รีวิว Hisense 55N3000UW 4K LED TV จอใหญ่ไว้ดูบอล รองรับ HDR พร้อมชม Netflix ราคาเบาๆ !!?
Hisense 55N3000UW UHD LED TV
4K LED TV จอใหญ่ไว้ดูบอล
พร้อมชม Netflix ราคาเบาๆ !!?

อาจดูว่าใหม่สำหรับประเทศไทย แต่อันที่จริง Hisense โด่งดังในประเทศจีน ปัจจุบันขยายฐานสู่ตลาดโลกมาได้สักพักใหญ่แล้ว ล่าสุดขึ้นแท่นแบรนด์ทีวีที่มียอดขายรวมเป็นอันดับ 3 ของโลกเลยทีเดียว วันนี้จะมาทำความรู้จักกับ 4K LED TV ซีรี่ส์ล่าสุดและยังมีราคาประหยัดที่สุดประจำปี 2018 คือรุ่น 55N3000UW กันครับ
N3000 Series คือ 4K LED TV รุ่นเริ่มต้น ประจำปี 2018 ของ Hisense ปัจจุบันมีขนาดจอภาพให้เลือก ได้แก่ 43, 50 และ 55 นิ้ว 55N3000UW ที่ทำการรีวิวต่อไปนี้ จึงเป็นรุ่นขนาดจอภาพใหญ่ที่สุดของซีรี่ส์เหมาะกับการนำไปรับชมมหกรรมบอลโลกที่กำลังจะมาถึงได้อย่างเต็มตา แต่ราคาสบายกระเป๋าแค่หมื่นกลางๆ ครับ
ดีไซน์

การออกแบบของ 55N3000UW เน้นวัสดุสีดำด้าน ดีไซน์เรียบๆ ตามแบบฉบับรุ่นเริมต้น ในส่วนของกรอบจอทำได้ค่อนข้างบาง หากจะนำไปติดตั้งใช้งานต่อกันแบบ Multi Monitor ก็พอได้อยู่ ซึ่งด้วยงบประมาณที่ไม่สูง น่าจะตอบสนองในจุดนี้ได้ดี
สำหรับท่านใดที่ต้องการแขวนผนัง และต้องการทราบขนาดเผื่อเว้นช่องสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน รุ่นนี้ขนาดจอภาพขนาด 55 นิ้ว จะมีไดเมนชั่นอยู่ที่ 1235 x 717 x 84 ซม. (ขนาดเฉพาะจอทีวีไม่รวมขาตั้ง)

การติดตั้งแบบวางบนชั้นจะใช้ขาตั้งทรงกิ่งไม้สีดำเงา มีระยะห่างระหว่างขาซ้ายและขวามากสุดอยู่ที่ราว 105 ซม. ชั้นวางทีวีมาตรฐานทั่วไปคิดว่ารับได้สบาย แต่เพื่อความมั่นใจเช็คขนาดท็อปชั้นว่ามีความยาวมากกว่าระยะที่แจ้งนี้ครับ

เนื่องจากรุ่นนี้ใช้รูปแบบการติดตั้งไฟส่องหลังแบบ Direct LED Backlight โครงสร้างกรอบบอดี้ของจอภาพจึงมีความหนาอยู่สักหน่อย แตในส่วนของน้ำหนักไม่มาก หากจะแขวนผนังก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสริมโครงสร้างยึดรับเป็นพิเศษ

เมื่อมองจากด้านหลัง จุดเชื่อมต่อสายไฟจะอยู่ฝั่งซ้าย (ถอดสายได้ หัวแบบ C7 หรือเลข 8) ในขณะที่จุดเช่ือมต่อสัญญาณภาพและเสียงอยู่ฝั่งขวา และจากรูปเดียวกันนี้จะเห็นตำแหน่งติดตั้งลำโพงที่บริเวณส่วนล่างของจอภาพด้วย (ลำโพงติดตั้งฝั่งละ 2 จุด ด้านหลัง และด้านล่างของจอภาพ รายละเอียดของระบบเสียงจะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงาน “คุณภาพเสียง”)

ถัดลงมาจากตำแหน่งช่องรับสัญญาณ เยื้องลงมาส่วนล่างใกล้กับขอบจอเป็นตำแหน่งสวิตช์เพาเวอร์ และปุ่มควบคุม

รีโมตคอนโทรลใช้วัสดุเรียบๆ แต่ดีไซน์ดูดีทีเดียว ขนาดกำลังดี ไม่เทอะทะ มีปุ่ม Shortcut สำหรับแอพฯ Netflix และ YouTube แต่ไม่มีฟังก์ชั่น Air Mouse
ช่องต่อ

ช่องต่อสัญญาณด้านหลังของ 55N3000UW ประกอบไปด้วย Analog Video In แบบ Composite และ Component อย่างละ 1 ชุด (ใช้ช่อง Analog Audio In ร่วมกัน), Digital Optical Audio Out และ Ethernet (LAN) พร้อม Wi-Fi Built-in

ส่วนด้านข้างเป็นตำแหน่งของช่องต่อ HDMI In จำนวน 3 ช่อง (HDMI 1 รองรับ ARC), USB 2.0 จำนวน 2 ช่อง, Headphone Out และ DVB-T2 Antenna In

อินเทอร์เฟสเมนูในส่วนของ Input Selector หากช่องไหนมีการเชื่อมต่อสัญญาณอยู่ ระบบจะแสดงไฮไลท์ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา เพิ่มความสะดวกเวลาใช้งานได้ดี
สรุปจำนวนช่องต่อของ Hisense 55N3000UW ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 3 (ด้านข้าง) |
| USB | 2 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านหลัง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | 1 (ด้านหลัง) |
| Component Video In | 1 (ด้านหลัง) |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | 1 (ด้านหลัง ร่วมกับ Composite และ Component) |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านหลัง) |
| Audio/Headphone Out | 1 (Mini Jack ด้านข้าง) |
| Bluetooth Audio | No |
เพิ่มเติม

Hisense 55N3000UW มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Smart TV ที่มีชื่อเรียกว่า Vidaa Lite 2.0 โดยจะมี Netflix และ YouTube แอพฯ ความบันเทิงยอดฮิต ติดตั้งมาพร้อมจากโรงงาน สามารถเข้ารับชมผ่านทางหน้าเมนู My Apps ตามรูป หรือจะกดจากปุ่มลัดที่รีโมตคอนโทรลเลยก็ได้

เริ่มกันด้วย Netflix แอพฯ ชมภาพยนตร์ออนไลน์ยอดนิยมอันดับหนึ่ง ซึ่ง 55N3000UW ตอบสนองในจุดนี้ได้ดี รองรับ 4K และระบบเสียง 5.1 (DD+ bitstream via HDMI ARC & Optical) อย่างไรก็ดีช่วงเวลาทดสอบพบว่า การแสดงรายละเอียดของอินเทอร์เฟสจะติดหยาบอยู่สักหน่อย เข้าใจว่าจุดนี้จะได้รับการแก้ไขในซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นถัดไป

ภาพยนตร์ Netflix ที่มีระบบเสียงและซับไตเติลภาษาไทย สามารถเลือกเปลี่ยนได้

อีกหนึ่ง Video Streaming ยอดฮิตของยุคนี้คงไม่พ้น YouTube ซึ่ง 55N3000UW สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือการแสดงผลเป็น 4K (2160p) ได้ไม่ว่าจะปรับอัตโนมัติหรือกำหนดเอง แต่ยังไม่รองรับ HDR ครับ

Vidaa Lite 2.0 ระบบ Smart TV ของ Hisense 55N3000UW สามารถเลือกติดตั้งแอพฯ เพิ่มเติมได้ผ่าน App Store จำนวนก็นับว่าไม่น้อยจนเกินไป แต่เท่าที่เห็นยังไม่มี Local app ของไทยครับ

แอพฯ เกมจะเป็นแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน กราฟิกเบาๆ เน้นให้เด็กๆ เล่น

แอพฯ เกมจะเป็นแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน กราฟิกเบาๆ เน้นให้เด็กๆ เล่น

ถัดมาดูในส่วนของอีกฟังก์ชั่นลูกเล่น Smart TV ที่ขาดไม่ได้ อย่างการรับชมไฟล์วิดีโอ เพลง และภาพนิ่ง ผ่าน USB Storage และ Network Media Server ไปจนถึงการแชร์ภาพหน้าจอจาก Smartphone ขึ้นจอทีวีผ่านฟีเจอร์ Anyview Cast

ทดสอบรับชมไฟล์วิดีโอภาพยนตร์ที่เก็บอยู่ใน External HDD ผ่าน USB 2.0 ของ 55N3000UW พบว่า กับไฟล์ทดสอบฟอร์แม็ต MKV ความละเอียด 4K/24p HEVC สามารถแสดงภาพได้ชัดเจนไหลลื่นดี ไม่พบอาการสะดุดที่เกิดจากการอ่านข้อมูลไม่ทัน แถมเลือกรับฟังเสียง Dolby/DTS และเปลี่ยนซับไตเติลได้ด้วย

การส่งภาพจาก Smartphone ขึ้นจอทีวีด้วย Anyview Cast จะต้องใช้งานร่วมกับแอพฯ ชื่อเดียวกัน คือ Anyview Cast (ขณะทดสอบยังไม่พบแอพฯ นี้ ใน Store ของ iOS และ Android)
ภาพ
โหมดภาพจากโรงงานกรณีที่รับชม SDR Content จะมีทั้งหมด 5 โหมด ซึ่งผล Lab Test ที่ได้ เป็นดังนี้

โหมดภาพ Standard ให้ภาพชัดเจนสดใสดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะให้ระดับความสว่างสูงที่สุด (สว่างกว่าโหมด Dynamic เสียอีก แต่ไม่ห่างมากนัก)

ขอบเขตสีทำได้ครอบคลุม 98% ของมาตรฐาน Rec.709 และสมดุลสีก็นับว่าใช้การได้ถึงแม้จะติดโทนเย็นอยู่บ้าง โหมด Standard นี้ เหมาะกับดูในสภาพห้องที่จำเป็นต้องสู้แสง แต่กรณีใช้งานในห้องนอนห้องนั่งเล่นทั่วไปที่คุมแสงรบกวนได้ แนะนำให้ปรับลด Backlight ลง จะทำให้ดูสบายตาขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานด้วยครับ

ทดลองรับชม SDR Content จาก Digital TV ร่วมกับโหมดภาพ Standard ภาพดีน่าพอใจทีเดียว ทั้งนี้มีคำแนะนำเพิ่มเล็กน้อย คือ การรับชมคอนเทนต์คุณภาพสูง อาทิ ทีวีช่องที่ออกอากาศแบบ HD จะได้ศักยภาพสูงสุด และทำการปรับลด “Sharpness” ลง เนื่องจากค่าโรงงานเดิมตั้งไว้สูงเกินไปจะทำให้ภาพติดหยาบ โดยเฉพาะหน้าคนดูกร้านผิดธรรมชาติได้ และอาจจำเป็นต้องไฟน์จูนตัวเลือก “Color” และ “Tint” อีกเล็กน้อย เพื่อให้สีผิวถูกต้องเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นครับ

รุ่นนี้ยังไม่รองรับไฟน์จูนปรับภาพแบบละเอียด ผลลัพธ์ภายหลังจาก Calibrate จึงไม่แตกต่างจากโหมดโรงงานมากนัก เท่าที่พอดำเนินการได้ คือ ปรับเปลี่ยนตัวเลือก Color Temperature แต่ผลทดสอบพบว่า Normal แม้จะติดโทนเย็นอยู่บ้าง แต่สมดุลสีโดยรวมนั้นดีกว่า Warm ซึ่งให้ภาพติดอมแดงผิดธรรมชาติมากเกินไปสำหรับรุ่นนี้ จึงแนะนำให้คงตัวเลือกนี้ไว้ที่ “Normal” ครับ

เนื่องจากเป็นรุ่นเริ่มต้น ระบบประมวลผลอัพสเกลของรุ่นนี้จึงไม่ซับซ้อน และไม่มีระบบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว แต่อีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นข้อดีเพราะส่งผลให้ระดับ Input Lag ต่ำเพียง 33.8 ms ประเด็นนี้ส่งผลให้การรับสัญญาณและแสดงผลภาพรวดเร็ว เวลาเล่นเกมสามารถตอบสนองเท่าทัน
เสียง
จากข้อมูลที่ทาง Hisense ลงไว้ รุ่นนี้ได้รับการจูนระบบเสียงโดย dbx Professional Audio ในเครือ Harman คุณภาพเสียงของ 55N3000UW จึงนับว่าไม่ธรรมดาเมื่อเทียบกับทีวีระดับเดียวกัน
ในแง่โครงสร้าง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นอานิสงส์ของพื้นที่ภายในกรอบจอที่มาก จึงมีที่ให้ติดตั้งตัวขับเสียงแบบจัดเต็มกันเลยทีเดียว ตัวขับเสียงแบบสเตริโอซ้ายและขวานั้น ด้านหนึ่งจะประกอบไปด้วยตัวขับเสียงแบบฟูลเรนจ์ทรงรีและเบสวูฟเฟอร์ โดยลำโพงฟูลเรนจ์นั้นถึงแม้ติดตั้งวางตำแหน่งไว้ยิงเสียงลงด้านล่าง แต่การเปิดช่องให้เสียงผ่านออกมาได้อย่างสะดวกไม่ถูกบังคับบดบังด้วยโครงสร้างกรอบจอที่คับแคบ ความถี่เสียงที่สะท้อนมาถึงผู้ฟังจึงมีความชัดเจน

ในขณะที่วูฟเฟอร์ติดตั้งยิงเสียงออกทางด้านหลังช่วยเสริมเบส เพิ่มน้ำหนักเสียงให้ได้น้ำได้เนื้อมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีระบบจำลองเสียง DTS TruSurround เป็นทางเลือกที่ช่วยให้เสียงมีความโอบล้อมแตกต่างจากรูปแบบสเตริโอพื้นฐาน
สรุป
Hisense 55N3000UW มีจุดเด่นที่ราคาเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณไม่สูง แต่อยากได้ทีวีจอใหญ่ไว้รับชมมหกรรมบอลโลกที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังรับชมความบันเทิง Online Video Streaming อย่าง Netflix และ YouTube ได้อย่างเต็มอิ่ม พร้อมลูกเล่น Smart TV ให้ใช้งานได้ไม่ตกเทรนด์
ราคา Hisense 55N3000UW 16,990 บาท (โปรโมชั่นช่วงมหกรรมบอลโลก จากราคาตั้ง 23,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี)
ข้อดีของ Hisense 55N3000UW
1. 4K LED TV รุ่นเริ่มต้น จอใหญ่แต่ราคาประหยัด
2. โครงสร้างจอภาพ 4K RGB VA Panel ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ให้รายละเอียดและคอนทราสต์ได้ดี ขอบเขตสีครอบคลุมมากกว่า 98% Rec.709 (SDR)
3. HDMI Input Lag ต่ำเพียง 33.8 ms
4. มีแอพฯ Netflix รองรับ 4K ระบบเสียง 5.1 (Bitstream via HDMI/Optical) และ 4K YouTube
ข้อเสียของ 55N3000UW
1. ไม่มีตัวเลือกปรับภาพแบบละเอียด จึงไม่สามารถไฟน์จูนเพื่อ Calibrate สีสันให้เที่ยงตรงขึ้นได้, ยังไม่มีระบบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว
2. เนื่องจากเป็นรุ่นเริ่มต้น การแสดงผล HDR จึงยังไม่เต็มที่เหมือนรุ่นสูง ความสว่าง 340 nits (Peak – HDR Standard Mode) ไม่สูงนัก และยังไม่รองรับ Wide Color Gamut
3. Full LED Backlight (without Local Dimming) มีส่วนทำให้โครงสร้างจอภาพมีความหนา แต่ก็เป็นข้อดีเพราะช่วยให้มีที่ติดตั้งลำโพงได้เยอะ
4. สามารถดาวน์โหลดติดตั้งแอพฯ เพิ่มได้ แต่ความหลากหลายยังไม่มากนัก (ไม่มี Local Content)