อมสี หรือ Misconvergence อานิสงส์จากเทคโนโลยี DLP แบบ 4K XPR อันยอดเยี่ยม (อ่านรายละเอียดการทดสอบยืนยันในจุดนี้ได้จากรีวิว W11000 >>ที่นี่<<)

การปรับซูมและโฟกัสของ X12000 ดำเนินการโดยใช้มือหมุนวงแหวนที่กระบอกเลนส์ ซึ่งดำเนินการได้ยากกว่าโปรเจ็คเตอร์รุ่นไฮเอ็นด์อื่นๆ ที่ใช้มอเตอร์ควบคุมและสั่งการผ่านรีโมตคอนโทรลไร้สายอยู่บ้าง แต่ถ้าทำได้ผลลัพธ์ก็จะเป๊ะมาก คำแนะนำคือควรมี 2 คนช่วยกัน คนหนึ่งคอยหมุนปรับวงแหวนโฟกัสที่โปรเจ็คเตอร์ ส่วนอีกคนยืนใกล้จอรับภาพแล้วคอยดูผลลัพธ์เพื่อแจ้งบอก ทั้งนี้การปรับโฟกัสมีความสำคัญเพราะจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ปราศจากการเหลื่อมสี 100% โฟกัสจะต้องเข้า 100% ด้วย

มาดูในส่วนของโหมดภาพที่ให้มากันบ้าง ดังที่แจ้งไปในตอนต้นว่า X12000 ไม่มีโลโก้ THX HD Display Certified กำกับไว้ที่ตัวเครื่อง ต่างจากรุ่น W11000 ในจุดนี้ส่งผลถึงรายละเอียดของโหมดภาพจากโรงงานที่แตกต่างกันหรือไม่? พบว่า X12000 จะไม่มีโหมดภาพที่ชื่อว่า “THX” ทว่าถูกแทนที่ด้วย “DCI-P3” แล้วความเที่ยงตรงแตกต่างกันไหม?

หมายเหตุ: กรณีที่ปลดล็อคในส่วนของ ISFccc จะมีโหมดภาพเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 โหมด ได้แก่ ISF Night และ ISF Day

จากการทดสอบพบว่า เกือบทุกโหมดภาพของ X12000 ให้ความเที่ยงตรงไม่แพ้ W11000 โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของสมดุลสี (เกี่ยวเนื่องไปถึงอุณหภูมิสี) ทำได้ดีกว่า W11000 เล็กน้อยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี หลายๆ โหมดภาพของ X12000 ถูกเร่งดีเทลจนรายละเอียดภาพติดหยาบอยู่บ้าง ซึ่งสังเกตได้โดยเฉพาะเมื่อทำการรับชมคอนเทนต์ 4K ที่มีรายละเอียดมาก อย่างภาพยนตร์ในฟอร์แม็ต 4K/UHD Blu-ray Disc

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการตั้งค่าในส่วนของ Sharpness และโดยเฉพาะ Pixel Enhancer 4K นั้น ถูกปรับตั้งจากโรงงานมาเยอะเกินไป คำแนะนำคือ ให้ทำการปรับลดน้ำหนักของทั้ง 2 ตัวเลือกนี้ลงอย่างเหมาะสม จะเป็นการดี

มาดูในส่วนของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันของโหมด DCI-P3 ซึ่งมาแทนโหมด THX ของ W11000 เดิม พบว่า ในส่วนของสมดุลสีทำได้ดีไม่แพ้กัน ในขณะที่ความสามารถแสดงขอบเขตสี (Color Space) ทำได้ครอบคลุมราว 96.7% ของมาตรฐาน DCI-P3 ซึ่งกว้างกว่าที่ W11000 ทำได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนระดับความสว่างนั้น ถึงแม้โหมดนี้จะถูกกำหนด Light Mode ไว้ที่ Eco ระดับความสว่างจึงไม่สูงมากเท่ากับโหมด Vivid แต่ก็ยังสู้แสงได้ดีระดับหนึ่ง โดยรวมยังดูสว่างไม่รู้สึกทึมมากเหมือนโหมด THX ของ W11000 (ซึ่งเหมาะใช้งานในห้องที่คุมแสงรบกวนได้ 100% เท่านั้น) 
นอกจาก DCI-P3 โหมดภาพแนะนำของ X12000 ลำดับถัดมาที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน คือ Silence โดยจะได้ระดับความสว่างสูงกว่า DCI-P3 ขึ้นอีกนิดหนึ่งราว 12% (อ้างอิงที่ Light Mode = Eco เหมือนกัน) โดยทั้ง 2 โหมดนี้ให้ความเที่ยงตรงของสีสันเหนือกว่าโหมด Cinema และ User จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในห้องมืดที่คุมแสงรบกวนได้ 100% ไปจนถึงห้องที่มีแสงรบกวนเล็กน้อย ระดับความสว่างที่ไม่เจิดจ้ามาก นอกจากช่วยประหยัดไฟ (Maximum 162W – 182W) ระดับเสียงพัดลมระบายความร้อนเบา อายุการใช้งานของแหล่งกำเนิดแสงจะขยายขึ้นไปได้สูงสุดถึง 20,000 ชม. ด้วย

ถึงแม้สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานโปรเจ็คเตอร์ คือ “ห้องมืด” ทว่าสำหรับกรณีที่ต้องสู้กับแสงรบกวน คงไม่มีโหมดใดทำได้ดีเกิน Vivid สมดุลสีของโหมดนี้ทำได้ดีเช่นเคยตามมาตรฐานโปรเจ็คเตอร์ BenQ จุดเด่นที่เพิ่มเติม คือ ระดับความสว่างจะสูงกว่าโหมด DCI-P3 ราว 45% แต่การใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นราว 63% (ที่ Maximum 264W) ด้วย ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากตัวเลือก Light Mode ที่ถูกกำหนดไว้ที่ระดับ Normal

โหมด Vivid จึงมีศักยภาพสู้กับแสงรบกวนได้ดีในขณะที่ไม่ย่อหย่อนเรื่องของสีสัน ทว่ามีคำแนะนำเบื้องต้นก่อนใช้งานโหมด Vivid คือ นอกจากต้องปรับลดในส่วนของ Sharpness และ Pixel Enhancer 4K เพื่อให้ภาพดูหยาบน้อยลง ดังเช่นที่ต้องกระทำกับโหมดภาพอื่นๆ แล้ว ลำดับถัดมา คือ ต้องทำการไฟน์จูน Contrast โดยปรับลดระดับลงเล็กน้อยเพื่อให้สามารถแสดงรายละเอียดไฮไลท์ได้อย่างครบถ้วน เพียงเท่านี้ Vivid ก็พร้อมใช้งานร่วมกับทุกสถานการณ์และทุกแหล่งโปรแกรมอย่างแท้จริง

ข้อสังเกต: ในรุ่น X12000 พบว่า โหมด Bright ให้ระดับความสว่างสูงกว่า Vivid อยู่มาก เกือบๆ 2 เท่าเลยทีเดียว ความเจิดจ้าสู้แสงทำได้ดีน้องๆ Presentation Projector แต่เช่นเคยว่าสมดุลสีของโหมดนี้จะย่อหย่อนลงไปมากพอควร หากไม่คำนึงถึงความเที่ยงตรง เน้นสวา่งเป็นหลักก็อาจจะใช้งานได้ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้งานโหมด Bright

แน่นอนหากสามารถทำการปรับภาพละเอียดเพิ่มเติมตามมาตรฐาน ISFccc โหมด Vivid ที่มีศักยภาพสูงอยู่แล้ว จะมีความเที่ยงตรงจนตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายสภาวการณ์ ครอบคลุมไปถึงการเป็นจอภาพอ้างอิง

ถายหลังปรับภาพละเอียด ด้วยรายละเอียดภาพระดับ 4K Ultra HD พร้อมๆ กับมาตรฐานการแสดงขอบเขตสีครอบคลุมมาตรฐาน DCI-P3 ที่ 96.3% หรือทำได้ราว 91.8% ของมาตรฐาน AdobeRGB พร้อมสมดุลสี (White Balance) ที่เที่ยงตรง หากจะใช้ X12000 มอนเิเตอร์งานกราฟิก ตัดต่อ แต่งภาพ ก็ย่อมทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย เปิดเผยดีเทล สีสันของคอนเทนต์ได้อย่างเข้มข้น สดใส และมีชีวิตชีวากว่า

ทุกโหมดภาพสามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือก Light Mode ได้อิสระ 2 ระดับ คือ Normal และ Eco (ไม่มี Smart Eco แบบ W11000 แต่คิดว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็นสำหรับแหล่งกำเนิดแสงแบบใหม่)

ในส่วนของการแสดงผลแบบ HDR (High Dynamic Range) พบว่า X12000 ไม่มีโหมดภาพหรือตัวเลือก HDR โดยเฉพาะ และไม่มี Info ยืนยันการแสดงผล จึงเข้าใจว่าน่าจะยังไม่รองรับแบบตรงๆ อย่างไรก็ดีด้วยความสามารถด้านการแสดงขอบเขตสี และ Color Depth ที่ทำได้เหนือข้อกำหนดสำหรับ HDR10 Standard บวกกับศักยภาพของแหล่งกำเนิดแสงใหม่ที่ให้คุณภาพแสงดีกว่าเดิม ผลลัพธ์การรับชมภาพยนตร์ฟอร์แม็ต 4K/UHD Blu-ray ด้วย X12000 จึงมีความใกล้เคียงกับการแสดงผลแบบ HDR ซึ่งในบางด้านนั้นให้ศักยภาพเหนือกว่าจอภาพระดับเริ่มต้นที่รองรับการแสดงผลแบบ HDR เสียอีก

ด้านภาพเคลื่อนไหวยังไม่มีฟังก์ชั่นประมวลผลแทรกเฟรมเช่นเดียวกับ W11000 แต่ก็ให้ความต่อเนื่องของเฟรมต้นฉบับที่ดูเป็นธรรมชาติจนอาจไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งระบบดังกล่าว

ทดสอบการเล่นเกมดูบ้าง ความคมชัดระดับ 4K และการแสดงขอบเขตสีสันของ X12000 ที่เหนือกว่ามาตรฐานโปรเจ็คเตอร์ยุค Full HD จึงส่งอานิสงส์สร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเคย ภาพดูกระจ่าง มีพลัง สีสันสดใสมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยได้สัมผัสจาก W11000 ในส่วนของ HDMI Input Lag แม้ว่าจะเป็นรอง W11000 แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ส่งผลให้การเล่นเกมเสียจังหวะแต่อย่างใด

สรุป

คุณภาพสมกับเป็นรุ่นเรือธง ด้วยความละเอียดแบบ 4K XPR ผสานโครงสร้างเลนส์คุณภาพสูงที่ให้อัตราการคลาดสีน้อย ที่สำคัญคือไม่มีการรบกวนจากปัญหา Misconvergence รายละเอียดจึงมีความคมชัดสูง และที่สำคัญ คือ เทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสง ColorSpark HLD LED จาก Philips ขยายขีดความสามารถทั้งคุณภาพแสง  ส่งอานิสงส์ไปถึงการแสดงขอบเขตสีที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ครอบคลุมถึงมาตรฐาน DCI-P3 อายุการใช้งานที่ยาวนาน อีกทั้งช่วยประหยัดพลังงานได้มากอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้ BenQ X12000 จึงนับโปรเจ็คเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ประจำปี 2017 ที่น่าจับจ้องเป็นพิเศษ!

จุดเด่นของ BenQ X12000

– การแสดงผลแบบ 4K XPR ให้ความคมชัด รายละเอียดพิกเซลดีกว่า Full HD Projector อย่างเห็นได้ชัดเจน

– ปราศจากปัญหา Misconvergence ไม่จำเป็นต้องทำ Panel Alignment ใดๆ ในขั้นตอนติดตั้ง และ Screen-door Effect ก็บางมากจนแทบไม่เห็น

– แหล่งกำเนิดแสง ColorSpark HLD LED เทคโนโลยีล่าสุดจาก Philips ให้ระดับความสว่างสูง และที่สำคัญ คือ คุณภาพแสงและอายุการใช้งานยาวนานสูงสุดถึง 20,000 ชม.

– ให้ขอบเขตสีครอบคลุมมากกว่า 95% ของมาตรฐาน DCI-P3

– ให้ช่องต่อ HDMI มาทั้งหมด 2 ช่อง เป็น Version 2.0 จำนวน 1 ช่อง รองรับสัญญาณ 4K 60Hz 4:4:4 และ HDCP 2.2 ส่วนอีกช่องเป็น HDMI 1.4a รองรับสัญญาณ 4K 30Hz

– เลนส์ฉายคุณภาพสูง ให้อัตราคลาดสีน้อย และมีระยะซูมถึง 1.5 เท่า พร้อมด้วย Lens Shift ปรับชดเชยตำแหน่งได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ทำให้กำหนดจุดติดตั้งโปรเจ็คเตอร์ได้ยืดหยุ่น

– ให้ระดับความสว่างสูงสุดตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน เท่ากับ W11000 แต่การใช้งานจริงดูเหมือนให้แสงที่มีพลัง จัดจ้านกว่า

จุดด้อยของ BenQ X12000

– ตัวเครื่องใหญ่โตตามดีกรีรุ่นท็อป อาจใช้พื้นที่ติดตั้งและต้องคำนึงถึงความมั่นคงเมื่อทำการยึดแขวนอยู่สักหน่อย

– ความเที่ยงตรงของโหมดภาพโรงงานโดยรวมยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่บางจุดดูจะย่อหย่อนลงเล็กน้อยหากเทียบกับรุ่น W11000 (ที่ได้การรับรองมาตรฐานจาก THX) กระนั้นหากสามารถปรับภาพละเอียดในภายหลัง อิงตามมาตรฐาน ISFccc จะให้ผลลัพธ์ที่เข้าใกล้ความเพอร์เฟ็กต์ไม่ต่างกัน และอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ

– การปรับหน้าเลนส์ทั้ง Zoom, Focus และ Shift ควบคุมด้วยมือ ยังไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในแง่ความละเอียดเที่ยงตรงและยืดหยุ่นได้อย่างดีเยี่ยม

– ไม่รองรับการแสดงผล 3D

– ไม่มี Frame Interpolation แต่การรับชมภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มิได้รู้สึกว่าสะดุด หรือขาดความต่อเนื่อง

– ไม่มีลำโพงในตัว การใช้งานโปรเจ็คเตอร์ระดับนี้ต้องการชุดโฮมเธียเตอร์เต็มระบบจึงจะคู่ควร

หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2017

ราคา BenQ X12000

299,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท เบ็นคิว(ประเทศไทย) จำกัด

โทร. 02670 0310-1

สนใจสั่งซื้อสินค้าได้ที่ตัวแทนจำหน่าย อาทิ

Clef Audio, Save Audio & Video, Khonkaen HIFI, Cinema-nia, Magnet, Theater House, Neo Entertainment, Grand Audio & Visual, Projector Pro, Projector Outlet และ Projector 108

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้