รีวิว JBL Link Bar ซาวด์บาร์เสียงดี ราคาสุดคุ้มที่มาพร้อมกับ Android TV รุ่นแรกในโลก!!

ถ้าใครยังจำกันได้ว่าเมื่อปี 2018 ในงาน Google I/O ที่ผ่านมามีการเปิดตัวอุปกรณ์เสริมสำหรับทีวีอยู่หนึ่งชิ้นที่เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ของ Google และผู้ที่ชื่นชอบเรื่องเสียงได้อยู่หนึ่งชิ้นนั่นก็คือ JBL Link Bar ซาวด์บาร์ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android TV แท้ๆ รุ่นแรกในโลก ที่ทาง JBL ได้ทำการร่วมพัฒนากับ Google อย่างใกล้ชิดนั่นเอง
ในครั้งนี้ทีมงาน LCDTVTHAILAND จะพาทุกท่านไปรู้จักกับซาวด์บาร์รุ่นนี้กันอย่างใกล้ชิดว่ามีจุดไหนที่น่าสนใจและควรค่าแก่การเป็นเจ้าของมากแค่ไหนเดี๋ยวเรามาดูกันในรีวิวนี้ได้เลยครับ!!
สเปคเบื้องต้น
– Soundbar รูปแบบ 2.0 Ch
– กำลังขับสูงสุด 100 W
– มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android TV
– Chromecast built-in , Google Assistant
– Wi-Fi, Bluetooth, LAN
– HDMI 4K Input 3 ช่อง
– ราคาเปิดตัว 16,900 บาท
Design – การออกแบบ
งานดีไซน์ของซาวด์บาร์รุ่นนี้จะมาพร้อมกับดีไซน์เรียบๆ มากับลุคที่ดูดีครับโดย JBL Link Bar นั้นจะเป็นซาวด์บาร์ที่มีขนาดอยู่ในระดับกลาง โดยเจ้าซาวด์บาร์รุ่นนี้จะมาพร้อมกับขนาดตัวที่ 1020 x 60 x 9 มม. มีนำ้หนักรวมอยู่ที่ 2.5 กก. ด้วยขนาดตัวและน้ำแบบนี้ทำให้ซาวด์บาร์สามารถนำไปจับคู่กับทีวีหลากหลายไซส์

ดีไซน์เรียบง่าย สวยงาม
ให้ดูกันชัดๆ ว่า JBL Link Bar มาพร้อมกับ Android TV ซะด้วย!!
บนหน้ากล่อง JBL Link Bar บอกรายละเอียดของฟีเจอร์ต่างๆ ที่อยู่ในซาวด์บาร์รุ่นนี้ไว้อย่างชัดเจน
ไซส์ของซาวด์บาร์เมื่อเทียบกับผู้เขียนถือว่าขนาดกำลังดีเลย
สัญลักษณ์ Google Assistant!! ซาวด์บาร์รุ่นนี้มีดีกว่าที่ตาเห็นจริงๆ
JBL Link Bar ใช้ผ้าตาข่ายคุณภาพสูงสำหรับบริเวรด้านหน้า ดูดีเลยแหละครับ!!
ปุ่มควบคุมอยุ่ที่ด้านบนจะมีปุ่ม Input, Bluetooth, เพิ่ม – ลด เสียง
และในบริเวณนี้มีไมโครโฟนแบบ Far-Field สำหรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant ติดตั้งไว้
ผู้ใช้งานสามารถเปิด – ปิด ไมโครโฟนนี้ได้ด้วยการเลื่อนที่ปุ่มรูปไมค์ได้เลย

รีโมทของ JBL Link Bar ก็มีตัวเลือกการรควบคุมครบครันไม่ในแบบที่แทบจะไม่แตกต่างจากรีโมทของ Android TV ที่เราคุ้นเคยกัน ทั้งปุ่ม Google Assistant, ปุ่ม Home , ปุ่มลัด Netflix – YouTube/ ปุ่มปรับระดับเสียง, ปุ่มเลือก Input
Connectivity – ช่อง
ช่องต่อของ JBL Link bar จะอยู่ที่บริเวณด้านหลังของเครื่อง จำนวนและความหลากหลายพอร์ตก็ถือว่ามีมาให้อย่างครบครันโดยช่องต่อ HDMI นั้นจะมีมาให้ทั้งหมดด้วยกัน 4 ช่อง ทั้งหมดจะรองรับการส่งผ่านสัญญาณภาพระดับ 4K HDR ได้ทั้งหมด โดยจะมีช่อง HDMI 1 ช่องสำหรับการเป็น HDMI Output (ARC) เพื่อใช้งานร่วมกับทีวีและการส่งสัญญาณเสียงจากทีวีย้อนกลับมาที่ซาวด์บาร์
นอกเหนือจากช่อง HDMI แล้วตัวซาวด์บาร์ก็ยังมีช่อง Ethernet LAN, AUX แบบ 3.5 , Optical สำหรับการส่งสัญญาณเสียงไว้ด้วย โดยสิ่งที่ขาดก็คงเป็นเพียงช่องต่อแบบ USB สำหรับการเชื่อมต่อ External HDD, Flashdrive นั่นเอง ทั้งนี้บริเวณด้านหลังยังมีปุ่มสำหรับการจับคู่ซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายเอาไว้ด้วย (ซับวูฟเฟอร์มีการวางจำหน่ายแยกต่างหาก)

ช่องเชื่อมต่อที่ครบครัน ครอบคลุมทุกการใช้งานอย่างแน่นอน
รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายครบครัน
Extra – เพิ่มเติม
อย่างที่บอกตั้งแต่ในช่วงของการเกริ่นนำแล้วว่า JBL Link Bar นั้นเป็นซาวด์บาร์รุ่นแรกในโลกที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android TV แท้ๆ ที่ส่งตรงมาจาก Google เลย ซึ่งถ้าจะให้พูดตรงๆ เจ้าซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็เปรียบได้เหมือนกับกล่อง Andriod TV ที่มีลำโพงมาในตัวนั่นเอง
ซึ่งการใช้งานแอปต่างๆ บน JBL Link Bar ก็ไม่มีข้อแตกต่างจากกล่อง Set-top Box หรือทีวีแบรนด์ที่เลือกใช้ Android TV ทั้งการที่มาพร้อมกับแอปพลิเคชั่นที่มีให้เลือกดาวน์โหลดมากมาย, การสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant ผ่านรีโมทคอนโทรลหรือจะเป็นการสั่งงานด้วยเสียงโดยตรงกับซาวด์บาร์เพียงแค่พูดว่า Hey Google ก็ทำได้ แถมด้วยยังมีการติดตั้ง Chromecast Bulit-in มาให้ในตัวยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานได้เป็นอย่างดี
ด้านความลื่นไหลในการใช้งานก็ทำได้น่าประทับใจ การเปิด – ปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็ว การสลับแอปพลิเคชั่น ไป – มา ก็ทำได้ไม่มีสะดุด และถือเป็นจุดที่เป็นข้อดีมากๆ เพราะว่าใครที่ต้องการเลือกซื้อซาวด์บาร์รุ่นนี้ไปจับคู่กับทีวีรุ่นเก่าเพื่อเปลี่ยนให้ทีวีเหล่านั้นกลายเป็นสมาร์ททีวีได้แบบเต็มรูปแบบแถมยังเพิ่มและเติมเต็มด้านเสียงไปได้อีกขั้นถือว่าเหมาะเป็นอย่างยิ่งครับ
Android TV 9 เวอร์ชั่นล่าสุดจาก Google
ใช้งานได้ลื่นดั่งใจบนสำหรับ Android TV

แอป Netflix บน JBL Link Bar รับชมคุณภาพสูงสุดได้ถึงระดับ Ultra HD 4K (ไม่รองรับ HDR)
สั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant ด้วยภาษาไทยได้อย่างแม่นยำ
แอป YouTube ที่สามารถใช้งานได้ลื่นๆ จะเปิดคลิป 4K ก็ไม่มีปัญหา
อีกหนึ่งแอปยอดฮิตในไทยอย่าง Line TV ก็สามารถใช้งานได้แบบสบายๆ บนซาวด์บาร์รุ่นนี้
ลงแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมได้หลากหลาย รวมไปถึงเกมที่มีให้เลือกโหลดหลายเกม
เล่นเกมได้สนุกเพลินๆ อย่าง Crossroad เกมคลายเครียดที่เล่นง่ายๆ เพียงแค่ใช้รีโมทควบคุมตัวละครให้ข้ามถนนเท่านั้นเอง
มากับ Chromecast Built-in การ Cast ก็ต้องทำได้แน่นอน!!
Sound – เสียง
ถ้ารีวิวซาวด์บาร์แล้วไม่พูดถึงเรื่องเสียงก็คงจะไม่ได้ สำหรับเจ้า JBL Link Bar นั้นจะเป็นซาวด์บาร์ที่มาในรูปแบบ 2.0 Ch กำลังขับสูงสุด 100 W รองรับสามารถถอดรหัสสัญญาณเสียงได้ถึงระบบ Dolby Digital 5.1 ซึ่งถือว่าเพียงพอกับการใช้งานในการรับชมคอนเทนท์ต่างๆ ทั้ง ดูหนัง, เล่นเกม, Netflix, YouTube รวมไปถึงการฟังเพลงด้วย
โดยส่วนของการติดตั้งก็ทำได้ง่ายดายเพราะว่าการที่มีเพียงแค่ซาวด์บาร์เพียงอย่างเดียวผู้ใช้งานเพียงแค่วางซาวด์บาร์ไว้บริเวณชั้นวางทีวีจากนั้นก็เชื่อมต่อทีวีเข้ากับตัวซาวด์บาร์ก็เป็นอันเรียบร้อย
ตัว JBL Link Bar นั้นรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายมากๆ ทั้งผ่านพอร์ต HDMI บนตัวเครื่องที่สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นหรือเครื่องเกมเข้ามายังซาวด์บาร์ได้ หรือแม้แต่การส่งผ่านเสียงจากทีวีมายังซาวด์บาร์ได้โดยตรงผ่านช่อง HDMI ARC ก็ได้เช่นเดียวกัน
สำหรับคอนเทนท์แรกที่เราใช้ทดสอบเสียงของเจ้าซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็คือภาพยนตรืเรื่อง Bad Boys For Life โดยที่ทางทีมงานได้ใช้แผ่น 4K Blu-ray เปิดผ่านเครื่องเล่น Oppo 203 ที่เชื่อมต่อเข้ากับซาวด์บาร์ผ่านช่อง HDMI ซึ่งช่อง HDMI บน JBL Link Bar นั้นสามารถที่จะส่งผ่านภาพความละเอียดระดับ 4K HDR ได้อย่างไม่มีปัญหา (ในปัจจุบัน JBL Link Bar ยังไม่รองรับการ Pass Through Dolby Vision)
Bad Boys For Life หนังแอคชั่นยิงแหลก เสียงดีเนื้อเรื่องสนุก เมื่อจับคู่กับ JBL Link Bar ความมันส์จึงเกิด!!
โดยเนื้อเสียงของตัวซาวด์บาร์รุ่นนี้ถือว่าทำได้เป็นแจ๋วเลย ทั้งเสียงในย่านต่ำของเสียงระเบิดหรือปืนถือว่ามีน้ำมีนวลมีแรงปะทะที่น่าพอใจในระดับหนึ่งแม้ว่าจะไม่มีซับวูฟเฟอร์มาให้ในชุด (แต่ถ้าได้จับคู่กับซับวูฟเฟอร์คาดว่าเสียงที่ได้จะฟังแล้วเต็มอิ่มกลมกล่มไปอีกขั้นแน่นอน)
เสียงย่านกลางที่เป็นเสียงพูดคุยก็มีความเต็มอิ่ม เสียงย่านสูงทั้งเสียงกระจกแตกหรือปลอกกระสุนที่ร่วงลงพื้นในฉากต่างๆ ก็ทำออกมาได้ใสสะอาดพอสมควร สำหรับการแยกทิศทางเสียงบนซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็ทำได้ดีอาจจะไม่ถึงระดับซาวด์บาร์ระดับท๊อปแต่ก็สามารถจับแยกทิศทางของวัตถุและเสียงได้อย่างชัดเจนพอตัวเลยครับ อีกทั้งเสียงของดนตรีประกอบฉากต่างๆ เมื่อฟังผ่านซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็มีความชัดเจนทรงพลังทำให้เราสามารถอินและสัมผัสบรรยากาศในเรื่องได้ใกล้ชิดมากกว่าการฟังผ่านลำโพงทีวีธรรมดาๆ
มาต่อกันที่คอนเทนท์ที่สองที่เราจะเปลี่ยนจากการเล่นคอนเทนท์ผ่านเครื่องเล่นไปเป็นการเล่นแอปพลิเคชั่น Netflix บน JBL Link Bar โดยตรง ซึ่งคอนเทนท์บน Netflix ที่เราจับมาทดสอบก็เป็นหนังฮิตอีกเรื่องที่ชาว Netflix น่าจะรู้จักกันดีอย่าง Extraction ซึ่งแสดงนำโดย Chris Hemsworth หรือพี่ธอร์นั่นเอง
และแม้ว่าจะไม่ได้เปิดผ่านเครื่องเล่น 4K Blu-ray Player แต่ JBL Link Bar นั้นก็สามารถที่จะแสดงผลภาพได้ถึงระดับ 4K ผ่าน Android TV ที่ติดตั้งมาบนซาวด์บาร์ สำหรับเสียงของหนังเรื่องนี้เจ้าซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด ทั้งในเรื่องของรายละเอียดเสียงต่างๆ สามารถถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดีน่าพอใจเมื่อเทียบกับขนาดตัวทั้งย่านเสียงต่างๆ ถูกขับออกมาได้กลมกล่อมพอดิบพอดีเติมเต็มอรรถรสในการรับชมได้อย่างลงตัวครับ
Extraction หนังดีอีกเรื่องประจำ Netflix แอ็คชั่นมันส์ๆ กับเสียงแน่นๆ ก็จัดว่าแจ่มครับ
เสียงของเกมก็ทำได้ดีเหมือนกัน เล่นเกมสนุกขึ้นเยอะด้วยเสียงที่ทรงพลังยิ่งขึ้น
ส่งภาพสัญญาณความละเอียด 4K HDR จาก PS4 ไปยังทีวีได้อย่างไม่มีปัญหา
หรือจะส่งเสียงย้อนกลับมาผ่านช่อง HDMI ARC ก็ทำได้เหมือนกัน สำหรับใครที่ไม่ได้ใช้ Android TV บน JBL Link Bar
มาที่เรื่องของการฟังเพลงบ้าง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทีมงานประทับใจเพราะว่า JBL Link Bar ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซาวด์บาร์ที่สามารถฟังเพลงได้อย่างไม่เขอะเขินเลยแหละครับ ด้วยเนื้อเสียงที่ไม่ได้จัดจ้านจนเกินไปมีความกลมกล่อมกำลังดี
ในย่านต่ำที่เป็นย่านของเบสและกระเดื่องนั้นสามารถทำได้แบบกระชับมีน้ำหนัก เสียงย่านกลางที่เป็นเสียงร้องก็ทำได้ชัดเจน ย่ายเสียงสูงก็ไม่บาดหูจนเกินไปทำให้การฟังเพลงบนซาวด์บาร์รุ่นนี้สามารถทำได้อย่างเพลินๆ ครับ ผู้ใช้งานก็สามารถที่จะ Cast เพลงผ่านแอป Spoitfy หรือเปิดผ่านแอปได้โดยตรงหรือจะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ก็ทำได้เช่นกันครับ
เปิดเพลงผ่าน Spotify ด้วยการ Cast หรือเปิดจากแอปบนทีวีก็ทำได้ เสียงดีซะด้วย
เปิดเพลงจาก Bluetooth ก็แจ๋วมีการบอกรายละเอียดของเพลงที่กำลังเปิดอยู่ด้วย
Conclusion – สรุป
JBL Link Bar ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซาวด์บาร์ที่น่าจับจองเป็นเจ้าของเลยโดยเฉพาะใครที่กำลังหากล่อง Android TV และต้องการอัพเกรดระบบเสียงเข้ากับทีวีรุ่นเก่าที่ไม่มีระบบสมาร์ททีวี ซึ่งซาวด์บาร์รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการตรงนั้นได้เป็นอย่างดีเพราะ JBL Link Bar นั้นมาพร้อมกับ Android TV แท้ๆ
ร่วมด้วยตัวซาวด์บาร์เองก็ยังมีเนื้อเสียงที่ดีมีการเชื่อมต่อที่หลากหลายเรียกได้ว่าเป็นการซื้อครั้งเดียวได้ทั้งการอัพเกรดเสียงและอัพเกรดสมาร์ททีวีราวกับซื้อทีวีใหม่เลยก็ว่าได้ ซาวด์บาร์รุ่นนี้จึงเป็นซาวด์บาร์อีกหนึ่งรุ่นที่ทีมงาน LCDTVTHAILAND ขอแนะนำครับ
สเปคเบื้องต้น
– Soundbar รูปแบบ 2.0 Ch
– กำลังขับสูงสุด 100 W
– มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android TV
– Chromecast built-in , Google Assistant
– Wi-Fi, Bluetooth, LAN
– HDMI 4K Input 3 ช่อง
– ราคาเปิดตัว 16,900 บาท
ข้อดี
1. มาพร้อมกับ Android TV แท้ๆ
2. รองรับ Google Assistant, Chromecast Built-in
3. HDMI สามารถส่งผ่านภาพสัญญาณความละเอียด 4K HDR ได้ทุกช่อง
4. เสียงดีเหมาะกับทั้งการดูหนังและฟังเพลง
ข้อเสีย
1. ไม่มีช่อง USB
2. แอปบน Android TV ไม่รองรับ HDR
3. ไม่มีซับวูฟเฟอร์มาให้
หมายเหตุ: มาตรฐานคะแนนปี 2020