Skip to content
|

รีวิว Klipsch R-10B สุดยอด SoundBar ที่เหมือนยกโรงหนังมาไว้ที่บ้าน คอหนังฟังแล้วต้องกรี๊ด!

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 20 Jan 2022 0 comments

 

หลังจากที่ได้พาแฟนๆ และผู้อ่านไปทำความรู้จักกับแบรนด์ Klipsch ที่ถือว่าขึ้นชื่อในเรื่องของการใช้งานในด้านการรับชมภาพยนตร์ ซึ่งในรีวิวหลายๆ ตัวของ Klipsch ที่ผ่านมานั้นทางทีมงานเองก็ได้พาคุณผู้อ่านและแฟนๆ เว็บไซต์ได้ไปรับชมศักยภาพของมันไม่ว่าจะเป็นชุดลำโพง SoundBase รุ่น SB 120 ที่เป็นลำโพงแบบเอาทีวีมาวางทำบนตัวของลำโพงกันไปแล้ว มาในครั้งนี้กระผมเลยอาสาพาคุณผู้อ่านมาดูกันที่ชุดลำโพง SondBar ที่มาพร้อมกับ Subwoofer แบบแยกอยู่ภายนอกกันบ้าง

หากท่านที่เคยทดลองฟังหรือว่าใช้งานลำโพงจากแบรนด์นี้อยู่จะต้องติดใจคาแรคเตอร์เสียงของมันเวลาที่ใช้รับชมภาพยนตร์กันอย่างแน่นอน

 

Klipsch SoundBase รุ่น R-10B
ราคา 21,900 บาท

Klipsch R-10B ตัวที่กระผมจะนำมารีวิวให้คุณผู้อ่านได้รับชมในครั้งนี้ถือว่าเป็นน้องเล็กของซีรีย์ R เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพละก็ระดับ Klipsch ที่ขึ้นชื่อในด้านของลำโพงที่ใช้รับชมในโรงภาพยนตร์แล้วต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน มาดูที่จุดเด่นของเจ้า Klipsch R-10B กันสักเล็กน้อย โดยจุดเด่นของ SondBar ชุดนี้จะมาพร้อมกับลำโพงซับวูฟเฟอร์แบบ Active ที่แยกออกมาอยู่ภายนอกของตัว SondBar ที่เป็นลำโพงหลักอีกทีและที่สำคัญการเชื่อมต่อระหว่าง SondBar และตู้ Subwoofer นั้นจะเชื่อมต่อกันเองอัตโนมัติผ่านทางสัญญาณไร้สายทันทีเมื่อเราทำการเสียบปลั๊กลำโพงทั้งสองชิ้นเรียบร้อย

ส่วนของรูปแบบการรองรับการเชื่อมต่อบนตัว Klipsch R-10B จะรองรับการเชื่อมต่อจากภายนอกผ่านทางพอร์ต Optical Digital, RCA และสัญญาณไร้สายผ่านทาง Bluetooth ทำให้การนำไปใช้งานกับทีวีหรือเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ นั้นสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างครบครัน

ในส่วนสเปคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านของเทคนิคนั้นสามารถดูได้ที่ตารางด้านล่างนี้ได้เลย

 

Klipsch R-10B SPECIFICATIONS
SPEAKER SYSTEM 2-way soundbar with 8” wireless subwoofer
PEAK AMPLIFIER OUTPUT 250 Watts peak system power
FREQUENCY RESPONSE 27Hz-20kHz
TWEETER Two .75” (19mm) textile dome tweeters mated to dual 90° x 90° Tractrix® Horns
MIDRANGE Two 3” (76mm) polypropylene drivers
SUBWOOFER One 8” (203mm) side-firing fiber composite cone/ported enclosure. MDF cabinet
INPUTS 1 Optical digital, 1 Stereo RCA, Bluetooth® with aptX® audio coding technology
SOUNDBAR DIMENSIONS 40” (1015.8mm)W x 2.8” (71mm)D x 4.1” (105.1mm)H
SUBWOOFER DIMENSIONS 8.3″ (210mm)W x 16″ (406.4mm)D x 13.2″ (336.4mm)H
WEIGHT Soundbar: 7 lbs. (3.2 kg)
Subwoofer: 25.1 lbs. (11.4 kg)
FINISH Soundbar: Satin black
Subwoofer: Brushed Black Vinyl
Grille: Perforated Metal
MOUNTING OPTIONS Two built-in keyhole mounts for wall mounting, also includes removable rubber feet for tabletop positioning
INCLUDED ACCESSORIES One 1.5m optical cable, one pair of rubber feet, one wall mounting template, one remote control, power supply
MAX LOAD WEIGHT Packaged product 42.1 lbs (19.1kg)

 

Design – การออกแบบ

หลังจากที่ได้พาคุณผู้อ่านได้ไปไล่ดูในส่วนของข้อมูลทางเทคนิคและจุดเด่นแบบคร่าวๆ กันไปแล้วทีนี้ก็มาดูที่ส่วนของดีไซน์กันบ้าง โดยตัวของเจ้า Klipsch R-10B ไม่ว่าจะเป็นบอดี้ของ SoundBar และ Subwoofer นั้นจะมาในคอนเซ็ปต์สีดำเข้มทั้งหมดทำให้ดูแล้วมีความกลมกลืนกันทั้งชุด นอกจากนี้ตัวของ SoundBar เองยังคงมีสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างเช่น ปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ มาให้ทางด้านหน้าอีกด้วย เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปดูของจริงกันเลยดีกว่า

 

เมื่อแกะกล่องออกมาจะพบกับอุปกรณ์เสริมและคู่มือการใช้งานถูกแพ็คมาเป็นอย่าดี

 

สำหรับกล่องที่ใส่อุปกรณ์หลักนั้นจะเป็นกล่องสีน้ำตาลและที่ด้านบนจะมีตัวหนังสืออธิบายไว้ว่าใส่อุปกรณ์อะไรมาให้เราได้ใช้งานกันบ้าง

เมื่อแกะเจ้ากล่องสีน้ำตาลออกมาจะพบกับอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1. สายไฟ AC จำนวน 2 เส้น
2. อะแดปเตอร์แปลงไฟ จำนวน 1 ชุด
3. สายสัญญาณ Optic Digital จำนวน 1 เส้น
4. ขายางสำหรับรอง SoundBar (Rubber Feet) จำนวน 1 คู่
5. รีโมทคอนโทรล จำนวน 1 ชิ้น

 

หน้าตาของคู่หูภายในชุด Klipsch R-10B จะแบ่งเป็นตัวของ SoundBar และ Subwoofer แบบไร้สาย

 

รีโมทคอนโทรลนั้นยังคงหน้าตาจิ้มลิ้มๆ เหมือนเดิม ซึ่งคงจะเป็นเอกลักษณ์ของอุปกรณ์จำพวกนี้ไปซะแล้วที่มันจะมาในรูปทรงที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด

 

ขยับๆ มาที่หน้าตาของ SoundBar กันบ้าง อย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่าหน้าตาโดยรวมของ Klipsch R-10B จะมาในโทนสีดำกึ่งดำด้าน

 

ถ้าหากซูมเข้ามาที่บริเวณด้านหน้าส่วนกลางของ SoundBar นั้นจะเป็นที่อยู่ของปุ่มควบคุมการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ของ Klipsch R-10B โดยที่บริเวณด้านบนนั้นจะมีโลโก้ “Klipsch” เงาวับแปะอยู่ที่บริเวณด้านบนอีกด้วย

สำหรับปุ่มควบคุมนั้นจะเหมือนกับปุ่มต่างๆ ที่อยู่บนตัวรีโมทคอนโทรลแทบทั้งสิ้น
1. ไฟแสดงสถานะการเปิดใช้งานโหมดเสียง 3-D SURROUND
2. ปุ่มเลือกการเชื่อมต่อ Input จากภายนอก ได้แก่ เชื่อมต่อไร้สายผ่านสัญญาณบลูทูธ (BLUETOOTH), เชื่อมต่อผ่านทางพอร์ต RCA และเชื่อมต่อแบบดิจิตอลผ่านทางพอร์ต Optical Digital
3. ปุ่มสำหรับปิดเสียง (Mute)
4. ปุ่มสำหรับปรับลดระดับความดังของเสียง
5. ปุ่มสำหรับปรับเพิ่มระดับความดังของเสียง
6. ไฟแสดงสถานะว่ากำลังทำงานอยู่ในโหมดการเชื่อมต่อ Input แบบใด

 

นอกจากนี้ถ้าหากท่านแกะกล่อง SoundBar ออกมาครั้งแรกจะพบเข้ากับสติกเกอร์แสดงรายละเอียดว่าเจ้า KlipschR-10B นั้นรองรับรูปแบบการใช้งานหรือเทคโนโลยีแบบใดบ้าง ซึ่งก็จะบรรยายถึงคุณลักษณะเด่นของตัวมันเอาไว้นั่นเอง

ในด้านของการใช้งานนั้นเจ้า Klipsch R-10B จะรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์พกพาจำพวกแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ผ่านทางสัญญาณบลูทูธบนเทคโนโลยี aptX® ที่จะทำให้ได้ความละเอียดในการรับฟังเทียบเท่ากับการรับฟังจากแผ่นซีดีเพลง นอกจากนี้ภายในชุดจะมาพร้อมกับลำโพง Subwoofer ไร้สายแบบ Active ที่รองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านทางคลื่นความถี่ 2.4 GHz ทำให้การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงจาก SoundBar ไปยัง Subwoofer นั่นมีคุณภาพสูง

ถัดมาที่รายละเอียดของตัวไดร์เวอร์ที่ถูกติดตั้งมาบน SoundBar กันสักเล็กน้อย โดยทาง Klipsch ได้เลือกติดตั้งไดร์เวอร์ทวีตเตอร์โดมที่ทักทอจากผ้าและมาพร้อมกับเทคโนโลยี Dual 90° x 90° Tractrix® Horns ขนาด 0.75 นิ้ว และส่วนของไดร์เวอร์ที่จะมาช่วยในเรื่องของเสียงกลางที่ค่อนไปทางเสียงต่ำนั้นจะเป็นไดร์เวอร์แบบมิจเรนจ์ขนาด 3 นิ้ว (ขึ้นรูปจากโพลีโพรไพลีน) ทั้งนี้ตัวของ SoundBar นั้นจะเป็นแบบ 2-Way ที่ประกอบด้วยไดร์เวอร์ทั้ง 2 ชนิดดังที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้

 

ทั้งนี้ถ้าหากเรานำไปใช้งานด้วยการติดตั้งลงบนชั้นวางทีวีทาง Klipsch ก็ได้แถมแผ่นยางรอง (Rubber Feet) มาไว้ให้เราได้ติดเข้าไปที่ตัวของ SoundBar อีกด้วย “ถ้าหากใครสะดวกแขวนกับผนังก็จะไป”

 

ถัดมาที่หน้าตาของตู้ Subwoofer กันบ้าง สำหรับหน้าตาของมันนั้นไม่มีอะไรมากมีรูปทรงเหมือนกับทั่วๆ ไป แต่ที่ด้านบนจะมีการสกรีนโลโก้ของ Klipsch เอาไว้

 

มาถึงคิวของตู้ Subwoofer ที่มีขนาดกำลังพอเหมาะพอเจาะกันบ้าง โดยจะมาพร้อมกับได้เวอร์วูบเฟอร์ขนาด 8 นิ้วที่หันหน้าไดร์เวอร์ออกทางด้านข้าง ผนวกเข้ากับแผ่นตะแกรงอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ที่คอยปกป้องไดร์เวอร์อยู่นั่นเอง

 

สำหรับท่อเบสจะมีความแปลกกว่าตู้ Subwoofer ทั่วๆ ไปตรงที่มีลักษณะของท่อเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า นอกจากนี้แล้วตัวของตู้ทั้งหมดจะทำมาจากวัสดุที่เป็นไม้แบบ MDF

 

ขอทิ้งท้ายที่ดีไซน์ด้านหลังตัวตู้ Subwoofer กันอีกสักภาพ ซึ่งที่ด้านหลังนั้นจะมีแผ่นหลักขนาดใหญ่ยึดปิดภาคขยายภายในเอาไว้อยู่อีกด้วย

 

Connectivity – ช่องต่อ

หลังจากที่ได้ดูในส่วนของดีไซน์ที่อยู่บนตัวของ SoundBar และ Subwoofer กันไปหมาดๆ เมื่อกี้นี้ ก่อนที่เราที่จะขยับไปทดสอบเรื่องของคุณภาพของเสียงต้องเหลียวหลังมาดูส่วนของช่องต่อที่อยู่ทางด้านหลัง SoundBar กันอีกสักเล็กน้อย

 

ซึ่งถ้าหากเราหันมาดูที่ด้านหลังแบบตรงๆ เราก็จะพบเข้ากับแผงแผ่นเหล็กที่ทำหน้าที่ในการยึดส่วนของภาคขยายภายให้มีความแข็งแรงและไม่ขยับเขยื้อนได้ง่าย

 

แต่เมื่อพอจับหงายช่องด้านล่างขึ้นมาจะพบเข้ากับพอร์ตที่รองรับการเชื่อมต่อ Input ในรูปแบบต่างๆ

สำหรับพอร์ตที่ใช้งานหลักนั้นประกอบด้วยดังนี้
1. ช่องเชื่อมต่อแบบ RAC จำนวน 1 พอร์ต
2. ช่องเชื่อมต่อความคมชัดสูงแบบ Optical Digital จำนวน 1 พอร์ต
3. ช่องเสียบสาย Power ที่เชื่อมต่อจากอะแดปเตอร์ จำนวน 1 พอร์ต
4. สวิตซ์ ปิด/เปิด SoundBar

 

Sound – เสียง

ในที่สุดเราก็มาถึงเรื่องของการทดสอบคุณภาพของเสียงและการใช้งานจริงกันสักที ในส่วนของการติดตั้งจะเหมือนกับ SoundBar ตัวอื่นๆ ทั่วไป (ขอไม่พูดถึงให้เป็นการเสียเวลาก็แล้วกันนะจ๊ะ) ถ้าหากท่านไหนติดตามรีวิวจากเว็บไซต์ของเราอยู่เป็นประจำก็น่าจะนึกภาพออก แต่ในชุดของเจ้า Klipsch R-10B จะมาพร้อมกับ Subwoofer ที่แยกออกจาก SoundBar อย่างอิสระ แต่การใช้งานถือว่าไม่ยากเพียงแค่เสียบปลั๊กก็สามารถใช้งานได้ทันที

อีกหนึ่งจุดเด่นคือตัวของ Subwoofer จะเป็นแบบไร้สายทำให้เราสามารถเลือกจุดวางได้อย่างอิสระไม่ต้องกังวลว่าสายลำโพงจะสั้นหรือยาวพอดีไหม

 

ว่าแล้วเรามาเปิด “Captain America” เบิร์นให้เจ้า Klipsch R-10B เข้าที่เข้าทางกันก่อน เพราะว่าเราพึ่งจะแกะกล่องออกมากันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยแกรงว่าอาจจะยังคงมีความแข็งกร้าวของตัวไดร์เวอร์อยู่พอสมควร

 

หลังจากที่ได้ทำการเปิดทิ้งไว้อยู่หลายชั่วโมงบินทีนี้ถึงเวลาที่ต้องกลับมานั่งเสพความมันของภาพยนตร์เรื่อง Captain America ผ่านทางชุด SoundBar กันแล้วสิ

ผลที่ได้จากการรับชมภาพยนตร์เรื่อง Captain America กันแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากเด็ดๆ นั้นตัวของเสียงที่เกิดขึ้นในย่านความถี่ต่ำ อย่างเช่น เสียงเบสที่ถูกแผ่กระทบออกมาเข้าที่หูของกระผมนั้นถือว่ามีเวทีของเสียงที่อลังการอย่างหน้าตกใจอยู่พอสมควร ซึ่งถ้าหากเป็น Subwoofer จาก Klipsch แล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาไปแล้วก็ว่าได้

ทั้งนี้จากที่ได้ใช้งานจริงๆ จังๆ พบว่าทั้งเสียงปืน เสียงระเบิด และเสียงชกต่อยที่กระทบกับโล่กัปตันอเมริกานั้นมีความกระชับและมีแรงกระแทกอย่างน่าโดนใจ ส่วนของเสียงกลางที่เป็นเสียงสนทนาและเอฟเฟกต์ที่อยู่ในย่านของเสียงกลางนั้นถือว่าทำออกมาได้เกินตัวเช่นกัน รวมไปถึงเสียงสูงที่เป็นจังหวะกระสุนปืนปะทะเข้ากับโล่ของกัปตันนั้นค่อนข้างมีความเฟี้ยวฟ้าวใสปิ้งมากเลยทีเดียว

 

เปลี่ยนแผ่นมาต่อกันที่เรื่อง “Divergent” ที่ออกแนวลัทธิสังคมแบ่งกลุ่มอีกสักเรื่อง โดยเรื่องนี้ถือว่าเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างมาจากนิยายเรื่อง Divergent นั่นเอง

 

ถึงแม้ว่าตัวเนื้อเรื่องจะเดินเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ก็มีฉากแอคชั่นให้เราได้ทดสอบคุณภาพเสียงอยู่ประปราย

จากการที่ได้รับชมภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องแบบเต็มๆ นั้นก็ทำให้พบความพิเศษของ Klipsch R-10B ในด้านของการใช้รับชมภาพยนตร์ที่สามารถให้บรรยากาศและอรรถรสในการรับชมออกมาได้อย่างสมจริง ไม่แพ้กับการรับชมในโรงภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย

แต่มีข้อสังเกตตรงที่ SoundBar รุ่นนี้จะไม่มีปุ่มปรับระดับความดังของเสียงเบสใส่มาให้บนรีโมทคอนโทรล ซึ่งต้องไปปรับที่หลังตู้ Subwoofer ส่วนของการปรับระบบเสียงบนรีโมทคอนโทรลจะเป็นการปรับทั้งระดับเสียงของ SoundBar และ Subwoofer ไปพร้อมๆ กันเท่านั้น

 

มาต่อกันที่การรับชมคอนเสิร์ตกันบ้าง ว่าแล้วก็หยิบแผ่น “Eagles: Farewell 1 Tour – Live from Melbourne” มาเปิดซะเลย

 

ซึ่งจากที่ได้ลองฟังเพลงอยู่หลายเพลง พบว่าส่วนของเสียงเบสและเสียงกลางทำออกมาได้ค่อนข้างน่าประทับใจ แต่ในส่วนของเสียงแหลมนั้นถือว่าค่อนข้างจัดจ้านเกินตัวพอสมควร

โดยรวมแล้วทั้งจากการฟังเพลงจากแผ่นคอนเสิร์ตและซีดีเพลงทั่วๆ ไป สำหรับ Klipsch R-10B แล้วจะมีคาแรคเตอร์ที่ออกไปทางเฟี้ยวฟ้าวและหนักแน่น ทำให้การใช้งานในด้านของการฟังเพลงนั้นอาจจะไม่ค่อยโดดเด่นเท่ากับการใช้รับชมภาพยตร์ แต่ถ้าท่านใดชอบฟังเพลงออกแนวร็อคๆ หรืออัลเทอร์เนทีฟอาจจะตกหลุมรักเจ้า SoundBar ตัวนี้ก็เป็นได้

หมายเหตุ โหมดเสียง 3-D SURROUND จากที่ได้ลองเล่นดู พบว่าถ้าหากเปิดโหมดเสียงดังกล่าวจะมีความก้องกังวานของเสียงในย่านความถี่สูงเพิ่มขึ้นมาอยู่พอสมควรทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความโอบล้อมของเสียงโดยรอบ แต่ก็พบว่าย่านเสียงกลางอาจจะมีอาการดรอปลงไปเล็กน้อย

ในส่วนของการสตรีมมิ่งสัญญาณเพลงไร้สายผ่านทางบลูทูธนั้นถือว่าคมชัดมากเลยทีเดียว ซึ่งไม่พบอาการเสียงขุ่นหรือเสียงดรอปลงไปเลยล่ะ จากการใช้งานในระยะการเชื่อมต่อไร้สายที่ 10 – 15 เมตรไม่มีอาการเสียงขาดหายแต่อย่างใด สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายนั้นรองรับกับอุปกรณ์พกพาหลายชนิด อย่างเช่น สมาร์ทโฟนที่เป็นระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ก็สามารถนำมาเชื่อมต่อได้อย่างสบายๆ ไม่แพ้กัน

หมายเหตุ จากการเล่นไฟล์ภาพยนตร์จากแผ่นได้ลอง Output สัญญาณเสียง DTS มายัง Klipsch R-10B พบว่าไม่สามารถถอดรหัสเสียงได้ แต่สามารถถอดรหัสเสียง Dolby® Digital ได้ตามที่เคลมเอาไว้

 

สุดท้ายนี้กระผมขอปิดท้ายด้วยการต่อเล่นเกมกับเครื่อง PlayStation®3 กันบ้างนะจ๊ะ

สำหรับเกมแรกที่นำมาทดสอบความเฟี้ยวฟ้าวของ SoundBar รุ่นนี้จะเป็นเกมขับเครื่องบินรบไล่ยิ่งศัตรู จากความรู้สึกที่สัมผัสได้คือเสียง “ฟิ้วๆ” ของมิสไซล์ที่ยิงออกไปจากเครื่องบินรบนั้นได้อารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ส่วนเสียงยิงปืนกลเสียงแหลมใสไปหน่อยจึงทำให้รู้สึกไม่สมจริงเท่าใดนัก

 

มาต่อกันที่เกมที่สองที่คล้ายกับ Street Fighter แต่เกมนี้จะใช้ดาบหรือกระบองที่เป็นอาวุธข้างกายมาฟาดฟันกัน ซึ่งเสียงอาวุธที่กระทบไปยังบนตัวของคู่ต่อสู้ก็ได้อารมณ์ดีนะ

 

มาถึงฉากที่มีการปล่อยท่าไม้ตายที่มีเสียงในย่านความถี่ต่ำอย่างเสียงเบสเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ตัวของ Subwoofer สามารถตอบสนองได้อย่างแม่นยำ กระชับ และสามารถคืนตัวได้อย่างว่องไวเช่นเดียวกับการใช้รับชมภาพยนตร์บู้แอคชั่นเลยล่ะ

 

Conclusion – สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ยหลังจากที่ได้ปล่อยให้อ่านรีวิวกันไปสองหน้าแบบต็มๆ ไม่มีโฆษณาคั่นเลยสักนิด ซึ่งกระผมเชื่อว่าต้องมีคุณผู้อ่านหลายท่านที่กำลังมองหาชุด SoundBar คุณภาพเสียงดีๆ และคุ้มค่ากับราคาไปไว้ใช้งานในห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนกันอยู่อย่างแน่นอน สำหรับเจ้า Klipsch R-10B นั้นถือว่ามีขนาดย่อมเยาเหมาะแก่การนำไปใช้งานในห้องที่มีพื้นที่จำกัดเป็นอย่างมาก

Klipsch R-10B เป็นชุด SoundBar ที่มาพร้อมกับลำโพง Subwoofer Active แบบไร้สายคุณภาพสูงที่แยกออกมาวางอยู่ข้างนอก (ไม่รวมอยู่บน SoundBar) ทำให้การใช้งานมีความเป็นไฮเอนด์มากยิ่งขึ้น ในส่วนของโทนสีนั้นทาง Klipsch ได้เลือกใช้โทนหลักเป็นสีดำทั้งหมด

สำหรับตัวของไดร์เวอร์ที่ถูกติดตั้งมาบนตัวของ SoundBar นั้นจะเป็นไดร์เวอร์ทวีตเตอร์แบบ Dual 90° x 90° Tractrix® Horns ขนาด 0.75 นิ้ว จำนวน 1 คู่ (ส่วนของกรวยนั้นถูกทักทอขึ้นมาจากผ้า) และการตอบสนองในย่านความถี่กลางจะใช้เป็นไดร์เวอร์มิจเรนจ์ขนาด 3 นิ้ว (ขึ้นรูปจากโพลีโพรไพลีน) จำนวน 2 ตัว โดยโครงสร้างทั้งหมดเป็นแบบ 2-Way

 

Klipsch SoundBase รุ่น R-10B
ราคา 21,900 บาท

นอกจากนี้เจ้า Klipsch R-10B จะรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบมีสายและไร้สาย ที่การเชื่อมต่อแบบใช้สายจะรองรับการเชื่อมต่อจากสายสัญญาณ RCA และ Optical Digital ในส่วนของการเชื่อมต่อแบบไร้สายจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณบลูทูธบนเทคโนโลยี aptX® ซึ่งรองรับการใช้งานกับแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS เป็นต้น

ในส่วนของคุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบจากกระผมส่วนตัวแล้วคิดว่า “ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์เป็นหลักเจ้า Klipsch R-10B ถือว่าเป็นชุดลำโพง SoundBar อีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจ” ซึ่งคาแรคเตอร์เสียงโดยรวมนั้นค่อยข้างจะออกไปทางหนักแน่นทั้งเสียงกลางและเสียงสูง นอกจากนี้ตัวของไดร์เวอร์ทวีตเตอร์ก็สามารถตอบสนองเสียงเอฟเฟกต์ได้อย่างแพรวพราว ส่วนของ Subwoofer ถ้าขึ้นชื่อว่า Klipsch แล้วรับรองหายห่วง เพราะว่าจากที่กระผมได้ใช้รับชมภาพยนตร์พบว่าตัวไดร์เวอร์ขนาด 8 นิ้วนั้นสั่นได้สะท้านถึงทรวงอกจริงๆ ซึ่งส่วนนี้ต้องขอชมเชยเขาเลยล่ะ

ข้อดีของ Klipsch รุ่น R-10B 
  1. ตัว SoundBar ใช้งานง่าย เซ็ตอัพไม่ยาก แค่วางหรือแขวนไว้หน้าทีวี ส่วน Subwoofer จะวางไว้มุมไหนก็ได้แค่เสียบปลั๊กก็พร้อมใช้งานได้เลย
  2. มาพร้อมกับลำโพง Subwoofer แบบไร้สายที่ทำงานบนคลื่นความถี่ 2.4 GHz ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด แถมยังไม่ต้องเดินสายให้ยุ่งยากอีกด้วย
  3. ลำโพง Subwoofer ตอบสนองความถี่เสียงทั้งในย่านความถี่ต่ำและกลาง ได้อย่างหนักแน่นและลงตัว

จุดสังเกตของ Klipsch รุ่น R-10B
  1. ไม่มีช่องต่อ HDMI มาให้ จะใช้งานพอร์ต Optical Digital ที่รองรับระบบเสียง Dolby® Digital เท่านั้น
  2. โหมดเสียงสำเร็จรูป มีมาให้โหมดเสียงเดียวเท่านั้น คือ 3-D SURROUND
  3. ไม่มี On Screen Menu ทำให้การลด-เพิ่มระดับเสียงต้องปรับตามความดังที่ผู้ใช้งานได้ยิน

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification

Leave your email and we will notify as soon as the product/variant is back in stock

is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้