รีวิว Klipsch R-10B สุดยอด SoundBar ที่เหมือนยกโรงหนังมาไว้ที่บ้าน คอหนังฟังแล้วต้องกรี๊ด!

หลังจากที่ได้พาแฟนๆ และผู้อ่านไปทำความรู้จักกับแบรนด์ Klipsch ที่ถือว่าขึ้นชื่อในเรื่องของการใช้งานในด้านการรับชมภาพยนตร์ ซึ่งในรีวิวหลายๆ ตัวของ Klipsch ที่ผ่านมานั้นทางทีมงานเองก็ได้พาคุณผู้อ่านและแฟนๆ เว็บไซต์ได้ไปรับชมศักยภาพของมันไม่ว่าจะเป็นชุดลำโพง SoundBase รุ่น SB 120 ที่เป็นลำโพงแบบเอาทีวีมาวางทำบนตัวของลำโพงกันไปแล้ว มาในครั้งนี้กระผมเลยอาสาพาคุณผู้อ่านมาดูกันที่ชุดลำโพง SondBar ที่มาพร้อมกับ Subwoofer แบบแยกอยู่ภายนอกกันบ้าง
หากท่านที่เคยทดลองฟังหรือว่าใช้งานลำโพงจากแบรนด์นี้อยู่จะต้องติดใจคาแรคเตอร์เสียงของมันเวลาที่ใช้รับชมภาพยนตร์กันอย่างแน่นอน

Klipsch SoundBase รุ่น R-10B
ราคา 21,900 บาท
Klipsch R-10B ตัวที่กระผมจะนำมารีวิวให้คุณผู้อ่านได้รับชมในครั้งนี้ถือว่าเป็นน้องเล็กของซีรีย์ R เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพละก็ระดับ Klipsch ที่ขึ้นชื่อในด้านของลำโพงที่ใช้รับชมในโรงภาพยนตร์แล้วต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน มาดูที่จุดเด่นของเจ้า Klipsch R-10B กันสักเล็กน้อย โดยจุดเด่นของ SondBar ชุดนี้จะมาพร้อมกับลำโพงซับวูฟเฟอร์แบบ Active ที่แยกออกมาอยู่ภายนอกของตัว SondBar ที่เป็นลำโพงหลักอีกทีและที่สำคัญการเชื่อมต่อระหว่าง SondBar และตู้ Subwoofer นั้นจะเชื่อมต่อกันเองอัตโนมัติผ่านทางสัญญาณไร้สายทันทีเมื่อเราทำการเสียบปลั๊กลำโพงทั้งสองชิ้นเรียบร้อย
ส่วนของรูปแบบการรองรับการเชื่อมต่อบนตัว Klipsch R-10B จะรองรับการเชื่อมต่อจากภายนอกผ่านทางพอร์ต Optical Digital, RCA และสัญญาณไร้สายผ่านทาง Bluetooth ทำให้การนำไปใช้งานกับทีวีหรือเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ นั้นสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างครบครัน
ในส่วนสเปคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านของเทคนิคนั้นสามารถดูได้ที่ตารางด้านล่างนี้ได้เลย
| Klipsch R-10B SPECIFICATIONS | |
| SPEAKER SYSTEM | 2-way soundbar with 8” wireless subwoofer |
| PEAK AMPLIFIER OUTPUT | 250 Watts peak system power |
| FREQUENCY RESPONSE | 27Hz-20kHz |
| TWEETER | Two .75” (19mm) textile dome tweeters mated to dual 90° x 90° Tractrix® Horns |
| MIDRANGE | Two 3” (76mm) polypropylene drivers |
| SUBWOOFER | One 8” (203mm) side-firing fiber composite cone/ported enclosure. MDF cabinet |
| INPUTS | 1 Optical digital, 1 Stereo RCA, Bluetooth® with aptX® audio coding technology |
| SOUNDBAR DIMENSIONS | 40” (1015.8mm)W x 2.8” (71mm)D x 4.1” (105.1mm)H |
| SUBWOOFER DIMENSIONS | 8.3″ (210mm)W x 16″ (406.4mm)D x 13.2″ (336.4mm)H |
| WEIGHT | Soundbar: 7 lbs. (3.2 kg) Subwoofer: 25.1 lbs. (11.4 kg) |
| FINISH | Soundbar: Satin black Subwoofer: Brushed Black Vinyl Grille: Perforated Metal |
| MOUNTING OPTIONS | Two built-in keyhole mounts for wall mounting, also includes removable rubber feet for tabletop positioning |
| INCLUDED ACCESSORIES | One 1.5m optical cable, one pair of rubber feet, one wall mounting template, one remote control, power supply |
| MAX LOAD WEIGHT | Packaged product 42.1 lbs (19.1kg) |
Design – การออกแบบ
หลังจากที่ได้พาคุณผู้อ่านได้ไปไล่ดูในส่วนของข้อมูลทางเทคนิคและจุดเด่นแบบคร่าวๆ กันไปแล้วทีนี้ก็มาดูที่ส่วนของดีไซน์กันบ้าง โดยตัวของเจ้า Klipsch R-10B ไม่ว่าจะเป็นบอดี้ของ SoundBar และ Subwoofer นั้นจะมาในคอนเซ็ปต์สีดำเข้มทั้งหมดทำให้ดูแล้วมีความกลมกลืนกันทั้งชุด นอกจากนี้ตัวของ SoundBar เองยังคงมีสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างเช่น ปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ มาให้ทางด้านหน้าอีกด้วย เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปดูของจริงกันเลยดีกว่า

เมื่อแกะกล่องออกมาจะพบกับอุปกรณ์เสริมและคู่มือการใช้งานถูกแพ็คมาเป็นอย่าดี

สำหรับกล่องที่ใส่อุปกรณ์หลักนั้นจะเป็นกล่องสีน้ำตาลและที่ด้านบนจะมีตัวหนังสืออธิบายไว้ว่าใส่อุปกรณ์อะไรมาให้เราได้ใช้งานกันบ้าง
เมื่อแกะเจ้ากล่องสีน้ำตาลออกมาจะพบกับอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1. สายไฟ AC จำนวน 2 เส้น
2. อะแดปเตอร์แปลงไฟ จำนวน 1 ชุด
3. สายสัญญาณ Optic Digital จำนวน 1 เส้น
4. ขายางสำหรับรอง SoundBar (Rubber Feet) จำนวน 1 คู่
5. รีโมทคอนโทรล จำนวน 1 ชิ้น

หน้าตาของคู่หูภายในชุด Klipsch R-10B จะแบ่งเป็นตัวของ SoundBar และ Subwoofer แบบไร้สาย

รีโมทคอนโทรลนั้นยังคงหน้าตาจิ้มลิ้มๆ เหมือนเดิม ซึ่งคงจะเป็นเอกลักษณ์ของอุปกรณ์จำพวกนี้ไปซะแล้วที่มันจะมาในรูปทรงที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด

ขยับๆ มาที่หน้าตาของ SoundBar กันบ้าง อย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่าหน้าตาโดยรวมของ Klipsch R-10B จะมาในโทนสีดำกึ่งดำด้าน

ถ้าหากซูมเข้ามาที่บริเวณด้านหน้าส่วนกลางของ SoundBar นั้นจะเป็นที่อยู่ของปุ่มควบคุมการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ของ Klipsch R-10B โดยที่บริเวณด้านบนนั้นจะมีโลโก้ “Klipsch” เงาวับแปะอยู่ที่บริเวณด้านบนอีกด้วย
สำหรับปุ่มควบคุมนั้นจะเหมือนกับปุ่มต่างๆ ที่อยู่บนตัวรีโมทคอนโทรลแทบทั้งสิ้น
1. ไฟแสดงสถานะการเปิดใช้งานโหมดเสียง 3-D SURROUND
2. ปุ่มเลือกการเชื่อมต่อ Input จากภายนอก ได้แก่ เชื่อมต่อไร้สายผ่านสัญญาณบลูทูธ (BLUETOOTH), เชื่อมต่อผ่านทางพอร์ต RCA และเชื่อมต่อแบบดิจิตอลผ่านทางพอร์ต Optical Digital
3. ปุ่มสำหรับปิดเสียง (Mute)
4. ปุ่มสำหรับปรับลดระดับความดังของเสียง
5. ปุ่มสำหรับปรับเพิ่มระดับความดังของเสียง
6. ไฟแสดงสถานะว่ากำลังทำงานอยู่ในโหมดการเชื่อมต่อ Input แบบใด

นอกจากนี้ถ้าหากท่านแกะกล่อง SoundBar ออกมาครั้งแรกจะพบเข้ากับสติกเกอร์แสดงรายละเอียดว่าเจ้า KlipschR-10B นั้นรองรับรูปแบบการใช้งานหรือเทคโนโลยีแบบใดบ้าง ซึ่งก็จะบรรยายถึงคุณลักษณะเด่นของตัวมันเอาไว้นั่นเอง
ในด้านของการใช้งานนั้นเจ้า Klipsch R-10B จะรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์พกพาจำพวกแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ผ่านทางสัญญาณบลูทูธบนเทคโนโลยี aptX® ที่จะทำให้ได้ความละเอียดในการรับฟังเทียบเท่ากับการรับฟังจากแผ่นซีดีเพลง นอกจากนี้ภายในชุดจะมาพร้อมกับลำโพง Subwoofer ไร้สายแบบ Active ที่รองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านทางคลื่นความถี่ 2.4 GHz ทำให้การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงจาก SoundBar ไปยัง Subwoofer นั่นมีคุณภาพสูง
ถัดมาที่รายละเอียดของตัวไดร์เวอร์ที่ถูกติดตั้งมาบน SoundBar กันสักเล็กน้อย โดยทาง Klipsch ได้เลือกติดตั้งไดร์เวอร์ทวีตเตอร์โดมที่ทักทอจากผ้าและมาพร้อมกับเทคโนโลยี Dual 90° x 90° Tractrix® Horns ขนาด 0.75 นิ้ว และส่วนของไดร์เวอร์ที่จะมาช่วยในเรื่องของเสียงกลางที่ค่อนไปทางเสียงต่ำนั้นจะเป็นไดร์เวอร์แบบมิจเรนจ์ขนาด 3 นิ้ว (ขึ้นรูปจากโพลีโพรไพลีน) ทั้งนี้ตัวของ SoundBar นั้นจะเป็นแบบ 2-Way ที่ประกอบด้วยไดร์เวอร์ทั้ง 2 ชนิดดังที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้

ทั้งนี้ถ้าหากเรานำไปใช้งานด้วยการติดตั้งลงบนชั้นวางทีวีทาง Klipsch ก็ได้แถมแผ่นยางรอง (Rubber Feet) มาไว้ให้เราได้ติดเข้าไปที่ตัวของ SoundBar อีกด้วย “ถ้าหากใครสะดวกแขวนกับผนังก็จะไป”

ถัดมาที่หน้าตาของตู้ Subwoofer กันบ้าง สำหรับหน้าตาของมันนั้นไม่มีอะไรมากมีรูปทรงเหมือนกับทั่วๆ ไป แต่ที่ด้านบนจะมีการสกรีนโลโก้ของ Klipsch เอาไว้

มาถึงคิวของตู้ Subwoofer ที่มีขนาดกำลังพอเหมาะพอเจาะกันบ้าง โดยจะมาพร้อมกับได้เวอร์วูบเฟอร์ขนาด 8 นิ้วที่หันหน้าไดร์เวอร์ออกทางด้านข้าง ผนวกเข้ากับแผ่นตะแกรงอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ที่คอยปกป้องไดร์เวอร์อยู่นั่นเอง

สำหรับท่อเบสจะมีความแปลกกว่าตู้ Subwoofer ทั่วๆ ไปตรงที่มีลักษณะของท่อเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า นอกจากนี้แล้วตัวของตู้ทั้งหมดจะทำมาจากวัสดุที่เป็นไม้แบบ MDF

ขอทิ้งท้ายที่ดีไซน์ด้านหลังตัวตู้ Subwoofer กันอีกสักภาพ ซึ่งที่ด้านหลังนั้นจะมีแผ่นหลักขนาดใหญ่ยึดปิดภาคขยายภายในเอาไว้อยู่อีกด้วย
Connectivity – ช่องต่อ
หลังจากที่ได้ดูในส่วนของดีไซน์ที่อยู่บนตัวของ SoundBar และ Subwoofer กันไปหมาดๆ เมื่อกี้นี้ ก่อนที่เราที่จะขยับไปทดสอบเรื่องของคุณภาพของเสียงต้องเหลียวหลังมาดูส่วนของช่องต่อที่อยู่ทางด้านหลัง SoundBar กันอีกสักเล็กน้อย

ซึ่งถ้าหากเราหันมาดูที่ด้านหลังแบบตรงๆ เราก็จะพบเข้ากับแผงแผ่นเหล็กที่ทำหน้าที่ในการยึดส่วนของภาคขยายภายให้มีความแข็งแรงและไม่ขยับเขยื้อนได้ง่าย

แต่เมื่อพอจับหงายช่องด้านล่างขึ้นมาจะพบเข้ากับพอร์ตที่รองรับการเชื่อมต่อ Input ในรูปแบบต่างๆ
สำหรับพอร์ตที่ใช้งานหลักนั้นประกอบด้วยดังนี้
1. ช่องเชื่อมต่อแบบ RAC จำนวน 1 พอร์ต
2. ช่องเชื่อมต่อความคมชัดสูงแบบ Optical Digital จำนวน 1 พอร์ต
3. ช่องเสียบสาย Power ที่เชื่อมต่อจากอะแดปเตอร์ จำนวน 1 พอร์ต
4. สวิตซ์ ปิด/เปิด SoundBar
Sound – เสียง
ในที่สุดเราก็มาถึงเรื่องของการทดสอบคุณภาพของเสียงและการใช้งานจริงกันสักที ในส่วนของการติดตั้งจะเหมือนกับ SoundBar ตัวอื่นๆ ทั่วไป (ขอไม่พูดถึงให้เป็นการเสียเวลาก็แล้วกันนะจ๊ะ) ถ้าหากท่านไหนติดตามรีวิวจากเว็บไซต์ของเราอยู่เป็นประจำก็น่าจะนึกภาพออก แต่ในชุดของเจ้า Klipsch R-10B จะมาพร้อมกับ Subwoofer ที่แยกออกจาก SoundBar อย่างอิสระ แต่การใช้งานถือว่าไม่ยากเพียงแค่เสียบปลั๊กก็สามารถใช้งานได้ทันที
อีกหนึ่งจุดเด่นคือตัวของ Subwoofer จะเป็นแบบไร้สายทำให้เราสามารถเลือกจุดวางได้อย่างอิสระไม่ต้องกังวลว่าสายลำโพงจะสั้นหรือยาวพอดีไหม

ว่าแล้วเรามาเปิด “Captain America” เบิร์นให้เจ้า Klipsch R-10B เข้าที่เข้าทางกันก่อน เพราะว่าเราพึ่งจะแกะกล่องออกมากันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยแกรงว่าอาจจะยังคงมีความแข็งกร้าวของตัวไดร์เวอร์อยู่พอสมควร

หลังจากที่ได้ทำการเปิดทิ้งไว้อยู่หลายชั่วโมงบินทีนี้ถึงเวลาที่ต้องกลับมานั่งเสพความมันของภาพยนตร์เรื่อง Captain America ผ่านทางชุด SoundBar กันแล้วสิ
ผลที่ได้จากการรับชมภาพยนตร์เรื่อง Captain America กันแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากเด็ดๆ นั้นตัวของเสียงที่เกิดขึ้นในย่านความถี่ต่ำ อย่างเช่น เสียงเบสที่ถูกแผ่กระทบออกมาเข้าที่หูของกระผมนั้นถือว่ามีเวทีของเสียงที่อลังการอย่างหน้าตกใจอยู่พอสมควร ซึ่งถ้าหากเป็น Subwoofer จาก Klipsch แล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาไปแล้วก็ว่าได้
ทั้งนี้จากที่ได้ใช้งานจริงๆ จังๆ พบว่าทั้งเสียงปืน เสียงระเบิด และเสียงชกต่อยที่กระทบกับโล่กัปตันอเมริกานั้นมีความกระชับและมีแรงกระแทกอย่างน่าโดนใจ ส่วนของเสียงกลางที่เป็นเสียงสนทนาและเอฟเฟกต์ที่อยู่ในย่านของเสียงกลางนั้นถือว่าทำออกมาได้เกินตัวเช่นกัน รวมไปถึงเสียงสูงที่เป็นจังหวะกระสุนปืนปะทะเข้ากับโล่ของกัปตันนั้นค่อนข้างมีความเฟี้ยวฟ้าวใสปิ้งมากเลยทีเดียว

เปลี่ยนแผ่นมาต่อกันที่เรื่อง “Divergent” ที่ออกแนวลัทธิสังคมแบ่งกลุ่มอีกสักเรื่อง โดยเรื่องนี้ถือว่าเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกสร้างมาจากนิยายเรื่อง Divergent นั่นเอง

ถึงแม้ว่าตัวเนื้อเรื่องจะเดินเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ก็มีฉากแอคชั่นให้เราได้ทดสอบคุณภาพเสียงอยู่ประปราย
จากการที่ได้รับชมภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องแบบเต็มๆ นั้นก็ทำให้พบความพิเศษของ Klipsch R-10B ในด้านของการใช้รับชมภาพยนตร์ที่สามารถให้บรรยากาศและอรรถรสในการรับชมออกมาได้อย่างสมจริง ไม่แพ้กับการรับชมในโรงภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย
แต่มีข้อสังเกตตรงที่ SoundBar รุ่นนี้จะไม่มีปุ่มปรับระดับความดังของเสียงเบสใส่มาให้บนรีโมทคอนโทรล ซึ่งต้องไปปรับที่หลังตู้ Subwoofer ส่วนของการปรับระบบเสียงบนรีโมทคอนโทรลจะเป็นการปรับทั้งระดับเสียงของ SoundBar และ Subwoofer ไปพร้อมๆ กันเท่านั้น

มาต่อกันที่การรับชมคอนเสิร์ตกันบ้าง ว่าแล้วก็หยิบแผ่น “Eagles: Farewell 1 Tour – Live from Melbourne” มาเปิดซะเลย

ซึ่งจากที่ได้ลองฟังเพลงอยู่หลายเพลง พบว่าส่วนของเสียงเบสและเสียงกลางทำออกมาได้ค่อนข้างน่าประทับใจ แต่ในส่วนของเสียงแหลมนั้นถือว่าค่อนข้างจัดจ้านเกินตัวพอสมควร
โดยรวมแล้วทั้งจากการฟังเพลงจากแผ่นคอนเสิร์ตและซีดีเพลงทั่วๆ ไป สำหรับ Klipsch R-10B แล้วจะมีคาแรคเตอร์ที่ออกไปทางเฟี้ยวฟ้าวและหนักแน่น ทำให้การใช้งานในด้านของการฟังเพลงนั้นอาจจะไม่ค่อยโดดเด่นเท่ากับการใช้รับชมภาพยตร์ แต่ถ้าท่านใดชอบฟังเพลงออกแนวร็อคๆ หรืออัลเทอร์เนทีฟอาจจะตกหลุมรักเจ้า SoundBar ตัวนี้ก็เป็นได้
หมายเหตุ โหมดเสียง 3-D SURROUND จากที่ได้ลองเล่นดู พบว่าถ้าหากเปิดโหมดเสียงดังกล่าวจะมีความก้องกังวานของเสียงในย่านความถี่สูงเพิ่มขึ้นมาอยู่พอสมควรทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความโอบล้อมของเสียงโดยรอบ แต่ก็พบว่าย่านเสียงกลางอาจจะมีอาการดรอปลงไปเล็กน้อย
ในส่วนของการสตรีมมิ่งสัญญาณเพลงไร้สายผ่านทางบลูทูธนั้นถือว่าคมชัดมากเลยทีเดียว ซึ่งไม่พบอาการเสียงขุ่นหรือเสียงดรอปลงไปเลยล่ะ จากการใช้งานในระยะการเชื่อมต่อไร้สายที่ 10 – 15 เมตรไม่มีอาการเสียงขาดหายแต่อย่างใด สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายนั้นรองรับกับอุปกรณ์พกพาหลายชนิด อย่างเช่น สมาร์ทโฟนที่เป็นระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ก็สามารถนำมาเชื่อมต่อได้อย่างสบายๆ ไม่แพ้กัน
หมายเหตุ จากการเล่นไฟล์ภาพยนตร์จากแผ่นได้ลอง Output สัญญาณเสียง DTS มายัง Klipsch R-10B พบว่าไม่สามารถถอดรหัสเสียงได้ แต่สามารถถอดรหัสเสียง Dolby® Digital ได้ตามที่เคลมเอาไว้

สุดท้ายนี้กระผมขอปิดท้ายด้วยการต่อเล่นเกมกับเครื่อง PlayStation®3 กันบ้างนะจ๊ะ
สำหรับเกมแรกที่นำมาทดสอบความเฟี้ยวฟ้าวของ SoundBar รุ่นนี้จะเป็นเกมขับเครื่องบินรบไล่ยิ่งศัตรู จากความรู้สึกที่สัมผัสได้คือเสียง “ฟิ้วๆ” ของมิสไซล์ที่ยิงออกไปจากเครื่องบินรบนั้นได้อารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ส่วนเสียงยิงปืนกลเสียงแหลมใสไปหน่อยจึงทำให้รู้สึกไม่สมจริงเท่าใดนัก

มาต่อกันที่เกมที่สองที่คล้ายกับ Street Fighter แต่เกมนี้จะใช้ดาบหรือกระบองที่เป็นอาวุธข้างกายมาฟาดฟันกัน ซึ่งเสียงอาวุธที่กระทบไปยังบนตัวของคู่ต่อสู้ก็ได้อารมณ์ดีนะ

มาถึงฉากที่มีการปล่อยท่าไม้ตายที่มีเสียงในย่านความถี่ต่ำอย่างเสียงเบสเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ตัวของ Subwoofer สามารถตอบสนองได้อย่างแม่นยำ กระชับ และสามารถคืนตัวได้อย่างว่องไวเช่นเดียวกับการใช้รับชมภาพยนตร์บู้แอคชั่นเลยล่ะ
Conclusion – สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ยหลังจากที่ได้ปล่อยให้อ่านรีวิวกันไปสองหน้าแบบต็มๆ ไม่มีโฆษณาคั่นเลยสักนิด ซึ่งกระผมเชื่อว่าต้องมีคุณผู้อ่านหลายท่านที่กำลังมองหาชุด SoundBar คุณภาพเสียงดีๆ และคุ้มค่ากับราคาไปไว้ใช้งานในห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนกันอยู่อย่างแน่นอน สำหรับเจ้า Klipsch R-10B นั้นถือว่ามีขนาดย่อมเยาเหมาะแก่การนำไปใช้งานในห้องที่มีพื้นที่จำกัดเป็นอย่างมาก
Klipsch R-10B เป็นชุด SoundBar ที่มาพร้อมกับลำโพง Subwoofer Active แบบไร้สายคุณภาพสูงที่แยกออกมาวางอยู่ข้างนอก (ไม่รวมอยู่บน SoundBar) ทำให้การใช้งานมีความเป็นไฮเอนด์มากยิ่งขึ้น ในส่วนของโทนสีนั้นทาง Klipsch ได้เลือกใช้โทนหลักเป็นสีดำทั้งหมด
สำหรับตัวของไดร์เวอร์ที่ถูกติดตั้งมาบนตัวของ SoundBar นั้นจะเป็นไดร์เวอร์ทวีตเตอร์แบบ Dual 90° x 90° Tractrix® Horns ขนาด 0.75 นิ้ว จำนวน 1 คู่ (ส่วนของกรวยนั้นถูกทักทอขึ้นมาจากผ้า) และการตอบสนองในย่านความถี่กลางจะใช้เป็นไดร์เวอร์มิจเรนจ์ขนาด 3 นิ้ว (ขึ้นรูปจากโพลีโพรไพลีน) จำนวน 2 ตัว โดยโครงสร้างทั้งหมดเป็นแบบ 2-Way

Klipsch SoundBase รุ่น R-10B
ราคา 21,900 บาท
นอกจากนี้เจ้า Klipsch R-10B จะรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบมีสายและไร้สาย ที่การเชื่อมต่อแบบใช้สายจะรองรับการเชื่อมต่อจากสายสัญญาณ RCA และ Optical Digital ในส่วนของการเชื่อมต่อแบบไร้สายจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณบลูทูธบนเทคโนโลยี aptX® ซึ่งรองรับการใช้งานกับแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS เป็นต้น
ในส่วนของคุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบจากกระผมส่วนตัวแล้วคิดว่า “ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์เป็นหลักเจ้า Klipsch R-10B ถือว่าเป็นชุดลำโพง SoundBar อีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจ” ซึ่งคาแรคเตอร์เสียงโดยรวมนั้นค่อยข้างจะออกไปทางหนักแน่นทั้งเสียงกลางและเสียงสูง นอกจากนี้ตัวของไดร์เวอร์ทวีตเตอร์ก็สามารถตอบสนองเสียงเอฟเฟกต์ได้อย่างแพรวพราว ส่วนของ Subwoofer ถ้าขึ้นชื่อว่า Klipsch แล้วรับรองหายห่วง เพราะว่าจากที่กระผมได้ใช้รับชมภาพยนตร์พบว่าตัวไดร์เวอร์ขนาด 8 นิ้วนั้นสั่นได้สะท้านถึงทรวงอกจริงๆ ซึ่งส่วนนี้ต้องขอชมเชยเขาเลยล่ะ
ข้อดีของ Klipsch รุ่น R-10B
1. ตัว SoundBar ใช้งานง่าย เซ็ตอัพไม่ยาก แค่วางหรือแขวนไว้หน้าทีวี ส่วน Subwoofer จะวางไว้มุมไหนก็ได้แค่เสียบปลั๊กก็พร้อมใช้งานได้เลย
2. มาพร้อมกับลำโพง Subwoofer แบบไร้สายที่ทำงานบนคลื่นความถี่ 2.4 GHz ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด แถมยังไม่ต้องเดินสายให้ยุ่งยากอีกด้วย
3. ลำโพง Subwoofer ตอบสนองความถี่เสียงทั้งในย่านความถี่ต่ำและกลาง ได้อย่างหนักแน่นและลงตัว
จุดสังเกตของ Klipsch รุ่น R-10B
1. ไม่มีช่องต่อ HDMI มาให้ จะใช้งานพอร์ต Optical Digital ที่รองรับระบบเสียง Dolby® Digital เท่านั้น
2. โหมดเสียงสำเร็จรูป มีมาให้โหมดเสียงเดียวเท่านั้น คือ 3-D SURROUND
3. ไม่มี On Screen Menu ทำให้การลด-เพิ่มระดับเสียงต้องปรับตามความดังที่ผู้ใช้งานได้ยิน